เฌอรามิล/ษุรอยยา/วาเลนไทน์

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตามแผน ตอนที่ 2

ชื่อตอน : ตามแผน ตอนที่ 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 389

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 06 พ.ค. 2562 16:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตามแผน ตอนที่ 2
แบบอักษร



ตีห้า... ชายหนุ่มปลุกณธิดาไปจ่ายตลาดด้วยกัน เขาซื้อวัตถุดิบ ผักสด และเครื่องปรุงหลายอย่าง  กว่าจะหาของครบตามบิล ก็กินเวลาเป็นชั่วโมง จากนั้นจึงไปที่ร้าน เพื่อเตรียมของสำหรับขายในช่วงบ่าย โดยเริ่มจากการทำลูกชิ้น ซึ่งเขาทำเองทุกขั้นตอน ไม่ได้ซื้อแบบสำเร็จรูปมาปรุงขาย

            โดยนำเนื้อหมูบด เกลือ ผงปรุงรส น้ำตาลทราย แป้งข้าวโพด/แป้งมัน เบกกิ้งพาวเดอร์ ซอสปรุงรส พริกไทย  ใส่น้ำแข็งและน้ำเย็นจัดเข้าไปด้วย เพราะความเย็นทำให้หมูเหนียวเด้งฟู มีรสชาติเวลารับประทาน จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดที่ผสมกันแล้วในปริมาณพอเหมาะมาปั่นเข้าด้วยกัน โดยกะระยะเวลาตามความชำนาญ และนำไปแช่ในตู้แช่แข็ง ระหว่างรอก็เตรียมทำน้ำจิ้ม มีทั้งน้ำจิ้มซีฟู้ด และน้ำจิ้มลูกชิ้นมะขามเปียกไปพลาง

            “นี่คุณ... ไหนบอกจะมาช่วย นี่แอบหลับตลอดเลยนะ”

            “ก็ฉันง่วงนี่” เสียงงัวเงียตอบกลับอย่างไม่อาย เพราะมันเป็นความจริง หล่อนสัปหงกจนคอพับ ตาแทบจะลืมไม่ขึ้น มือไม้อ่อนเพลียไปหมดด้วยความง่วงงุน หล่อนไม่ใช่คนขี้เกียจ แต่ก็ไม่ได้ตื่นเช้าแบบนี้บ่อย ๆ ยิ่งเป็นช่วงจิตใจฟุ้งซ่าน ไม่คงที่คงวา เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายแบบนี้ด้วยแล้ว ร่างกายก็เหมือนล้ากำลังตามไปด้วย

            “ง่วงก็เข้าไปนอนด้านในโน่น... เดี๋ยวหน้าก็คว่ำในกะละมังผักกันพอดี ของซื้อของขายนะคุณ เดี๋ยวลูกค้าผมก็ท้องเสียหมด”

            “ปากเสีย...” หล่อนบ่นอุบ แต่ก็ละจากกะละมังที่แช่ผักสด คลานเข้าไปด้านในไม่กี่คืบ ซึ่งมีเพียงแคร่ไม้ตัวใหญ่ไว้สำหรับเอนกายพัก ไม่ได้มีฟูกอุ่น ๆ ให้นอน ไม่มีหมอนนุ่ม ๆ ให้หนุน หล่อนใช้เสื้อแจ็กเกตของเขารองศีรษะ แล้วก็เข้าสู่นิทราโดยง่าย

            ง่าย... อย่างไม่น่าเชื่อ

            “หลับจริงแฮะ... คนอะไร” ชายหนุ่มส่ายหน้า ถอนหายใจพลางยิ้มปลง ๆ

ชีวิตของเขา ราบเรียบมาหลายปี เริ่มจะมีสีสัน ให้ต้องวุ่นวายใจ แต่กลับไม่ได้เป็นความวุ่นวายที่ทำให้ร้อนรน เคร่งเครียด หรืออยากปลีกตัวออกห่างเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา

            หล่อนคุยโทรศัพท์กับแม่เป็นอันตกลงกันแล้วว่า จะขอใช้ชีวิตเช่นนี้สักพัก เพราะมีความสุขดี ถือเป็นการพักร้อนไปในตัว หากหมดวันลาก็จะกลับไปเอง และสัญญาว่าจะโทร.หาท่านทุกวัน กว่าจะกล่อมไม่ให้มารดามารับตัวได้ ก็เล่นเอาแทบหมดคำพูด แต่ในที่สุด... ท่านก็ยอมรับการตัดสินใจของหล่อน แต่หากหมดวันลางานแล้วยังไม่กลับไป หล่อนโดนคาดโทษไว้หนักหนาเลยทีเดียว

            ‘ถ้าขืนไม่กลับบ้าน รอให้ต้องตามไปหา ฉันจะให้แกแต่งงานกับคุณตุ้ย ลูกคุณหอย เสมา... ไม่ให้แกหาผู้ชายสะเปะสะปะทำลายชีวิตแกอีกแล้ว!’

            คำของมารดายังกรอกก้องอยู่ในหูวนไปวนมา เหมือนกดปุ่มเล่นแผ่นซ้ำ แม้ท่านจะวางสายไปนานแล้วก็ตาม หล่อนถอนหายใจ... แค่ฟังชื่อ ‘คุณตุ้ย’ หล่อนก็ขนลุกแล้ว นั่นไม่ได้น่าแปลกใจ เพราะใคร ๆ ก็ชื่อนี้เยอะแยะ แต่หาก... คุณตุ้ยเป็นลูก ‘คุณหอย’ หรือคุณเสมา ธนาพาท เพื่อนของมารดา ซึ่งมักคอยแนะนำส่งเสริมให้คบหากันมาตลอด ติดที่หล่อนมีคนรักอยู่แล้ว จึงไม่ได้ใส่ใจ

            หญิงสาวแอบคิดว่าคนอื่น ๆ จะมีจิตอกุศลกับชื่อของสองพ่อลูกเหมือนอย่างหล่อนหรือเปล่า

            “ตุ้ย หอย หอย ตุ้ย... ถ้าเราได้แต่งงานกับพี่ตุ้ยจริง ๆ แล้วมีลูก ปู่หอยคงให้หลานชื่อจิ๋ม...” ว่าแล้วก็หัวเราะร่วนอยู่คนเดียว เพราะหรัณย์ออกไปข้างนอก ไปเยี่ยมน้องหมาซึ่งถูกฟันที่ร้านเฮียอ้ายเมื่อวันก่อน

            “ปู่ชื่อหอย พ่อชื่อตุ้ย ถ้ามีลูกสาวต้องชื่อจิ๋ม ลูกชายก็ชื่อไข่...” พูดไปแล้วก็อดหัวเราะกับความคิดเกรียน ๆ ของตัวเองไม่ได้จริง ๆ แน่นอน... หล่อนไม่มีทางตกลงปลงใจกับ ‘พี่ตุ้ย’ ใช่เพราะรังเกียจชื่อ แต่หากหล่อนไม่ได้รู้จักลึกซึ้งด้วย แม้แต่หน้าก็ยังไม่เคยพบ ไม่เคยเห็นตัวเป็น ๆ มีเพียงผู้หลักผู้ใหญ่นั่นแหละที่พูดคุยกันทีจริงทีเล่น แต่หากตอนนี้หล่อนเลิกรากับคชากูลแล้ว มันคงไม่ใช่เรื่องเล่นอีกต่อไป...

            ณธิดาลุกจากเตียงเข้าห้องน้ำ วันนี้หล่อนมีโอกาสตื่นสาย เพราะเป็นวันอาทิตย์ซึ่งหรัณย์ปิดร้าน กระนั้นเขาก็ยังตื่นตั้งแต่หกโมง เพื่อไปเยี่ยมน้องหมา สองสามวันมานี้ดูเขาเคร่งเครียด หล่อนไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่าย หรือเพราะอาการของหมาตัวนั้นยังไม่ดีขึ้นกันแน่ ถึงทำให้ชายหนุ่มวิตกกังวลเหลือเกิน

            เมื่ออาบน้ำเสร็จ... หล่อนตั้งใจจะเดินออกไปหาอะไรทานแถว ๆ ในซอย ไม่อยากรอหรัณย์ เพราะไม่รู้เมื่อไหร่เขาจะกลับ อีกอย่าง นับวันหล่อนรู้สึกเหมือนกับว่า ตัวเองเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่เขาเมตตาอย่างไรก็ไม่รู้ แค่เรื่องหมาเจ็บหมาจร ชายหนุ่มก็คงยุ่งวุ่นวายพอแล้ว ไม่อยากทำตัวให้เป็นภาระเพิ่ม อะไรทำได้ก็พยายามปรับตัว

            สายวันนี้อากาศดี ไม่มีแดดจัด และไม่ครึ้มฟ้าครึ้มฝนด้วย ณธิดาสูดอากาศเข้าปอดแล้วเผลอยิ้มไม่รู้ตัว ชีวิตที่กลับตาลปัตรมันสร้างความแปลกใหม่แม้ไม่ได้หรูหรา แต่มันมีเสน่ห์...

            “อ้าวหนูลูกชิ้น... จะออกไปไหนล่ะ เจ้าซันมันไม่อยู่รึ ถึงมาเดินอยู่คนเดียว” เสียงคุ้นเคยของป้าสร้อยตะโกนถามมาแต่ไกล

            ณธิดาหันมองและยิ้มอย่างเสียไม่ได้ ป้าสร้อยไม่ใช่คนร้ายกาจ แต่ก็ไม่ใช่คนที่ควรจะเสวนาสุงสิงด้วยไปเสียทุกเรื่อง ป้าสร้อยยิ้มอ่อนโยนดูเป็นมิตร แต่ไม่ควรชิดใกล้

            “ซันไปคลินิกสัตวแพทย์ค่ะ หนูว่าจะไปหาอะไรกินแถวนี้หน่อย” หล่อนหยุดเดินชั่วครู่ แล้วตอบคำถามไปตามปกติ จากนั้นก็ก้าวเท้าจะไปต่อ

            “นี่ ๆ หนูลูกชิ้น อย่าหาว่าป้าเสือกเลยนะ แต่ป้ากับเจ้าซันก็เห็นกันอยู่หลายปี ก็อยากถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันธรรมดา”

            “ค่ะป้า...” หล่อนยิ้มแต่จิกตา ป้าสร้อยหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย กระนั้น... ป้าก็ยังไม่ยอมง่าย ๆ รีบปรับสีหน้าสีตาวิบวับยิ้มแป้นแล้นเหมือนเดิม

            “ป้าได้ยินคนเขาพูดกัน ว่าจริง ๆ แล้วหนูน่ะไม่ได้พลัดหลงมาจากไหนหรอก แต่หนีตามเจ้าซันมา ก็เลยต้องปกปิดประวัติ ไม่อยากให้ใครรู้ มันจริงไหมลูก” ปลายน้ำเสียงเต็มตื้นไปด้วยความเอ็นดูดุจญาติมิตร

            “ค่ะ...” คำตอบสั้น ทำให้คนถามสะท้านจนตาลุกวาว              “นี่แสดงว่า... หนูกับเจ้าซันเป็นผัวเมียกันจริง ๆ เหรอจ๊ะ ไม่ใช่แค่เพื่อนที่คอยช่วยเหลือกันใช่ไหม” คำถามของป้าสร้อย ทำให้ณธิดานึกถึงตอนดาราถูกนักข่าวจ่อไมค์สัมภาษณ์ ถามแบบปิดโอกาสต้องการย้ำอยากรู้เพียง ‘ใช่’ หรือ ‘ไม่ใช่’                                  “คือ...”

            “บอกมาเถอะจ้ะ... เผื่อต่อไปมีอะไรป้าจะได้ช่วย พูดกับป้าสร้อยรับรองจะปิดปากเงียบ ป้าเนี่ย ไม่ใช่คนอยากรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้าน นอกเสียจากคนที่ป้ารักป้าเอ็นดู แล้วรับรองว่าคุยกับป้าได้ทุกเรื่อง เป็นความลับ แน่นอน” ป้าสร้อยจีบมือรูดซิปปากให้ดูเป็นการยืนยัน

            “ไม่ใช่หนูไม่ไว้ใจป้านะคะ คืออย่างนี้ค่ะ... ที่บ้านหนูเขาสอนมา ว่าถ้ามีปัญหาหรือมีเรื่อง ‘ส่วนตัว’ ควรจะให้พ่อแม่ ญาติสนิทของเรารับทราบก่อน ส่วนคนอื่นเอาไว้ทีหลังก็ได้ เพราะถึงเราไม่บอก ยังไงเขาก็มีความพยายามรู้จนได้แหละค่ะ” หล่อนยิ้มปริ่ม แต่ป้าสร้อยอ้าปากเหวอ ตาเหลือกไปแล้ว

            “อ๋อ... แหม่ บ้านหนูลูกชิ้นนี่ สอนกัน...”

            “หนูไปหาอะไรกินก่อนนะคะ เสียเวลามากแล้วค่ะ” หล่อนยกข้อมือแสร้งดูนาฬิกาแล้วรีบปลีกตัวจากป้าสร้อยเดินลิ่วจากไปทันที ปล่อยให้ป้ายืนตาค้างมือสั่นเป็นเจ้าเข้า

ป้าสร้อยไม่ใช่คนอยากรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้าน

แต่อยากรู้เรื่องใครบ้านไหน ให้ถามป้าสร้อย!...

“ญา... กูมีเรื่องจะปรึกษามึงว่ะ” หลังท้องอิ่ม หล่อนก็กลับห้องพัก หรัณย์ยังคงเงียบหายไปตั้งแต่เช้า คงยุ่งวุ่นวายอยู่กับหมาที่บาดเจ็บ จากนั้นเขาน่าจะแวะเอาอาหารไปเร่ให้หมาแมวจรจัดด้วย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา

‘ว่ามาเลย กูว่าง... ’

“กูสวยไหม... แบบ กูมีข้อบกพร่องอะไรบ้าง ผู้ชายถึงไม่... มึงคิดว่าทำไมพี่ก้องถึงไปยุ่งกับผู้หญิงอื่นทั้งที่คบกับกูอยู่ คบกันนานด้วย” หล่อนพยายามเรียบเรียงคำพูด แต่เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ทีไร ใจมันก็ร้อนรุ่มขึ้นมาทุกที

‘กูว่าไม่เกี่ยว มันอยู่ที่สันดานคนล้วน ๆ มึงอย่าโทษตัวเองดิ อีกอย่าง... คนไม่ใช่ยังไงก็ไม่ใช่ว่ะ วันนี้วันหน้าก็ต้องจบกันอยู่ดี มึงอะชอบคิดอะไรซับซ้อน มึงถึงไม่หลุดพ้นจากคำถามต่าง ๆ นานา ที่วนเวียนอยู่กับตัวเอง ไม่ดีตรงไหน บกพร่องยังไง ทำไมเห็นคนอื่นดีกว่าทั้งที่คบกันมาเป็นสิบปี ไม่คิดถึงวันเก่า ๆ บ้างเหรอ... ’   “พอ... พอ ๆ” หล่อนรีบปราม ก่อนที่เพื่อนสาวจะสาธยายจี้ใจดำมากกว่านี้ ได้ยินเสียงอีกฝ่ายหัวร่อต่อกระซิก แล้วหล่อนก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ใส่โทรศัพท์                                                          ‘มึงสวยอีปลาย แต่อย่างที่กูบอก มึงอะคิดเยอะ ระดับมึง การศึกษา ฐานะ หน้าที่การงาน ถือว่าเกินคนไปแล้วด้วยซ้ำ ถ้าผู้ชายจะคิดมากไม่เอามึง ก็เพราะความเพียบพร้อมนี่แหละ’

“กูไม่ใช่จะมาพรรณนาเรื่องเก่า ๆ กูจะขอความช่วยเหลือมึงเรื่องอื่น” ไม่พูดพร่ำทำเพลง หล่อนตัดสินใจเอ่ยในสิ่งที่วิเคราะห์แล้วตัวเองมีข้อมูลพอจะดำเนินการเพียงลำพัง และเพื่อนสาวผู้นี้ก็ดูจะเป็นที่ปรึกษาได้ดี

‘ว่า... ’

“ผู้ชาย ชอบให้ผู้หญิงทำตัวแบบไหนวะ”

‘อ้าวอีนี่... ผู้ชายไม่ได้เหมือนกันทุกคนนะโว้ย กูจะไปรู้ได้ไงใครชอบอะไรแบบไหน’

            “เอาหลัก ๆ สิ หลัก ๆ อะ อย่างมึงกับผัวมึงงี้ เขาชอบมึงตรงไหน ทำไมโธมัสถึงติดใจมึงนัก บอกเคล็ดลับกูมา” หล่อนคาดคั้น และปลายสายก็เงียบไปชั่วอึดใจ

            ‘มึงอย่าบอกนะว่า... คิดจะเอาพ่อค้าขายลูกชิ้นปิ้งทำผัว’

            “มึงบอกกูเองอย่าคิดเยอะ... ญา! กูจะสามสิบแล้วนะมึง รถไฟขบวนสุดท้ายก็เพิ่งเปลี่ยนรางตัดหน้ากูจนหงายหลัง มึงยังจะให้กูพิจารณาอะไรมากมาย ตั๋วหมดแล้วมึง!                                          ‘เออว่ะ... แล้วเขาดูจริงจังกับมึงเหรอ ไม่ใช่มีเมียอยู่แล้วนะ’ คราวนี้กลายเป็นว่าคนให้คำปรึกษาคิดมากเสียเอง น้ำเสียงอึกอักไม่เต็มปากเต็มคำ                                                                             “เมียไม่มี ถ้าจะมีก็กูนี่แหละ... อีกอย่าง... กูไม่ได้คิดจริงจังอะไรกับเขา กูแค่ชอบ แล้วก็อยากทำตามใจตัวเองบ้าง ให้สมกับที่กูเก็บตัวเก็บใจ เป็นกุลสตรีมานานแสนนาน”

            ‘จะกินแล้วทิ้งว่างั้น... ใจกล้าขนาดนั้นเชียว’ เพื่อนสาวเอ่ยแซว เพราะรู้กันดีว่า หล่อนเป็นคนรักนวลสงวนตัวแค่ไหน ขนาดกับแฟนหนุ่มที่คบกันมาหลายปี ก็ยังไม่เคยถึงเนื้อถึงตัวกันเลย และจุดนี้อาจเป็นปัญหาทำให้รักร้าว อีกฝ่ายอดรนทนไม่ไหวจนต้องไปหาที่ระบายอารมณ์ จนเกิดท้องไส้หอบกันมาประจานคางานแต่ง

            “เลิกแซะ... แล้วเล่าให้กูฟังหน่อยว่ามึงทำยังไงโธมัสถึงทั้งรักทั้งหลง โงหัวไม่ขึ้นขนาดนั้น”

            ‘อีบ้า! บอกไม่ฟังว่ามันอยู่ที่คน’

            “กูจะได้เอามาปรับใช้ไงเล่า น่ามึง... ขำ ๆ”

            ‘เออ... จะว่าไปกูก็โชคดี โธมัสเขาไม่ใช่คนเรื่องมาก ยอมรับตัวตนกูได้ทุกอย่าง ตัวกูเองก็ค่อนข้างเคารพในตัวเขา เขาทำงานหาเงิน เรื่องงานบ้านงานเรือนก็เป็นหน้าที่กูอยู่แล้ว โธมัสเป็นคนรักสะอาด ชอบผู้หญิงดูแลตัวเอง แล้วก็... ’

            “อะไร...” คนฟังเงี่ยหูจนติดโทรศัพท์ อาจเพราะมันเครื่องเล็ก และไม่ได้เป็นสมาร์ตโฟนอย่างที่เคยใช้ อาจทำให้หล่อนพลาดประโยคสำคัญ

            ‘เขาไม่ชอบผู้หญิงมีขน อันนี้สำคัญมาก’

            “ผู้หญิงส่วนมากก็ไม่มีขนอยู่แล้วนี่หว่า ไม่ใช่ลิงซะหน่อย” หล่อนพูดพลางยกมือตัวเองขึ้นมาพลิกซ้ายพลิกขวาดู ปรากฏว่าผ่านเกณฑ์

            หล่อนไม่มีขน!

            ‘ไม่ใช่ขนแบบนั้น... .’

            “แล้วขนมันมีกี่แบบ ตรงไหน... ขนขา หน้าแข้ง แขน จั๊กแร้ หือ!” หญิงสาวสะดุ้งพรวด เมื่อความคิดลุกลามอุตริ และคาดหวังว่าเพื่อนรักคงไม่ได้หมายความเช่นนั้น

            ‘หมออ้อยไง! จะมัดใจผู้ชายมึงต้องไปเอาหมออ้อยออก’

            “อีบ้า! วิตถาร...”

            ‘มึงเนี่ยนะปลาย ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย สมัยนี้ผู้หญิงเขาดูแลตัวเองตรงจุดนี้กันเยอะแยะ อย่างร้านเสริมความงามหลายแห่งก็รับแว็กซ์ขน มันเป็นเรื่องธรรมดา หรือมึงจะจัดการเองก็ได้ มันดูสะอาด มองแล้วสบายตา’ ญารตีพูดไปพลางขำไปพลาง ตามประสาเพื่อนรู้ใจ ซึ่งโดยมากมักคุยกันเปิดเผยตรงไปตรงมา ไม่ได้นึกกระดากอาย เพราะรู้จักสนิทสนมกันเป็นอย่างดีมานาน

            “แล้วกูต้องทำยังไง... จะให้ไปอ้าขาให้เขาทำเหรอ ไม่เอาหรอก... กูอาย กูยังสาวยังแส้นะมึง”

            ‘โอ้ย! เรื่องมากที่สุด มีดโกนอะ หาได้ก็โกน ๆ เข้า ไม่ก็กรรไกร เล็มให้เป็นทรงพองาม หรือมึงจะเอาบ๊อบเท ถักเฮดร็อกไปเลยก็ได้’ ยิ่งเย้าเพื่อน ปลายสายก็ยิ่งหยุดหัวเราะไม่ได้

            “มันจำเป็นขนาดนั้นเลยเหรอวะ”

‘กูล้อเล่น... ก็มึงถามว่าโธมัสชอบแบบไหน กูก็แค่เล่าให้ฟัง เพราะเห็นว่าคุณซันอะไรนั่นของมึงก็รักสะอาดเหมือนกัน อย่าไปคิดมาก’

คนพูดไม่คิด คนคิดมักไม่พูด... และคนฟังคิดไปแล้ว!

ความคิดเห็น