Xeiji

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

3rd Bond : ในค่ำคืนที่โชคชะตาหมุนเวียน

ชื่อตอน : 3rd Bond : ในค่ำคืนที่โชคชะตาหมุนเวียน

คำค้น : แวมไพร์

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 354

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 มี.ค. 2562 22:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
3rd Bond : ในค่ำคืนที่โชคชะตาหมุนเวียน
แบบอักษร

3rd Bond : ในค่ำคืน****ที่โชคชะตาหมุนเวียน

ก๊อก ก๊อก

“ขออนุญาตครับ” เสียงทุ้มนิด ๆ ดังขึ้นหลังเสียงเคาะประตูเบา ๆ ตามมารยาท แต่ไม่ได้ทำให้เจ้าของห้องวัยกลางคนละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์แต่อย่างใด มือเรียวยังคงเคาะแป้นพิมพ์ต่อไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยแม้ว่าดวงตาสีเทาใต้กรอบแว่นจะฉายแววอ่อนล้าสักเพียงใด

“เข้ามาได้” เธอเอ่ยก่อนที่ประตูไม้จะถูกผลักให้เปิดออก และตามด้วยเสียงรองเท้าผ้าใบกระทบพื้นกระเบื้อง เรียกให้หญิงสาววัยกลางคนผินมองไปที่ผู้มาเยือนยามเย็น ใบหน้าที่เริ่มมีรอยแห่งวัยปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ

“เธอเองหรอ?”

ชายหนุ่มนักศึกษาผมบลอนด์ในเสื้อเชิ้ตสีฟ้าลายสก็อต และกางเกงยีนส์ขายาวระบายยิ้มน้อย ๆ “เสร็จแล้วครับ” เขาตอบพร้อมกับส่งแฟลชไดรฟ์สีเหลืองให้อาจารย์สาว ซึ่งอีกฝ่ายก็รับมันมา และวางไว้บนโต๊ะ

“ขอบใจมากนะ” เอ็มม่าว่า และเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยอ่อน “เธอคือพระผู้ช่วยแท้ ๆ”

เซดริกหัวเราะเบา ๆ “เว่อไปแล้วมั้งครับอาจารย์” เขาตอบขณะลอบมองท่าทางของอีกฝ่าย ก่อนที่ดวงตาสีฟ้าจะกวาดมองรอบห้องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นห้องทำงานของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่ฉลาดที่สุดของมหาวิทยาลัย

ริมห้องฝั่งตรงข้ามที่เขานั่งมีตู้ไม้สามตู้วางเรียงกันติดผนัง ทุกตู้ และทุกชั้นอัดแน่นไปด้วยหนังสือ ทั้งเล่มหนา เล่มบาง ปกแข็งและปกอ่อน  ถัดไปนั้นเป็นชั้นวางประกาศนียบัตรในกรอบสีทองอร่ามวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ รอบห้องมีโคมไฟติดผนัง และเพดานห้อยระย้า ดูดี และหรูหรา

ถ้าไม่ติดว่าบนพื้นกระเบื้องสีเทามันวาวนั้นมีกองเอกสารวางอยู่ประปราย แถมบางกองก็ล้มระเนระนาดจนน่าหวาดเสียวว่าจะโดนเหยียบเข้าสักวัน

แล้วยังบนโต๊ะตัวนี้ที่อยู่ตรงหน้าเขาอีก เต็มไปด้วยกองเอกสาร และซอง       สีน้ำตาลอ่อน ยังดีที่ยังพอมีที่ให้ทำงานได้ เห็นขนาดนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าช่วงนี้งานเยอะแค่ไหน

“ได้นอนบ้างไหมครับเนี่ย?” ชายหนุ่มถามด้วยความเป็นห่วง

“ก็นิดหน่อยนะ” อีกฝ่ายตอบขณะถอดแว่นตาออกและนวดขมับตัวเองเบา ๆ “ถ้าครูไม่ไหว เธอคงต้องรับช่วงต่อแล้วล่ะ” เอ็มม่ามองลูกศิษย์คนเก่งหลังจากที่    สวมแว่นเรียบร้อย

 “ถึงอาจารย์ไม่บอก ผมก็ขออยู่แล้วล่ะ” เขาเอ่ยทีเล่นทีจริงอย่างอารมณ์ดี

คนเป็นแรงบันดาลใจหัวเราะเบา ๆ “หรือจะเป็นนักกีฬาดีล่ะ?”

“โธ่ อย่าล้อเล่นกันสิครับ นั่นน่ะก็แค่งานอดิเรกเท่านั้นแหละ” เซดริกตอบพลางยิ้มแห้ง ๆ “อาจารย์ก็รู้ว่าผมอยากเป็นอย่างอาจารย์”

“จ้า งานอดิเรกก็งานอดิเรก” อาจารย์เอ่ยพร้อมกับส่งสายตาล้อเลียนไปให้ “แต่ถ้าเลือกเป็นนักกีฬา สาว ๆ คงได้ติดตรึมมากกว่าตอนนี้เสียอีก”

ที่เธอพูดก็ไม่ผิดนัก ด้วยใบหน้าหล่อเหลา อุปนิสัย และความฉลาดของนักศึกษาหนุ่มตรงหน้าเธอ ทำให้เขากลายเป็นที่หมายตาของบรรดาสาว ๆ ทั้งแท้และเทียมมากมาย เห็นได้จากวันวาเลนไทน์เมื่อต้นปีที่ผ่านมา พ่อหนุ่มคนนี้ก็ได้ช็อกโกแลตเป็นโหล ๆ ถึงขั้นหอบกลับบ้านไม่หวาดไม่ไหวเลยทีเดียว

นอกจากนี้ยังมีจดหมายรักส่งมาบ้างไม่เว้นแต่ละวัน ไหนจะแฟนเพจในเฟซบุ๊คที่มีคนเข้าไปกดไลค์กันเป็นพันเป็นหมื่นนั่นอีก

เมื่อมีคนชอบ ก็ต้องมีคนเกลียดเป็นของคู่กัน ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นพวกผู้ชายที่อิจฉา และโดนแย่งเรทติ้ง ถึงขนาดเคยมีการยกพวกมาเพื่อคุยกันดี ๆ และจบลงที่การแลกด้วยหมัดมือ และลูกเตะ

แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเขาโดนคน ๆ เดียวซัดกลับไปหมดทุกราย เพราะประมาท คิดว่าเด็กอักษร แล้วยังเป็นเด็กทุนอีกคงได้แต่หมกตัวอยู่กับตำรับตำราที่อ่อนแอ และไม่สู้คน

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ” เด็กอักษรคนนั้นว่าอย่างเขิน ๆ แม้ว่าจะมีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย “ยังไง ๆ ผมก็ยังโสดอยู่นะ”

เอ็มม่าหัวเราะออกมาเบา ๆ “ระวังขึ้นคานแบบครูนะพ่อหนุ่มเนื้อหอม” เธอเอ่ยทีเล่นทีจริง และระบายยิ้มน้อย ๆ ด้วยความเอ็นดู

“อาจารย์ไม่ขึ้นคานหรอกครับ ก็อาจารย์เรฟฟอร์ดตามจีบอยู่ไม่ใช่เหรอ?” ลูกศิษย์เนื้อหอมล้อกลับก่อนจะรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็วเผื่อจะมีหนังสือสักเล่มเขวี้ยงมาโดยไม่ทันตั้งตัว และเป็นเช่นนั้นจริง ๆ หนังสือปกแข็งเล่มหนาขนาดพจนานุกรมเล่มหนึ่งลอยข้ามโต๊ะมาอย่างรวดเร็ว

โชคดีที่หลบทัน ไม่อยากนึกเลยว่าถ้าโดนเข้าจัง ๆ ต้องสลบไปกี่วัน

“เซดริก!” เอ็มม่าแหวเสียงดังด้วยใบหน้าแดงก่ำ ทำให้อีกฝ่ายอดหัวเราะออกมาไม่ได้ และรีบเผ่นออกจากห้องก่อนที่จะมีอะไรลอยมาอีก

###

ท้องฟ้าเปลี่ยนสีแล้ว ระบายด้วยสีส้มแดงและดวงอาทิตย์สีส้มบาดตาทำให้ร่างสูงที่เพิ่งก้าวออกมาจากรั้วมหาวิทยาลัยต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย ฝูงนกบินเรียงกันอย่างระเบียบตัดผ่านท้องฟ้าไปเช่นทุกครั้งทำให้ใบหน้าคมคายคลี่ยิ้มบาง 

บางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้ามีปีกแล้วมองลงมาจากข้างบน จะเห็นข้างล่างเป็นแบบไหน

เซดริกชอบช่วงเวลาเย็น ๆ แบบนี้ เพราะไม่ค่อยมีใครเดินไปเดินมาเท่าไหร่ อย่างน้อยก็ไม่ต้องทนกับสายตาที่มองมา เรียกได้ว่าได้เวลาความเป็นส่วนตัวกลับคืนมาเลยทีเดียว

“เฮ้ เซด!” เสียงที่คุ้นเคยเรียกให้เซดริกหลุดจากห้วงภวังค์ และตามด้วยแขนของใครคนหนึ่งล็อคคอมาจากข้างหลัง “วันนี้เลิกเร็วนี่หว่า”

“งานเสร็จแล้วน่ะ” เขาตอบก่อนจะพยายามแงะแขนที่ล็อคคอตนออก เพราะดีกรีนักกีฬาแล้วแรงน้อยเสียที่ไหน

เควินปล่อยแขนที่ล็อคคอเพื่อนรักออก “เจ๋ง งั้นวันนี้ไปผับกัน!” น้ำเสียง      ขี้เล่นเอ่ยพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง “พวกโทมัสมันชวนพอดี”

เซดริกหรี่ตาลงอย่างครุ่นคิดเล็กน้อย ทำเอาอีกฝ่ายนึกหมั่นไส้ขึ้นมา “คิดมากอะไรวะ กว่าจะหาเวลาที่แกว่างได้เนี่ยก็น้อยเต็มทีพอว่างปุ๊บ แกก็ไม่คิดจะออกไปสังสรรค์กับเพื่อนบ้างเลยเรอะ?” ชายหนุ่มผมทองเอ่ยพลางขยี้เรือนผมสีบลอนด์อย่างหมั่นไส้

“โอย พอ ๆ” คนโดนแกล้งปัดมือของอีกฝ่ายเป็นพัลวัน “เอ้า ไปก็ไป”

“เยี่ยม!” ว่าแล้วเควินก็ลาก ‘คนหาเวลาว่างได้ยาก’ ไปหากลุ่มนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่ยืนอยู่ริมรั้วมหาวิทยาลัย

พอไปถึง เสียงห้าวที่ไม่ค่อยได้ยินบ่อยนักก็ดังขึ้น “กว่าจะมาได้นะแก ไปอยู่ไหนมาล่ะ?” ชายหนุ่มผิวสีแทนคนหนึ่งแขวะทันทีเมื่อเห็นร่างที่คุ้นเคยตรงเข้ามาใกล้

“โทษที ๆ พอดีว่าไปตกคนแถวนี้มาได้น่ะ” เควินตอบทีเล่นทีจริง และบุ้ยหน้าไปที่ชายหนุ่มร่างสูงผมบลอนด์ที่ยืนฉีกยิ้มบาง ๆ ให้ แม้จะรู้สึกตงิด ๆ กับคำพูดของคนที่ลากมาก็ตามที

ตก...งั้นเรอะ?

“ไง พ่อหนุ่มนักเรียนทุน วันนี้หลุดออกมาจากกองหนังสือแล้วเรอะ?”

“ต้องพูดว่ามีคนลากออกมาต่างหากล่ะโทมัส” เซดริกถอนหายใจหน่าย ๆ

ชายหนุ่มเจ้าของชื่อกระตุกยิ้มเล็กน้อย “แบบนี้ต้องขอบคุณคนลากมาสินะ?” เขาเอ่ยและกอดคอเพื่อนผมบลอนด์อย่างอารมณ์ดี “ดีเหมือนกัน นาน ๆ ทีจะเห็นแกออกมาเปิดหูเปิดตาบ้าง”

“นาน ๆ ทีก็จริง แต่หมอนี่ไปผับแค่ครั้งเดียวก็ได้สาวกลับมาแล้วหนึ่งคนเชียวนะเว้ย!” เควินบรรยายผลงานของเพื่อนรักอย่างภาคภูมิใจราวกับตัวเองเป็นเจ้าของผลงานอย่างไรอย่างนั้น ทำเอาคนอื่นในกลุ่มทำตาโตด้วยความตกตะลึง

“งั้นแบบนี้พวกเราก็ดับหมดดิวะ” ชายหนุ่มผมน้ำตาลแดงพูด และเหล่มองเพื่อนผมบลอนด์ด้วยสายตาล้อเลียน

“นั่นดิ รูปหล่ออย่างกับดาราหล่อไปด้วยแบบนี้ แย่เลยว่ะ” อีกคนว่า และแสร้งทำหน้าท้อแท้จนน่าประเคนรองเท้าให้สักข้าง

“แต่ถ้าเจอผู้หญิงอย่างนั้นอีกฉันก็ขอบายล่ะ” เซดริกเอ่ยพลางยิ้มแห้ง ๆ และนึกถึงใบหน้าสวยสะคราญของหญิงสาวคนที่ว่า...

ถ้าเจออย่างซิลเวียอีก จะไม่ขอไปเหยียบผับอีกเลย คอยดู*!!*

โทมัสเหลือบมองดูนาฬิกาก่อนจะยกแขนออกจากไหล่ของเพื่อนผมบลอนด์ “เอ้า ไปกันเหอะ เดี๋ยวคนเยอะอดได้ที่นั่งดี ๆ” ว่าแล้วกลุ่มนักศึกษาหนุ่มแห่งมหาวิทยาลัยชื่อดังก็เดินไปขึ้นรถแท็กซี่เพื่อตรงไปยังสถานเริงรมย์ยามค่ำคืน

###

เสียงดนตรีจังหวะเมามันดังลอดช่องว่างระหว่างประตูออกมาภายนอก แม้หน้าร้านไม่มีหญิงสาวหน้าร้านคอยยืนต้อนรับ แต่ป้ายร้านขนาดใหญ่ที่ติดด้วยหลอดไฟนีออนหลากสีโชว์เด่นเป็นสง่าเหนืออาคารสองชั้นกลางย่านบันเทิงนั้นก็บอกได้ไม่ยากว่า สถานที่นี้คืออะไร

กลุ่มชายหนุ่มที่เพิ่งก้าวลงมาจากแท็กซี่ซึ่งนำโดยชายผิวสีแทนเดิน ตรงไปที่สถานเริงรมย์แห่งนั้นอย่างไม่ลังเลใจ การ์ดขอดูบัตรประชาชนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเปิดทางให้พวกเขาเข้าไป

ชายหนุ่มผมบลอนด์เงยหน้ามองป้ายไฟหน้าร้านก่อนจะฉีกยิ้มอย่าง         ไร้อารมณ์เมื่อนึกถึงครั้งล่าสุดที่มาเยือนผับแห่งนี้ ได้แต่ภาวนาในใจว่าขอให้อย่าเกิดเหตุการณ์เดิม ๆ อีก

ทันทีที่ก้าวผ่านประตูเข้าไป เสียงดนตรีดังกระหึ่มก็ทำเอาใบหน้าคมคาย   เหยเกเล็กน้อย เพราะปรับตัวไม่ทัน บริกรสาวสองคนก็รีบรี่เข้ามาหาพร้อมด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ “ยินดีต้อนรับสู่ไนท์ไลฟ์ค่ะ” เสียงหวานเอ่ยต้อนรับ และผายมือไปทางข้างหลังของตน

แม้บรรยากาศจะค่อนข้างมืดสลัว แต่ก็แต่งแต้มด้วยไฟหลากสีสันทำให้    พอเห็นส่วนสัดของสองนางในชุดรัดรูปจนต้องลอบกลืนน้ำลาย

ไนท์ไลฟ์เต็มไปด้วยเหล่าวัยรุ่นชายหญิงที่กำลังออกลีลากลางฟลอร์ตามเสียงเพลงอย่างเมามันส์  ในมุมมืดบางมุมเขาก็สังเกตเห็นร่างที่คลอเคลียกันจนแทบจะหลอมละลายรวมกัน

“แกดูสิ เห็นไหมคนที่เพิ่งเข้ามาน่ะ?”

“คนผมบลอนด์ใช่ไหม? หล่อสุด ๆ ไปเลยอะ”

เซดริกพยายามไม่หันไปมองทางต้นเสียงนั้น และเร่งฝีเท้าตามกลุ่มเพื่อนไปเพื่อจะให้หลุดพ้นจากครรลองสายตานั่น

ในที่สุด พวกเขาก็ได้ที่นั่ง เป็นโต๊ะกลมสีเงินล้อมรอบด้วยโซฟายาวสีแดงห้าตัวพอดีจำนวนคน

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า โทมัสคงใช้เส้นจัดหาที่นั่งเช่นเดิมทันทีที่ทรุดกายลงนั่ง ชายหนุ่มผมทองก็กระทุ้งสีข้างของเพื่อนรักเบา ๆ

“แหม ก้าวเข้ามาปุ๊บก็มีคนเล็งเลยนะ” เควินล้อพลางหัวเราะเบา ๆ

“เหลือให้พวกเราบ้างล่ะ ไอ้หน้าหล่อ!” อีกคนเอ่ยสำทับ และหัวเราะร่าก่อนจะหันไปสั่งเครื่องดื่มกับบริกรสาวที่เดินเข้ามารับออเดอร์ แม้แต่เจ้าหล่อนก็ยังปรายตามองมาที่ชายหนุ่มผมบลอนด์เป็นระยะ ๆ

เซดริกทำหน้ามุ่ยอย่างไม่สบอารมณ์นัก “ไอ้พวกนี้นี่...” เขาพึมพำเบา ๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง ๆ เมื่อรู้สึกว่าบริกรสาวคนนั้นลอบส่งยิ้มให้

ไม่ใช่ว่าเขาไม่สนใจผู้หญิง แต่ไอ้การต้องมาเจอหญิงสาวหลาย ๆ คนในชุดนุ่งน้อยห่มน้อย และคอยส่งสายตาอย่างมีความหมายมาให้ในสถานที่แบบนี้ มันทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจชอบกล

ถ้าเป็นไปได้ เขาก็อยากจะเจอผู้หญิงดี ๆ ที่สามารถคุยกันได้ทุกเรื่องโดยไม่ได้มองแค่หน้าตาเพียงอย่างเดียว

ความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนแบบนี้มันก็เป็นเพียงแค่การฉาบฉวยเท่านั้น

ป้าบ!

“โอ๊ย ไอ้บ้านี่ ตบปากฉันทำไมวะ?” เซดริกโวยลั่นเมื่อจู่ ๆ เควินก็ส่ง ฝ่ามือพิฆาตขนาดย่อม ๆ มาให้โดยไม่ทันตั้งตัว

“ก็เพราะไอ้ยิ้มแบบนี้ไงเล่าที่ทำให้พวกฉันกินแห้วน่ะ” คนตบตอบด้วยความหมั่นไส้ก่อนจะยักคิ้วข้างหนึ่งให้อย่างกวนอารมณ์

“ก็คนมันหน้าตาดีนี่ทำไงได้ล่ะ” โดนตอกกลับหนึ่งดอกทำเอาเพื่อนผมทองหน้าหงาย พูดอะไรไม่ถูกไปเลยทีเดียว

“อูย วันนี้มาแรง” โทมัสว่าอย่างขำ ๆ ก่อนจะรับเครื่องดื่มมาจาก บริกรสาวอีกคน เธอแสร้งก้มตัวลงต่ำจนเสื้อเกาะอกสีแดงแทบจะไม่มีความหมาย เมื่อยืดตัวขึ้นอีกครั้ง ดวงตาสีน้ำเงินก็ส่งสายตาบางอย่างให้ชายหนุ่มผิวสีแทน พร้อมกับที่ริมฝีปากสีแดงอวบอิ่มคลี่ยิ้มบาง ๆ ก่อนที่สาวเจ้าจะเดินนวยนาดจากไป

โทมัสกระตุกยิ้มขณะเทของเหลวสีอำพันลงแก้วทรงสูงก่อนจะกระดกมันลงคอ “ดูเหมือนว่าอย่างน้อยก็ไม่ได้มีแต่แกที่มีเสน่ห์นะ” เขาเช็ดปากลวก ๆ ก่อนจะลุกขึ้น และเดินไปยังทิศที่บริกรสาวคนนั้นจากไป

เควินมองตามไปตาปริบ ๆ “อะไรวะ ชวนมาดื่ม แต่ดันชิ่งไปคนแรกเลย” เขาด่าเบา ๆ มือเอื้อมไปหยิบขวดมึนเมามา และเทของเหลวข้างในลงแก้วของตนบ้าง

เสียงเพลงเร่งจังหวะขึ้นจนอีกชายหนุ่มผมสีน้ำตาลแดงเริ่มขยับหัวตามจังหวะเพลง “เฮ้ย ไปเต้นกันเหอะ เพลงนี้มันส์ว่ะ!” เขาเอ่ยชวน

“จัดเต็มเลยเพื่อน!” อีกคนที่นิ่งเงียบมานานรับคำชวน “พวกแกล่ะ?”

เควินกระดกเหล้าลงคอก่อนจะโบกมือไปมา “ยังล่ะ ขอดื่มสักนิดก่อน” ส่วนอีกคนก็ส่ายหน้าเบา ๆ เป็นเชิงปฏิเสธ

“งั้นไปก่อนล่ะ แล้วจะเต้นเผื่อนะ หึหึ” ว่าแล้วทั้งคู่ก็จรลีจากไปยังฟลอร์เต้น เผลอเดี๋ยวเดียวก็มีสาวสวยสองคนเข้ามาประชิดตัวเสียแล้ว จนชายหนุ่มผมทองเริ่มทนไม่ไหว บวกกับฤทธิ์แอลกอฮอลล์ที่เริ่มจู่โจมระบบประสาท

“ฉันว่า...ฉันไปบ้างดีกว่า...แฮะ” เสียงมึน ๆ เอ่ยก่อนที่เจ้าของเสียงจะตรงเข้าไปร่วมวงกับฝูงชนที่กำลังดีดดิ้นอย่างเมามันส์ ทำเอาอีกคนที่มองตามไปต้องส่ายหน้าอย่างระอาใจ

รู้ว่าตัวเองคออ่อนแล**้วยังจะดื่มไม่เลิก ดวงตาสีฟ้ากวาดมองรอบตัวที่ตอนนี้ไม่มีใครร่วมโต๊ะแล้ว รู้สึกโหวง ๆ เล็กน้อยที่ต้องนั่งคนเดียว แต่เมื่อคนอื่นลุกไปกันหมดแล้ว เขาก็ต้องเป็นฝ่ายเฝ้าโต๊ะไปโดยปริยาย

เซดริกถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเอื้อมไปหยิบขวดคอคอดสีทึบขึ้นมา และเทของเหลวกลิ่นหอมอ่อน ๆ ลงแก้วทรงสูงของตน ตามด้วยโซดาเล็กน้อยจนเต็มแล้วเหล้าสีอำพันก็ไหลลงคออย่างช้า ๆ ใบหน้าคมคายฉายแววแปลกใจระคนพอใจ      ไม่นานนักแก้วแรกก็หมดไป และแก้วที่สองก็กำลังจะตามมา

“มานั่งดื่มคนเดียวไม่เหงาแย่เหรอคะ?” เสียงหวานใสดังขึ้นเบื้องหน้า เรียกให้เขาละสายตาจากแก้วไปมอง

“ไม่หรอกครับ” เซดริกตอบหญิงสาวร่างโปร่งบางในเสื้อสีขาวรัดรูปเล็กน้อย และกางเกงขาสั้นเหนือเข่าราวหนึ่งนิ้ว เขาไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่อยู่ดี ๆ ก็มีหญิงสาวมาทักเขาถึงที่แบบนี้ เพราะหลาย ๆ ครั้งเขาก็เจอคนเข้าหาแบบนี้บ่อย ๆ

ร่างบางทรุดกายลงบนโซฟาตัวตรงข้าม ทำให้แสงจากหลอดไฟกระทบใบหน้าสวยหวานหยดจนอีกฝ่ายอดใจเต้นไม่ได้ ริมฝีปากแต่งแต้มด้วยลิปกลอส        สีชมพูอ่อนคลี่ยิ้มบาง ๆ

“ฉันเคยได้ยินมานะคะว่าดื่มคนเดียวจะเมาเร็ว” เธอเอ่ยขณะเขย่าแก้วทรงสูงในมือขวาเบา ๆ คล้ายกับต้องจะสื่ออะไรบางอย่าง “อยากให้ฉันนั่งเป็นเพื่อนดื่มด้วยไหมคะ?”

ชายหนุ่มผมบลอนด์กระตุกยิ้มบาง ๆ “ไม่เป็นไรครับ พอดีผมคอแข็งน่ะ” เขาตอบ เซดริกไม่ได้โกหกแม้แต่น้อย เขายอมรับล่ะว่าเขาค่อนข้างคอแข็งพอสมควร ไม่รู้ว่าทำไม ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ดื่มบ่อยมากแท้ ๆ แต่ดันน็อกช้ากว่าไอ้คนที่มาดื่มบ่อย ๆ อย่างเควิน หรือโทมัสเสียอีก

หญิงสาวตีหน้าเศร้าลงเล็กน้อย “ว้า...อย่างนั้นเหรอคะ น่าเสียดายจัง”

แต่แล้วดวงสีฟ้าของชายหนุ่มก็เหลือบไปเห็นใครคนหนึ่งที่คุ้นตา ทำเอาเขาต้องรีบกลับคำพูดอย่างรวดเร็ว “แต่ตอนนี้ผมเปลี่ยนใจแล้วล่ะ ได้คุณมานั่งดื่มเป็นเพื่อนก็น่าจะดีไม่น้อยนะครับ” เขาเอ่ยก่อนจะรีบชงเหล้าแก้วใหม่อย่างรวดเร็ว โชคดีที่อีกฝ่ายมัวแต่ดีใจจนไม่ทันได้สังเกต

“แหม เปลี่ยนใจเร็วจังเลยนะคะ” เธอพูดหลังจากที่ชายหนุ่มย้ายมานั่งข้าง ๆ

“อะไร ๆ ก็เปลี่ยนแปลงได้ครับ” เซดริกว่าก่อนจะยกแก้วในมือขึ้น หญิงสาวคลี่ยิ้มบาง ๆ อย่างรู้ทัน และยกแก้วในมือขึ้นชนกับแก้วของอีกฝ่าย

ดวงตาสีฟ้า และสีน้ำเงินสบกันนิ่ง ฝ่ายหนึ่งหัวใจกำลังเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น แต่อีกฝ่ายหนึ่ง...กำลังภาวนาให้คนที่เห็นเมื่อครู่เดินผ่านไปไว ๆ

ร่างบางค่อย ๆ ขยับกายเข้ามาใกล้พร้อมกับใบหน้างามที่จงใจเอนไปซบไหล่ของชายหนุ่ม “ฉันไม่เคยเห็นคุณเลย เพิ่งมาเป็นครั้งแรกเหรอคะ?”

“เปล่าครับ ผมก็แค่ไม่ได้มาบ่อยเท่านั้นเอง” เซดริกตอบเสียงเบาด้วยความตกใจที่จู่ ๆ ก็โดนรุกหนัก น้ำหนักที่หัวไหล่ทำให้เขาไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมอง ทำได้เพียงแค่มองของเหลวในแก้วน้ำของตนเท่านั้น

“อืม...งั้นต่อไปนี้มาบ่อย ๆ ได้ไหมคะ?” หญิงสาวถามก่อนจะยกหัวขึ้น และเลื่อนใบหน้าไปข้างหูของอีกฝ่าย “มาหาฉันบ่อย ๆ ...นะคะ”

ชายหนุ่มถึงกับตัวแข็งทื่อ มือกร้านค่อย ๆ ดันตัวอีกฝ่ายออกอย่างเบามือ แม้ว่าแทบจะหยุดหายใจเมื่อลมหายใจอุ่น ๆ เป่ารดข้างใบหน้า “ผมว่า...” แต่แล้วก็แทบต้องกลืนคำพูดลงคอ เมื่อใบหน้าของหญิงสาวเลื่อนเข้ามาใกล้กว่าเดิม

แม้ไม่ได้ตั้งใจ แต่เขาก็เผลอมองริมฝีปากบางนั่นซะแล้ว...

...เส้นความอดทนบางอย่างค่อย ๆ ขาดสะบั้นลง..

กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากกายสตรีเพศตรงหน้าทำให้สติเริ่มหลุดลอย ใบหน้า   คมคายโน้มลงเข้าหาราวกับมีแรงดึงดูด ใกล้กันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่ง..

“เซดคะ!!” เสียงหวานที่คุ้นเคยอุทานลั่นด้วยความตกใจ ทำให้สติวิ่งกลับเข้ามาตัวเจ้าของอย่างรวดเร็ว เซดริกหันขวับไปมองทางต้นเสียง

เป็นร่างเพรียวบางในเสื้อสายเดี่ยวโชว์หน้าท้อง และกางเกงยีนส์สั้นจนน่าหวาดเสียว ใบหน้าสวย และดวงตาสีน้ำเงินเช่นเดียวกับหญิงสาวข้างกาย

เธอคือคนที่เขาไม่อยากจะเจอมากที่สุด!!

“ซิลเวีย...” เขาครางออกมาเบา ๆ  

นี่ว่าหลบพ้นแล้วนะ ทำไมยังเห็นอีกวะเนี่ย*!?*

“แฟนของคุณเหรอคะ?” หญิงสาวที่นั่งอยู่ถามพร้อมกับส่งสายตาไม่เห็นมิตรให้คนขัดจังหวะ จนรู้สึกได้ถึงกระแสไฟฟ้าที่แล่นเปรี๊ยะ ๆ เยี่ยงคู่อริ

“เปล่าครับ ไม่ใช่” พอปฏิเสธก็แทบแทบร้องเหวอเมื่อซิลเวียตรงเข้ามาฉุดข้อมือของเขาให้ลุกตามไปอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว น่าแปลกที่หญิงสาวอีกคนไม่มีท่าทีโกรธเคืองแต่อย่างใด ราวกับพอจะรับรู้ถึงสถานการณ์ได้

ซิลเวียพาชายหนุ่มมากลางฟลอร์ที่เปลี่ยนเพลงมาในจังหวะช้า เธอจับตัวอีกฝ่ายให้มาประจันหน้ากัน ดวงตาสีน้ำเงินวาวโรจน์ด้วยความโกรธจนน่ากลัว “นี่คุณทำอะไรคะ?” เธอถามเสียงเบาหวิว

“แล้วผมทำอะไรล่ะ?” เซดริกถามกลับขณะที่อีกฝ่ายเริ่มพาเขาให้เต้นตามจังหวะเสียงเพลงด้วยการดึงมือเขาให้จับรอบเอวคอดกิ่วของเธอ

“เห็น ๆ อยู่ว่าคุณกำลังนอกใจ” เธอว่า คราวนี้ทำเอาชายหนุ่มชักรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาบ้างแล้ว

ให้มันน้อย ๆ หน่อยเถอะ*!*

           “คุณพูดอะไรของคุณ ซิลเวีย ผมยังไม่เคยบอกว่าผมคบกับคุณเลยนะ” เซดริกเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็น ๆ จนฝ่ายหญิงสะดุ้งเล็กน้อย เธอเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นเรียวอย่างกลั้นอารมณ์

“งั้นก็คบเลยสิ” ทันทีที่พูดจบเธอก็จับมือของอีกฝ่ายให้เลื่อนลงต่ำมาที่ต้นขา และช้อนสายตาหวานขึ้นมองใบหน้าคมคายที่บัดนี้ฉายแววตกใจ

“ปล่อยมือผม” เซดริกว่าเสียงเฉียบขาด และพยายามดึงมือออก

“ฉันยอมถึงขนาดนี้ ทำถึงขนาดนี้ทำไมคุณถึงไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยล่ะ!”     ซิลเวียพูดเสียงเบา และขยับกายเข้าไปใกล้มากกว่าเดิม “หรือคุณชอบผู้ชายด้วยกัน?” ว่าแล้วเธอก็จงใจเบียดหน้าอกของตนเข้ากับแผงอกของอีกฝ่ายที่พยายามระงับอารมณ์ที่ไม่สมควรอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย

“จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตามแล้วมันยังไงล่ะครับ? ที่ผมไม่ชอบน่ะคือการที่คุณทำแบบนี้” ชายหนุ่มตอบและจ้องมองใบหน้าสะคราญอย่างจริงจัง “ถ้าคุณอยากให้ผมชอบ คุณก็ต้องเลิกทำตัวแบบนี้!”

สิ้นคำพูด เขาก็สะบัดตัวจากมือบางของหญิงสาว และเดินออกจากฟลอร์อย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะเป็นเช่นไร ไม่นานนักร่างสูงก็ออกมาจากผับมาสู่บรรยากาศเงียบสงบยามค่ำคืน เขาคงต้องนึกขอบคุณฝูงชนภายในนั้นที่ทำให้      ซิลเวียตามเขาออกมาไม่ทัน

..ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายจิตใจอีกฝ่าย แต่แบบนี้มันก็เกินไป...

แต่ไหนแต่ไรมาเขาให้เกียรติกับผู้หญิงมาโดยตลอด แม้ว่าจะถูกรุกหนักแค่ไหนก็ทนได้ แต่ไอ้การที่มาทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของแบบนั้นมันทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์

ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นอะไรกันแท้ ๆ...

เซดริกพ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ ขณะเงยหน้ามองท้องฟ้าสีเข้ม เห็นเพียงแสงดาวกะพริบถี่ ๆ ไม่กี่ดวงเท่านั้น “คงต้องบอกลาผับแล้วล่ะมั้ง” เขาบ่นอย่างอ่อนแรง และตัดสินใจกลับบ้าน 

พอทีกับการเที่ยวกลางคืน

“นึกว่าใคร ที่แท้ก็ไอ้เด็กนักเรียนทุนนี่เอง” น้ำเสียงห้าวส่อเอาเรื่องดังขึ้นไม่ไกลนักเรียกให้ใบหน้าคมคายหันไปมอง แล้วก็เห็นชายหนุ่มสามคนที่คุ้นหน้าคุ้นตายืนอยู่

คนตรงกลางผมสีน้ำตาลเข้มตัดสั้นระต้นคอใส่ต่างหูสีดำสนิททั้งสองข้าง ใบหน้าแบบที่แปะป้ายประกาศโต้ง ๆ ว่าพร้อมใช้กำลังกระตุกยิ้มบาง ๆ อย่างหาเรื่อง ส่วนอีกสองคนข้างหลังไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นลูกน้องก็ทำท่าทางแบบเดียวกับคนเป็นหัวหน้า

ตรงตามคอนเซ็ปต์นักเลงเป๊ะ แต่สำหรับเซดริกแล้วก็แค่ไอ้บ้าสามตัวเท่านั้น

เอส...” เซดริกพึมพำชื่ออีกฝ่ายออกมาเบา ๆ

“ขอบใจที่จำชื่อกันได้นะ” เจ้าของชื่อแค่นเสียงหัวเราะเบา ๆ “มาทำอะไรที่นี่ล่ะ ไอ้เด็กทุน” แล้วสายตาก็พอดีบรรจบกับสถานเริงรมย์ไนท์ไลฟ์ทำให้เขาคลี่ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “นี่แกเข้าผับมาหรอกเรอะ?”

“แล้วคุณชายอย่างนายมาทำอะไรที่นี่ล่ะ? ต้องมีคนคอยตามก้นด้วยเหรอ?” ชายหนุ่มผมบลอนด์ย้อนกลับอย่างไม่กลัวเกรง เพราะการเป็นเด็กทุนก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถเที่ยวกลางคืนได้ ตราบใดที่ไม่ก่อเรื่องก็ไม่มีปัญหา

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของคนถูกสบประมาทชาวาบ “อย่าคิดนะว่าแกแย่งทุนนักกีฬาของฉันไปได้แล้วเรื่องมันจะจบง่าย ๆ น่ะ” เอสพูดก่อนจะถุยน้ำลายลงพื้น ใบหน้ากร้านกระตุกยิ้มเหี้ยม และยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ลูกน้องสองคนยืนล้อมกรอบอีกฝ่าย

เซดริกถอนหายใจเบา ๆ อย่างเบื่อหน่าย หนีเสือปะจระเข้ หนีผู้หญิงก็มาเจอนักเลงจริง ๆ ดวงสีฟ้ามองใบหน้าอีกฝ่ายอย่างระอาใจ

ที่จริงจะเรียกว่าแย่งทุนก็ไม่ถูก เขาก็แค่เคยได้รับการเสนอชื่อเข้ารับทุนในโควต้านักกีฬาเทควันโดของมหาวิทยาลัย J แล้วเขาก็ปฏิเสธไป เพราะหากรับทุนนั้นไปแล้วก็เท่ากับว่าเป็นนักกีฬาของมหาวิทยาลัย ซึ่งเขาไม่ได้ต้องการ

สำหรับเขาแล้วเทควันโดเป็นเพียงงานอดิเรกที่ชื่นชอบเท่านั้น ไม่เคยนึกอยากยึดเป็นอาชีพหลัก

แม้ว่าทางมหาวิทยาลัยจะรู้สึกเสียดายบุคลากรที่มีค่าไป แต่เซดริกก็คิดว่ายังมีอีกหลายคนที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมยิ่งกว่าเขา และ ‘เอส’ ชายหนุ่ม ตรงหน้าเขาก็คงเป็นหนึ่งในนั้น ถ้าไม่ติดว่าเจ้าตัวมีนิสัยอยู่ในขั้นติดลบ

ดื่มเหล้า เที่ยวกลางคืน มีเรื่องชกต่อยเป็นว่าเล่น...

ดังนั้นทางมหาวิทยาลัยจึงยกเลิกทุนนี้ไปในปีนั้น ทำให้เอสเข้าใจผิดคิดว่า เขาเป็นคนแย่งทุนนักกีฬา แถมยังปฏิเสธอีก...ก็เลยไม่พอใจ และตามหาเรื่องเขามาตลอดตั้งแต่ต้นเทอม

ทั้ง ๆ ที่ทำตัวเองแท้ ๆ ...

“ฉันก็เห็นนายพูดแบบนี้มาตั้งแต่ต้นเทอม” นักศึกษาหนุ่มผมบลอนด์ว่าเสียงเบื่อหน่ายก่อนจะฉีกยิ้มบาง ๆ อย่างนึกสนุก  เพราะอารมณ์ขุ่นมัวเมื่อครู่ชักอยากจะทำให้เขาอยากจะหาที่ระบายอารมณ์อยู่พอดี และตอนนี้ก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มแล้ว ทำให้บริเวณนี้ค่อนข้างปลอดคน

บรรยากาศช่างเป็นใจเหลือเกิน

“แต่ก็เอาเถอะ ฉันกำลังอยากยืดเส้นยืดสายพอดี”

###

ประตูไม้บานใหญ่ค่อย ๆ เลื่อนเปิดออก ก่อนที่ร่างสูงในชุดดำทั้งชุดจะก้าวเข้ามาภายในคฤหาสน์ที่คุ้นเคย แล้วพ่อบ้านชราก็ปรากฏตัวอย่างรวดเร็วและเดินเข้ามาหาเจ้านายอย่างนอบน้อมก่อนจะรับเสื้อคลุมของอีกฝ่ายมาถือไว้ตามหน้าที่ 

“นายท่านจะรับอาหารเย็นเลยไหมขอรับ?” เอเกิลถาม ดวงตาสีแดงซีดจับจ้องใบหน้าคมคายที่ดูตึงเครียดกว่าที่เคย

ชายหนุ่มส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่ล่ะ ข้า...” เสียงรองเท้าส้นเตี้ยกระทบพื้นกระเบื้องขัดจังหวะ ก่อนที่หญิงสาวร่างเล็กในชุดสาวใช้สีขาวดำจะยื่นถาดสีเงินพร้อมแก้วน้ำเย็น ๆ ให้เขา

“น้ำเย็น ๆ เจ้าค่ะนายท่าน” น้ำเสียงใสเอ่ยพร้อมรอยยิ้มกว้าง ยิ่งขับให้ใบหน้าน่ารักที่ประดับดวงตาสีชมพูเข้มดูน่าทะนุถนอม

ครอสกระตุกยิ้มบาง ๆ ก่อนหยิบแก้วขึ้นมารินของเหลวสีใสลงคอช้า ๆ “ขอบใจ ลูน่า” เขาเอ่ยก่อนจะวางมันบนถาดเช่นเดิม “แล้วก็ไปหยิบโค้ทให้ข้าหน่อย”

ลูน่าฉีกยิ้มกว้าง และพยักหน้ารับรัว “ได้เจ้าค่ะ” เธอรับคำ และรีบรี่จากไปทำตามคำสั่งอย่างกระตือรือร้น ต่างจากใบหน้าเหี่ยวย่นของพ่อบ้านชราที่เริ่มมีริ้วของความห่วงใย

“นายท่านจะออกไปเลยหรือขอรับ?” เอเกิลถามอย่างเป็นกังวล “นายท่านเพิ่งจะกลับมา น่าจะพักสักหน่อยนะขอรับ”

ชายหนุ่มส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่ล่ะ ข้าไม่ได้ไปมาหลายวันแล้ว ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า” เขาตอบก่อนจะรับเสื้อโค้ทสีดำจากหญิงสาวผมชมพูเข้ม และสวมมันทับเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวใน พ่อบ้านชรามีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย

หลายครั้งหลายคราที่เจ้านายของเขาทำอะไรเกินตัว และไม่คำนึงถึงสภาพร่างกายตัวเอง จนทำให้เขาอดเป็นห่วงบ่อย ๆ ไม่ได้

“ข้ากลัวว่าจะเกินขีดจำกัดของนายท่านขอรับ” ในที่สุดก็พูดสิ่งที่ค้างคาในใจออกไป เรียกให้ดวงตาสีแดงเบือนมาสบ “นี่ก็ล่วงเวลามาหลายวันแล้วนะขอรับ ข้าเกรงว่า...”

“ข้ารู้ขีดจำกัดของข้าดี เอเกิล” ครอสเอ่ยขัดและฉีกยิ้มบาง ๆ เผยให้เห็นคมเขี้ยวเล็ก ๆ ที่มุมปากซึ่งไม่ค่อยมีใครได้เห็นนัก

เอเกิลมองสายตาดื้อรั้นของชายหนุ่มที่ตนเห็นตั้งแต่ยังแบเบาะ และเขาก็ยอมใจอ่อนทุกครั้งไป เหมือนเช่นครั้งนี้... “ก็ได้ขอรับ ถ้าหากว่าไม่ไหวจริง ๆ นายท่านต้องรีบกลับมานะขอรับ”

“รู้แล้ว”

แล้วร่างสูงของชายหนุ่มก็ลับหายไปจากประตูใหญ่ ชายชราได้แต่มองตามไปอย่างเป็นกังวล และเป็นห่วง ก่อนที่จะเบือนสายตาไปมองท้องฟ้าราตรี

คืนนี้...เมฆหมอกหนา บดบังแสงจันทราจนหมดสิ้น

“เป็นอะไรเหรอท่านเอเกิล?” น้ำเสียงเจื้อยแจ้วของลูน่าเรียกให้พ่อบ้าน  ผินมองใบหน้าของหญิงสาวก่อนจะคลี่ยิ้มจาง ๆ อย่างอ่อนโยน

“ไม่มีอะไรหรอกลูน่า” แม้จะคิดเช่นนั้น...แต่ลางสังหรณ์บอกเขาว่า อะไรบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้นในคืนนี้...

ความคิดเห็น