พราวนภา/เนตรอัปสรา/มณีหยาดฟ้า

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

แสดงความเป็นเจ้าของ (80%)...ลงโทษ >///<

ชื่อตอน : แสดงความเป็นเจ้าของ (80%)...ลงโทษ >///<

คำค้น : รักโคตรร้าย ผู้ชายฮาร์ดคอร์ ,ป๋าพงษ์ , หมอครีม ,แอบรัก

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.6k

ความคิดเห็น : 58

ปรับปรุงล่าสุด : 07 มี.ค. 2562 18:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
แสดงความเป็นเจ้าของ (80%)...ลงโทษ >///<
แบบอักษร




คิริมาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อกลับมาถึงห้องทำงานของตน การไปทานมื้อเที่ยงที่โรงอาหารเป็นครั้งแรกในรอบปีนอกจากจะทำให้เธอทำตัวไม่ถูกแล้ว ยังแสนจะอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก    

“ไปแอบคุยกับไอ้ลูกหมานั่นอยู่หรือไง…ถึงเพิ่งมา!”

น้ำคำรวนๆ ที่โพล่งขึ้นทำให้คนที่ตั้งท่าจะทรุดกายลงบนเก้าอี้หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ถึงกับสะดุ้งเฮือก แล้วหันขวับไปมองผู้บุกรุกที่แอบเข้ามาในห้องทำงานของตนทันควัน  

“คุณ!”

“ปฏิเสธไอ้หมอหน้าหม้อนั่นไปซะ!”

ยังไม่ทันได้จับต้นชนปลายคำสั่งวางอำนาจก็กระแทกใส่หน้าจนเธอต้องกะพริบตาเล็กน้อยอย่างเรียกสติ ก่อนจะข่มใจปรับสีหน้าให้ราบเรียบ จากนั้นก็ทรุดกายลงนั่งด้วยท่วงท่าที่พยายามให้ดูปกติ เขาจะรู้ไม่ได้ว่าการกระทำของเขากำลังเขย่าขวัญสั่นประสาท และมีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจเธอ  

“ว่าไง ผมสั่ง” เมื่อยังไม่ได้คำตอบอย่างใจคนเผด็จการก็จี้หนักขึ้น ท่าทางกอดอกเชิดหน้าทำท่าหยิ่งผยองและไว้ตัวยิ่งทำให้เขาอยากทำให้เธอยอมศิโรราบ    

“คุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งเจ้านายอย่างฉัน”

“หึ…แน่ใจเหรอป้า ว่าเราสองคนเป็นแค่เจ้านายกับลูกน้อง” เขาลอยหน้ายกมุมปากเล็กน้อย ท่าทางเหมือนพึงพอใจเสียเต็มประดาเมื่อเห็นเธอทำหน้าไม่ถูก โรคจิตชัดๆ         

คิริมาตั้งท่าจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ เมื่อเห็นว่าเจ้าของแววตาร้ายๆ เดินมาหาด้วยท่าทางคุกคาม ทว่ากลับต้องหลุดอุทานเมื่อมือกระด้างยื่นมาข่มไหล่มนให้นั่งลงที่เดิม หัวใจเจ้ากรรมเต้นผิดจังหวะในวินาทีร่างใหญ่เคลื่อนมาหย่อนสะโพกลงบนขอบโต๊ะทำงาน แล้วกอดอกมองเธอนิ่งๆ  

“คุณเข้ามาในห้องทำงานฉันได้ยัง” คราวนี้เธอเปลี่ยนเรื่องโดยเป็นฝ่ายไล่บี้เขาบ้าง พยายามไม่สนสายตาร้ายๆ ของคนที่กำลังทำตัวเป็นพวกอันธพาลก่อกวนไม่เลิก    

“เดินเข้ามา” คนหน้าตายตอบแบบกำปั้นทุบดิน  

“คุณมีอะไรก็รีบว่ามา ฉันต้องทำงาน” คิริมาเอ่ยอย่างพยายามจะใจเย็นให้ได้มากที่สุด เพราะคิดว่าการต่อปากต่อคำกับเขาจะทำให้ยืดเยื้อเสียเวลาทำงานของตน เธอต้องรีบตรวจและเซ็นเอกสารเพราะช่วงหัวค่ำมีเคสผ่าตัดใหญ่ร่วมกับหมอผู้เชี่ยวชาญอีกท่าน รวมทั้งแพทย์อินเทิร์นและเอ็กซ์เทิร์นอีกสองคน    

“ช่วงนี้ทำไมคุณต้องหลบหน้าผมด้วย” คิริมาแทบจะอ้าปากค้างกับความช่างรู้เท่าทันของคนที่เธอจงใจหลบหน้า แต่กระนั้นก็ยังไม่วายทำเชิดเอ่ยเสียงเรียบๆ  

“ฉันไม่ได้หลบ”

“คุณหลบ ‘โคตร’ จงใจหลบ”

“ไม่มีเหตุผลที่ฉันต้องหลบหน้าคุณ” คราวนี้ท่านรองผู้อำนวยการสาวกอดอกเชิดหน้าเอ่ยด้วยวาจาฉะฉาน และนั่นก็ยิ่งทำให้คนถูกตอกหน้าเกือบหลุดคำราม  

“เพราะคุณกลัวใจตัวเองไงล่ะ” พงษ์สวัสดิ์กระตุกมุมปากเล็กน้อย แล้วก็ทำให้เธอสะดุ้งเฮือกด้วยการจงใจโน้มใบหน้าหล่อเหลาลงไปกระซิบ ลมหายใจอุ่นๆ ราดรดพวงแก้มเนียนนุ่ม  

“หลงตัวเองเกินไปหรือเปล่า” หลังจากผงะห่างคิริมาก็ยันพื้นให้ล้อเก้าอี้เลื่อนไปด้านหลัง แล้วกระแทกเสียงใส่ ทว่าแทนที่คนถูกตอกหน้าจะรู้สึกรู้สาเขากลับไหวไหล่ แล้วพ่นวาจาสุดโอหังออกมา       

“ถึงผมไม่หลงตัวเองก็มีคนหลงผมเยอะแยะ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็อาจจะเป็นคุณด้วย”

ท้ายประโยคตัวร้ายไม่วายเอื้อมมาจับปอยผมไปทัดใบหูให้ การกระทำดูเหมือนนุ่มนวลระคนเอาใจแต่เธอรู้ดีว่ามันคือการข่มขวัญและปั่นป่วนให้หัวหมุนอย่างร้ายกาจและล้ำลึกเกินจะต้านทาน คิริมาพยายามคุมสติ ปัดมือที่กำลังป้วนเปี้ยนแถวกรอบหน้างาม แล้วอ้าปากจะเอ่ยค้าน       

“ฉันไม่…”

“ที่จริงคุณไม่ต้องหลบหน้าผมก็ได้  เพราะถึงยังไงคุณก็ไม่อยู่ในสายตาผมอยู่แล้ว” วาจากระแทกใส่หน้าทำให้คนฟังถึงกับสะอึก หน่วงๆ ในอก แต่ก็เลือกที่จะปิดกั้นอารมณ์ตัวเองด้วยการทำหน้าเรียบนิ่ง  

“ถ้างั้นก็อย่ามายุ่งกับฉัน และถ้าคุณพูดเรื่องไร้สาระจบแล้วก็เชิญ…ประตูอยู่โน่น” น้ำเสียงเย็นชาสวนกลับ ตบท้ายด้วยการชี้มือไปยังประตูพร้อมขับไล่อีกฝ่ายอย่างไม่ไว้หน้า

จากนั้นท่านรองผู้อำนวยการสาวก็ทำเป็นหันไปสนใจแฟ้มงานที่กองอยู่บนโต๊ะ และการจงใจทำเหมือนเขาไม่มีตัวตนก็ทำให้พงษ์สวัสดิ์ทนไม่ไหว        

“เดี๋ยว” เสียงแข็งๆ โพล่งขึ้น ขณะเอื้อมมือไปปิดแฟ้มที่เธอกำลังเปิดอย่างหน้าตาเฉย พอเห็นคิริมาชักสีหน้าใส่เขาก็ไหวไหล่และลอยหน้าอย่างกวนๆ     

“อะไรอีกล่ะ”

“ปฏิเสธไอ้หมอเวรนั่นไปซะ”

“ใคร?”

ท่าทางซื่อๆ ทำให้เขาชักหงุดหงิดเป็นเท่าทวี  

“ก็ไอ้เวรกฤษนั่นไงล่ะ!”

“ทำไมฉันต้องทำอย่างนั้นด้วย” เธอเชิดหน้าสวนกลับ ท่าทางอวดดีจนน่าหมั่นไส้ทำให้เขากระชากร่างบางให้ปลิวจากเก้าอี้มาตกในอ้อมแขนท่ามกลางความตกตะลึงของคนถูกกระทำ  

“ก็เพราะผมสั่งคุณยังไงล่ะ” เขากระซิบเสียงเข้มจนเธอต้องเอนหน้าออก 

“คุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งฉัน” คิริมาเค้นเสียงแข็งๆ ขณะขืนกายออกจากวงแขนเเกร่ง หัวใจเต้นแรงโลด เพราะหน้าหล่อๆ ลอยอยู่ใกล้แค่คืบ มันใกล้มากจนเธอแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่     

“แน่ใจเหรอว่าผมไม่มีสิทธิ์” เสียงกระด้างเจือดุดันถูกเค้นออกมาจากลำคอแกร่ง ขณะที่สาดสายตาเอาเรื่องจ้องใบหน้าเนียนใสอย่างคาดคั้นแกมคุกคามเต็มอัตรา

“ใช่!” คนที่ไม่รู้ว่ากำลังเล่นกับไฟกลั้นใจสวนกลับอย่างฉะฉานด้วยไม่อยากให้จอมอันธพาลได้ใจ โดนหักหน้าเสียบ้างจะได้พูดไม่ออก หรือไปให้พ้นๆ ทว่าเธอกลับคิดผิดอย่างมหันต์       

“งั้นผมคงต้องย้ำเตือนว่าทำไมตัวเองถึงมีสิทธิ์สินะ…หรือคุณว่าไง”

คิ้วหนาที่พาดอยู่เหนือดวงตาตี่ๆ ทว่าร้ายลึกเลิกขึ้น ขณะลูบหัวเธอเบาๆ กิริยาคล้ายหยอกเอิน แต่มันไม่ใช่เลย จอมวายร้ายกำลังเล่นกับความรู้สึกของเธออย่างร้ายกาจ       

เขาน่ะมันโคตรร้าย เหมือนโรคจิตไม่มีผิด    

“อย่านะ!”

“ทำไมล่ะ ก็คุณบอกว่าผมไม่มีสิทธิ์ ผมก็ต้องพิสูจน์สิทธิ์ของตัวเองสิ”

เจ้าของน้ำเสียงเนิบนิ่งแต่ชวนเขย่าขวัญเอ่ยพลางก้มลงมาในระยะที่ลมหายใจอุ่นๆ จากปลายจมูกโด่งลามเลียผิวแก้มเนียน ส่งผลให้คนโดนรุกหนักสะท้านไปทั้งโพรงอก ท่าทางตื่นๆ เรียกเสียงหัวเราะกลั้วลำคอหนา แล้วเขาก็ทำให้เธอตัวเกร็งหายใจสะดุดในวินาทีที่เคลื่อนมือมาไล้พวงแก้มสุกปลั่งประหนึ่งหยอกเอิน นัยน์ตาเย็นชาคู่นั่นพราวระยับคล้ายรื่นรมย์เสียเต็มประดา ก่อนจะขยับนิ้วมาดันปลายคางมนให้เงยขึ้น    

ในวินาทีที่ปากหยักจะทาบลงมาคิริมาก็เบี่ยงหน้าหลบ ทำให้คนพลาดเป้าฉกปากร้อนวูบลงที่ลำคอ เขาคำรามอย่างขัดเคือง แต่กระนั้นก็ยังไม่วายทำให้คนที่คิดว่าตัวเองจะรอดสะท้านเฮือกด้วยการดูดคอระหงแรงๆ แล้วผละห่างอย่างง่ายดายกว่าที่คิด ส่งผลให้คิริมาถึงกับลอบถอนหายใจ 

ทว่าไม่นานเธอก็ต้องเบิกตากว้าง ตัวแข็งทื่อ เมื่อคนที่ทำท่ารามือให้ตายใจก้มลงมาทาบปากอิ่มอย่างแม่นยำ จากนั้นก็ดูดเอาๆ อย่างดุดัน บ้างจาบจ้วงคล้ายเก็บกด และหิวกระหายอย่างร้ายกาจ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือต้องการลงโทษคนปากแข็งและตอกย้ำให้จำขึ้นใจว่าเธอกับเขามันลึกซึ้งกันมากแค่ไหน       

“ทีนี้คงรู้แล้วนะ ว่าทำไมผมถึงมีสิทธิ์”

ยังไม่ทันที่เธอจะค้านเขาก็สวนขึ้นเสียก่อน

“และทีหลังอย่าแอ๊บว่าจำผมไม่ได้อีก”

คนเอาแต่ใจเค้นเสียงพร่าออกมาจากปากหยัก ความเจ็บปวดที่ฉายชัดผ่านแววตาเย็นชาเป็นนิจทำให้คิริมาขมวดคิ้วมุ่น แต่ไม่นานคนยโสก็ทำหน้านิ่งๆ เหมือนไร้อารมณ์ดังเดิม  

“ฉันไม่…”

“หึ…จะบอกว่าไม่เคยรู้จักผมอีกสินะ ยัยผู้หญิงขี้ลืมสมองกลวง” เขายิ้มหยัน นัยน์ตาคมฉายแววผิดหวังแวบหนึ่งก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาดุจเดิม

“ถึงคุณจะปฏิเสธว่าไม่เคยรู้จักผม ปฏิเสธว่าจำผมไม่ได้ แต่ผมจำคุณได้ จำได้หมดว่าคุณเป็นยังไงในช่วงเวลาที่เราได้ใช้มันร่วมกันในสมัยม.ปลาย จำได้หมดว่าคุณสัญญาอะไรกับผมไว้”        

“บอกแล้วไงว่าฉันเรียนมัธยมปลายที่อเมริกา และฉันก็ไม่เคยรู้จักคุณจริงๆ” คิริมาเอ่ยอย่างซื่อๆ และวาจาที่เธอตอกย้ำใส่หน้าก็ทำให้อกเขาแทบระเบิด  

“ไม่รู้จักอย่างนั้นเหรอ! คุณไม่อายปากบ้างหรือไงที่กล้าพูดว่าไม่รู้จักคนที่เคยอยู่เคียงข้างคุณ คนที่คอยปกป้องคุณไม่ให้ใครหน้าไหนมารังแก”  

คราวนี้เขาเขย่าร่างบางด้วยอาการสติแตกพร้อมเค้นเสียงกระด้างสาดใส่หน้า อารมณ์รุนแรงจนน่าตกใจทำให้เธอตะคอกกลับอย่างเหลืออด         

“เอ๊ะ! ไอ้คนบ้านี่! อย่ามาว่าฉันนะ! ก็ฉันไม่รู้จักคุณจริงๆ นี่นา”

คิริมาเกือบหลุดปากอยู่แล้วเชียวว่าเธอจะจำได้ยังไง เธอจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่เขาพูดคือความจริง ในเมื่อเธอความจำเสื่อม แต่คิดได้เสียก่อนว่าพ่อกับแม่เตือนเสมอว่าอย่าบอกเรื่องนี้กับใครทั้งสิ้น เธอจะต้องเก็บไว้เป็นความลับ เพราะคนที่หวังจะฮุบสมบัติที่แม่แท้ๆ ของเธอสร้างมากับมือยังต้องการชีวิตเธออยู่     

“นี่สำหรับที่คุณทำเป็นไม่รู้จักผม”  

ขาดคำพ่อหนุ่มฮาร์ดคอร์ก็โฉบปากลงมาบดขยี้ปากอิ่มแบบที่คนถูกจู่โจมไม่ทันได้ตั้งตัว ครั้นกำปั้นน้อยรัวใส่ไหล่กว้างไม่ยั้งเขาก็ขบเม้มกลีบปากหวานหนักๆ พร้อมจับมือสองข้างไพล่หลัง แล้วบังคับจูบอย่างเอาแต่ใจ จูบเอาๆ ทั้งเร่าร้อน ดุดัน และดิบเถื่อน กระทั่งเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นคนที่ถูกดูดปากเหมือนตายอดตายอยากถึงได้ดิ้นอึกอักต่อต้าน แต่กว่าคนโอหังจะยอมปล่อยปากของเธอก็บวมเจ่อไปหมด      

“คุณคงไม่รู้หรอกว่าคนรอสัญญามาตลอดสิบกว่าปีมันรู้สึกยังไง”

เขาเอ่ยเสียงพร่าติดจะสะท้านจนเธอคิดว่าตัวเองหูฝาด จากนั้นก็ผละห่างไปเสียดื้อๆ วาจาที่คนบุกห้องทำงานทิ้งท้ายเอาไว้ทำให้คิริมายืนนิ่ง หัวสมองคิดให้วุ่นไปหมด       

สัญญาอย่างนั้นหรือ

สัญญาอะไร?


ค่ำวันเดียวกันพงษ์สวัสดิ์ ธีรเดช คิมหันต์ และเผ่า ก็นัดกันมาร้านเหล้า ซึ่งสองรายหลังเดินทางจากอังกฤษมาทำธุระเรื่องงานที่กรุงเทพเมื่อสามวันก่อน พอเสร็จธุระสองหนุ่มก็ตีตั๋วเครื่องบินขึ้นเหนือมาหาเขากับธีรเดชที่เชียงใหม่ เนื่องจากนานๆ จะได้กลับบ้านเกิดทีจึงถือโอกาสลาพักร้อนถึงสองอาทิตย์เต็มๆ       

คนที่มาถึงผับก่อนเพื่อนไม่พูดพร่ำทำเพลง มาถึงก็สั่งเครื่องดื่มมาบริการตัวเองโดยปฏิเสธสาวสวยหุ่นสะบึมที่ทางร้านภูมิใจนำเสนอ เพราะไม่มีอารมณ์จะมองหน้าผู้หญิงคนไหนทั้งสิ้น ผู้หญิงสมองเลอะเลือนอย่างคิริมาทำให้เขาแทบบ้า ตั้งแต่ที่เธอย้ำใส่หน้าเขาอีกครั้งว่าเธอจำเขาไม่ได้เขาก็แทบคลุ้มคลั่ง ไม่มีสมาธิทำงาน จนร่ำๆ ว่าจะบุกห้องทำงานของอีกฝ่ายอีกรอบ แล้วไปคาดคั้นให้ได้คำตอบอย่างใจ    

“เฮ้ย! เพลาๆ หน่อยก็ได้เว้ยไอ้ป๋า”

หลังจากนั่งเอนหลังด้วยท่าทางผ่อนคลายมองเพื่อนรักที่เอาแต่กระดกเหล้าใส่ปากจนนับครั้งไม่ถ้วนเผ่าก็อดที่จะทักท้วงด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ ใช่จะไม่รู้ว่าพงษ์สวัสดิ์เป็นคนคอแข็งระดับฮาร์ดคอร์ แต่ท่าทางก้มหน้าก้มตาดื่มเหมือนให้ตายกันไปข้างแบบนี้เขาไม่เคยเห็นมาก่อน   

“นั่นดิ ทำเหมือนไม่ได้แดกเหล้ามาเป็นชาติงั้นแหละ” คิมหันต์ที่แกว่งมือวนแก้วเหล้าด้วยท่วงท่าน่ามองเอ่ยอย่างเห็นด้วย ขณะจ้องหน้าเครียดๆ ของเพื่อนรักอย่างสงสัย

“มาร้านเหล้าก็ต้องแดกเหล้าสิวะ” คนถูกเพื่อนเอ่ยห้ามปรามด้วยความเป็นห่วงผงกหัวขึ้นมาทำหน้าเบื่อโลก ขณะขยับปากเอ่ยเสียงกลั้วลำคอ แววตาสับสน เจ็บปวด และผิดหวัง ที่เห็นเพียงแวบก่อนจะฉาบไว้ด้วยความเย็นชาไร้อารมณ์ดุจเดิมทำให้เผ่าและคิมหันต์ต่างพากันแปลกใจ   

“ท่าทางเหมือนอกหัก” เผ่าหันไปมองหน้าคิมหันต์ที่กำลังจ้องคนที่กำลังยกซดเหล้าอย่างสนอกสนใจ เลยไปมองคนที่กำลังทำท่าเหมือนปลุกปล้ำกับมือถือยิกๆ อย่างธีรเดชจนเหมือนไม่ได้นั่งอยู่ตรงนั้น ก่อนจะโพล่งขึ้นด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ แล้วก็ต้องเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจเมื่อคนที่กำลังดื่มอย่างเอาเป็นเอาตายก็เงยหน้าขึ้นมา พิงหลังไปกับพนักโซฟาเนื้อนุ่มในโซนวีไอพีของร้านด้วยท่าทางงุ่นง่าน  

“แม่ง! ผู้หญิงมันสมองกลวงทุกคนหรือไงวะ ถึงได้ขี้ลืมนัก” เสียงกระด้างถูกเค้นจากลำคอแกร่ง ขณะที่เจ้าตัวกระแทกแก้วเหล้าในมือลงบนโต๊ะดังปึง    

“เอ้า…บ่นเพราะเสือกนึกถึงคนในอดีตหรือไงวะ” คิมหันต์สวนกลับอย่างใคร่รู้ เพราะถ้าเพื่อนรักบ่นด้วยท่าทางหงุดหงิดแบบนี้มีอยู่เรื่องเดียว นั่นก็คือเรื่องที่คิริมาจำตัวเองไม่ได้ เรื่องที่คิริมาทำเป็นลืมตน  

“ไม่ได้นึกถึงหรอก แต่มันทำงานที่เดียวกับเขาเว้ย” คราวนี้คนที่กำลังก้มหน้าก้มตาพิมพ์ข้อความยิกๆ เงยหน้าขึ้นจากจอมือถือ แล้วเอ่ยบอกให้ได้รู้ทั่วกัน

“เฮ้ย! อะไร ยังไง เล่ามาด่วนๆ เลยไอ้คุณชาย” เผ่าเอ่ยด้วยท่าทางตกอกตกใจปนสงสัย เพราะคิดไม่ถึงว่าจอมเย่อหยิ่งอย่างพงษ์สวัสดิ์จะยอมย้ายมาเป็นลูกน้องของคิริมา   

จากนั้นเรื่องราวทั้งหมดก็หลุดออกมาจากปากธีรเดช เขาเล่าทุกอย่างที่ตนรู้ให้สองหนุ่มฟัง โดยมีคนต้นเรื่องมองตาขวางอย่างปรามๆ เป็นระยะ แต่นอกจากจะไม่สะทกสะท้านแล้วคุณชายหมอจอมเนี๊ยบแต่ยียวนในบางครายังลอยหน้าคล้ายท้าทาย ก่อนจะเปิดปากเล่าอย่างออกรสตั้งแต่ที่พงษ์สวัสดิ์ตัดสินใจย้ายมาทำงานที่เชียงใหม่ จนกระทั่งพงษ์สวัสดิ์และคิริมาปะทะกันจังๆ ในห้องทำงานของปรเมศ   

เอาจริงๆ ไม่ได้รู้รายละเอียดมากไปกว่านั้น แต่สามหนุ่มก็ยังไม่วายสันนิษฐานว่าพงษ์สวัสดิ์เผลอไปทำอะไรสาวเจ้าเข้าถึงได้เอาแต่ดื่มเหล้าดับกลุ้มเป็นบ้าเป็นหลัง     

“แดกเหล้าหนักขนาดนี้ อย่าบอกนะว่ามึงเผลอทำอะไรเขาไปแล้ว”

เผ่าเปิดประเด็นด้วยความสงสัยใคร่รู้ เพราะไม่เคยเห็นท่าทางแปลกๆ แบบนี้ของเพื่อนรักมานานแล้ว ครั้งสุดท้ายที่เห็นคือวันที่คนในอดีตอย่างคิริมาถูกรถชนอาการสาหัสที่หน้าโรงเรียน ส่วนไอ้การกินเหล้าหนักๆ แบบนี้ก็เห็นจะเป็นตอนที่เจอคิริมาครั้งแรกตอนเข้ามหา’ลัยปีหนึ่ง     

“อย่ามายุ่งเรื่องของกู!” คนที่กำลังเริ่มเมาได้ที่ทำตาขวางพร้อมตวาดด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว แต่ยิ่งเขาทำอย่างนี้ต่อมเผือกของสามหนุ่มที่เหลือก็ยิ่งทำงานหนัก    

“กูว่าท่าทางแบบนี้ได้กันแล้วชัวร์”

“นั่นดิ”

“เฮ้ย! ไอ้ป๋าเวร! นั่นห้องทำงานนะเว้ย นี่มึงล่อเจ้านายในห้องทำงานเขาเลยเหรอวะ”

เผ่าโพล่งขึ้นด้วยความตกใจ ขณะจ้องหน้าหล่อร้ายของเพื่อนรักเขม็ง เพราะจำได้ว่าธีรเดชเพิ่งเล่าไปว่าพงษ์สวัสดิ์และคิริมาอยู่ในห้องทำงานของปรเมศแบบสองต่อสอง        

“เวรเถอะ! ไอ้เชี่ยเผ่า! กูไม่ได้เลวระยำขนาดนั้นเว้ย”  

“อ้าว…ไม่ได้กันที่ห้องทำงาน แล้วมึงไปได้กันที่ไหนวะ อย่าบอกนะว่าโรงแรม” เผ่าเอ่ยอย่างข้องใจ ท้ายประโยคยังไม่วายสุ่มเดา ทว่านั่นกลับทำให้คนกุมความลับเกือบหลุดมาด    

“เฮ้ย! เก็บกดมากจนต้องลากเขาเข้าโรงแรมเลยเหรอวะ”  

“ก็อย่างว่าล่ะว่ะ ทำได้แค่แอบมองมาตั้งหลายปี มันก็ต้องมีตบะแตกกันบ้าง” คิมหันต์เอ่ยเป็นเชิงเสริม ส่วนคุณชายหมอก็ได้แต่กอดอกมองอย่างยิ้มๆ เหมือนชมละครฉากใหญ่    

“หุบปากพวกมึงซะ! อย่ามาปากหมาทำให้ผู้หญิงเขาเสียหาย” น้ำเสียงกร้าวกระด้างพร้อมท่าทีเดือดดาลทำให้สามหนุ่มที่เหลือต่างมองคนเมาอย่างยิ้มๆ  

“บ๊ะ! มีปกป้องกันด้วยเว้ยเฮ้ย แบบนี้กูว่ากินกันแล้วล้านเปอร์เซ็นต์” แทนที่จะหยุดสงบปากสงบคำตามคำสั่งเผ่ากลับลอยหน้าเอ่ยด้วยท่าทางคึกคะนอง   

“เดี๋ยวนะไอ้ป๋า อย่าบอกนะว่าที่มึงมาถามกูว่าถ้าเผลอไปนอนกับสาวที่อายุมากกว่าจะทำยังไง คือตัวมึงเอง” คราวนี้คุณชายหมอถึงกับจ้องหน้าเพื่อนรักเขม็ง

“กูว่าแล้วเชียว”

ธีรเดชตบหน้าขาตัวเองดังป๊าบ หลุดมาดสุขุม เพราะคำตอบของคนปากหนักคือเงียบแสดงว่าสิ่งที่เขาคิดต้องเป็นความจริง และนั่นก็ทำให้สองหนุ่มที่เหลือถึงกับหูผึ่ง     

“แล้วไปทำอีท่าไหนถึงได้ไปนอนกับเขา”    

“เฮ้ย! จริงดิ!” เผ่ากับคิมหันต์อุทานลั่น

“ดูปากกูนะ กูไม่ได้ทำอะไรเขาทั้งนั้น และถ้าพวกมึงสามตัวยังอยากจะเก็บปากไว้ดูดนมเมียอยู่ก็เงียบ แล้วแดกเหล้าไปซะ” คราวนี้พงษ์สวัสดิ์ถึงกับกระแทกแก้วเหล้าลงแรงๆ จนเกือบแตกคามือ จากนั้นก็ชี้หน้าเพื่อนรักทั้งสามพร้อมเค้นเสียงกระด้างเจือดุดันเอ่ยปรามด้วยท่าทางเอาเรื่องแบบสุดๆ


คิริมายังคงครุ่นคิดถึงแต่เรื่องที่ตัวเองเคยเรียนมัธยมปลายที่ไทยหรือไม่ เรื่องที่เธอเคยไปสัญญาอะไรไว้กับพงษ์สวัสดิ์หรือเปล่า คำพูดของเขายังคงติดหนึบอยู่ในหัว ไหนจะท่าทางเจ็บปวดนั่นอีกล่ะ เธออยากจะเอ่ยถามพ่อกับแม่ แต่ก็จำได้ขึ้นใจว่าพวกท่านเคยเล่าให้ฟังว่าพอจบชั้นประถมศึกษาเธอก็ย้ายไปเรียนมัธยมที่อเมริกา ซึ่งเธอก็เชื่อสนิทใจเช่นนั้นเสมอมา แต่พอพงษ์สวัสดิ์เอ่ยย้ำหลายต่อหลายครั้งก็ทำให้เธออดสงสัยไม่ได้ หรือว่ามันจะมีอะไรมากกว่าที่คนในครอบครัวบอกเล่า อยากจะลองถามไถ่น้องชายแต่ก็ยังหาโอกาสเหมาะๆ ไม่ได้สักที     

เวลาว่างเธอมักจะเผลอกระหวัดคิดไปถึงพงษ์สวัสดิ์ และเฝ้าถามตัวเองซ้ำๆ ว่าสรุปแล้วเธอเรียนมัธยมปลายที่ไทยหรือว่าที่อเมริกากันแน่ เธอรู้จักผู้ชายที่ตัวเองเผลอมีอะไรด้วยเพราะเมาหรือไม่ เขาใช่คนในความทรงจำที่หายไปหรือเปล่า คิดวกวนไปมาจนถึงขั้นนอนไม่หลับ และมีอาการปวดหัวจี๊ดๆ

กระทั่งถึงเช้าวันจันทร์คิริมาถึงได้ละความสนใจจากเรื่องที่อาจจะคาบเกี่ยวไปถึงเรื่องราวในอดีต เพราะวันนี้ที่บ้านมีงานทำบุญตักบาตรวันเกิดย้อนหลังของเธอและน้องชาย พ่อกับแม่เห็นพ้องต้องกันว่าทั้งสองต่างก็ยุ่งสุดๆ ในช่วงวันเกิดจึงถือโอกาสรวบมาจัดในวันเดียวกัน       

จากนั้นคิริมาก็เข้าบริษัทผลิตยากับผู้เป็นบิดาเพราะท่านบอกว่าจะให้ไปทำธุระอะไรให้นิดหน่อย ตลอดทางเธอเอาแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องของพงษ์สวัสดิ์ เป็นอย่างนี้แทบทุกครั้งที่ไม่ได้นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน ก็ไม่รู้ทำไมคำพูดของผู้ชายร้ายกาจพรรค์นั้นถึงมีอิทธิพลต่อเธอนัก รู้แต่ว่าเธอสลัดมันออกไปจากหัวไม่ได้    

“ครีมเป็นอะไรหรือเปล่าลูก” คนที่นั่งอยู่ตอนหลังของรถยนต์คันหรูสัญชาติยุโรปเคียงข้างร่างบางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอาทร เมื่อเห็นลูกสาวเอาแต่ทำท่าเหม่อลอย   

“เอ่อ…คุณพ่อคะ ถ้าครีมจะขอถามอะไรหน่อยจะได้ไหมคะ” หลังจากหลุดออกจากภวังค์เพราะมืออบอุ่นที่เอื้อมมาลูบหัวเบาๆ คิริมาก็หันไปเอ่ยกับบิดาด้วยน้ำเสียงไม่มั่นคงนัก

“ครีมอยากรู้อะไรถามมาได้เลยลูก”

“ครีมเคยเรียนม.ปลายที่ไทยหรือเปล่าคะ” คำถามของลูกสาวทำให้คนแก่นิ่งงันไปชั่วอึดใจ เพราะไม่อยากรื้อฟื้นอะไรให้อีกฝ่ายหวนถึงอดีตจนอาจจะส่งผลกระทบต่ออาการปวดหัวเรื้อรังเพราะสูญเสียความทรงจำ แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าบางทีมันอาจจะถึงเวลาที่คิริมาจะต้องรู้ความจริงแล้ว   

“ครีมอยากรู้จริงๆ เหรอลูก”


เอิ๊กๆๆๆ บอกแล้วว่าอิป๋ามันโคตรร้าย หาข้ออ้างจูบหนูครีมไปตั้งหลายทีแน่ะ บอกเลยว่าต่อไปนี้ป๋าจะรุกแบบมึนๆ ซึนๆ และหื่นขึ้นเรื่อยๆ ตามสไตล์คนเย็นชาแต่เก็บกด 55555 ส่วนใครอยากรู้ว่าเขาสองคนสัญญาอะไรกันไว้ก็ต้องไปตามลุ้นกันต่อจ้า บอกนิดนึงว่าตอนหน้าแซ่บเวอร์ เพราะอิป๋าจะรุกและแสดงความเป็นเจ้าของหนักมากกกก อิอิ เอ้า…ใครรออยู่เม้นท์มาให้กำลังใจและแสดงตัวอย่างด่วนๆ จ้า ^^

###ปล.ช่วงนี้หายหน้าไปหลายวัน เพราะแพ้อากาศหนักมาก ปวดหัวเหมือนเลือดกำเดาจะไหลในช่วงบ่าย ปวดหลัง และนอนไม่หลับจ้า อ่านนิยายแล้วเป็นยังไงเม้นท์มาบอกกันบ้างเด้อจ้า ^^




แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น