rani

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ (รักนะครับ คนดีของผม) ตอนที่ 5 (120%)

ชื่อตอน : กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ (รักนะครับ คนดีของผม) ตอนที่ 5 (120%)

คำค้น : กับดักรัก หมอสุดโหด, กับดักรักหมอสุดโหด, ชลาธิป, ปัณ, yaoi, rani, 18+, อังกูร, ต้นน้ำ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.7k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.ค. 2558 22:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ (รักนะครับ คนดีของผม) ตอนที่ 5 (120%)
แบบอักษร

http://cdn-tunwalai.obapi.io/files/member/41889/502331193-member.jpg

 

 

 

กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ ตอนที่ 5
Writer : Rani รานี    (เพิ่มเติม) 

 

“ผม ขอโทษนะครับ” เด็กหนุ่มพึมพำ
            “เรื่อง?”
            “ผมน่าจะบอกคุณกูรด้วย ว่าวันนี้ผมมีประชุมชมรมต้องกลับเย็น” ต้นน้ำพูดอย่างรู้สึกผิด
            “อืม ไม่เป็นไร แล้วนี่กินข้าวเย็นหรือยัง?” เสียงขรึมตอบ
            “ยังเลยฮะ ว่าจะแวะตลาด ไม่รู้ว่าแม่กลับบ้านหรือยัง ถ้ายังก็จะไปอาศัยกินที่นั่นครับ”
            “อืม”

“อิ่มแล้วเหรอคะ ถ้าไม่อิ่ม เพิ่มได้นะคะ” แม่ค้าหน้าตาใจดีถามเขาเมื่อเห็นว่าอังกูรวางช้อนลงและซดน้ำทีเดียวหมดแก้ว
            “ครับ อิ่มแล้ว” จะไม่ให้อิ่มได้ยังไงล่ะ ตักข้าวให้เหมือนเป็นร้านอาหารจับกัง ที่ฝืนกินจนหมดนี่เกรงใจหรอก ที่สำคัญอร่อยซะด้วยนี่สิ อร่อยจนอดแปลกใจไมได้ว่าแม่ที่ทำกับข้าวอร่อยจนมีลูกค้าประจำเยอะที่สุดในตลาดกลับมีลูกที่ทำกับข้าวไม่เอาไหนเลย คิดแล้วก็อดชำเลืองมองคนที่ยังละเลียดกับข้าวฝีมือแม่ตัวเองอยู่ไม่ได้
            “คุณกูรจะเอาอะไรเพิ่มหรือเปล่าครับ” เด็กหนุ่มถามเมื่อประสานสายตาแปลกๆนั่น
            “เปล่า ไม่มีอะไรหรอก” เมื่อได้ยินแบบนั้นต้นน้ำจึงปลีกตัวไปช่วยแม่เก็บถ้วยชามขึ้นรถ แล้วก็เก็บร้านจนเสร็จ อังกูรช่วยขนของหนักๆขึ้นท้ายรถกระบะเก่าๆของแม่ต้นน้ำ พอเสร็จก็บอกลากัน อังกูรยิ้มอย่างชื่นชม เมื่อเห็นต้นน้ำช่วยงานแม่อย่างขยันขันแข็ง
            แต่ก็นั่นแหละ เรื่องฝีมือในการทำกับข้าวก็ยังเป็นที่สงสัยที่ติดอยู่ในหัวของเขาอยู่ดี

 หลายวันมาแล้วที่อังกูรมารับส่งต้นน้ำไปโรงเรียนทุกวัน นั่นอาจจะเป็นเพราะอังกูรมีธุระเรื่องงานที่จะต้องพูดคุยปรึกษาหารือกับหมอชลาธิปอยู่เป็นประจำ ซึ่งคุณหมอก็มีเวลาว่างแค่ช่วงเย็นถึงกลางคืนเท่าที่ทั้งคู่จะทนกับความง่วงงุนไหว พอรุ่งเช้าคนหน้าโหดหนวดเฟิ้มก็จะหนีบเอาเด็กหนุ่มหน้าใสไปส่งไว้ที่หน้าโรงเรียน จากนั้นก็วกกลับมาทำงานที่ไร่ หรือไปติดต่อเรื่องงานกับคนอื่นต่อไป
            “ทนไหวได้ยังไงน้า” ต้นน้ำคิดอย่างเป็นห่วง แต่เป็นการคิดที่ส่งเสียงพึมพำออกมาด้วยนะ
            “หืม? อะไรนะ?” คนขับรถกิตติมศักดิ์ถาม เขารู้สึกเหมือนได้ยินเสียงอะไรแว่วๆ
            “เปล่าครับคุณกูร เอ่อ คุณกูรจอดรถแล้ว อย่าเพิ่งไปนะครับ รอผมแป๊บนึง” อังกูรเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อคนที่บอกว่าไม่มีอะไร ร้องขอออกมา แต่ก็ได้คำตอบทันทีเมื่อเด็กหนุ่มลงจากรถ แล้ววิ่งกลับมาพร้อมถุงน้ำขิง
            “ดื่มซะนะครับ ผมได้ยินมาว่า ดื่มน้ำขิงแล้วจะบำรุงร่างกายน่ะครับ เห็นคุณกูรทำงานดึกทุกวัน แล้วยังแวะมาส่งผมทุกวันอีก” รอยยิ้มผุดขึ้นบางๆบนปากของชายหนุ่มหน้าโหด เขาเอ่ยขอบใจเบาๆ แล้วขับรถออกไป
            อังกูรยกถุงน้ำขิงขึ้นมามองอีกรอบระหว่างขับรถ เฮ้อ.. ทำไมมีความสุขยังงี้น้า
            ว่าแต่ว่า ไอ้น้ำขิงเนี่ย มันแก้ท้องผูกกับขับลมไม่ใช่เหรอ??
!!!

“ต้นน้ามมมมมมมมมมมมมม” เสียงแหลมสูงลากยาวนั้นทำให้ต้นน้ำสะดุ้งและต้องรีบหันไปมอง ก็เห็นสองเพื่อนซี้ยืนอยู่ใกล้ๆ รัศมีน่ะยิ้มกว้างจนปากแทบฉีก และโรมกลับมีแววตาโกรธๆยังไงบอกไม่ถูกถึงแม้ปากจะยิ้มก็เถอะ
            “หวัดดีรัศมี หวัดดีโรม” ต้นน้ำรีบวิ่งเข้าไปหาเพื่อน
            “เดี๋ยวนี้คุณกูรมาส่งทุกวันเลยอ่ะ เหมือนต้นน้ำเป็นคุณนายไร่เจริญตาเลย” รัศมีทักเสียงใส
            “บ้า รัศมีก็พูดอะไรไม่รู้ ก็อย่างที่เคยบอกนั่นแหละ พอดีคุณกูรเค้าไปทำงานที่บ้านใหญ่น่ะ”
            “หืม? อะไร? ต้นน้ำเคยพูดเรื่องนี้แล้วเหรอ?”
            “ฮะ? เอ่อ นั่นสิ รัศมียังไม่รู้เรื่องนี้นี่นา ตอนนั้นเราพูดกับโรมน่ะ”
            “แหม โรมนี่รู้เรื่องของต้นน้ำเยอะเหมือนกันน้า ต้นน้ำนี่เสน่ห์เหลือร้ายไม่เบาเลย” รัศมีทำเป็นกระซิบกระซาบแต่ก็มีเจตนาให้ทุกคนได้ยินอยู่ดี
            “รัศมีพูดอะไรน่ะ ไร้สาระ ขึ้นห้องเรียนเถอะ วันนี้ฉันเป็นเวร” โรมพูดขัดขึ้นอย่างไม่พอใจ พร้อมเอื้อมมือไปดึงกระเป๋าของต้นน้ำมาไว้กับตัวก่อนที่ทั้งสามจะเดินไปห้องเรียน
            “โรม จริงๆแล้ว เราถึอกระเป๋าเองก็ได้นะ” ต้นน้ำพูดขึ้นเบาๆระหว่างทาง ตอนนี้เขาเดาอารมณ์ของโรมไม่ถูกจริงๆ แต่ดูเหมือนว่ารัศมีที่คอยเป็นคนดูมาตลอด จะเดาทางของเรื่องได้ถูกแล้ว
            “ไม่เป็นไรหรอก เราถือให้ได้ ต้นน้ำรีบเดินเถอะ”

“เรื่องรายงานน่ะ เอายังไงดี เราต้องรีบทำนะ ก่อนที่พวกนายจะไปแข่งบาสกัน ฉันทำคนเดียวไม่ไหวหรอกนะ จะหาว่าฉันใจร้ายก็เหอะ” รัศมีถามขึ้นระหว่างพักเบรกสั้นช่วงเช้า
            “ฉันยังไม่ได้ว่า ว่าเธอใจร้ายเลยรัศมี เรื่องรายงานน่ะฉันเข้าใจ รายงานกลุ่มก็ต้องทำด้วยกันสิ” โรมบอก “ตอนเย็นฉันกับต้นน้ำก็มีซ้อมบาส งั้นเอาเป็นว่าช่วงกลางวันเรามาทำรายงานกัน เอาที่ห้องพยาบาลก็ได้ ฉันสนิทกับครูพยาบาล ห้องว่างทั้งวัน น่าจะขอยืมใช้ห้องได้”
            “อืม ดีเลย ฉันกำลังคิดอยู่เลยว่าจะมีที่ไหนบ้างที่มันเงียบๆช่วงกลางวันในโรงเรียนนี้” รัศมีตอบกลับ
            “งั้นวันนี้โรมไปคุยกับคุณครูนะ ส่วนพวกเราจะไปยืมหนังสือที่ห้องสมุดเอามาทำรายงาน แล้วเราเริ่มทำรายงานกันพรุ่งนี้เลย ดีไหม?” ต้นน้ำเสริมบ้าง และเมื่อทุกคนพยักหน้า สัปดาห์หฤโหดของพวกเขาก็เริ่มขึ้น

ช่วงบ่ายของนักเรียนมัธยมปลาย ชั่วโมงสุดท้ายจะถูกทำให้เป็นชั่วโมงที่ว่างไว้สำหรับอ่านหนังสือ หรือหาความมรู้เพิ่มเติมก่อนสอบกลางภาค ซึ่งเหล่านักกีฬาจะใช้เวลานี้ในการซ้อมเพื่อไม่ให้ทุกคนกลับบ้านค่ำจนเกินไป       
            นักกีฬาบาสประจำโรงเรียน กับ สวัสดิการตัวจ้อยเดินออกจากโรงยิมไปที่หน้าโรงเรียนพร้อมกัน ก่อนที่ร่างเล็กจะวิ่งตื๋อเมื่อเห็นรถคันคุ้นตาจอดอยู่ที่หน้าโรงเรียน
            “สวัสดีครับคุณกูร” อังกูรได้แต่พยักหน้ารับ ไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ แต่ตากลับมองไปยังอีกคนที่ต้นน้ำเพิ่งจะแยกออกมาด้วยแววตามีคำถาม
            “โรมเดินมาส่งเหรอ?”
            “เปล่าครับ เดินมาพร้อมกันเฉยๆ พวกเราซ้อมบาสกันเพิ่งเสร็จน่ะฮะ เลยเดินมาด้วยกัน นี่ถ้าไม่เจอคุณกูรผมก็กลับกับโรมแล้วครับ วันนี้กลับบ้านช้าหน่อย เลยไม่รู้ว่าจะมีสามล้อผ่านมามั๊ย โรมเลยอาสาจะไปส่ง”
            “หึ” ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ รู้สึกดีใจอยู่ลึกๆที่พอถึงเวลาต้องเลือก เด็กหนุ่มข้างตัวนี่ก็เลือกเขาอยู่ดี “บอกกับโรมไปนะ ว่าต่อไปนี้ฉันจะมารับส่งเธอเอง”
            “แล้วคุณกูรจะว่างทุกวันเหรอฮะ”
            “ถ้าวันไหนไม่ว่างจะบอกก็แล้วกัน” เสียงขรึมตอบแววตาไม่มั่นใจ ก่อนจะออกรถไป

สัปดาห์นั้นผ่านไปแบบหฤโหดจริงอย่างที่ทั้งสามคนคาดเดาไว้ ทั้งการซ้อมบาส การทำรายงาน การบ้านที่เป็นคะแนนเก็บอีกมากมาย แต่ด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทั้งสามจึงผ่านมาได้ แม้จะผ่านมาได้อย่างทุลักทุเลก็เถอะ
            สัปดาห์หน้าจะเป็นสัปดาห์ที่การแข่งขันเริ่มขึ้นแล้ว นักกีฬาบาสหลายคนต้องเร่งฝึกซ้อมเพื่อจะได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวจริง และเตรียมตัวสำหรับสอบกลางภาคในสัปดาห์ถัดไปทันที
            แต่โชคยังดีอีกนิดที่วันนี้เป็นวันหยุด
            “ดีเลย เราอยากพักบ้าง” ต้นน้ำโอดครวญต่อหน้าเพื่อน โรมหัวเราะลูบหัวกลมเล็กๆนั่นด้วยความเอ็นดู

วันนี้ออกจะแปลกสักหน่อยที่เห็นรถคุณหมอวิ่งเข้าบ้านในช่วงบ่าย แต่ไม่ได้ทำให้ต้นน้ำประหลาดใจนัก เพราะคุณหมอบอกเอาไว้อยู่แล้วว่าจะมีแม่บ้านคนใหม่มาในเร็ววันนี้ ต้นน้ำวิ่งหน้าตื่นออกมาจากประตูบ้านเมื่อคิดว่าใครคนนั้นคงจะเป็นผู้โดยสารของชลาธิปในวันนี้
            “อ้าว วันนี้ไม่ไปโรงเรียนหรือไงฮึเรา?”
            “วันนี้คุณครูที่โรงเรียนไปสัมมนาครับ เห็นว่าไปกันทั้งจังหวัด ผมก็เลยได้หยุดติดกันไปเลยสามวัน” เด็กหนุ่มปากแดงอธิบาย ทำให้ผู้ใหญ่อีกสองคนที่อยู่ข้างๆนึกขึ้นได้ว่านี่มันวันศุกร์แล้ว คุณหมอคงไม่เท่าไร แต่ปัณณทัตเลือกเดินทางวันนี้เพราะชอบคำว่า ศุกร์ ทำอะไรจะได้สุขๆ
            “ต้นน้ำ นี่คุณปัณคนที่จะมาดูแลบ้านให้เรา คุณปัณครับ นี่ต้นน้ำครับ เด็กที่ผมเล่าให้ฟังเมื่อครู่” พูดจบเขาก็จัดแจงจะมาขนกระเป๋าที่เหลือ แต่ดูเหมือนต้นน้ำจะไวกว่า ปัณณทัตจึงได้เห็นภาพผู้ชายสองคนที่รูปร่างต่างกันมากกำลังแย่งยื้อกระเป๋าของเขาอย่างชุลมุน
            “ไหวแน่นะ?”
            “ครับ” เด็กหนุ่มตอบเสียงดังฟังชัด
            “งั้นผมคงต้องไปก่อนนะครับ นี่ก็จะไม่ทันเวลาแล้ว” หมอชลาธิปหันมาพูดกับปัณณทัต
            “เชิญเถอะครับ เดี๋ยวผมดูแลทางนี้ให้” ปัณณทัตยิ้มตอบ ก่อนจะหันมายิ้มให้ต้นน้ำอย่างเป็นมิตร
            บ่ายวันนั้น ต้นน้ำมีความสุขกับเจ้านายผู้แสนใจดีคนใหม่ของเขามาก เพียงไม่นานเด็กหนุ่มรู้ทันทีเลยว่า อนาคตในครัวของบ้านไร่เจริญตา จะเจริญตา เจริญใจสมชื่อสักที

“ต้นน้ำ” โรมเรียกเพื่อให้เพื่อนรักที่กำลังเก็บหนังสือและกระเป๋าเครื่องเขียนให้หันมาหาหลังจากที่คุณครูปล่อยให้พักเที่ยงได้หลังหมดคาบเรียนสุดท้ายในภาคเช้า
            “ว่าไงโรม” เสียงหวานตอบกลับขณะหันมามองหน้าโรมที่ตอนนี้ยืนเต็มความสูงยิ่งทำให้เห็นว่ารูปร่างของโรมกับต้นน้ำนั้นต่างกันมากขนาดไหน
            “วันนี้เราอยากชวนต้นน้ำไปกินก๋วยเตี๋ยวข้างนอกอีกอ่ะ ไปกับเราหน่อยนะ”
            “เราไม่อยากทำผิดกฎโรงเรียนเลยโรม” ต้นน้ำบอก สีหน้าของเขาไม่ค่อยดีนัก .ซึ่งหากโรมจะเข้าใจก็ย่อมได้ เพราะต้นน้ำไม่ได้ทำผิดกฎโรงเรียนบ่อยนัก และทุกครั้งก็มักจะเป็นเพราะตัวเขาเองเป็นคนชักชวนด้วย แต่...
            “ไปเถอะ ไม่มีใครจับได้หรอก”
            “งั้น เดี๋ยวเราบอกรัศมีก่อนนะ” ต้นน้ำพยายามเลี่ยง ใจก็นึกถึงกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆที่แทบจะจำได้ขึ้นใจ เขาเห็นรัศมีกำลังจ้ออย่างติดลมกับกลุ่มเพื่อนผู้หญิงที่หน้าห้อง
            “ไม่ต้องชวนได้ไหม เรามีเรื่องอยากจะคุยกับต้นน้ำ” เสียงนั้นกระตุกห้วนจนต้นน้ำอดแปลกใจไม่ได้
            “หือ?”

 

“คุณกูรครับ” ต้นน้ำเรียกหลังจากวางถ้วยกาแฟไว้บนโต๊ะทำงานในห้องส่วนตัวของอีกฝ่าย
            “ว่าไง?” เสียงขรึมถาม มือยังคงวุ่นวายอยู่กับเอกสารในมือ ตาก็ไม่ได้ละจากตัวหนังสือเหล่านั้น จวบจนเสียงหึ่งหึ่งของเครื่องปรับอากาศมันดังรบกวนสมาธิของเขานั่นแหละ “มีอะไรทำไมไม่พูดล่ะ?”
            “ก็ผมเรียกคุณกูร ผมก็ต้องอยากให้คุณกูรสนใจผมก่อนที่จะพูดสิครับ” เด็กหนุ่มกระเง้ากระงอด เล่นเอาคนแก่งงกับตัวเอง ไม่รู้ว่าจะโกรธหรือว่าขำดี
            “อ่ะ มีอะไรก็ว่ามา” ชายหนุ่มพูดพร้อมกับวางเอกสารทุกอย่างลงตรงหน้า ก่อนจะนั่งพิงหลังไปที่พนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยล้า มือทั้งสองก็ยกขึ้นมาซ้อนหลังศีรษะเข้าไว้
            “เอ่อ ... คือว่า .. คือ .. ว่า” พอเปิดโอกาสคนตัวเล็กกลับไม่รู้จะพูดอะไรซะอย่างนั้น มือไม้ก็ไม่รู้จะเอาไปวางไว้ตรงไหน ได้แต่ยืนบิดชายกางเกงนักเรียนไปมา
            “ตกลงจะพูดไหม?” เสียงดุจนร่างเล็กสะดุ้งหลุดทุกคำที่อยู่ในใจออกไป
            “คือวันนี้โรมขอผมเป็นแฟนครับ แล้วก็จูบปากผมด้วย”
            “..........................” 
            “..........................”
            “..........................”
            “...........................”
            “ว่า ว่าไง ว่าไงนะ??” อังกูรหายใจถี่คล้ายอากาศไม่พอจะหายใจ ต้นน้ำก้มหน้านิ่งลอบสังเกตดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย แต่กลายเป็นว่าต่างคนก็ต่างเงียบ
            “ก็ดีนะ เหมาะสมกันดี” น้ำเสียงเย็นชาอีกแล้ว ชายหนุ่มพูดสิ่งที่ไม่ตรงกับหัวใจ ทว่ามันเป็นคำตอบที่ถูกกลั่นกรองด้วยเหตุผล ต้นน้ำอายุน้อยกว่าเขาสิบกว่าปี ยังเป็นเด็กมัธยม มีโอกาสพบปะผู้คนอีกมาก สังคมของเด็กคนนั้นกับของเขาก็คนละสังคมกัน ทุกๆวันที่เขาไปรับไปส่งต้นน้ำไปโรงเรียน เขาก็เฝ้าแต่คิดถึงเรื่องนี้ ไม่ใช่ห่วงว่าตัวเองจะต้องนอนคุกเพราะพรากผู้เยาว์ แต่ห่วงอนาคตที่ยังคงมีอีกยาวไกลของเด็กหนุ่มตัวบางตรงหน้านี้มากกว่า ยังเคยคิดเอาไว้ว่า พอเด็กหนุ่มสอบกลางภาคเสร็จคงไม่ไปส่งหรือทำตัวใกล้ชิดกันอีก
            “แต่ว่า แต่ผม ผม ปฏิเสธไปแล้วครับ” เด็กหนุ่มพูดพึมพำ ตายังคงจับจ้องอยู่ที่พื้น

เมื่อช่วงกลางวันโรมพาเขาไปยังร้านก๋วยเตี๋ยวที่มีห้องลับอยู่ด้านใน เด็กหนุ่มไม่พูดพร่ำ เขาจงใจเลือกนั่งฝั่ง
เดียวกับต้นน้ำ ประคองมือของคนตัวเล็ก โรมสูดหายใจลึกเพื่อรวบรวมความกล้า กล้าพูดในสิ่งที่เขาเตรียมตัวมานับสัปดาห์
          “เราก็รู้จักกันมานานแล้วนะต้นน้ำ ต้นน้ำจะว่าอะไรไหม ถ้าเอ่อ ถ้าเรา ถ้าเราจะขอเป็นแฟนต้นน้ำ” ต้นน้ำตาโตเท่าลูกชิ้นในถ้วยก๋วยเตี๋ยว หน้าเหวอ ไม่คิดว่าจะโดนจู่โจมแบบนี้ ขณะนี้โรมยังคงจับมือของต้นน้ำเอาไว้แน่น เขาไม่เคยคิดว่าจะต้องพูดคำนี้ตอนที่ยังไม่เรียนไม่จบ ทว่า การเฝ้าทะนุถนอมหนุ่มน้อยมาตลอดหลายปี กลับไม่ทำให้อะไรคืบหน้าเลย โดยเฉพาะความรู้สึกที่ต้นน้ำมีต่อเขา หนำซ้ำลูกชายคนเล็กแห่งไร่เจริญตาก็ยังจะมายุ่งวุ่นวายกับสมบัติชิ้นนี้ของเขามากขึ้นเรื่อยๆด้วย
          “เอ่อ เรายังไม่ได้คิดเรื่องนี้เลยน่ะโรม” ต้นน้ำพยายามดึงมือออกแต่โรมยิ่งดึงไว้
          “เพราะต้นน้ำมีใครในใจแล้วหรือเปล่า?”
          “เอ่อ เรา คือ เรา” ต้นน้ำอึกอัก ระหว่างนั้นโรมยกมือขึ้นมาไล้แก้มใสๆของต้นน้ำ เด็กหนุ่มตัวเล็กกว่าผงะออกเล็กน้อย
          “ต้นน้ำอาจจะยังไม่มั่นใจในตัวเรา แต่เรามั่นใจในตัวต้นน้ำเสมอนะ มั่นใจมาตลอด”
          “โรม คือว่า เรา”
          “งั้นอย่าเพิ่งปฏิเสธเราได้ไหม ให้โอกาสเราได้ดูแลต้นน้ำต่อไปได้หรือเปล่า ถ้าถึงเวลาแล้วต้นน้ำยังไม่คิดจะเป็นแฟนเราจริงๆ เราจะไม่ตอแยอีกเลย” ร่างเล็กสบตากับเขา ขณะที่มือก็ถูกเขาเกาะกุมแน่นหนายิ่งขึ้น ก่อนจะบรรจงประกบริมฝีปากนุ่มนั้นด้วยปากของอย่างแผ่วเบา ต้นน้ำเบิกตากว้าง โรมยิ้มเล็กน้อยกับกิริยานั้นก่อนจะก้มหน้าก้มตากินก๋วยเตี๋ยวตรงหน้าต่อไป ไม่พูดอะไรอีก

“ทำไมถึงปฏิเสธไปล่ะ มีคนคอยดูแลใกล้ๆกันก็ดีไม่ใช่เหรอ ยิ่งตัวเล็กๆแบบนี้ ฉันว่าเลิกความคิดที่จะมีกล้ามแล้วหาคนมีกล้ามมาดูแลเธอไม่ดีกว่าเหรอ” อังกูรถามหลังจากเงียบไปนาน
            “คุณกูรไม่รังเกียจเรื่องชายรักชายเหรอครับ” เสียงนั้นแผ่วหวิว จนคนฟังรู้สึกแย่ไปด้วย แต่เขาก็นิ่งไว้เสีย
            “จะไปรังเกียจทำไม เพื่อนฉันเป็นแบบนี้ก็เยอะแยะ”
            “ผมอยากให้คนมีกล้ามที่จะมาดูแลผมเป็นคุณกูรได้ไหมครับ?” เสียงอู้อี้ผ่านริมฝีปากน้อยๆนั้นได้อย่างยากลำบากเพราะตอนนี้เจ้าตัวต้องกลั้นน้ำตาและพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นด้วย เพราะปฏิกิริยาของคนตรงหน้านั้น
            ช่างเย็นชาเหลือเกิน ...
            “คำตอบของฉัน เธออาจจะไม่เข้าใจก็ได้นะ”
            “คุณกูรไม่ได้นึกชอบผมสักนิดเลยเหรอครับ” ต้นน้ำเริ่มสะอึกสอื้น เด็กหนุ่มรำคาญตัวเองเหมือนกันที่ไม่สามารถควบคุมน้ำตาที่มันไหลมาไม่จบไม่สิ้นได้ “ผมชอบให้คุณกูรดูแล ทำกับข้าวให้กิน ไปรับส่งที่โรงเรียน คุณกูรทำแบบนี้แบบที่ไม่เคยทำกับใคร คุณกูรดูแลผมขนาดนี้ ไม่ได้ทำเพราะนึกชอบผมสักนิดเลยเหรอครับ”
            อังกูรนิ่งไป ไม่คิดว่าเด็กทีเอาแต่หัวเราะ ดูเหมือนไม่ได้สนใจอะไรมากมายจะรู้ใจเขามากขนาดนี้
            “ที่บอกว่าเธออาจจะไม่เข้าใจ เพราะฉันชอบเธอไง การที่ฉันชอบเธอทำให้ฉันเป็นห่วงเธอ ทำให้ฉันอยากให้เธอได้เจอคนที่ดีกว่า”
            “ทำไมไม่ให้ผมตัดสินใจเองล่ะครับ ว่าใครเป็นคนที่ดีกว่า” ต้นน้ำเสียงสั่นเครือ อีกคนจึงได้แต่ถอนหายใจ เขาจูงมือต้นน้ำให้ไปนั่งบนโซฟายาวในห้องนอน มือยังไม่ได้ปล่อยจากมือเล็กๆนั่น
            “เด็กโง่ ฉันกำลังตัดสินใจว่าจะปล่อยให้เธอไปเจอสิ่งที่ดีกว่านะ ฉันไม่ใช่คนที่ใครจะมาหยุดชีวิตไว้ได้หรอก”
            “คุณกูรตัดสินใจช้าไปครับ” เด็กหนุ่มพูดก่อนจะเอนหัวน้อยๆของตัวเองเข้าไปซบที่หน้าอกแกร่ง “ก็คุณกูรทำให้ผมชอบ แล้วคุณกูรก็ชอบผม เราไม่ต้องคิดอะไรต่อได้ไหมฮะ แค่เราชอบกันก็พอ”
            “มันไม่พอหรอกนะต้นน้ำ” เสียงขรึมตอบ เด็กหนุ่มยกหัวขึ้นมามองหน้าเขาอย่างตัดพ้อ
            “ไม่ได้เหรอครับ ทำยังไงผมก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเป็นคนที่คุณกูรชอบเหรอครับ ทำไมล่ะ ทำไมคุณกูรไม่หยุดอยู่แค่เวลานี้ จะไปคิดถึงอนาคตที่มันยังไม่มาไม่ถึงทำไม รู้ได้ยังไงว่าคนอื่นเขาจะดีกับผมมากกว่าตัวคุณกูรเอง” คราวนี้ต้นน้ำสะอื้นจนตัวโยน หมดเรี่ยวแรงทีจะกลั้นเสียงสะอื้น ที่จะกดความรู้สึกเสียใจอีกแล้ว
            ทำอย่างไรคนตรงหน้าก็ไม่คิดจะเป็น คนรัก สินะ       
            แรงสะอื้นทำให้ร่างหนาต้องกอดต้นน้ำเอาไว้ ร่างเล็กสะท้านจนอังกูรกลัวว่าเด็กน้อยในอ้อมกอดจะเป็นอะไรไปเสียก่อน
            “เธอจะเสียใจที่ต้องอยู่กับฉัน” เขาพึมพำ มือก็ลูบแขนเล็กปลอบใจไปเรื่อยๆ
            “ให้ผมเป็นคนตัดสินใจได้ไหมครับ ผมจะยอมรับความเสียใจนั้นเอง ถ้ามันเกิดขึ้นจริง” เขาบังคับให้ร่างบางซบลงที่อก มืออีกข้างก็ยังกอบกุมมือบางไว้ก่อนจะยกขึ้นมาบรรจงจูบ
            “ถ้าเธอรู้จักฉันดีพอ เธอจะรู้ว่า ฉันเองที่ไม่คู่ควรกับเธอ และเธอจะเสียใจ” อังกูรกระซิบแผ่วพูดคำความหมายเดิมซ้ำๆ หนวดแข็งๆไล้ไปทั่วแก้มบาง
            “นั่นก็ให้ผมตัดสินใจเองไม่ได้เหรอครับ ผมตัดสินใจแล้ว ว่าผมจะไม่เสียใจ นะครับ นะ นะครับ” อังกูรจับใบหน้าเล็กๆไว้ด้วยสองมือให้ดวงตาประสานกัน แววตาของเด็กหนุ่มรูปร่างอรชรนี้เชื่อมั่นและเด็ดเดี่ยว ทำให้อังกูรตัดสินใจตอบรับความรู้สึกของเด็กหนุ่มในอ้อมกอด
            ชายหนุ่มกดจูบลงใบบนริมฝีปากนุ่ม ตรึงท้ายทอยของร่างเล็กไม่ให้ขยับไปไหน บดเคล้าความต้องการที่เขาต้องหลบซ่อน ปิดบังเอาไว้ออกมาในคราวเดียว แขนเรียวโอบรอบคออังกูรเอาไว้ เขาไม่เคยคิดจะหนีไปไหน กลับจูบตอบด้วยความไร้เดียงสา
            ...ผมจะไม่เสียใจหรอกครับ และจะไม่ทำให้คุณกูรเสียใจด้วย ...
            อังกูรถอนริมฝีปาก ทว่ายังคงกอดเกี่ยวคนในอ้อมกอดไม่ปล่อย
            “คุณกูรจะชอบผมคนเดียวใช่ไหมครับ” เสียงอู้อี้ดังขึ้นมาจากคนที่ยังคงซบหน้าลงที่อกหนา
            “อืม”
            “คุณกูรใจดีกับผมคนเดียวได้ไหมครับ”
            “อืม”
            “งั้นผมเรียกคุณกูรว่าพี่ได้ไหมครับ”
            “คิดว่าได้นะ”
            “ผมชอบพี่กูรนะครับ”
            “พี่ก็ชอบเรานะ”
            สองร่างโอบกอดกันด้วยความรักที่เพิ่งจะบรรจุกล่องรูปหัวใจหมาดๆอยู่อย่างนั้นเอง
---------------  

 

 

อยู่ดีๆก็หาที่แก้ไขนิยายของ ธัญวลัยไม่เจอ
เลยต้องขึ้นตอนใหม่เลยอ่ะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น