Xeiji

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

​2nd Bond : เมื่อพบกันอีกครั้ง

ชื่อตอน : ​2nd Bond : เมื่อพบกันอีกครั้ง

คำค้น : แวมไพร์

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 433

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 มี.ค. 2562 15:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
​2nd Bond : เมื่อพบกันอีกครั้ง
แบบอักษร

2nd Bond : เมื่อพบกันอีกครั้ง

ในห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ดูโอ่โถงด้วยเครื่องเรือนโบราณมีราคา ผนังหิน    สีเทาหม่นโดยรอบช่วยขับให้ห้องนี้มีมนต์ขลังและมนต์เสน่ห์ของยุคโบราณ พื้นสีเดียวกับผนังรองรับเตียงนอนคิงไซส์สี่เสาที่ไร้ร่องรอยการใช้งานราวกับเจ้าของหาเคยได้สัมผัสห้วงนิทรา และตั้งอยู่ริมหน้าต่างที่ล้อมกรอบสองข้างด้วยผ้าม่านสีน้ำเงินเข้ม

ทุกอย่างในห้องนี้ไม่น่าเชื่อว่าจะมีเจ้าของเป็นชายหนุ่มที่ดูอายุยี่สิบเศษ ๆ เท่านั้น

เงาดำทอดยาวบนพื้นข้างตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ ร่างสูงของชายคนหนึ่งกำลังสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวบริสุทธิ์ก่อนที่ใบหน้าคมคายจะก้มลงสำรวจการแต่งกายของตน 

เมื่อเห็นว่าเรียบร้อยดีแล้ว จึงค่อยเอื้อมมือไปปลดโค้ทยาวสีดำที่แขวนอยู่ข้างตู้มาถือไว้ก่อนจะปิดบานประตูอย่างเบามือ

ก๊อก ก๊อก...

เสียงเคาะประตูแผ่วเบา แต่กลับได้ยินชัดเจนในบรรยากาศที่เงียบสงัด และมืดสลัวเพราะปราศจากแสงไฟจากโคมไฟติดผนัง “กระผมเองขอรับนายท่าน” เสียงแหบอันคุ้นเคยของชายชราดังตามมาติด ๆ กัน

“เข้ามาได้” เสียงห้าวของเจ้าของห้องอนุญาต แล้วบานประตูขนาดใหญ่ก็เปิดออกก่อนที่ร่างของชายชราในชุดพ่อบ้านเต็มยศจะก้าวมาในห้อง

ใบหน้าแต่งแต้มด้วยริ้วรอยตามวัยมองร่างของเจ้านายที่แต่งตัวพร้อมออกไปข้างนอก “ข้าขออนุญาตพูดอะไรสักหน่อยได้ไหมขอรับ?”

อีกฝ่ายเลิกคิ้วน้อย ๆ “อะไร?”

“ข้าคิดว่านายท่านไม่จำเป็นต้องไปถึงอังกฤษก็ได้ขอรับ ให้คนที่ประจำอยู่ที่นั่นตรวจสอบเองน่าจะสะดวกกว่า” พ่อบ้านชราเอ่ย “โรมาเนียกับอังกฤษไม่ใช่ใกล้ ๆ นะขอรับ”

“ขืนให้พวกนั้นทำ ข้าว่าจะทำให้เกิดเรื่องเสียเปล่า ๆ” ชายหนุ่มตอบก่อนจะเอื้อมมือไปมัดเรือนผมยาวสีดำโดยทิ้งปอยให้ระใบหน้าเล็กน้อย

“แต่นายท่านเป็นถึง...”

“ข้าไม่อยากให้ใครหน้าไหนมาพูดว่า เพราะตระกูลทำให้ข้าไม่ต้องทำอะไร” ผู้เป็นเจ้านายเอ่ยขัด และเดินเข้าไปใกล้บ่าวผู้สูงวัยกว่า “ไม่เป็นไรเอเกิล ข้าเต็มใจ”

ดวงตาสีแดงซีดสบกับดวงตาสีแดงฉานของอีกฝ่ายอย่างชั่งใจ จนในที่สุดก็ต้องเป็นฝ่ายจำยอม “ก็ได้ขอรับ” เอเกิลยอมและหลีกทางให้ชายหนุ่ม

“ฝากที่นี่ด้วยนะ” อีกฝ่ายเอ่ยก่อนจะกระตุกยิ้มบาง ๆ ที่หาดูได้ยาก ยิ่งขับให้ใบหน้าหล่อเหลายิ่งกว่ารูปสลักใด ๆ

“ขอรับ” พ่อบ้านชราคำนับอย่างนอบน้อมในขณะที่ผู้เป็นเจ้านายเดินผ่านไป

ร่างสูงก้าวขายาวไปเรื่อย ๆ ตามทางเดินที่มืดสลัวก่อนจะหยุดอยู่หน้าต่างบานใหญ่บานหนึ่ง ดวงตาสีแดงคมกริบผินมองไปที่ดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวบนท้องฟ้าสีหม่นยามราตรีภายนอกคฤหาสน์

...อังกฤษ...

ประเทศที่ไปเยือนบ่อยครั้งยามดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า

ทุกครั้งที่ต้องเดินทางไปเป็นเพราะหน้าที่ที่ไม่มีวันจบสิ้นจนนึกเบื่อหน่าย แต่ครั้งนี้กลับมีบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกต่างออกไป

อยากพบ...ใครสักคน?

เขาส่ายหน้าเบา ๆ และนึกก่นด่าตนเอง เอาอีกแล้วไม่มีเหตุผลใดต้องไปคิดถึง ชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งช่างสั้นนักหากเทียบกับอายุขัยของเขา อีกไม่นานก็ร่วงโรย และชายผมบลอนด์คนนั้นก็คงไม่ต่างอะไรกัน

ชายหนุ่มพยายามไล่ความคิดนั้นออกไปจากหัวหลังจากนึกปลอบด้วยถ้อยคำเดิม ๆ ไปคราวนี้คงไม่เจอ แล้วเขาก็ปล่อยความคิดนั้นให้ลอยเคว้งในอากาศ เหลือไว้เพียงเสียงบางอย่างกระพือผ่านสายลม และเสียงกระซิบของใครคนหนึ่งที่ล่องลอยมา

                ...“ฟันเฟืองแห่งโชคชะตากำลังเริ่มต้นขึ้น”...

###

**“เหลืออีกแค่สองหน้า”** ชายหนุ่มในเสื้อยืดคอวีสีขาวเอ่ยขึ้นเบา ๆ พลางยืดแขน และบิดตัวไปมาเพื่อคลายความเมื่อยล้าหลังจากนั่งอยู่ในท่าเดิมมาเกือบห้าชั่วโมงเต็ม ๆ ดวงตาสีฟ้าหยีลงเล็กน้อยเมื่อปากเผยอหาวหวอดก่อนจะมองกองกระดาษสีขาวบนโต๊ะตรงหน้า และกระตุกยิ้มบาง ๆ ด้วยความภาคภูมิใจ

ว่าแล้วก็หยิบเอกสารปึกหนาสุดขึ้นมา และเปิดไล่ไปทีละหน้าเรื่อย ๆ “แบบนี้คงเสร็จทันกำหนดของอาจารย์” เขาพึมพำเบา ๆ

โครก...

เสียงครวญครางของกระเพาะดังขึ้นมาได้จังหวะพอดิบพอดี ทำเอาเซดริกอดหัวเราะแห้ง ๆ ไม่ได้ อีกมือหนึ่งที่ว่างลูบท้องของตนไปมาพลางนึกถึงเวลาที่ผ่านมา จะว่าไปก็ยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลยนี่นา เมื่อนึกถึงข้าวเย็นก็ทำให้เขาเหลือบมองนิ้วกลางของมือขวาที่มีพลาสเตอร์ปิดรอบนิ้วข้อบน

เพราะอยากช่วยจึงเสนอตัวไปหาเจ้าของห้องเช่าที่ห้องครัวตอนเย็น  เจ้าของห้องเช่าเป็นสาวสวยถึงอายุอานามจะปาไปเลขสามหลักสิบแล้วก็ตาม เธอก็ใจดีให้เขาได้หั่นแครอทหนึ่งหัว แต่ก็ทำอีท่าไหนไม่รู้...แทนที่คมมีดจะลงบนผักสีส้ม กลับมาเฉือนนิ้วของเขาซะงั้น

ทำให้เซดริกเข็ดขยาดกับการเข้าครัวไปเลยทีเดียว

เขาลองขยับนิ้วดู ยังรู้สึกเจ็บหน่อย ๆ เจ้าของห้องเช่าก็บอกว่าอย่าเพิ่งขยับมาก เพราะแผลลึกพอดู ชายหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ อย่างปลง ๆ 

เสียงนาฬิกาติดผนังตีบอกเวลาสองทุ่มทำให้เขาตัดสินใจออกไปหาอะไรลงท้องข้างนอก เมื่อคิดได้ดังนั้นก็ดันตัวออกห่างจากโต๊ะ และลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินไปคว้าเสื้อกันหนาวสีน้ำเงินเข้มที่หน้าตู้เสื้อผ้า และสวมมันทับเสื้อคอวีที่ใส่อยู่ เขาเอื้อมไปหยิบกระเป๋าเงิน และกุญแจห้องที่อยู่วางอยู่บนเตียงใส่กระเป๋ากางเกงอย่างไม่รีรอ

“จะออกไปไหนเหรอจ๊ะเซด?” ทันทีที่ก้าวออกจากห้องก็เจอเจ้าของห้องเช่าสาวที่เดินขึ้นมาพร้อมกับถาดอาหารสีเงินในมือ

“ผมกะว่าจะไปหาอะไรกินข้างนอกน่ะครับ” เซดริกตอบพร้อมกับสาวเท้าเข้าไปหา

“ฉันมีขนมอยู่ในครัวอยู่ เธอจะกินก็ได้นะจ๊ะ” อีกฝ่ายบอกเสียงหวาน และ ฉีกยิ้มตามนิสัยของเจ้าตัว

ชายหนุ่มถึงกับทำหน้าไม่ถูกเมื่อได้ยินคำว่า ‘ห้องครัว’ เลยทีเดียว “ไม่เป็นไรครับ” เขาตอบพลางแสร้งหัวเราะ และโบกมือซ้ายไปมาเพื่อบอกใบ้อะไรบางอย่าง “อีกอย่างผมคงขยาดห้องครัวไปอีกนานเลยทีเดียว”

หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ “ยังไงก็อย่าลืมทายาตามที่ฉันบอกนะ” เธอเอ่ยเตือนสติ และมองไปที่ พลาสเตอร์ที่นิ้วกลางซ้าย

“ครับผม ขอบคุณมากครับ” เซดริกยิ้มรับ “ว่าแต่ถาดอาหารนี่เอาไปให้ใครเหรอครับ?”

“อ๋อ คุณนายเมอร์รี่ที่ชั้นสามไม่สบายน่ะ ฉันก็เลยทำข้าวต้มไปให้”

ชายหนุ่มนึกชื่นชมในความมีน้ำใจของหญิงสาวตรงหน้า ถึงแม้เธอจะเป็นเพียงแค่เจ้าของห้องเช่าเล็ก ๆ แต่ก็ยังคอยดูแลเหล่าผู้เช่าห้องราวกับเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน เพราะเหตุนี้ทำให้เขาปฏิเสธจะรับการช่วยเหลือจากทางมหาวิทยาลัยในเรื่องการหาห้องพัก

“ขอให้คุณนายเมอร์รี่หายไว ๆ นะครับ ผมขอตัวก่อนล่ะ” ว่าแล้ว เขาก็เดินลงบันไดโดยมีเสียงบอกลาของเจ้าของห้องเช่าสาวตามหลังไป ทันทีที่เปิดประตูออกไปข้างนอกเขาก็ต้องห่อตัวด้วยความหนาวเมื่อลมเย็น พัดมาวูบหนึ่งโดยไม่ทันตั้งตัว

“อูย หนาว” เซดริกครางเบา ๆ ก่อนจะพ่นลมหายใจ  สีขาวขุ่นออกมาก่อนจะรีบก้าวยาว ๆ ไปตามทางเดินริมถนน

ร่างสูงเดินผ่านผู้คนมากหน้าหลายตาที่ใส่เสื้อหนาจนตัวพอง และป้ายรถเมล์ที่มีคนอยู่บางตา เสียงรถโดยสารประจำทางที่จอดเทียบป้ายเรียกให้ดวงตา    สีฟ้าเหลือบไปมอง ภาพเมื่อไม่กี่วันก่อนกลับเข้ามาในความคิดอีกครั้ง

...ดวงตาสีดำคมกริบของชายคนนั้น...

จะว่าไปตั้งแต่วันนั้นก็ไม่เจออีกเลยแฮะ แต่เมื่อกลับมาคิดอีกที ถ้าได้เจออีกนี่สิแปลก ลอนดอนก็ใช่ว่าจะเล็ก การจะได้เจอคน ๆ นั้นอีกครั้งคงเป็น เรื่องยาก และถ้าหากได้พบอีกจริง ๆ คงต้องบอกว่า เป็นเรื่องบังเอิญมากถึงมากที่สุดเลยทีเดียว

“แต่สมัยนี้ยังมีผู้ชายไว้ผมยาวขนาดนั้นอีกด้วยเหรอ?” เซดริกพึมพำเมื่อนึกถึงเส้นผมสีดำยาวสลวย เขาเคยมองว่าชายคนใดไว้ผมยาวมักจะเป็นพวกมีอารมณ์ศิลปิน แบบติสท์ ๆ ทำนองนั้น แต่คน ๆ นั้นกลับไม่ใช่

บรรยากาศรอบตัวของเขามันดูลึกลับเกินกว่าพวกศิลปิน

แล้วความคิดบางอย่างก็ทำเอาชายหนุ่มสะดุ้ง แอบขนลุกเมื่ออยู่ดี ๆ ก็มานึกสนใจคนเพศเดียวกัน เขาสะบัดหัวเบา ๆ เพื่อไล่ความคิดแปลก ๆ ออกจากหัวขณะก้าวขาให้เร็วกว่าเดิมเมื่อเริ่มรู้สึกว่าขาเริ่มชาเพราะความหนาวเหน็บ และกระเพาะเจ้ากรรมเริ่มส่งเสียงครวญครางอีกรอบ

แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นแผ่นหลังของใครคนหนึ่ง...

“เดี่ยวครับคุณ!”


ร่างสูงของชายหนุ่มในโค้ทยาวสีดำเดินไปตามทางเดินข้างถนนอย่างไม่เร่งรีบ แม้จะไม่ได้ตั้งใจจะเป็นจุดสนใจ แต่ด้วยใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับเทพบุตร และเรือนผมยาวสีดำที่มัดรวบสูงอันแปลกตาทำให้หญิงสาว และชายหนุ่มมองตามไปโดยไม่รู้ตัว แต่คนโดนจ้องก็หาได้สนใจกับสายตาเหล่านั้นราวกับมันเป็นเพียงแค่ฝุ่นริมทางเท่านั้น

มือหนาซุกลงในกระเป๋าเสื้อโค้ทก่อนจะรู้สึกถึงของแปลกปลอมบางอย่าง เขาหยุดเดิน และหยิบมันขึ้นมาดู แล้วก็พบว่าเป็นเศษกระดาษเล็ก ๆ ที่เขียนด้วยลายมือเป็นระเบียบเรียบร้อย

...โค้ทตัวนี้ใส่แล้วอุ่นดีไหมเจ้าคะนายท่าน?  ลูน่า...

ชายหนุ่มกระตุกยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเก็บมันเข้าที่เดิม ก็ไม่เลวนะ เขารำพึงในใจและก้าวเท้าเดินต่อ แต่ไม่ทันไรก็ต้องหยุดชะงัก...

 “เดี๋ยวครับคุณ!” น้ำเสียงที่เหมือนเคยได้ยินจากที่ไหนสักแห่งดังขึ้นจากข้างหลังเรียกให้เขาหันหลังกลับไปดู แล้วก็พบว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่งที่คุ้นหน้าคุ้นตายืนอยู่

ผมสีบลอนด์ และดวงตาสีฟ้าบนใบหน้าหล่อเหลาติดหวานเล็กน้อยมีหรือที่เขาจะลืม?

ดวงตาสีดำกระตุกเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ ภาพเหตุการณ์เมื่อวันวานหวนกลับมาในความคิดอีกครั้ง บังเอิญ...งั้นเหรอ?

 ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีอ่อนสาวเท้าเร็ว ๆ เข้ามาใกล้ด้วยท่าทางดีใจระคนแปลกใจเล็กน้อย “ใช่จริง ๆ ด้วย บังเอิญจังเลยนะครับ” เขาเอ่ยเสียงใส

บังเอิญมากจนน่าตกใจ แต่ถึงจะคิดเช่นนั้น สีหน้าของเขาก็ไม่เปลี่ยนไปแต่อย่างใด

เซดริกแทบหุบยิ้มเมื่ออีกฝ่ายนิ่งเงียบเหมือนเช่นทุกครั้ง แต่ก็เดาเอาจากท่าทางที่ไม่โต้ตอบกลับว่าชายตรงหน้าน่าจะจำเขาได้อยู่บ้าง “อ่า ตอนนี้คุณพอจะมีเวลาไหมครับ?” ในที่สุดก็ต้องยอมเปลี่ยนเรื่องไปโดยปริยายเมื่อนึกเรื่องบางอย่างออกได้

“ก็ไม่เชิง” คำตอบสั้น ๆ ง่ายได้ใจความที่ส่งมายิ่งทำเอาคนถามรู้สึกว่าตัวเองคุยกับหุ่นยนต์เข้าไปทุกที

“ถ้าอย่างนั้นผมขอเลี้ยงเครื่องดื่มคุณสักแก้วนะ”

ชายหนุ่มผมดำเลิกคิ้วสูงด้วยความแปลกใจ ทำอีกฝ่ายต้องรีบแจง “คือผมอยากขอบคุณคุณจริง ๆ น่ะครับ” เซดริกอธิบาย “อีกอย่างดูเหมือนคุณไม่ค่อยคุ้นเคยกับที่นี่เท่าไหร่ ก็เลยอยากจะแนะนำร้านดี ๆ สักร้านน่ะครับ เผื่อว่าวันไหนคุณอยากหาร้านนั่งเล่น จะได้ไม่ต้องลำบากเดินหา”

“...”

“คือผมแค่อยากตอบแทนคุณน่ะ”

“...”

เขาก็เลยตัดสินใจว่าความเงียบเป็นการตกลงก็แล้วกัน แล้วร่างในเสื้อกันหนาวสีน้ำเงินเข้มก็ออกเดินนำไปโดยมีชายหนุ่มร่างสูงเดินตามไปห่าง ๆ

ยังแปลกใจตัวเองเลยว่าทำไมถึงเดินตามไป เขาจะเดินหนีหายไปเลย หรือว่าปฏิเสธไปก็ได้

แต่ทำไม... ชายหนุ่มผมดำตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้งเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่เคยนับ และทุกครั้งก็ยังหาคำตอบไม่ได้สักทีจนน่าหงุดหงิด

เซดริกลอบมองคนข้างที่เดินตามมาเงียบ ๆ นึกโล่งใจที่อีกฝ่ายตามมา ตอนแรกคิดว่าเขาจะเดินหนีหายไปเสียดื้อ ๆ เหมือนครั้งก่อนเสียอีก เขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ ไม่อยากเชื่อว่าจะบังเอิญได้ขนาดนี้

ก็ใครจะนึกเล่าว่าคิดอยู่ดี ๆ ก็มาเจอกันเสียได้

ในที่สุดเขา และชายแปลกหน้าก็มาหยุดอยู่หน้าร้านคอฟฟี่ช็อปเล็ก ๆ ที่อยู่ใต้อาคารสูงหลังหนึ่ง หน้าร้านได้รับการตกแต่งเป็นสวนเล็กน่ารัก มีพุ่มไม้ขนาดเล็กปลูกอยู่สองข้างทางเดินที่นำไปสู่ประตูไม้สีขาว เหนือบานประตูมีตัวอักษรสีทองสลักอยู่บนป้ายไม้สีน้ำตาลเข้ม

...Masterpiece...

เซดริกเดินนำเข้าไปในร้าน ผลักประตูไม้สีขาวเข้าไปก่อนจะเกิดเสียงกริ๊งเบา ๆ ของกระดิ่ง บรรยากาศดูอบอุ่น และสบายตาด้วยโทนสีน้ำตาลอ่อนและสีขาว ชายหนุ่มเดินเข้าไปที่โต๊ะประจำของเขาซึ่งอยู่ริมผนังกระจกใส จึงสามารถมองเห็นทิวทัศน์ภายนอกร้านได้

“เชิญครับ” เขาเอ่ยพร้อมกับผายมือไปทางเก้าอี้ตัวยาวตัวตรงข้ามก่อนจะทรุดตัวลงนั่งลงบนเก้าอี้ตัวโปรด เพราะอากาศที่อบอุ่นภายในร้านทำให้เขาต้องถอดเสื้อกันหนาวสีน้ำเงินเข้มออก และพาดไว้กับพนักเก้าอี้ตัวยาว

ชายหนุ่มร่างสูงที่เดินตามก็ทำแบบเดียวกัน ใบหน้าคมคายยังคงเรียบเฉย ดูไม่ตื่นเต้นกับอะไรจนทำเอาคนพามาใจแป้วเล็ก ๆ เพราะมั่นใจเกินครึ่งว่าที่นี่น่าจะ  ทำให้อีกฝ่ายมีปฏิกิริยาอะไรบ้าง

“ยินดีต้อนรับจ๊ะเซด”

เซดริกหันไปทางต้นเสียงก็เห็นร่างบางของพนักงานสาวในเครื่องแบบ        สีน้ำตาลอ่อน และผ้ากันเปื้อนผืนเล็กสีขาว “สวัสดียามค่ำเจน” เขาตอบกลับ และคลี่ยิ้มบาง ๆ เช่นเคย

“วันนี้มาซะดึกเชียวนะ” พนักงานสาวเจ้าของชื่อล้ออย่างสนิทสนม แสดงให้เห็นว่าชายหนุ่มเป็นขาประจำของที่นี่ “เหมือนเดิมรึเปล่า?”

“อ่าฮะ ขอเพิ่มพายแอปเปิลด้วยนะ” เซดริกตอบสั้น ๆ ก่อนจะหันไปถามชายอีกคนที่มาด้วยกันซึ่งกำลังนั่งอ่านเมนูอย่างเงียบ ๆ “แล้วคุณล่ะครับ?”

“...”

เช่นเคย...อีกฝ่ายก็ไม่ตอบเหมือนทุกครั้งจนชายหนุ่มผมบลอนด์ต้อง     ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ดวงตาสีฟ้าหรี่ลงพิจารณาลักษณะท่าทางของฝ่ายตรงข้ามก่อนจะหันไปสั่งกับเจน “อีกที่เอาเป็นอเมริกาโน่ร้อน แล้วก็คุ้กกี้เนยก็แล้วกัน”

เจนจดรายการอาหารลงในกระดาษบนคลิปบอร์ดแผ่นเล็กอยู่ครู่หนึ่ง “โอเค รอแป๊ปนึงนะ” เธอเอ่ย และลอบมองชายหนุ่มผมสีดำแวบหนึ่งก่อนจะ รีบเดินไปที่เคาน์เตอร์อย่างรวดเร็ว

เซดริกมองตามพนักงานสาวไปพลางอมยิ้มด้วยความขบขัน ดูเหมือนว่าสาวเจ้าจะหลงเสน่ห์ชายตรงหน้าเขาไปเรียบร้อยแล้ว

“ทำไมสั่งอเมริกาโน่ให้ฉัน?” ในที่สุดอีกฝ่ายก็เปิดปากพูด ทำเอา              เซดริกอยากจะจุดพลุฉลองเสียจริง ๆ

เขาคลี่ยิ้มบางก่อนจะเอาศอกเท้าโต๊ะ “ผมเดาจากท่าทางของคุณน่ะ”       เขาตอบ ดวงตาสีฟ้าจ้องมองใบหน้าคมคาย และไล่ไปที่เสื้อผ้าที่สวมใส่ และโค้ทสีดำ “คุณดูเงียบขรึม สุขุม ไม่ค่อยพูด และการแต่งตัวโทนสีเข้ม...ผมก็เลยเดาว่าคุณน่าจะชอบกาแฟดำน่ะครับ”

อีกฝ่ายเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจเล็กน้อยราวกับจะถามว่า ‘ตำราจากสำนักไหน?’

“คิดเองเออเองทั้งนั้นแหละครับคุณ” เซดริกตอบพลางหัวเราะเบา ๆ เพราะพอเดาท่าทางได้ ดูเหมือนว่าพอได้คุยบ่อย ๆ ก็พอจะเข้าใจท่าทางของคนพูดน้อยได้บ้าง “จริงสิ คุณชื่ออะไรเหรอ? ผมเซดริก...เซดริก เอเลนอฟ”

ด้วยความที่เคยชินว่าจะถามชื่อใคร ก็ต้องเป็นฝ่ายบอกชื่อของตัวเองก่อนแม้ว่าอีกฝ่ายจะยังไม่ได้ถามก็ตาม

ดวงตาสีดำคมกริบตวัดมอง และพิจารณาท่าทางของชายตรงหน้า

เขาไม่เคยบอกชื่อใครมาก่อนโดยเฉพาะคนที่ไม่คุ้นเคย โดยเฉพาะกับ ‘มนุษย์’ โดยไม่จำเป็น แต่... “ครอส” เขาตอบสั้น ๆ

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ ครอส” ว่าแล้วเซดริกก็ยื่นมือขวาไปข้างหน้า

ครอสมองมือข้างนั้นชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจยื่นมือออกไปจับตามมารยาท แต่วินาทีที่มือสัมผัสกันนั้น เขารู้สึกถึงอะไรบางอย่างจนต้องชักมือกลับมาอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีดำก้มดูที่มือของตน แล้วก็เห็นคราบของเหลวสีแดงเข้มติดอยู่ที่นิ้วกลาง

“มีอะไรรึเปล่าครับ?” ชายหนุ่มผมบลอนด์ถามด้วยความตกใจเมื่ออีกฝ่ายชักมือกลับอย่างรวดเร็ว

“เลือดออก” ครอสตอบเสียงเบา ทำให้คนเลือดออกต้องรีบก้มมองดูมือของตัวเอง ก็พบว่าที่พลาสเตอร์ปิดแผลนั้นมีเลือดซึมเล็กน้อย

สงสัยว่าขยับนิ้วมากไปแฮะ

“อ๋อ เมื่อตอนเย็นผมมีดบาดน่ะครับ แผลยังหายไม่สนิทดีเท่าไหร่” เขาตอบก่อนจะหยิบทิชชู่บนโต๊ะ และส่งให้อีกฝ่าย

ชายหนุ่มผมดำรับมันไว้ และเช็ดคราบสีแดงออก กลิ่นคาวเหล็กเพียงเล็กน้อยทำเอาดวงตาสีดำยิ่งหรี่ลงอย่างครุ่นคิดก่อนจะผินมองเจ้าของเลือดที่รับถ้วยกาแฟ และจานขนมจากเจน

คน ๆ นี้...

“เชิญเลยครับ ผมรับประกันเลยว่ากาแฟ และขนมของที่นี่อร่อยที่สุดในย่านนี้แล้ว” เซดริกอาสาเป็นโฆษณาให้ร้านโดยไม่คิดเงินหน้าระรื่นจึงไม่ทันสังเกตสีหน้าของอีกฝ่าย

ครอสเก็บความสงสัยนั้นไว้ก่อนจะยกถ้วยสีขาวขนาดเล็กพอดีมือขึ้นจิบ ใบหน้าคมคายกระตุกเล็กน้อยด้วยความพอใจเล็ก ๆ

ชายหนุ่มผมบลอนด์ที่กำลังตักพายเข้าปากอมยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นปฏิกิริยาเพียงเล็กน้อยของคนตรงหน้า “อร่อยใช่ไหมล่ะ?” เขาลองถามดูขณะวางช้อนลงบนจานใบเล็ก

“ก็...ดี” อีกฝ่ายตอบเรียบ ๆ แม้ว่าความรู้สึกอยากจะบอกว่า อร่อยมาก ๆ ก็ตาม แต่ก็เลือกที่จะแสดงออกทางสีหน้าแทนคำพูดตามนิสัย

เซดริกอมยิ้ม และไม่พูดอะไรต่อนอกจากลงมือจัดการกับอาหารตรงหน้าอย่างใจจดใจจ่อ อย่างน้อยตอนนี้กระเพาะของเขาก็ได้รับการเยียวยาแล้ว เช่นเดียวกับอีกฝ่ายที่ดื่มกาแฟอย่างเงียบ ๆ โดยไม่สนใจคุ้กกี้เลยสักนิด

ทั้งสองยอมรับว่าช่วงเวลาตอนนี้มีช่างสงบ และน่าอภิรมย์จริง ๆ

“เซด” เสียงหวานหยดย้อยดังขึ้นทำเอาเจ้าของชื่อกำลังดื่มกาแฟแทบสำลัก

...แต่เวลาแห่งความสงบมักอยู่ได้ไม่นาน...

เซดริกรีบวางถ้วยกาแฟลง แต่ไม่ทันจะได้หันไปมองทางต้นเสียง เขาก็ถูกน้ำหนักกดทับจนนอนราบไปกับที่นั่งโดยมีร่างบางเพรียวระหงในชุดเกาะอกสีขาวและสกินนี่ยีนส์คร่อมทับอยู่ข้างบน

“ซ...ซิลเวีย” เซดริกพูดกระท่อนกระแท่น และมองใบหน้างดงามที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอย่างพอดี ยกเว้นก็แต่ริมฝีปากสีแดงจัดเท่านั้น

“ฉันโทรหาคุณตั้งหลายครั้ง แต่คุณก็ปิดเครื่องตลอดเลยนะ” หญิงสาวเจ้าของนามเอ่ยอย่างตัดพ้อ ส่วนอีกมือหนึ่งก็เลื่อนไปจิ้มแก้มของฝ่ายชาย

“คือผม...” ชายหนุ่มพูดตะกุกตะกัก พยายามไม่เลื่อนสายตาลงต่ำไปมากกว่าใบหน้าของอีกฝ่าย

เพราะถ้ามองต่ำลงไปสติคงได้กระเจิดกระเจิงไปหมด เพราะหน้าอกหน้าใจของสาวเจ้านั่นแหละ

ถึงใคร ๆ จะว่าเราเป็นคนเก็บตัว...แต่ยังไงเขาก็เป็นผู้ชายอยู่ดี!

เซดริกเม้มปากแน่นอย่างระงับอารมณ์ก่อนจะใช้แรงยกตัวเองขึ้น และผลักซิลเวียให้ลุกจากตัวเขา อย่างน้อยระยะนี้ก็ค่อยปลอดภัยหน่อย “คือผมมีงานด่วนน่ะ   ก็เลยยังไม่อยากรับสายใคร”

หญิงสาวใบหน้างอง้ำเล็กน้อย “แต่ว่าก็เห็นคุณออกมานั่งจิบกาแฟสบายใจเลยนี่คะ?” เธอว่า และกระเถิบตัวเข้ามาใกล้มากกว่าเดิม

“ผมออกมาพักผ่อนสักหน่อยน่ะ เดี๋ยวก็กลับแล้ว” ชายหนุ่มตอบ และขยับตัวหนี แต่ไม่วายสาวเจ้าก็ขยับตามมาก่อนจะรู้สึกตัวว่ายังมีใครอีกคนหนึ่งนั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วย ดวงตาสีน้ำเงินหันไปมองชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาเจ้าของเรือนผมสีดำที่มองมานิ่ง ๆ

มองแวบแรกทำเอาเธอลืมหายใจไปเลย แต่สเป็คของเธอน่ะไม่ใช่แบบนั้น แต่เป็นคนที่นั่งข้าง ๆ เธอมากกว่า

“นี่ใครคะ?” ซิลเวียถามขณะเลื่อนมือไปเกาะเกี่ยวแขนคนข้างกาย

ในที่สุด เซดริกก็ค้นพบความหวังจาง ๆ ที่จะให้ผู้หญิงคนนี้กลับไป “เพื่อนของผมเองครับ เราเจอกันโดยบังเอิญระหว่างที่ผมเดินเล่นอยู่” เขาตอบก่อนจะหันมามองหน้าของหญิงสาว “หวังว่าคุณคงจะปล่อยให้ผมได้ใช้เวลากับเพื่อนของผมนะ”

ยอมทีเหอะ ไม่ก็ไปเปลี่ยนใจไปวอแวกับหมอนั่นเลยก็ได้นะ*!* แล้วก็ส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปให้คนตรงหน้า

โชคดีที่ครอสพอจะเดาความรู้สึกของอีกฝ่ายได้ “ผมมีเรื่องจะคุยกับเขา”  เขาเอ่ยเสียงเรียบทำเอาเซดริกอยากจะกระโดดกอดคอเขาจริง ๆ

ซิลเวียชั่งใจเล็กน้อย “ก็ได้ค่ะ แต่ว่า...” พูดไม่ทันจบ เธอก็เอื้อมอีกมือหนึ่งไปรั้งคอของชายหนุ่มที่ไม่ทันระวังตัวเพราะดีใจกับคำตอบให้โน้มลงมา ก่อนที่เธอจะแนบริมฝีปากของเธอกับของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว

ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้างด้วยความตกใจ เขาพยายามรั้งคอตัวเองกลับ แต่ไหงตอนนี้หญิงสาวกลับมีแรงมากกว่า! เขาจึงต้องพยายามดันตัวเธอออกอย่างยากลำบาก จนในที่สุดเธอก็ถอนริมฝีปากออก และโน้มใบหน้าฝากรอยจุมพิตที่    แก้มขวาของอีกฝ่ายเบา ๆ 

“...คุณต้องโทรหาฉันนะคะ”

“...”

หญิงสาวก็ฉีกยิ้มหวานจัดก่อนจะลุกขึ้นและเดินออกจากร้านไปอย่างมีความสุข

แม้เจ้าหล่อนจะจากไปแล้ว แต่เขาก็ยังตกตะลึงไม่หาย ถึงจะไม่เคยมีแฟน แต่ก็มีผู้หญิงหลายคนเข้าหาเขา และแต่ละคนก็เรียบร้อยน่ารัก ไม่ใช่จู่โจมจนเขาไม่ได้ตั้งตัวแบบนี้!

จนกระทั่งเขารู้สึกถึงการมีอยู่ของชายอีกคนที่จัดการกับอเมริกาโน่ของตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ใบหน้าหล่อเหลารู้สึกร้อนฉ่านิด ๆ เมื่อต้องให้คนที่เพิ่งรู้จักกันเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่

“เอ่อ...คือ...” พยายามจะสรรหาคำมาอธิบาย แต่ก็นึกไม่ออกสักคำ

ครอสไม่เอ่ยอะไรนอกจากหยิบทิชชู่บนโต๊ะ และยื่นให้คนที่กำลังอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ และเหล่มองไปที่ข้างแก้มของเขา“ผู้หญิงคนนั้นคงชอบนายมาก” เสียงห้าวหลังจากที่อีกฝ่ายรับทิชชู่แผ่นนั้นไปเช็ดรอยลิปสติกสีแดงที่แก้ม

“แต่ผมไม่ได้ชอบเธอ” เซดริกพูดอย่างหมดแรง “ผมเจอซิลเวียตอนเพื่อนผมชวนไปเที่ยวที่ผับ ตอนนั้นเธอกำลังจะถูกลวนลามก็เลยเข้าไปช่วย จากนั้นมาเธอก็ติดผมอย่างกับตังเม รู้แม้กระทั่งเบอร์โทรศัพท์ของผมทั้ง ๆ ที่ผมก็ไม่เคยให้”

“เธอคนนั้นคงเต็มใจถูกลวนลาม” ครอสคาดเดา ดูจากท่าทางของหญิงสาวคนนั้นแล้ว...คงร้ายน่าดู

อีกฝ่ายถอนหายใจเบา ๆ “ก็ประมาณนั้นแหละครับ ผมเองก็คงซื่อเกินไป” เขายอมรับโดยดุษณี “เมื่อกี้ต้องขอบคุณมากเลยนะครับที่ช่วยพูด ไม่งั้นผมเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงเหมือนกัน”

ชายหนุ่มผมดำโบกมือไปมาทำนองว่าไม่เป็นไร ท่าทางนั้นทำให้เซดริกอมยิ้มเพราะอย่างน้อยก็ไม่ได้มีความเงียบเป็นคำตอบเช่นทุกครั้ง

ครอสชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยยิ้มของอีกฝ่าย เพิ่งรู้ตัวว่าเผยท่าทีของตัวเองออกไป ทั้ง ๆ ที่เพิ่งได้เจอกันแท้ ๆ แต่เขากลับผ่อนคลายมากกว่าที่ควรเป็น 

คิ้วเรียวขมวดมุ่นหน่อย ๆ อย่างไม่สบอารมณ์

“นายท่านขอรับ มีเรื่องด่วน”

เสียงกระซิบอันแผ่วเบาดังขึ้นในความคิดทำให้ชายหนุ่มหลุดจากห้วงภวังค์ ดวงตาสีดำหรี่เล็กลงอย่างครุ่นคิด “ฉันต้องกลับแล้ว”

เซดริกสะดุ้งเล็กน้อยเมื่ออยู่ ๆ อีกฝ่ายก็พูด “อ่า ครับ” เขาตอบรับอย่างงง ๆ ชายหนุ่มผมดำจึงลุกขึ้น และรีบผลุนผลันออกจากร้านไปโดยมีสายตาของอีกคนในร้านมองตามไปด้วยความสงสัย

อะไรของเขานะ...

“อ้าว เพื่อนกลับไปแล้วเหรอ?” เจนที่เดินมาที่โต๊ะพอดีถามเมื่อเห็นว่าที่นั่งตรงข้ามลูกค้าประจำว่างเปล่า

“อ้อ อื้ม”

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ทั้ง ๆ ที่ไม่เห็นแผ่นหลังกว้างนั่นแล้ว แต่เขากลับมีความรู้สึกว่า...

...อาจจะได้พบกันอีกครั้ง...

ความคิดเห็น