Lazysheep

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 6 โอบอุ่น

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 โอบอุ่น

คำค้น : เชือกป่าน วินทีม

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 130k

ความคิดเห็น : 168

ปรับปรุงล่าสุด : 08 มี.ค. 2562 17:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 900
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 โอบอุ่น
แบบอักษร

ทีมชอบอากาศเย็นแต่ไม่ชอบความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ ฟังดูย้อนแย้งแต่ความเย็นจากธรรมชาติและความเย็นที่สร้างขึ้นมามันไม่เหมือนกันจริงๆ ตอนเด็กๆ ด้วยความที่อาศัยอยู่ภาคเหนือและบ้านอยู่แถวชานเมืองเต็มไปด้วยต้นไม้ทำให้เขาแทบไม่ต้องพึ่งความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ พอย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ทีมยอมรับเลยว่าเขาต้องเปิดแอร์ทุกคืน

แต่ต้องไม่เย็นจนแทบแข็งแบบนี้!!

อากาศที่เย็นจนขนลุกทำให้คนขี้หนาวตะเกียกตะกายหาที่ซุกตัว พอเจอก้อนอบอุ่นแขนขายาวก็ก่ายฟาดจนเกิดเสียงดังอักตามด้วยเสียงพึมพำอะไรสักอย่างที่จับความไม่ได้ จากนั้นความอบอุ่นก็ครอบครองร่างของเขาเอาไว้ เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ทีมหลับลึก ไม่มีฝันร้าย ร่างกายผ่อนคลายสบายจนไม่อยากตื่นขึ้นมา

“อืม”

แสงแดดที่ลอดผ่านผ้าม่านบาง ๆ ปลุกคนบนเตียงให้ปรือตาขึ้นอย่างเกียจคร้าน ทีมควานมือไปด้านข้างเตียงหยิบมือถือขึ้นดู ตัวเลขบนหน้าจอขึ้นว่า 6:45 อีกสิบห้านาทีถึงจะเป็นเวลาตื่นที่เขาตั้งเอาไว้

“ทำไมแอร์เย็นจังวะ” ทีมพึมพำ มองไปรอบห้องหารีโมทเครื่องปรับอากาศ พอเริ่มตื่นเต็มตาเจ้าตัวถึงได้รู้สึกถึงความผิดปกติ

การตกแต่งห้องที่ไม่คุ้นเคย ชั้นวางหนังสือเหล็กสีดำ กรอบรูปเท่ๆ โคตรมินิมอล ไม่มีอะไรที่คุ้นตาสักอย่าง เด็กหนุ่มกวาดสายตากลับมาที่เตียงอีกครั้งก่อนจะเบิกตาโพลงกับก้อนขนสีทอง ๆ ที่อยู่บนอก เขาเกือบยันไอ้ก้อนที่ว่าออกจากตัวด้วยความตกใจแต่แล้วความทรงจำเมื่อคืนก็เบรกอาการตื่นตระหนกเอาไว้ก่อน

เท่าที่เคยอ่านการ์ตูนมาเยอะ หลายครั้งตัวเอกก็ตื่นมาโดยมีใครสักคนอยู่ในอ้อมแขน ถ้าร้ายแรงหน่อยก็ไปอยู่ในอ้อมแขนคนอื่น สำหรับทีมเขาอยู่ในกรณีแรก แต่มันควรเป็นสาวน้อยน่ารัก ไม่ก็ผู้ชายตัวกะทัดรัดแบบไอ้ภามไหม?

ใครที่ไหนตื่นมาแล้วเจอผู้ชายตัวเท่ายักษ์นอนหนุนอกแบบนี้วะ!!

“หนักฉิบหาย”

ก้อนขนที่เขาสงสัยในตอนแรกคือหัวย้อมทองของเฮียวิน เจ้าของห้องผู้หิ้วเขามานอนด้วยเมื่อคืน ไอ้อุ่นมันก็อุ่นดีหรอกเพราะแอร์ในห้องหนาวยะเยือกเหมือนอยู่ขั้วโลก แถมเฮียมันไม่ใส่เสื้อนอนโชว์กล้ามเนื้อเฟิร์มๆ และรอยสักเซ็กซี่ตามร่างกายอีกต่างหาก

“เฮียตื่นได้แล้ว” ทีมสะกิดหมายักษ์บนอกเบาๆ แต่ดูเหมือนจะไม่สะท้านเลยเปลี่ยนเป็นเขย่าให้หัวสั่นหัวคลอน “ตื่นโว้ยเฮีย ตื่นนนนนนน”

นายภวินท์ปรือตางัวเงีย หมอนกอดวันนี้อุ่นจนเขาก่ายแขนขารัดมันแน่นขึ้น แน่นจนได้ยิ่นเสียงแอ่กแล้วเขาก็โดนยันโครมเดียวตกเตียง

“มึง!”

“รัดบ้าอะไรวะเฮีย แค่กๆ ตายห่าพอดี”

วินนั่งหาวอยู่ที่พื้น เป็นเวลาเดียวกับที่มือถือส่งเสียงปลุกลั่นห้อง เขาปรือตามองเจ้าทีมหยิบมือถือขึ้นกดปิดเสียง

“วันนี้มีเรียนเหรอวะ”

“ไม่อ่ะ”

 “โกหก” คนขี้เซาเกาพุงแกรกๆ วินยันตัวกลับขึ้นเตียง ทิ้งตัวนอนคว่ำซุกใบหน้าลงบนหมอนนุ่มอีกครั้ง “มึงมีเรียนตอนสิบโมง จะโดดก็บอก”

“รู้แล้วถามทำไม” เด็กหนุ่มประชดแต่ไม่คิดจะถามว่ารู้ได้ยังไงเพราะเขาปลงไปแล้ว “ยืมชุดหน่อย”

เจ้าของห้องยักคิ้วแทนคำตอบ นอนมองรุ่นน้องเปิดตู้เสื้อผ้ารื้อเอาเสื้อยืดและกางเกงขาสั้นสบายตัวออกมา ด้วยความเคยชินกับการเปลี่ยนเสื้อผ้าในชมรมทำให้ทีมถอดชุดนอนพาดเก้าอี้ชิลๆ เหลือแค่บอกเซอร์ตัวในเดินเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าแปรงฟัน กล้ามเนื้อลีนสวยโดยเฉพาะต้นขาทำเอาคนมองลอบกลืนน้ำลาย

วินรู้ตัวดีว่าตัวเองเป็นไบ เขาชอบทั้งผู้ชายผู้หญิงแต่ไม่ได้หื่นขนาดเห็นคนเปลือยนิดเปลือยหน่อยแล้วมีอารมณ์ ยิ่งร่างกายผู้ชายเขาเห็นในชมรมว่ายน้ำจนเบื่อ แต่ไม่ใช่กับทีม..

เขายังจำสัมผัสยามกัดหลังต้นขาแน่นๆ นั่นได้ไม่ลืม

ทีมวอร์มร่างกายง่ายๆ หน้าทีวี วันนี้เขาขี้เกียจออกไปวิ่งคงแค่ออกกำลังกายเรียกเหงื่อในห้องแทน ลักษณะห้องของเฮียวินไม่ต่างจากห้องของเขา เป็นห้องสตูดิโอที่เปิดประตูแล้วเจอครัวเล็กด้านขวาห้องน้ำอยู่ด้านซ้าย ถัดขึ้นไปคือส่วนของห้องนั่งเล่นและด้านในสุดคือเตียงนอน

ห้องนี้ไม่มีโซฟา แต่มีกองหมอนและBean Bagวางอยู่มุมห้อง ดูเหมือนพื้นที่ที่เหลือจะกลายเป็นชั้นวางหนังสือกับโมเดลรถ มีโต๊ะอ่านหนังสืออยู่หนึ่งตัวที่เต็มไปด้วยตำราเรียน กลับกันห้องของทีมมีแค่ชั้นไม้ง่อยๆ จากห้างเล็กๆ  ขยับแรงหน่อยชั้นอาจจะพังได้ มีโต๊ะอ่านหนังสือเหมือนกันแต่ไม่เคยใช้ กลายเป็นที่วางของรกจนมองพื้นโต๊ะไม่เห็น ที่ใช้บ่อยคงเป็นโต๊ะญี่ปุ่นเอาไว้กินข้าวกับเล่นคอมพ์

เจ้าของห้องที่ยอมสะบัดตัวขี้เกียจเดินเช็ดหน้าออกมาจากห้องน้ำ เขายืนพิงผนังมองอีกฝ่ายซิทอัพอยู่กลางห้องด้วยความสนใจอยู่สักพักก่อนจะเดินเข้าไปช่วยยึดขา

“มีแรงหน่อย หมดแรงแล้วเหรอ” วินเอ่ยเย้าเมื่อเห็นรุ่นน้องเริ่มแรงหด

พอโดนยุคนเกลียดการพ่ายแพ้ก็มีแรงฮึดขึ้นมาทันที ทีมดันตัวขึ้นสูงในขณะที่คนยึดขาจงใจโน้มใบหน้าเข้าหา

"เจ็ดสิบเจ็ด”

จากที่ห่างกันหนึ่งช่วงใบหน้า

“เจ็ดสิบแปด”

ก็ขยับเข้ามาเหลือแค่ปลายจมูก

“เจ็ดสิบเก้า”

ต่างฝ่ายต่างจ้องตากันไม่ยอมแพ้ราวกับว่าใครหลบตาก่อนคือฝ่ายปราชัย

“แปดสิบ”

“...”

เสียงหอบหายใจของทีมกลายเป็นเสียงที่ดังที่สุดในห้องดังยิ่งกว่าเสียงนักข่าวในทีวีและเสียงวุ่นวายภายนอก ดวงตาดื้อดึงไม่ยอมแพ้โดดเด่นล้อมกรอบด้วยหยาดเหงื่อที่ผุดขึ้นตามไรผม ริมฝีปากเผยอออกเล็กน้อยเพื่อปล่อยลมหายใจ

...เหมือนแรงดึงดูด

ริมฝีปากสัมผัสกันเหมือนแตะผิวน้ำให้กระเพื่อมไหว ก่อนที่วงคลื่นจะขยายกระจายออกไปกลายเป็นจูบดูดดื่มบดขยี้ ลิ้นร้อนตวัดดุนต่างผลัดกันไล่ต้อนเกิดเสียงเปียกชื้นฟังจักจี้หู ทั้งขบทั้งกัด ย้ำซ้ำๆ จนริมฝีปากแดงก่ำราวกับมะเขือเทศสด

พวกเขาทั้งคู่ต่างรู้สึกหน้ามืดตามัว ต่างอยากขย้ำคนตรงหน้ากลืนกินให้หมดทั้งตัว จนเมื่อจูบครั้งที่สองกำลังจะเริ่มขึ้น เสียงเพลงชาติจากทีวีก็หยุดการกระทำจากสัญชาตญาณ อารมณ์วาบหวานหายวูบจนแทบไม่เหลือ

“...ผม..จะไปอาบน้ำ” ทีมยันตัวลุกขึ้นจากพื้น รีบสาวเท้าโกยข้าวของตัวเองใส่เป้แล้วเปิดแนบกลับห้องด้วยอัตราการเต้นของหัวใจระดับแปดริกเตอร์

ส่วนเจ้าของห้อง 1019 ทิ้งตัวลงนอนแผ่บนพื้น เลียริมฝีปากที่ได้รสชาติคาวเลือดจางๆ หลับตาซึมซับความรู้สึกร้อนรุ่มเมื่อสักครู่ ดวงตาเจ้าเล่ห์วับวาวเป็นครั้งแรกที่คนอย่างภวินท์รู้สึกอยากครอบครองใครสักคนอย่างรุนแรง



***


ทีมนอนกลิ้งเกลือกเล่นเกมมือถืออยู่บนเตียงอย่างเบื่อๆ หลังจากที่ส่งข้อความบอกภามว่าจะโดดเรียน เขาก็ว่างจนไม่มีอะไรทำ นึกเสียใจที่โดดเรียนเพื่อนอนหายใจโง่ๆ อย่างไม่มีเหตุผล

ให้ออกไปเที่ยวข้างนอกก็ไม่มีอะไรจะเที่ยว ขี้เกียจขับรถด้วย หิวก็หิวแต่ครั้นจะลงทุนไปห้างเพื่อนั่งกินอะไรคนเดียวก็ดูเหงาไปหน่อย

ก๊อก ก๊อก

“คร้าบ”

เด็กหนุ่มลากร่างไปเปิดประตู พอเห็นหน้าคุ้นตาก็เบ้ปากใส่อย่างไม่เกรงใจ

“อะไรละเฮีย”

“ไปกินข้าวกัน”

พวกเขาทั้งคู่ทำเหมือนเมื่อเช้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ลืมเลือนจูบดูดดื่มและอ้อมกอดอบอุ่น ซึ่งก็ดีทำให้ไม่ตะขิดตะขวงใจเวลามองหน้ากันนัก

“ขี้เกียจมาก” ทำท่าตัวเหลวให้ดูอีกต่างหาก

“เอาน่า เดี๋ยวเลี้ยงหนังด้วย”

พอรู้ว่าจะได้ดูหนังฟรีคนโดดเรียนเริ่มรู้สึกมีกิจกรรมขึ้นมา ทีมพยักหน้าหงึกรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเสื้อยืดกางเกงยีนและรองเท้าผ้าใบคู่เก่งจากนั้นก็เดินตามรุ่นพี่ต้อยๆ อย่างว่าง่ายทันที

ถึงทีมจะไม่ค่อยชอบมอเตอร์ไซค์สักเท่าไหร่ โดยเฉพาะรถแรงๆ อย่างบิ๊กไบค์ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นเนื้อหุ้มเหล็กที่อันตราย แต่การได้นั่งซ้อนเฮียก็ไม่ค่อยแย่

ซะที่ไหนละโว้ยยยยยย!!! ไอ้สลัดผัก!!!

“โว้ย จะขี่ซอกแซกทำไมวะเฮีย ขับดีๆ ไม่ต้องไปรีบโรงหนังไม่หาย เชี่ยยยยยยยยยยย” เสียงโวยวายลั่นตลอดทางตั้งแต่ออกถนนใหญ่ สองมือกอดเอวคนขับแหกปากลั่นก้องหมวกกันน็อค

กว่าจะถึงห้างสรรพสินค้า ทีมรู้สึกเหมือนทำชีวิตหายไปแล้วครึ่งหนึ่ง เขาตะกายลงจากรถหายใจหอบแฮกมองรุ่นพี่ขี้แกล้งตาขวาง อยากเอาหมวกกันน็อคฟาดหัวสักที

“เป็นไง ตื่นเต็มตาเลยไหม” ภวินท์หัวเราะชอบใจ เขายีหัวไอ้ตัวแสบขำๆ แล้วลากเข้าห้างเพื่อหาของกินปิดปากตัวขี้โวยวาย

 เนื่องจากเป็นวันธรรมดาก่อนเที่ยง คนในห้างเลยยังไม่เยอะมากนัก ร้านอาหารก็มีผู้คนบางตาทำให้การสั่งอาหารเป็นไปอย่างรวดเร็ว ราบรื่น สเต็ก เฟรนซ์ฟราย ไส้กรอก สลัดผัก จานใหญ่เบิ้มวางลงตรงหน้ามนุษย์ผู้มีอัตราการเผาผลาญแคลอรีได้เยอะกว่าชาวบ้านหลังจากรอเพียงไม่นาน คนที่กำลังโวยวายเรื่องมอเตอร์ไซค์เลยเงียบกริบดวงตาเป็นประกายยามเห็นของกินถูกใจ

โดยเฉพาะของกินในจานคนอื่น บางครั้งมันน่ากินจริงๆ

“เฮียยย”

“หยุดความคิดมึงเลย” ภวินท์ขยับส้อมปกป้องกุ้งในจานเมื่อประกายแห่งความสุขในดวงตาอีกฝ่ายเผื่อแผ่มาถึงจานของเขา

ทีมยิ้มแต้ ฉวยโอกาสส่งส้อมบุกรุกแต่โดนสกัดด้วยมีดหันสเต็ก “เฮียเป็นพี่ ควรสละให้น้องดิ”

“สละให้ก็อดแดกสิ” ด้วยความที่บ้านมีแต่ผู้ชาย วินเลยไม่เคยอ่อนข้อให้เรื่องของกิน ถ้ามัวแต่ชักช้าทั้งพี่ทั้งน้องเขาไม่เคยเหลืออาหารบนโต๊ะไว้ให้สักครั้ง

“โห่ ไม่อ่อนโยนเลย”

“ทำไมกูต้องอ่อนโยน” คนฟังขมวดคิ้ว จะกินข้าวต้องอ่อนโยนขนาดนั้นเลยเรอะ

 “สาวๆ เขาชอบไง ผู้ชายอ่อนโยนและใจดี”

“งั้นคงไม่จำเป็น” ภวินท์กระตุกยิ้ม เขาจิ้มกุ้งทอดที่เจ้าตัวแสบอยากลองกินนักหนายื่นจ่อตรงหน้าอีกฝ่าย “เพราะกูไม่ได้อยากให้สาวๆ ชอบ”

“....”

“แต่อยากให้มึงชอบมากกว่า” ดวงตาคนพูดวับวาว เป็นสายตาที่เพื่อนสนิทมักบอกอยู่เสมอว่ามันคือสายตาเจ้าชู้

ประโยคนี้ปกติถ้าสาวๆ ฟังแล้วคงจะม้วนต้วนเป็นก้อน แต่ไม่ใช่กับคนที่ชินชากับนิสัยแบบนี้ของรองประธานชมรมว่ายน้ำ ทีมกลอกตาแล้วก้มลงงับกุ้งตรงหน้าอย่างไม่อายเพราะเจ้าตัวถือคติด้านได้อายอด

“เอาอีก”

“สัส” ภวินท์ถึงส่ายหัวกับเลิกเกี้ยวคนตรงหน้าเลื่อนจานอาหารหนีทันที

คนอย่างเจ้าทีมไม่เหมือนใครเลยจริงๆ



โรงหนังตอนกลางวันคนน้อยอย่างที่คาดคิด มีคนเดินอยู่แค่ประปรายทำให้ผู้ชายตัวโตสองคนที่กำลังถกเถียงกันว่าจะดูหนังเรื่องอะไรดีค่อนข้างเด่นสะดุดตา

“จะดูอันนี้” หนึ่งคนถือถุงมันฝรั่งไว้ในมือท่าทางหวงแหน มือก็ชี้โปสเตอร์หนังผีสยองขวัญ

“กูจะดูมาร์เวล”อีกคนหน้านิ่วคิ้วขมวด พยายามชี้โปสเตอร์หนังฮีโร่ที่เพิ่งเข้าหมาดๆ

“เอ้า ไหนบอกจะเลี้ยงหนัง”

“เลี้ยงหนังที่กูอยากดูไงโว้ย!”



อาฆาต/ปรารถนา/อาถรรพ์

ชื่อหนังผีฆาตกรรมสยองปรากฏขึ้นบนจอสกรีนขนาดใหญ่ เครื่องปรับอากาศในโรงหนังเย็นฉ่ำและเย็นกว่าปกติเพราะทั้งโรงมีคนนั่งดูอยู่ไม่ถึงสิบคน

ทีมยิ้มระรื่นอารมณ์ดี เขาแกะถุงมันฝรั่งทอดกินเพลินๆ เหมือนเมื่อกี้ไม่ได้กินอะไรมาก่อน หนังเรื่องนี้เขาเคยตั้งใจจะชวนภามมาดูด้วยกัน แต่ดูกับเฮียก็ได้ไม่เป็นไร

กรี๊ดดด

เสียงผู้หญิงในจอกรีดร้องดังลั่น คราบเลือดสีแดงสาดเต็มจอแล้วร่างของหล่อนก็แน่นิ่งกับพื้น วิญญาณซีดขาวยืนมองศพแดงฉาน ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สายตาจับต้องคนดูนอกจอราวกับมองเห็น

ยังไม่ทันที่คนดูจะได้ตั้งตัว วิญญาณร้ายก็ส่งเสียงวี้ดพร้อมพุ่งใส่หน้าจอจนเห็นสภาพเละเทะเต็มตา

เฮือก!

แรงกระตุกของคนข้างๆ ทำให้ทีมต้องหันไปมอง อาการนั่งเกร็งมือจิกเบาะบอกชัดว่าอีกฝ่ายไม่จรรโลงใจกับหนังเรื่องนี้สักเท่าไหร่

“เฮียไม่ชอบหนังผีเหรอ” เด็กหนุ่มกระซิบเสียงเบา

“เปล่า” คนบอกเปล่าพยายามหรี่ตามองจอหนัง แต่คราวนี้เจ้าผีร้ายในจอไม่ออมมือแม้แต่น้อย โผล่พรวดอีกครั้งไม่ให้ตั้งตัว

“เชี่ย!!!!!!!!!!”

คราวนี้ไม่ใช่เสียงหนัง แต่เป็นเสียงผู้ชายตัวโตร้องลั่นสู้ผีจนโรงหนังแทบแตก ภวินท์หลับตาปี๋ถามทีมเสียงสั่น “ผีไปรึยังวะ”

“ไปแล้วๆ”

“จริงนะมึง โกหกกูเอาตาย”

 “ไม่ได้โกหกน่า เอ้า ให้ยืมมือ” ยื่นมือให้อีกฝ่ายจับเอาไว้

ภวินท์ไม่เคยบอกใครมาก่อนในชีวิตว่าตัวเองกลัวผี เขาไม่ถูกกับพวกหนังตุ้งแช่ หนังเลือดสาดควักไส้ควักพุง ซึ่งปกติก็หลีกเลี่ยงการดูหนังผีหรือบ้านผีสิงได้โดยไม่มีใครรู้

แต่วันนี้ความลับตลอดยี่สิบเอ็ดปีของรองประธานชมรมว่ายน้ำโดนจับได้เสียแล้ว

“สัสเอ้ย ไม่เท่เลยกู”

ทีมกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่นกับคำสบถ ขบขันกับการพยายามจะเท่ของเฮียผู้เป็นที่ชื่นชมของเด็กในชมรม

หนังดำเนินเรื่องต่อไปอย่างระทึกขวัญ ทุกครั้งที่เจ้าวิญญาณร้ายโผล่ออกมาสร้างความบันเทิง เจ้าของรอยสักมากมายบนร่างกายเป็นอันสะดุ้งโหยงบีบมือรุ่นน้องแน่น

ทีมไม่ได้เสนอตัวให้ลุกออกจากโรงหนังก่อนหนังจบเพราะเขารู้ว่าเฮียไม่มีทางยอม และไม่ได้แกล้งล้อเลียนหรือทักอะไรอีกนอกจากปล่อยแขนเอาไว้ให้รุ่นพี่ได้พึ่งพิง

ทั้งๆ ที่หนังก็สนุกเข้าสู่ฉากระทึกอีกหลายครั้ง แต่ทีมไม่รู้ตัวเลยว่าสายตาตัวเองกลับจับจ้องแต่คนขี้กลัวข้างตัว เอ็นดูความน่ารักเกินคาดของผู้ชายตัวโต



***



น้ำในสระเย็นยะเยือกบาดผิวฉายเงาผิวน้ำไหวไปไหวมา ฟองอากาศผุดพรายน้ำทะลักเข้าสู่ปอดกลายเป็นความทรมานเหลือแสน ดวงตาเบิกกว้างสองมือไขว่คว้า

ใครก็ได้..

ทีมเบิกตาโพลงท่ามกลางความมืด ร่างกายชุ่มไปด้วยเหงื่อไม่สบายตัว เขายันร่างขึ้นนั่งถอนใจเหนื่อยหน่าย เรื่องราวผ่านมาตั้งนานกลับไม่ลืมเลือนสักที

บางครั้งมันสาบสูญไปจากความคิด ให้เขาเพลิดเพลินสนุกสนานกับการว่ายน้ำจนเต็มอิ่ม แต่บางครั้งก็กลับมาหลอกหลอนยามกังวลใจกับการแข่งขัน กลายเป็นสิ่งเหนี่ยวรั้งไม่ให้เขาก้าวหน้า เป็นเพียงนักกีฬาที่มีปัญหาทำเวลาไม่ได้ดี

ทีมถอนใจอีกครั้งก่อนจะหยิบหมอนและผ้าห่มเดินไปที่ประตู ..


ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูปลุกเจ้าของห้องที่กำลังงัวเงียให้ตื่นจากการนอนอันแสนสบาย เครื่องปรับอากาศทำงานเต็มที่ทำให้ภายในห้องเย็นเฉียบชวนหนาวสั่น ภวินท์หาวหวอดบิดกายเกียจคร้านบนเตียงนอนนุ่มนิ่ม เขาหยิบมือถือเปิดดูเวลา ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นเลขหนึ่ง

เวรเอ้ย เพิ่งนอนไปได้ชั่วโมงเดียวเอง

คนโดนปลุกเดินงัวเงียไปที่ประตูส่องตาแมวด้วยความสงสัย คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อยอย่างแปลกใจแต่ก็ยอมเปิดประตูห้องให้โดยไม่ถาม

วินมองผู้บุกรุกในชุดนอนหัวฟูๆ หิ้วหมอนหิ้วผ้าห่มเดินดุ่มไปที่เตียงด้านในแถมซุกตัวตรงจุดที่เขานอนอยู่จนถึงเมื่อกี้ด้วยท่าทางสบายใจถึงที่สุด ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ เขาปิดประตูล็อกห้องอีกครั้งแล้วกลับไปที่เตียง แทรกตัวลงนอนข้างๆ แล้วอ้าแขนเปิดรับแขกที่พลิกตัวเข้าหาความอบอุ่น

แม่ง เหมือนแมวเลย

คิดแล้วก็ยิ่งขำ ภวินท์มองคนในอ้อมแขนผ่อนลมหายใจช้าๆ ท่าทางหลับสบายปล่อยให้เขาลูบหัวลูบหลังโดยไม่ว่าอะไร ถ้าเตียงและอ้อมกอดของเขาทำให้ทีมหลับฝันดีได้ เขาก็พร้อมที่จะตื่นกลางดึกเปิดประตูรับมันทุกคืน

ความคิดเห็น