Xeiji

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

1st Bond : ความบังเอิญ

ชื่อตอน : 1st Bond : ความบังเอิญ

คำค้น : แวมไพร์

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 575

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 มี.ค. 2562 15:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
1st Bond : ความบังเอิญ
แบบอักษร

1st Bond : ความบังเอิญ

อากาศในห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่เย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศสีขาวติดผนังที่ประดับด้วยรูปภาพหลายรูปซึ่งถูกล้อมกรอบด้วยกรอบสีทองดูมีระดับ แต่บรรยากาศในสนามแข่งกลับร้อนระอุขึ้นเรื่อย ๆ ตามเสียงเสื้อผ้าเสียดสีกันขณะออกหมัดออกเท้าของคนคู่หนึ่งในยูนิฟอร์มสีขาว

ฝ่ายที่สวมเกราะสีแดงสไลด์ตัวไปข้างหน้า และเตะซ้ายอย่างรวดเร็ว แต่อีกฝ่ายในเกราะสีน้ำเงินก็ฉากหลบและวาดขาขวาไปที่เกราะส่วนหน้าของคู่ต่อสู้ทันที ตามด้วยเตะซ้ำอีกครั้ง เพราะคาดเดาว่าฝ่ายตรงข้ามน่าจะหลบได้ทัน ก่อนจะหันหลังและส่งลูกเตะไปข้างหลังอย่างรวดเร็ว

ปึ้ก!

ฝ่าเท้าจากลูกเตะหลังเข้ากลางลำตัวเป๊ะจนคนในเกราะแดงเซไปข้างหลัง แต่ก็ตั้งหลักได้อย่างรวดเร็ว ใบหน้าใต้เฮดการ์ดจ้องเขม็งไปที่คู่ต่อสู้ เช่นเดียวกับที่อีกฝ่ายตั้งการ์ดนิ่งเช่นกัน

แล้วทั้งสองก็เริ่มขยับกายช้า ๆ ดูเชิงกันจนบรรยากาศเริ่มตึงเครียด โดยเฉพาะผู้ชมรอบสนามที่ดูเหมือนจะตึงเครีดยและตื่นเต้นกว่าคนแข่งเสียอีก

รอยยิ้มของคนในเกราะสีแดงกระตุกยิ้มด้วยความสนุก ในฐานะประธานชมรมเทควันโดแล้ว น้อยคนนักที่จะทำให้เขาอยากสู้ด้วยจริง ๆ จัง ๆ และคนตรงหน้าที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิทก็เป็นหนึ่งในนั้น ร่างสูงเริ่มขยับขามากขึ้น และเคลื่อนเข้าใกล้อีกฝ่ายมากขึ้น

คู่ต่อสู้เองก็เหยียดยิ้มเช่นกัน ดวงตาสีฟ้าเป็นประกายเพราะพอจะคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไร ชายหนุ่มค่อยรุดถอยหลังเมื่ออีกฝ่ายรุกเข้าใกล้ แกล้งสลับการ์ดไปมาจนสบโอกาสที่คู่ต่อสู้เข้ามาใกล้จนได้ระยะ เขาวาดขาขวาไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ก็ถูกบล็อกเอาไว้ได้ และในจังหวะเดียวกันนั้นอีกฝ่ายก็เตะสวนกลับมา ทำให้เขาต้องหมุนตัว และส่งลูกเตะหลังไปโต้ตอบอีกครั้ง

ปึ้ก!

แต่มันกลับถูกกันไว้ได้อีกครั้ง จากนั้นคนเกราะแดงก็ยกขาขึ้นสูง และวาดขาลงมาอย่างรวดเร็ว หมายจะตอกส้นเท้าที่ศีรษะของอีกฝ่ายให้มึนไปชั่วครู่พร้อมกับเก็บคะแนนไปด้วยกัน

แต่ลูกเตะก็พลาดเป้า เพราะคนเกราะน้ำเงินเอนตัวหลบก่อนโดดถอยหลังจนพ้นระยะ เมื่อหลบพ้นเขาก็ไม่ปล่อยให้โอกาสที่เท้าของคู่ต่อสู้ลงพื้น เขาก็สไลด์ตัวเตะเข้าที่ลำตัวของประธานชมรมหนุ่ม และต่อด้วยหมุนตัวเตะโดนที่เฮดการ์ดอย่างจัง!

ประธานชมรมถึงกับเซจนไม่อาจทรงตัวอยู่ได้ และเกือบล้มลงไปกองกับพื้นถ้าไม่ติดว่าเห็นสายตาของสมาชิกชมรม ถ้าว่ากันตามจริงแล้ว เขาเองก็ไม่อยากจะเสียฟอร์มไปมากกว่านี้หรอก...

ครูฝึกเหลือบมองดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือก่อนจะก้าวลงไปในลานฝึกซ้อม “หมดเวลา! เอเลนอฟเป็นฝ่ายชนะด้วยคะแนน 5 ต่อ 0” เขาประกาศเสียงดัง ทำให้เอาสมาชิกชมรมที่เพิ่งเข้ามาใหม่ทำตาโตด้วยความตกตะลึง ส่วนสมาชิกเก่าที่เคยเห็นการแข่งขันระหว่างทั้งสองคนมาก่อนแล้วก็พอจะคาดเดาผลการแข่งได้ จึงปรบมือด้วยความชื่นชมเหมือนเช่นทุกครั้ง

ทั้งสองฝ่ายถอดเฮดการ์ดออกก่อนที่จะเดินเข้ามาหากัน “แพ้อีกแล้วว่ะ” ประธานบ่นพึมพำเบา ๆ อย่างไม่สบอารมณ์นักขณะจับมือกับเพื่อนรักตามมารยาทหลังการแข่ง “เก่งแบบนี้ทำไมแกไม่เข้าชมรมนี้ไปเลยวะ เอาแต่มาล่องลอยอยู่ได้”

ชายหนุ่มที่หิ้วเฮดการ์ดสีแดงยิ้มรับกับคำชม “ฉันอยากอยู่เงียบ ๆ มากกว่า” เขาตอบทีเล่นทีจริงก่อนจะขยี้ผมสีบลอนด์ของตัวเองที่เปียกลู่ “อีกอย่าง ถึงไม่ได้เป็นสมาชิกชมรม แต่แกก็ลากฉันมาเป็นคู่ซ้อมตลอดอยู่ดีปะวะ?”

“เออจริง” เควินหัวเราะลั่นก่อนจะมองไปรอบห้องซ้อมที่ตอนนี้เต็มไปด้วยสมาชิกชมรม...ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกเขากะว่าจะแอบมาฝึกมือแบบเงียบ ๆ กับเพื่อนสนิทคนนี้แท้ ๆ “แม่ง มุงกันซะ...”

“ไม่ร้องนะ”

“เออ!”

“ขอโทษค่ะ ไม่ทราบว่าเซดริก เอเลนอฟอยู่ที่นี่หรือเปล่าคะ?” ตอนนั้นเองที่เสียงหวานจากประตูทางเข้าก็ดังขึ้น เจ้าของชื่อจึงหันไปทางต้นเสียงด้วยความฉงน

“ครับ ผมเอง” เขาตอบรับหญิงสาวผมทองยาวสลวยเป็นลอนก่อนจะเดินไปหาพร้อมกับคลี่ยิ้มบาง ๆ ตามมารยาท

“อาจารย์เอ็มม่าบอกให้คุณไปหาที่ห้องสมุดตอนนี้น่ะค่ะ” เธอพูดเสียงอ้อมแอ้ม ใบหน้านวลของเธอขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยยิ้มของชายหนุ่ม

“ขอบคุณมากครับ” เซดริกเอ่ยก่อนจะหันไปหาเพื่อนรัก “งั้นฉันไปก่อนนะ อ๊ะ ขอบใจ” เขาเสริมตอนท้ายเมื่อประธานชมรมโยนผ้าขนหนูให้

“เออ ๆ ไปเถอะพ่อเด็กอักษรหัวกะทิ” เควินไล่ด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง แต่อีกฝ่ายรู้ว่าก็แค่หยอกเล่นตามประสาคนปากกวนอารมณ์

“เจอกันตอนเย็นที่เดิมก็แล้วกัน” ว่าแล้วร่างสูงโปร่งก็เดินออกจากห้องชมรมไปพร้อมกับหญิงสาวผู้มาเยือน เดินไปตามทางเดินที่ตกแต่งอย่างหรูหราจนไม่น่าเชื่อว่าที่นี่คือ...มหาวิทยาลัย

ถ้าพูดถึงมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดและชื่อดังที่สุดในมหานครลอนดอนแล้วล่ะก็ คงไม่มีใครไม่นึกถึงมหาวิทยาลัย J เพราะเป็นสถานศึกษาที่ผลิตบัณฑิตหัวกะทิมากมายหลายคน ไม่ว่าจะเป็นสาขานิติศาสตร์ พาณิชยศาสตร์ การบริหารการจัดการ การบัญชี ศิลปะศาสตร์ หรือด้านกีฬาก็ตามที และแน่นอน การศึกษาชั้นยอดมาพร้อมกับค่าเทอมที่แพงหูฉี่เสียจนน่าขนลุก

เมื่อเดินผ่านซุ้มประตูหรูหราสไตล์บาร็อค ก็จะเห็นลานหินโค้งที่มีน้ำพุที่เลียนแบบสถาปัตยกรรมอันเลื่องชื่อจากอิตาลี น้ำใสสะอาดพุ่งออกมาจากน้ำพุทุก ๆ สิบห้านาที ส่วนรอบลานเป็นอาคารหินปูนสีขาวกึ่งโกธิคและร่วมสมัย ประดับด้วยรูปปั้นเทพเจ้ากรีก และโคมไฟติดผนังลวดลายตระการตา

จากทั้งหมดนั่นไม่น่าจะเป็นมหาวิทยาลัย แต่ควรจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหรือสถานที่สำหรับถ่ายทำภาพยนตร์มากกว่า

แต่นั่นแหละ มหาวิทยาลัย J แห่งนี้ก็มีเพียงแต่ลูกผู้ดีมีอันจะกิน หรือลูก ผู้มีอิทธิพลทางการเมืองเท่านั้นที่จะมีโอกาสได้เข้าเรียนที่นี่

เซดริกนึกทึ่งกับโชคชะตาของตนเองที่ได้มาเรียนที่นี่

เขาเองก็ไม่ใช่  ลูกคนรวย หรือมีพ่อเป็นนักการเมือง เขาก็แค่อาศัยความรู้ และความขยันจนได้ทุนการศึกษาเรียนฟรีเป็นเวลาสี่ปีในคณะอักษรศาสตร์ที่ใฝ่ฝัน

แม้จะต้องโดนมองด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม แต่ชายหนุ่มก็ไม่เคยสนใจ เขาก็แค่อยู่อย่างเงียบ ๆ จนกระทั่งสายตาเหล่านั้นเริ่มหายไป

เรื่องพวกนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับใบไม้ร่วง... นั่นคือสิ่งที่เขาคิดมาตลอด

ในที่สุดขายาว ๆ ก็พาเขามาถึงจุดหมาย มือเรียวผลักบานประตูกระจกใสจนเห็นห้องขนาดใหญ่ข้างหลัง และก้าวเข้าไปสัมผัสอากาศเย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศหลายเครื่องรอบห้อง ดวงตาสีฟ้าใสกวาดมองทั่วห้องสมุดที่ค่อนข้างเงียบเหงา เพราะไม่ค่อยมีใครเข้ามาใช้งานมากนักโดยเฉพาะเวลาหลังเลิกเรียนเช่นนี้

แล้วเขาก็พบคนที่ตามหาเมื่อสายตาเห็นร่างบางของสตรีคนหนึ่งที่มุมห้อง

เซดริกเดินตรงไปหาเธออย่างเงียบเชียบ “สวัสดีครับอาจารย์เอ็มม่า” น้ำเสียงทุ้มทักเรียกให้หญิงสาววัยกลางคนเงยหน้าจากกองหนังสืออย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ แต่เมื่อเห็นว่าเป็นใคร ดวงตาสีเทาใต้เลนส์แว่นก็ค่อยผ่อนคลายลง และแทนที่ด้วยความขุ่นเคืองเล็กน้อย

“เซดริก! คราวหลังอย่าเล่นอย่างนี้อีกนะ!!” เธอแหวอย่างไม่สบอารมณ์นัก แต่อีกฝ่ายกลับหัวเราะเบา ๆ ด้วยความขบขัน

“ครับ ๆ ว่าแต่อาจารย์มีอะไรเหรอครับ?” นักศึกษาหนุ่มถามพร้อมกับทรุดกายนั่งบนเก้าอี้ตัวตรงข้าม และกวาดตามองกองหนังสือขนาดภูเขาย่อม ๆ กองหนึ่ง

อาจารย์เอ็มม่าถอนหายใจก่อนจะวางปากกาในมือ และนวดขมับตนช้า ๆ “ฉันอยากจะให้เธอช่วยแปลเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งหน่อยน่ะ” เธอตอบพร้อมกับชี้ไปที่กองหนังสือ และกระดาษเอสี่ปึกใหญ่ “อย่างที่เธอเห็น ตอนนี้ครูทำงานไม่ทันแล้วจริง ๆ”

“แล้วไม่ปฏิเสธงานบ้างล่ะครับ?” เซดริกถามพลางคว้าหนังสือบางเล่มมาเปิดอ่านคร่าว ๆ “ขืนรับทำทุกงานอาจารย์จะไม่ไหวเอานะครับ”

หญิงผู้สูงวัยกว่าขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรู้สึกลำบากใจ “ก็อยากอยู่หรอกถ้าไม่ใช่ว่างานนี้คนรู้จักให้มาน่ะ” อีกฝ่ายตอบ และถอนหายใจอีกครั้ง

ดวงตาสีฟ้าเงยขึ้นจากหน้ากระดาษหนังสือ ลอบสังเกตสีหน้าของอาจารย์ประจำภาควิชาภาษาต่างประเทศที่มีอาชีพนอกเหนือจากการเป็นผู้ให้ความรู้แล้ว    ยังเป็นนักแปลหนังสือหลากหลายภาษาอีกด้วย  ใบหน้าที่อ่อนล้าและมีริ้วรอยตามวัย  อดทำให้ชายหนุ่มอดใจอ่อนไม่ได้

“แล้วเรื่องสั้นที่ว่าเนี่ยเกี่ยวกับอะไรเหรอครับ?” ในที่สุดก็ต้องตกลงรับปากช่วยจนได้

อาจารย์เอ็มม่ายิ้มหน้าบานทันทีเมื่อรู้ว่าลูกศิษย์คนนี้ตอบตกลง “เกี่ยวกับแวมไพร์น่ะ เคยได้ยินใช่ไหม?” เธอถามเสียงกระตือรือร้น และเริ่มค้นหาของจากกองงานที่วางทับ ๆ กันจนน่าปวดหัว

“เคยครับ ผีดูดเลือด ท่านเคาท์แดร็กคิวล่าอะไรทำนองนั้นใช่ไหมครับ?”

“ใช่ ๆ แต่มันเป็นแค่เรื่องสั้นที่แต่งขึ้นมาน่ะ” อีกฝ่ายตอบก่อนจะโผล่หัวขึ้นมาจากตั้งหนังสือ และยื่นซองใส่เอกสารสีน้ำตาลให้ “เอ้าลองดู แปลจากเยอรมันเป็นอังกฤษนะ พวกคำที่ใช้ค่อนข้างไปทางโบราณนิดหน่อย เพราะฉะนั้นก็ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมจากในห้องสมุดดูนะ”

เซดริกรับซองกระดาษก่อนจะจัดการเปิดผนึกซอง และสำรวจจำนวนหน้ากระดาษ

“อาจารย์ต้องการงานวันไหนครับ?” ถามพลางหันไปมองหน้าของอาจารย์สาววัยกลางคนที่หยิบสมุดโน้ตเล่มเล็กขึ้นมาอ่าน

“อาทิตย์หน้าก่อนสิ้นเดือนน่ะ ทันไหม?” อีกฝ่ายตอบด้วยน้ำเสียงลังเล

ใบหน้าคมคายครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “น่าจะแบบเฉียดฉิวเลยครับ” เขาตอบพร้อมคลี่ยิ้มบาง ๆ เมื่อเห็นว่าใบหน้าคู่สนทนาหมองลง “ไม่ต้องห่วงครับอาจารย์ ผมทำเสร็จทันแน่นอน”

“ขอบใจมากนะเซดริก ถ้าครูไม่ได้เธอช่วยต้องลำบากแน่ ๆ” อาจารย์สาวเอ่ยก่อนจะเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ แล้วดวงตาใต้กรอบแว่นก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ “ตายล่ะ! ถึงเวลาประชุมแล้ว!? ขอโทษทีครูต้องไปประชุมแล้วล่ะ”

“ไม่เป็นไรครับอาจารย์” ชายหนุ่มตอบรับพร้อมกับช่วยอาจารย์หญิงเก็บของที่จำเป็นเข้ากระเป๋าถือ

อาจารย์เอ็มม่าหอบข้าวของเข้าสู่อ้อมแขนก่อนจะเอ่ยกับศิษย์รัก “เธอจะใช้ห้องสมุดนานเท่าไหร่ก็ได้นะ ครูบอกกับบรรณารักษ์ไว้แล้ว” ว่าแล้ว เธอก็รีบเดินออกจากห้องสมุดไปด้วยท่าทางชวนขบขัน ทำให้เหลือเพียงนักศึกษาหนุ่มผมบลอนด์กับกองหนังสือกองโต

เซดริกทรุดตัวลงบนเก้าอี้อีกครั้งก่อนจะเปิดซองเอกสารสีน้ำตาล และหยิบปึกกระดาษเอสี่ออกมา  ดวงตาสีฟ้ากวาดมองชื่อเรื่องที่พิมพ์ด้วยหมึกสีดำ และเปิดดูคำนำที่หน้าแรก แล้วก็ต้องเบ้หน้าด้วยความฉงน เพราะเป็นอย่างที่อาจารย์ว่า ทั้งรูปแบบประโยคและคำศัพท์ไม่ค่อยคุ้นตาในนิยายสมัยใหม่เท่าไร

แม้เขาจะเรียนเอกเยอรมัน-อังกฤษ แต่พอเจอคำที่ไม่คุ้นเข้าไปเยอะ ๆ ก็ทำเอามึนงงไปไม่น้อย

ทำไมถึงเอานิยายเก่า ๆ มาแปลกันนักนะ? แต่ถึงจะบ่น เซดริกก็ไม่ยอมแพ้ เพราะรับปากไว้แล้ว เขาลุกขึ้น และตรงไปยังหมวดภาษาต่างประเทศ และจัดการเลือกหนังสือที่พอจะช่วยได้

ความจริงแล้วก็มีคอมพิวเตอร์ให้ใช้ แต่ถ้าเป็นเรื่องภาษายุคเก่าในอินเตอร์เน็ตก็มีไม่ครอบคลุมเท่าไรนัก เขาจึงต้องใช้วิธีเปิดดูหนังสือที่เกี่ยวข้องทีละเล่ม โชคดีที่เขาชอบอ่านหนังสือเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องยาก

เล่มแล้วเล่มเล่าถูกดึงออกมาจากชั้นหนังสือ กองหนังสือที่เกี่ยวกับภาษาเยอรมันเริ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับเวลาที่ล่วงเลยไป

จากครึ่งชั่วโมง เป็นสองชั่วโมง และห้าชั่วโมง...

จนกระทั่งท้องฟ้านอกหน้าต่างกลายเป็นสีน้ำเงินเข้มและแต่งแต้มด้วยแสงกะพริบของดวงดาว

ร่างสูงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางนวดเบ้าตาที่อ่อนล้า เพราะจ้องหนังสือนานราวห้าชั่วโมงแล้ว ดวงตาสีฟ้าเหลือบมองเวลาที่นาฬิกาข้อมือก่อนต้องอุทานลั่นด้วยความตกใจ “เฮ้ย! สองทุ่มแล้วเหรอเนี่ย!”

ตายห่า ลืมนัดกับเควินไปซะสนิท*!*

โทรศัพท์สั่นอย่างรุนแรงกะทันหันจนทำเอาเซดริกสะดุ้งโหยง เขารีบคว้ามันออกจากกระเป๋ากางเกง และมองชื่อที่หน้าจอ เมื่อเห็นว่าเป็นใครก็ต้องกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอ

“ไอ้เซด! นี่แกอยู่ไหนวะ? ฉันรอแกมาเป็นชาติแล้วนะเว้ย!!” เสียงตวาดตามสายที่คุ้นเคยทำให้เซดริกทำให้หน้ามุ่ย เพราะเสียงที่หมอนี่ใช้มันเบาเสียเมื่อไหร่!

“พอดีติดงานกับอาจารย์เอ็มม่าน่ะ” เขาตอบอย่างรู้สึกผิด “ขอโทษทีที่ไม่ได้โทรไปบอก”

เสียงพ่นลมหายใจด้วยความไม่พอใจดังลอดโทรศัพท์ออกมาทำให้เขา รู้ว่าอีกฝ่ายคงกำลังระงับอารมณ์เป็นแน่ “เออ ๆ งั้นพรุ่งนี้แกต้องเลี้ยงข้าวฉันเป็นการไถ่โทษด้วย”

“ครับผมคุณชาย รวยแล้วยังมาเบียดเบียนคนจนอีกนะ” เซดริกพูดกลั้วหัวเราะขณะเก็บหนังสือลงถุงที่ขอยืมมาจากบรรณารักษ์สาว

“ไม่ได้เรียกเบียดเบียนเฟ้ย เขาเรียกว่ารู้จักประหยัดต่างหากล่ะ” เควินเอ่ยอย่างไว้ทีทำให้คู่สนทนาอดหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้ “ว่าแต่นี่แกกลับบ้านยังวะ?”

“ยัง แต่กำลังจะกลับ” ชายหนุ่มผมบลอนด์ตอบก่อนจะเปลี่ยนมือถือโทรศัพท์ และหยิบกระเป๋าสะพายขึ้นบ่า “แค่นี้ก่อนนะ ของเยอะ”

“อืม เจอกันพรุ่งนี้” ว่าแล้วอีกฝ่ายก็ตัดสายไป ส่วนเซดริกก็เก็บเครื่องมือสื่อสารเข้ากระเป๋ากางเกงตามเดิม และหยิบถุงกระดาษสี่ถุงที่อัดแน่นด้วยหนังสือเล่มหนามาถือไว้ในมือทั้งสองข้าง เขาเบ้หน้าเล็กน้อยเมื่อน้ำหนักของหนังสือทั้งหลายแหล่ทำเอาแทบทรุด

เยอะไปไหมเนี่ย*?*ชายหนุ่มก้มมองสัมภาระอย่างลังเล แต่ช่างเหอะ ขึ้นแท็กซี่กลับก็ได้

แล้วชายหนุ่มก็ลากสังขารออกจากห้องสมุด เดินผ่านทางเดินที่มีแสงไฟสลัวจากโคมไฟหรูริมทาง จนกระทั่งผ่านรั้วมหาวิทยาลัยมาอย่างทุลักทุเล ใบหน้าคมคายรื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ แขนทั้งสองข้างก็เริ่มล้าจนแทบอยากจะปล่อยของลงจากมือให้รู้แล้วรู้รอด

โชคดีที่เวลานี้ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่าน ไม่เช่นนั้น ‘ไอ้บ้าหอบฟาง’ เช่นเขาคงได้ตกเป็นเป้าสายตาเป็นแน่

ร่างสูงเดินไปที่ป้ายรถประจำทางเพื่อจะเรียกรถแท็กซี่กลับบ้าน แต่เพราะข้าวของพะรุงพะรังทำให้เขาไม่ทันได้สังเกตทางเดินที่ไม่เสมอกัน เท้าข้างหนึ่งจึงเผลอไปสะดุดจนเสียหลัก!

“เฮ้ย!” ชายหนุ่มอุทานด้วยความตกใจ ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้างเมื่อรู้ตัวว่ากำลังเสียหลัก และใบหน้าคงได้ประทับจุมพิตกับพื้นเหล็กเย็น ๆ แน่ ๆ!

วืด!

บางอย่างคว้าคอเสื้อเชิ้ตไว้ และดึงเขาไม่ให้หน้าคะมำกับพื้น แต่ด้วยอารามตกใจไม่หาย ขาสองข้างที่ควรจะยืนมั่นคงกับพื้นกลับเสียหลักอีกครั้ง และร่างทั้งร่างก็หงายไปข้างหลังโดยไร้สิ่งยืดเกาะ

พลั่ก!

แผ่นหลังของใครคนหนึ่งกระแทกพื้นปูนดังลั่นจนน่ากลัวว่ากระดูกจะหักสักท่อนสองท่อนพร้อมกับที่ถุงกระดาษหล่นกระจัดกระจาย  เซดริกเผลอหลับตาเมื่อคิดว่าต้องเจ็บหลังแน่ ๆ แต่สิ่งแรกที่รู้สึกนั้นกลับเป็น...

            เหมือนนั่งอยู่บนอะไรสักอย่าง....

            แล้วเขาก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น และเหลือบไปมองสิ่งที่อยู่ใต้ร่างของตน แล้วเขาก็เบิกตาโพลงด้วยความตกใจเมื่อตระหนักได้ว่ากำลังนั่งอยู่บนตัวของผู้ชายคนหนึ่ง!

“เฮ้ย!” เซดริกเด้งตัวขึ้น และลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว “ขอโทษครับ”

ชายคนนั้นค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอย่างสุขุม ใบหน้าคมคายราวรูปสลักที่ล้อมกรอบด้วยเรือนผมสีดำยาวสลวยราวกับสตรีเพศเงยขึ้นสบดวงตาสีฟ้าที่แสดงความกระดากอายออกมา ยิ่งถูกจ้องมองด้วยนัยน์ตาสีดำคมกริบก็ยิ่งทำเอาอีกฝ่ายขนลุกซู่ เพราะดวงตานั่นดูลึกลับอย่างน่าประหลาด ไหนจะส่วนสูงที่ชะลูดนั่นอีก ขนาดคิดว่าตัวเขาสูงแล้วนะ แต่คน ๆ นี้กลับสูงกว่าเขาราว ๆ ห้าเซนติเมตรได้

“ขอโทษครับ” เซดริกเอ่ยตะกุกตะกักเมื่อสบดวงตาสีดำคมกริบนั่น ราวกับสายตานั้นสามารถเชือดเฉือนคนมองได้ภายในเสี้ยววินาที

น่ากลัวชะมัด...

แต่อีกฝ่ายยังคงนิ่งเงียบ ยิ่งทำให้ชายหนุ่มผมบลอนด์ยิ่งใจเสีย “ขอบคุณที่ช่วยนะครับ” จัดการเปลี่ยนเรื่องเผื่อบรรยากาศจะดีขึ้นบ้าง

และเช่นเดิม ชายหนุ่มผมดำก็ยังไม่เอ่ยอะไรนอกจากนี้ทรุดตัวลงบนพื้น และหยิบหนังสือเล่มหนาเล่มหนึ่งที่หล่นอยู่บนพื้นเข้าถุงกระดาษใกล้ตัวถุงหนึ่ง      ทำเอาเจ้าของแทบย่อตัวลงมาช่วยไม่ทัน

“เอ้อ...ไม่เป็นไรครับ ผมเก็บเองได้” เซดริกเอ่ยอย่างเกรงใจขณะหยิบหนังสือเล่มอื่น ๆ ขึ้นมา และจัดการเก็บใส่ถุงตามเดิมอย่างรวดเร็ว

ขณะที่ชายหนุ่มผมบลอนด์กำลังจัดข้าวของอยู่นั้น ชายแปลกหน้าก็ยังนั่งนิ่ง และจ้องหน้าปกหนังสือเล่มเดิมในมือ “แดร็กคิวล่า?” เสียงห้าวเอ่ยออกมาเป็นครั้งแรกเรียกให้อีกฝ่ายหันขวับมาด้วยความแปลกใจ

“ครับ?” แล้วก็ชะโงกหน้าไปดูหนังสือที่ชายผมดำถืออยู่ “อ๋อ เป็นวรรณกรรมเรื่องหนึ่งที่โด่งดังมากเลยน่ะครับ ผมกำลังจะแปลเรื่องสั้นเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ ก็เลยคิดว่าน่าจะพอมีประโยชน์อะไรบ้าง”

“ไร้สาระ” ร่างสูงพึมพำเบา ๆ ก่อนจะส่งคืนให้คนตัวเล็กกว่าที่ทำหน้ามุ่ยเล็กน้อย

“เคยอ่านแล้วเหรอครับ?” เซดริกอดถามไม่ได้ขณะเก็บหนังสือเล่มนั้นเข้าถุงอีกใบ

“ไม่เชิง...” อีกฝ่ายตอบเสียงราบเรียบก่อนจะลุกขึ้นเมื่อหนังสือกลับเข้าไปอยู่ในถุงตามเดิมครบทุกเล่มแล้ว  นักศึกษาหนุ่มจึงรีบลุกตามถึงแม้จะรู้สึกตงิด ๆ กับคำตอบก็ตาม

ไม่เชิง*? แล้วถามอย่างกับว่าไม่เคยอ่าน....*

“ขอบคุณมากเลยครับ” เขาเอ่ยพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง

“ถ้าจะขึ้นแท็กซี่ ก็รีบขึ้นซะ” แต่ชายผมดำกลับตอบไปคนละเรื่อง ดวงตาสีดำเสมองไปข้างหลังของคู่สนทนาที่หันไปมองตาม แล้วเซดริกก็เห็นแท็กซี่คันหนึ่งกำลังวิ่งเข้าใกล้ป้ายจอด

“จริงด้วย ขอบ...อ้าว?” ว่าจะขอบคุณอีกสักครั้ง...แต่เมื่อหันกลับมา ร่างของชายปริศนาคนนั้นก็หายไปเสียแล้ว พื้นที่ตรงหน้านั้นว่างเปล่าราวกับไม่เคยมีใครเคยปรากฏอยู่มาก่อน คิ้วเรียวขมวดมุ่นด้วยความแปลกใจ

ไปไหนซะแล้วล่ะ*?*

แล้วเขาก็ต้องสลัดความคิดนั้นทิ้งไปเมื่อได้ยินเสียงรถจอด ร่างสูงรีบก้าวยาว ๆ ไปหาแท็กซี่ก่อนจะมีใครมาตัดหน้าไปเสียก่อน  ไม่นานนักล้อยางสี่ล้อก็เริ่มหมุน และพาพาหนะโดยสารไปตามถนนคอนกรีตที่มืดสลัว...

###

ร่างสูงโปร่งในเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้ม และกางเกงขายาวสีดำยืนนิ่งอยู่เหนือดาดฟ้าของตึกสูงหลังหนึ่ง เส้นผมสีดำสนิทที่ปลิวตามแรงลมน้อย ๆ ยามค่ำคืนยิ่งช่วยขับใบหน้าคมคายและนิ่งขรึมนั้นให้งดงามราวกับรูปสลัก ดวงตาสีดำจับจ้องไปที่รถยนต์สี่ล้อที่เพิ่งออกตัวจากป้ายรถโดยสาร

ดวงตาสีฟ้าใส เรือนผมสีบลอนด์ และรอยยิ้มบนใบหน้าอ่อนวัยนั่นยังคงติดตา ที่สำคัญ...กลิ่นหอมอ่อน ๆ ยังคงติดจมูกไม่จางหาย

จนบัดนี้เขายังแปลกใจตัวเองที่ยื่นมือเข้าไปช่วยชายคนนั้นไม่ให้ล้มคะมำ อะไรบางอย่างฉุดขาของเขาให้ก้าวเข้าไปใกล้...

โชคชะตา*?*

ใบหน้าคมคายส่ายหน้าเบา ๆ เพื่อไล่ความคิดนั้นออกไป เพราะแต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยเชื่อเรื่องพรรค์นี้อยู่แล้ว พลันความรู้สึกบางอย่างที่สัมผัสได้บางเบาก็ฉุดเขาให้หลุดจากห้วงภวังค์ “มีอะไร?” เขาถามเสียงเบากับใครคนหนึ่งที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นจากความว่างเปล่าเบื้องหลัง

“ท่านทั้งหลายตามหานายท่านอยู่ขอรับ” เสียงแหบของชายชราในชุดพ่อบ้านเต็มยศตอบอย่างนอบน้อมแม้ว่าอีกฝ่ายจะอายุน้อยกว่าก็ตาม

“เดี๋ยวข้าตามไป” เขาเอ่ยเสียงเรียบ

“ขอรับ” ว่าแล้วร่างนั้นก็หายไปอีกครั้ง เหลือเพียงชายหนุ่มร่างสูงคนเดียวเช่นเดิม นัยน์ตาสีดำหรี่เล็กลงก่อนที่นัยน์ตาจะค่อย ๆ เปลี่ยนสี จากดำปนแดงเป็นแดงเข้ม จากแดงเข้มกลายเป็นสีแดงสดราวกับเลือด วินาทีนั้น บรรยากาศที่ผ่อนคลายและเย็นสบายกลับเย็นยะเยือก และไร้สายลมใดพัดผ่าน

ราวกับทุกสิ่งทุกอย่างหวาดกลัวที่จะย่างกรายเข้าใกล้...

และเพียงแค่กะพริบตา...ร่างสูงนั้นก็หายวับไปกับความมืดยามราตรีกาล ไร้ซึ่งร่องรอยใดว่าเคยมีใครปรากฏตรงนั้น มีเพียงความเย็นยะเยือก และความสงบนิ่งของสายลมเท่านั้น

ความคิดเห็น