aiaeaaiaea

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ลับซ่อนรัก : ตอนพิเศษ ตึก 2 ต้องห้าม

ชื่อตอน : ลับซ่อนรัก : ตอนพิเศษ ตึก 2 ต้องห้าม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 02 มี.ค. 2562 21:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ลับซ่อนรัก : ตอนพิเศษ ตึก 2 ต้องห้าม
แบบอักษร

ลับซ่อนรัก ตอนพิเศษ : ตึก 2 ต้องห้าม



หากผมรู้ว่า งานดูแลคลับจะหนักและเหนื่อยขนาดนี้ ผมคงรีบปฏิเสธ หลังจากเจ๊พิมพ์ขอลาพักร้อนเพราะอยากไปอาบแดด ผมเลยถูกรับหน้าที่ของเจ๊แทน ตอนแรกคิดว่าจะง่าย แค่เดินดูงาน นั่งดูกล้องวงจรปิด ที่ไหนได้ แค่วันแรกก็จะตายอยู่แล้ว 


ปัญหาที่ผมต้องเจอมันจุกจิกจนปวดหัว ไม่ว่าจะเรื่องลิปสติกของหมอนวดหมด สิวขึ้นบ้างจะใช้ยาทาอะไรดี ครีมทาผิวยี่ห้อไหนทาแล้วขาว มันเป็นเรื่องที่ผมก็ไม่รู้แต่ก็ต้องหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตให้ ด้านพนักงานเชียร์แขกก็ไม่ต่างกัน ทั้งอ้วนขึ้นเสื้อคับ ซิปแตก กระดุมหลุด 


นี่มันคืองานอะไรกันแน่เนี่ย


ยิ่งเจ้าของคลับอย่างพี่หนึ่งไม่อยู่ แถมยังพาดีนไปด้วย ผมเลยต้องรับภาระหนักอยู่คนเดียว หันไปหาใครก็ไม่ได้ ทำไมมันลำบากขนาดนี้ ว่าตอนเป็นผู้จัดการดาราปวดหัวแล้วนะ พอเจอตอนนี้ต้องเรียกว่า สมองจะระเบิด


“กระวาน” เสียงเรียกจากหน้าประตู ใบหน้าเคร่งเครียดจนผมต้องเครียดตาม “ปัญหาจากตึกสอง”


“ปัญหาอะไร ไม่เห็นมีใครโทรมาบอก” ผมมองไปที่โทรศัพท์ ก่อนจะเคาะหัวตัวเองที่วางหูไม่สนิท คงเพราะรำคาญเลยยกออกแน่ๆ “มีอะไรเหรอ”


“ก็มีคนป่วยขาดงานไปตั้งสามคน”


“สามคน” เบิกตาโตตกใจจนเกือบหงายหลังลงจากเก้าอี้ “ป่วยพร้อมกันเลยเหรอ”


“อืม ตอนนี้ตึกนั้นกำลังวุ่นวายเพราะคนไม่พอ กระวานก็รู้ว่าตอนเย็นคนตึกนั้นจะเยอะ ยิ่งวันหยุดด้วยแล้ว” ใช่ วันหยุด ทำไมทุกคนต้องขาดวันหยุด “จะทำยังไงดี”


ผมถอนหายใจพลางมองหน้าพนักงานเชียร์แขกของตึกหนึ่ง คนนี้สนิทกับผมตั้งแต่ตอนเข้ามาใหม่ๆ แม้จะไม่ได้สนิทมาก แต่ก็กล้าที่จะเข้ามาคุยกับผมต่อ ต่างจากคนอื่นที่ทำเพียงแค่ปรายตามอง ไม่ก็ส่งยิ้ม จะพูดจะคุยก็ดูเป็นทางการหมด 


แค่ผมคบกับพี่หนึ่งเอง ไม่ได้เป็นเจ้าของอาบอบนวดที่นี่สักหน่อย ทำไมต้องกลัวกันด้วย ไม่เข้าใจ


“เดี๋ยวเราไปดูเอง” ตัดสินใจบอกออกมา 


“แล้วใครจะดูแลที่ตึกนี้ล่ะ เกิดมีเรื่อง...” 


“ไม่มีหรอก ใครจะกล้ามีเรื่อง เราแค่ไปดูเอง เดี๋ยวก็มาแล้ว”


“งั้นก็ สู้ๆ นะ”


ยิ้มรับกำลังใจที่ส่งมา ผมสูดเอาอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนจะเดินไปยังตึกสองที่เคยเข้าไปแล้ว และก็ถูกสั่งห้ามให้เข้าไปอีก แต่วันนี้ ผมกำลังจะย่างกรายเข้าไปอีกครั้ง หวังว่าพี่หนึ่งคงจะไม่กลับมาเร็วอย่างคราวที่แล้วหรอกนะ ไม่งั้น ผมโดนด่าเละแน่ 


จากความใจกล้าฮึดสู้ พอมายืนอยู่หน้าประตูตึกสองใจก็เริ่มฝ่อ เอาวะ เข้าไปดู ไม่ได้เข้าไปทำงาน คงไม่มีอะไรหรอก ทันทีที่ผลักบานประตูเข้าไป เสียงเพลงเบาๆ คลอเค้าเสียงพูดคุย บ้างก็มีเสียงหัวเราะ บ้างก็มีเสียงออดอ้อน มันอาจจะดูแปลกจากตึกหนึ่ง เพราะที่นี่ส่วนใหญ่ เสียงออดอ้อนที่ได้ยินจะเป็นเสียงของผู้ชายหน้าตาน่ารักน่าจิ้ม 


และอันที่จริง ตึกนี้ก็มีคนดูแลเหมือนกัน แต่จะดูแลเฉพาะส่วนของงานบริการ พวกเครื่องดื่ม ของว่าง อาหารทุกอย่าง ห้อง โต๊ะ แต่สำหรับเรื่องพนักงาน จะเป็นเจ๊พิมพ์ที่เป็นคนคุม ซึ่งตอนนี้ผมต้องรับหน้าที่นี้แทน 


“คนเยอะนะครับวันนี้” เดินตัวลีบไปหาหัวหน้าที่ควบคุมการบริการ ซึ่งก็ได้รับรอยยิ้มบางๆ มาแทน “เดี๋ยวผมจะลองติดต่อพนักงานคนอื่นดู แต่ไม่รู้เขาจะมาหรือเปล่านะครับ” 


“ขอบคุณครับ วันนี้ผมก็แทบไม่ไหว เดินจนขาสั่นไปหมด” พูดไม่พอ ยังสั่นขาให้ผมดูอีก “ถ้าได้มาสักคนสองคนก็ยังดี”


“แล้วที่ลาไป ป่วยเป็นอะไรเหรอครับ” หรือจะป่วยการเมืองวะ 


“เป็นหวัด”


“หวัด? พร้อมกันทั้งสามเลยเหรอครับ น่าแปลก”


“สามคนที่ป่วยทำงานแทบไม่ได้พักเลยครับ แต่ละคนก็มีปัญหาการเงิน ร่างกายคงทนไม่ไหว” 


“ทนเอาหน่อยนะครับ เห็นเจ๊พิมพ์บอกรอพนักงานมาสัมภาษณ์งานอยู่ น่าจะประมาณอาทิตย์หน้า” เพราะคนสัมภาษณ์ไปพักร้อนเลยต้องเลื่อนออกไป “งั้นเดี๋ยวผมไปหาพนักงานมาเพิ่มให้นะครับ” ถ้าไม่ได้ยังไง ผมจะจับพนักงานเชียร์แขกตึกหนึ่งมาทำ 


จังหวะที่ผมกำลังจะออกไป ประตูหน้าตึกก็เปิดออก ลูกค้าแต่งตัวภูมิฐานเดินเข้ามา ซึ่งหัวหน้าตึกนี้กระซิบบอกว่าเป็นลูกค้าวีไอพีกระเป๋าหนัก แต่เลือกคนยาก เพราะขี้เบื่อ ผมสังเกตมองคนเข้ามาใหม่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ดูแล้วก็เหมือนพวกลูกคนรวยธรรมดาๆ 


“ไม่ทราบว่าได้จองที่นั่งมาหรือเปล่าครับ” ผมเดินเข้าไปถามดู แว่นตาสีชาถูกมือเกี่ยวออกเผยให้เห็นดวงตาเรียวที่ตวัดมองผมคืน “ถ้าเกิดคุณลูกค้าไม่ได้จองโต๊ะ สะดวกจะนั่งโซนด้านล่างหรือ...”


“ฉันมีโต๊ะประจำอยู่แล้ว” พูดจาแข็งกระด้างสุดๆ “แล้วนี่จะให้ลูกค้ายืนอยู่หน้าร้านแบบนี้ตลอดเลยเหรอ” กิริยามารยาทก็ทรามมาก 


“ขอโทษครับ งั้นเดี๋ยวผมจะพาไป” แทบกัดฟันพูด ผมยื่นหูไปฟังโต๊ะประจำจากหัวหน้าที่นี่ พอรู้ก็รีบเดินตาม ใช่ครับ เพราะลูกค้าคนนั้นเดินนำไปแล้ว ระหว่างที่เดินตามหลังไป ผมก็คอยมองว่ามีโฮสต์ที่นี่คนไหนว่างบ้าง จนไปสะดุดตาอยู่ที่เด็กหน้าตากระเดียดไปทางสวย 


“เมนูล่ะ” มัวแต่เลือกเลยลืมเมนูติดมือมา ผมรีบโค้งศีรษะขอโทษ “สะเพร่าจริงๆ” 


“ต้องขอโทษจริงๆ นะครับ” 


รีบหันหลังเดินหนี ผมเดินเข้าไปหาคนที่ว่างเมื่อลูกค้าที่บริการเช็คบิลไปแล้ว แขนขาวยิ่งกว่าผู้หญิงถูกผมจับจนเจ้าตัวสะดุ้ง 


“มีอะไรหรือเปล่าครับ” 


“ว่างแล้วใช่ไหม ช่วยไปดูแขกวีไอพีให้หน่อย” 


“เอ่อ...”


คนที่ผมบอกเอียงหน้าไปมองยังโต๊ะด้านบน ก่อนใบหน้าขาวจะรีบส่ายรัวๆ 


“ทำไมล่ะ”


“ลูกค้าคนนั้น ปกติจะเรียกหาแต่พี่หอม พอพี่หอมออกไปก็ไม่เคยถูกใจใครอีกเลย คนเข้าไปดูแลอยู่ได้ไม่เกินนาทีหรอกครับ” ใบหน้าเข็ดขยาดของคนตรงหน้า ทำเอาผมต้องสะบัดคอหันไปมองคนต้นเรื่อง “ต่อให้คุณไปหาคนอื่น ก็ไม่มีใครยอมไปหรอก เชื่อผมสิ”


“แล้วปกติใครเป็นคนดูแลเขาเหรอ?” ถามด้วยความไม่รู้ เผื่อรู้จะได้ไปตามหา เสาะหาคนๆ นั้นมา


“ปกติแล้ว พวกเราจะให้เจ๊พิมพ์มาดูแลครับ” ความหวังที่มีแสงเรืองรองเมื่อกี้ ค่อยๆ ดับลง “แต่คุณก็น่าจะรู้ ว่าตอนนี้...”


“ผมเข้าใจแล้ว” บอกอย่างยอมแพ้ให้ความซวย ต้องบอกว่าซวยถูกแล้ว ทุกอย่าง ทุกความยาก มันได้มารวมกันในวันนี้หมดแล้ว และจะบอกว่า ผมพยายามฟังเสียงความคิดของเขาแล้ว มันกลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา แบบนี้ผมจะไปหาสเปคถูกใจเขาได้จากที่ไหน 


“สู้ๆ นะครับ” ก่อนโฮสต์คนนั้นจะไป ยังยื่นมือขาวมาตบไหล่เพื่อเป็นกำลังใจให้ผม 


แต่ไม่ลองก็ไม่รู้ ผมลองไปตามโฮสต์คนอื่นๆ แต่ก็ไม่มีใครยอมมาด้วย จะมีก็แต่โฮสต์ที่ยกอาหารจานหรูไปเสิร์ฟแค่นั้น แล้วก็รีบลงมา 


ผมต้องไปเหรอ 


ในเมื่อไม่มีใครยอมไปนั่งด้วย ผมก็ต้องไป ตอนย่อตัวจะนั่งก็เจอสายตาโหดตวัดมามอง พร้อมคำถามว่า มาทำไม เอาซะไปไม่ถูก


“ผมอยากกินเงียบๆ” 


“ไล่ผมทางอ้อมใช่ไหมเนี่ย” แกล้งพูดให้ติดตลก แต่อีกฝ่ายกลับทำหน้านิ่ง


“ไล่ตรงๆ นี่แหละ หรือฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง” 


ตรง ชัด และแรง หน้าชาไปเลยผม 


“ไอ้เข้าใจก็ใช่ แต่คุณมองไปรอบๆ สิ ทุกคนเขายิ้ม หัวเราะกัน แต่คุณหน้าบึ้งเหมือนไม่ได้ขี้...เอ่อ ถ่ายไม่ออกอย่างงั้นล่ะ” แล้วเสียงส้อมกับมีดกระทบจานก็ดังขึ้น ทำเอาผมรีบหลับตาปี๋กลัวมันจะกระเด็นมาทิ่มตา “มีอะไรเหรอครับ” พอหรี่ตาดู ก็เห็นดวงตาดุจ้องมอง


“คุณไม่เห็นเหรอ ว่าผมกินข้าวอยู่” ปรายตามองอาหารในจานตรงหน้าของลูกค้า ผมก็แทบอุทานออกมาด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง 


มันบดวางอยู่ข้างสลัดผัก มีสเต็กชิ้นโตที่ถูกตัดไปหนึ่งคำ ดูแล้วก็เป็นอาหารธรรมดา ถ้าไม่มีฟักทองสีเหลืองอร่ามวางมาด้วย แถมคนสั่งยังใช้ส้อมบี้ซะเละหมดแล้ว มันก็เลยเหมือน...


“ผมขอโทษ” ได้แต่ยกมือไหว้    


“น่ารำคาญ” เสียงทุ้มบอกอย่างหัวเสีย สีหน้าและท่าทางทำเอาผมขมวดคิ้ว ปกติแล้วผมไม่ใช่คนทนกับอะไรมาก และผมก็ไม่ใช่ที่รองรับอารมณ์ของใคร ผมไม่ใช่กระโถน


“คุณรำคาญแค่คนเดียวเหรอ ผมก็รำคาญคุณเหมือนกัน” บอกออกไปตรงๆ คนนั่งไขว้ห้างกอดอกถึงกับนิ่ง “คนอะไรโคตรเอาแต่ใจ ที่บ้านเลี้ยงตามใจแต่เด็กหรือเปล่า หรือว่าโดนขัดใจมาถึงมาลงกับคนอื่น ผมไม่ได้สอนคุณนะ แต่การที่คุณแสดงกิริยาแบบนี้กับคนอื่น มันทำให้คุณดูแย่ หน้าตาคุณก็หล่อ รูปร่างก็ดี การศึกษาก็มี แต่การกระทำแย่มาก ไม่เหมาะแก่การเป็นตัวอย่างของเด็ก” 


ใส่รัวๆ จนแทบลืมหายใจ พูดจบ คนตรงข้ามผมถึงกับอ้าปากค้าง กว่าจะมีสติก็กินเวลานานหลายวินาที แต่ไม่ใช่เขาคนเดียวที่มีสติ ผมด้วย พอได้ว่าพูดอะไรออกไปบ้าง ก็ต้องรีบยกมือไหว้ คำสอนของพ่อที่ว่าลูกค้าคือพระเจ้า มันตีวนกลับเข้ามาจนน้ำตาแทบไหล 


พ่อ กระวานลืมตัวไปอีกแล้ว 


“ผมขอโทษ พอดีปากไวกว่าสมองไปหน่อย” ยิ้มแห้งๆ รอรับผลกรรมที่ปากพร่อย แต่อีกฝ่ายทำแค่กระแอมเบาๆ แล้วขยับตัวนั่งตรง 


“ตรงดี” 


“อะไรตรงดีเหรอครับ” 


อยู่ๆ ก็พูดลอยๆ ออกมา ทำเอาไปต่อไม่ได้ 


“คุณพูดตรงดี เหมือนหอมเลย” คงจะชอบหอมจริงๆ แน่ “เมื่อก่อนผมมาทีไร หอมก็จะชอบบ่นอาหารของผม บ่นยิ่งกว่าแม่อีก แถมชอบพูดอะไรที่จี้ใจดำผมสุดๆ ตั้งแต่เรื่องสีผม เสื้อผ้า รวมไปถึงรองเท้า”


“หอมเขาคงหวังดีกับคุณ” 


“ใช่ เพราะพ่อกับแม่ผมก็ตามใจอย่างที่คุณบอก ผมเลยไม่รู้สึกว่าต้องแก้ตรงไหน”


“แล้วทุกทีคุณก็ทำตัวแย่ๆ เอ่อ ทำตัวแบบนี้กับคนอื่นเหรอ” รีบตบปากตัวเองจนได้เห็นรอยยิ้มผุดที่มุมปากของคนตรงหน้า   “มั้ง ไม่รู้สิ ไม่ได้สังเกต”


“งั้นผมตอบแทนเลยว่าใช่ คุณรู้ไหม โฮสต์ของที่นี่ไม่มีใครอยากมาอยู่กับคุณสักคน เพราะเขากลัว” 


“กลัว? ผมเนี่ยนะ”


“นี่คุณไม่รู้ตัวเลยเหรอ ว่าคุณน่ากลัว”


“ผมน่ากลัวตรงไหน” 


“บอกไปหมดแล้วเมื่อกี้ ถ้าให้ผมพูดวนอีกรอบไม่ได้หรอกนะ จำไม่ได้แล้ว” 


คราวนี้เปลี่ยนจากยิ้มเป็นหัวเราะเสียงดัง ขนาดลูกค้าโต๊ะข้างๆ รวมทั้งโฮสต์ที่นั่งคุยยังหันมามอง 


“ตลกดี ทั้งตรง ทั้งตลก”


“ถ้าชมว่าหล่อด้วยผมคงจะดีใจ”


“ถ้าผอมว่านี้นะ”


“เอามีดนั้นทิ่มพุงผมเลยเถอะ” 


แล้วก็ได้ยินเสียงหัวเราะอีกรอบ มันดังกว่าเดิมมาก รู้สึกใจชื้นขึ้นมาเลย จากที่คิดว่าจะถูกด่า ถูกเตะ ถูกต่อย ตอนนี้กลับโล่งพิลึก 


“ทำไมผมไม่เคยเห็นคุณเลย หรือเพิ่งมา?”


“ปกติแล้ว ผมทำงานอยู่อีกตึก” ว่าแล้วก็ชี้ไปที่ตึกหนึ่ง “ถ้าคุณสนใจ เชิญได้นะครับ ตึกนั้นเรามีหมอนวดมือหนึ่งคอยบริการ ไม่ว่าเส้นหรือเอ็นจะจมหายลึกสักเพียงใด หมอนวดของเราก็จะช้อนมันขึ้นมาแล้วนวดๆ จนคุณหายเมื่อยเลย” ประโยคที่ผมพูดนับร้อยๆ ครั้งตอนทำงานถูกถ่ายทอดออกมาอย่างแม่นยำ 


“ตึกนี่ก็มี” 


“อ่าครับ ตึกนี่ก็มี”


ลืมไปว่านึกนี้โฮสต์ทุกคนต้องนวดเป็น เจ๊พิมพ์เคยบอกแต่ดันลืม จนต้องให้ลูกค้าเตือน   “คุณนวดเป็นไหมล่ะ” ว่าแล้วก็ขยับไหล่ไปมา แต่ผมก็รีบส่ายหัว ส่ายหน้ารัวๆ “ก็คุณทำงานตึกนั้น”


“ผมเป็นแค่พนักงานบริการคอยเชียร์แขกเท่านั้น ไม่สามารถนวดให้ใครได้หรอกครับ”


พูดไม่ทับจบดี ลูกค้าตรงหน้าก็ลุกพรวดจนผมต้องรีบลุกตามด้วยความตกใจ และก่อนที่จะได้ถามอะไรต่อ แบงค์สีเทาก็ถูกยื่นมาตรงหน้าห้าใบ 


“นี่ทิปของคุณ ไว้คุณเทรนนวดจนเก่ง ผมจะเรียกใช้บริการบ้าง” 


“ถ้าเป็นค่าอาหาร ใบหนึ่งก็คงพอ ส่วนที่เหลือ ผมคงไม่รับ ไว้มาคราวหน้า คุณค่อยเอามาให้ก็แล้วกัน” บอกอย่างสุภาพ พร้อมหยิบออกมาแค่ใบเดียว “กรุณารอสักครู่นะครับ” รีบเดินไปเช็คบิลค่าอาหาร แต่พอกลับมาอีกที ลูกค้าก็หายไปแล้ว พนักงานหน้าประตูบอกเพิ่งออกไปและยังฝากเงินไว้ให้ผม 


ดีเนอะ นั่งคุยเฉยๆ ก็ได้ห้าพัน 


มัวแต่เสียเวลากับเรื่องพวกนี้อยู่นาน จากที่คิดว่าจะมาดูเฉยๆ กลายเป็นว่า ตอนนี้ผมใช้เวลาอยู่ที่นี่นานมาก ไม่รู้ป่านนี้พี่หนึ่งจะกลับมาหรือยัง แต่คงยัง เพราะถ้ามาถึงแล้วรู้ว่าผมอยู่ตึกนี้ คงทำหน้าโหดมาตามแล้ว ค่อยหายใจโล่งหน่อย 


ผมเดินกลับตึกหนึ่งด้วยความสบายใจ เพราะลูกค้าตึกสองเริ่มลดลง อีกทั้งหัวหน้าตึกนั้นก็ติดต่อโฮสต์คนอื่นมาแทนได้แล้ว แต่ที่สบายใจกว่านั้นคือพี่หนึ่งยังไม่กลับมาถึงตึก...


ซะเมื่อไหร่ ความฉิบหายกำลังมาเยือนเมื่อผมเปิดประตูเข้าตึกหนึ่ง เจอคนที่ออกไปทำธุระข้างนอกยืนทำหน้าเป็นยักษ์ พอเห็นผมก็เดินหนีจนต้องเดินตามด้วยสภาพคอตก 


พี่หนึ่งกลับไปห้องทำงานตัวเองโดยมีผมตามหลังเหมือนหมาตามเจ้าของ หูตก หางตกกันเลยทีเดียว ชวนคุยอะไรก็เอาแต่เงียบ ตอนขึ้นลิฟต์เมื่อกี้ยังคิดว่าขึ้นคนเดียว เข้าห้องทำงานมาประธานของคลับก็นั่งเก้าอี้ประจำตำแหน่ง ก่อนจะพูดเสียงกร้าวออกมาเล่นเอาผมเหงื่อแตกเลยทีเดียว


“อย่าให้พี่เอารูปหน้ากระวานไปติดที่ประตูตึกสองพร้อมข้อความว่าห้ามเข้านะ” หน้าว่าดุแล้ว เสียงดุกว่าอีก “เคยเตือน เคยห้าม ฟังบ้างไหม”


“กระวานก็ไม่ได้อยากไป แต่ปัญหามันมี พี่ก็รู้ว่าเจ๊พิมพ์ลาพักร้อน...”


พูดถึงตรงนี้ อยู่ๆ พี่หนึ่งก็ยกหูโทรศัพท์แล้วกดเบอร์ใครสักคน ผมก็มองด้วยความอยากรู้นิดๆ หน่อยๆ จนคนโทรเริ่มพูดถึงรู้ว่าปลายสายคือใคร


“กลับมาทำงานตั้งแต่พรุ่งนี้ จดหมายลายกเลิก” พูดจบก็วาง ผมแทบถลาไปจับหูโทรศัพท์ แต่พี่หนึ่งดันวางสายแล้ว “ก็แค่นี้”


“จะแค่นี้ได้ยังไง เจ๊พิมพ์เพิ่งลาพักร้อนสองวันเองนะ” รีบโวยวายแทน “พี่หนึ่งใช้งานหนักเกินไป แล้วเจ๊แกก็ลาออก” 


“ไม่ออกหรอก จะมีที่ไหนได้เงินเดือนเยอะแบบนี้” 


“นิสัยไม่ดี” เถียงไม่ได้ก็เริ่มเปลี่ยนหัวข้อ ผมยกแขนขึ้นกอดอก เอนตัวพิงกับพนักเก้าอี้ “นิสัยไม่ดีเอามากๆ”


“แล้วแบบไหนถึงจะเรียกว่านิสัยดีล่ะ หรือต้องไปบวชก่อน”


“ห้ามพูดแบบนั้น มันบาป” รีบชี้นิ้วบอก พี่หนึ่งหัวเราะออกมา จากความตึกเครียดในห้องค่อยๆ สลายไปทีละน้อย “คนนิสัยดีเขาจะมีเหตุผล”


“คนดีคนไหนมีเหตุผล? กระวานเหรอ” ยักไหล่เมื่อรับกับคำพูดนั้น “เหรอ”


“พี่หนึ่ง” ถลึงตาใส่คนหัวเราะเยาะ “แล้วพี่กินข้าวมาหรือยัง” 


“ยัง รอกินพร้อมกระวาน” 


“ไม่เห็นหน้ากระวานกินข้าวไม่ลงเหรอ” 


“ใช่” รู้สึกดีเหมือนได้เป็นคนสำคัญ หากไม่มีประโยคถัดมา “เพราะกระวานกินอะไรก็ดูอร่อย พี่แทบไม่กินข้าวก็อิ่มแล้ว” มันทะแม่งๆ กับคำชมนี้ แต่ก็ให้มันผ่านไป “ว่าแต่ ไปตึกสองมาเป็นยังไง ปัญหาเรียบร้อยดีใช่ไหม”


“แน่นอน นี่กระวานนะ” ตบอกตัวเองเพื่ออวด ที่จริงตึกนั้นก็ดีนะครับ เพราะเสียงเพลงที่เปิดขับกล่อมนั่น มันทำให้เสียงความคิดหื่นๆ เหมือนเป็นคำร้องที่มีเมโลดี้ ก็แปลกดี 


“ตบอกตัวเองซะแรง ช้ำไหมนั่น” ว่าแล้วก็รีบเปิดดู พร้อมกับมีเสียงหัวเราะและเสียงหื่นๆ ลอยเข้ามาให้ได้ยิน “ช้ำหมดเลย”


“ช้ำเพราะใครล่ะ” ทั้งท้อง ทั้งอกเป็นจ้ำม่วง จ้ำแดงไปหมด ถ้าถอดเสื้อโชว์ได้ ผมจะถอดให้ดูเลย ว่าตรงไหนบ้างที่ไม่ช้ำ คนทำก็ดูภูมิใจซะเหลือเกิน “สงสัยต้องกินน้ำใบบัวบก” 


“แก้ช้ำใน ไม่ได้แก้ช้ำนอก” ดีที่พี่หนึ่งตบมุก และทำให้เราสองคนหัวเราะออกมาพร้อมกัน “งั้นคืนนี้เอาให้ช้ำนอก ช้ำในเลยดีไหม” 


“ไม่ดี และไม่เอาท่าพิสดารแล้ว หยุดคิดเดียวนี้” ชี้นิ้วสั่ง แต่มีเหรอที่จะฟังกัน “พี่หนึ่ง ห้ามคิดเรื่องหื่นกามตอนกระวานหิวข้าว”


“ก็มันหยุดไม่ได้ ใครใช้ให้กระวานแอบฟังล่ะ นิสัยไม่ดี”


“ไม่ได้แอบ มันได้ยินเอง” 


เถียงกันไปมาอยู่ไม่นาน ประตูห้องก็เปิดออก ดีนยิ้มแป้นแล้นเข้ามาพร้อมปิ่นโตสีชมพูจากร้านของผม ทุกวันนี้มื้อกลางวันของผมกับพี่หนึ่งจะสั่งต่างหาก และตอนนี้ร้านผมไม่มีพนักงานมาส่งที่คลับนี้แล้วนะครับ เพราะมีสารถีไปรับถึงที่ ไม่รู้ว่าเป็นบอร์ดี้การ์ดหรือพนักงานส่งอาหารก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ คือเต็มใจมาก


พอดีนออกไป ผมก็เดินไปหยิบหูฟังที่วางไว้บนตู้หลังพี่หนึ่ง แค่เอื้อมไปก็ถูกดึงให้มานั่งบนตัก เอวถูกรัดจนกระดิกไม่ได้   “พี่หนึ่ง นี่กลางวันแสกๆ นะ”


“ใช่ว่าเราไม่เคย” 


พูดซะผมไปไม่ถูกทางเลย


“หิวแล้ว” เหมือนท้องสั่งได้ พูดปุ๊บก็ส่งเสียงร้องทักทายเลย ไม่รู้ตอนนี้กี่โมงแล้ว แต่ท้องผมมันสามารถรับอาหารได้ทุกเวลา ก่อนที่จะถูกปล่อยตัวจากอ้อมแขน แก้มสองข้างก็ถูกฟัดจนแทบช้ำ 


“หายหิวเมื่อไหร่ค่อยเจอกัน จะฟัดให้ช้ำเลยเคยดู” คำพูดชิดกับใบหู เล่นเอาขนลุกซู่ไปทั้งวัน 


ผมว่า พี่หนึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งในการเป็นเจ้าของและผู้บริหารของที่นี่ เพราะเพียบพร้อมด้วย ความรู้ ความสามารถ หน้าตา ท่าทาง บุคลิก ความคิด การตัดสินใจ และที่ขาดไม่ได้คือ ความหื่นที่ไม่แพ้ใครอย่างแน่นอน กระวานคนนี้คอนเฟิร์มเลย


  ต้องลองจะรู้ว่า...แซ่บพริกร้อยเม็ด



....

แซ่บไม่แซ่บ ก็ทำให้กระวานช้ำทั้งตัว หุหุ -..- 

เข้าเรื่องเลยแล้วกัน...ขอฝากกระวานพร้อมครอบครัวพลังพิเศษด้วยนะคะ 

ตอนนี้กำลังเปิดพรีออเดอร์อยู่ มีแบบเป็นชุด แยกเดี่ยว รวมไปถึง บ็อกเซ็ตสวยๆ สีทองระยิบระยับด้วย 

หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม 

สามารถเข้าไปดูได้ที่เฟซบุ๊ค สำนักพิมพ์ https://www.facebook.com/MazePublishing/ 

ขอฝากกระวานและพี่น้องไว้ด้วยนะคะ พาน้องๆ กลับบ้านด้วยน้าา (ทำตาละห้อย) 

...

ปล. เนื่องจากมีข้อตกลงกับทางสำนักพิมพ์ ทำให้เราจำเป็นต้องปิดนิยายบางตอนลง หลังจากการปิดพรีออเดอร์ 

ขออภัยในความไม่สะดวกด้วยค่า (ก้มกราบ)

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น