เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 61 ชายชราและซอ

ชื่อตอน : บทที่ 61 ชายชราและซอ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 329

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ก.พ. 2562 12:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 61 ชายชราและซอ
แบบอักษร

​ถังเฟยหู่ลุกขึ้นยืน เขามองไปยังอสรพิษมรกตน้อยที่ได้ปกป้องเขามาหลายวัน เขายิ้มให้แกมันก่อนจะทำการโบกมือไปด้านหน้าเพื่อเก็บมันกลับเข้าสู่ห้วงวิญญาณของตนเองอีกครั้งหนึ่ง สายตาของเขาทอดมองออกไปยังทิศทางเบื้องหน้า

ภาพที่เขาเห็นนั้นแตกต่างไปจากเดิม รายละเอียดทุกอย่างนั้นคมชัดมากกว่าเดิม นี่คล้ายกับตอนที่เขาเคยใช้สายเลือดดวงตาเซียนพยัคฆ์ในอดีต แม้จะยังไม่เทียบเท่ากันแต่นับว่าเป็นการพัฒนาไปในทิศทางที่ดี

“เป็นอย่างที่คาด การกระตุ้นสายเลือดที่กลายพันธุ์มาจากรากฐานสายเลือดดวงตาเดิมทำให้ความสามารถบางส่วนย้อนคืนกลับมา บางทีความสามารถของสายเลือดอาจกลับมาเทียบเคียงของเดิมได้โดยไม่ต้องมีจิตวิญญาณพยัคฆ์ขาว” ถังเฟยหู่กล่าววิเคราะห์พลังของตนเองหลังจากออกจากการปิดด่านฝึกตน

“แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือวิชาดวงตาสำหรับฝึกนั้นข้าไม่เคยได้เรียน อีกทั้งการฝึกฝ่ามือมังกรอัสนีอาจไม่ช่วยให้เข้าถึงสายเลือดที่กลายพันธุ์ไปได้ สายเลือดเดิมของข้ามีพื้นฐานศาสตร์อัสนีเป็นสำคัญ แต่การกลายพันธุ์ของสายเลือดครั้งนี้มีเหตุมาจากจิตวิญญาณที่หายไปและการเปลี่ยนแปลงของมุกมารทั้งสาม”

“หากคาดเดาไม่ผิด…ศาสตร์ที่เป็นพื้นฐานของสายเลือดใหม่ที่เกิดจากการกลายพันธุ์น่าจะเป็นศาสตร์ประเภทมรณะเหมือนกับมุกมารทั้งสามที่ให้กำเนิดมัน” ถังเฟยหู่ขบคิดเกี่ยวกับการฝึกฝนวิชาลมปราณมารไร้ลักษณ์ ปัญหาที่ตามมาของเขาก็คือการฝึกฝนศาสตร์มรณะนั่นเอง วิชาประเภทนี้บ่มเพาะยากเป็นอย่างมากสำหรับเขา มันไม่สามารถใช้พลังวิญญาณในบรรยากาศมาฝึกฝนได้

เขาคงได้แต่ตามหาห้วงอเวจีเพื่อดูดกลืนพวกมันมา หรือไม่ก็หาวิชาปราณศาสตร์มรณะที่บ่มเพาะโดยใช้พลังวิญญาณธรรมดามาฝึกได้ แต่เขาคิดมากไปในตอนนี้น่าจะไม่ช่วยอะไรมากนัก เขายืนฝ่ามือออกไปทางด้านหน้าและเดินปราณเหมันต์สร้างแผ่นน้ำแข็งบางๆขึ้นบนฝ่ามือ

แผ่นน้ำแข็งนั้นเงางามดุจดั่งกระจกทองเหลือง มันสะท้อนภาพใบหน้าของเขาให้ปรากฏอยู่บนนั้น ถังเฟยหู่มองภาพใบหน้าของตัวเองด้วยความรู้สึกแปลก ดวงตาทั้งสองข้างของเขาได้แปลกไป ดวงตาที่แต่เดิมมีสีฟ้าและสีเขียวกลับปรากฏสีม่วงดำกินพื้นที่สีเดิมของนัยน์ตาทั้งสองข้างไปแล้ว “ดวงตาของข้าเมื่อก่อนมีแค่สองสีก็นับว่าแปลกผิดมนุษย์อยู่แล้ว…ตอนนี้กลับมีสามสีไปเสียได้…” ถังเฟยหู่ถึงกลับกล่าวไม่ออกไปชั่วครู่

ถังเฟยหู่กำมือข้างนั้นเพื่อสลายน้ำแข็งบนมือให้แตกเป็นเสี่ยงๆ จากนั้นเขาก็ได้กระโดดลงมาจากโพรงไม้ที่เขาปิดด่านฝึกตน เขาได้เดินต่อไปเรื่อยๆกลับไปยังทางป่าชั้นนอกในทิศทางที่หันกลับไปยังเมืองฟูเจี้ยน

เมื่อเขาได้เดินมาถึงบริเวณรอบนอกป่า ถังเฟยหู่ได้ทำการเรียกเฮยกุ่ยออกมาจากห้วงวิญญาณจากนั้นก็กระโดดขึ้นไปขี่มัน เขากระตุกบังเหียนเพื่อกระตุ้นให้มันวิ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว เขาใช้เวลากว่าห้าวันกว่าที่จะกลับมาใกล้กับอาณาเขตเมืองอีกครั้งหนึ่ง เขาได้หยุดม้าก่อนที่จะเข้าไปในเขตชานเมือง

เสื้อผ้าของนักพรตที่ซอมซ่อที่เขาได้สวมใส่อยู่นั้นช่างทำให้เขาดูราวกับขอทานน้อยคนหนึ่งก็ไม่ปาน เขาได้ทำการฝังเข็มบนใบหน้าเพื่อเปลี่ยนรูปโฉมจากนั้นจึงได้ค่อยโคจรปราณมารไร้ลักษณ์เพื่อเปลี่ยนสีของนัยน์ตา นัยน์ตาสามสีของเขาได้หมุนวนและแปรเปลี่ยนเป็นดวงตาสีดำดุจห้วงราตรี

ใบหน้าของถังเฟยหู่ได้เปลี่ยนเป็นใบหน้าของหนุ่มน้อยผู้หนึ่งที่มีดวงตาสีดำ เมื่อมองๆไปแล้วก็ไม่ต่างจากชาวบ้านธรรมดาเลยแม้แต่น้อย เขาเรียกเฮยกุ่ยกลับเข้าสู่ห้วงวิญญาณจากนั้นจึงค่อยเดินเท้าเข้าไปในเมือง ทิศทางที่เขาเดินนั้นมีชาวบ้านจำนวนมากที่ใช้เส้นทางนี้เช่นกัน

พวกชาวบ้านต่างก็พกพาของมากมายมาด้วย บ้างก็ขนผัก บ้างก็นำพาเนื้อสัตว์เข้ามา พวกชาวบ้านเหล่านี้คือผู้ที่อาศัยอยู่ที่บริเวณชานเมือง พวกเขาทำมาหากินด้วยการนำของสดต่างๆมาขายที่บริเวณตลาดในเมือง ถังเฟยหู่ที่ดูซอมซ่อก็ผ่านเข้าเมืองมาได้อย่างง่ายดายแม้จะต้องรอต่อแถวอยู่บ้างก็ตาม

เมื่อผ่านเข้ามาด้านในเมืองแล้ว เขาก็พบเห็นบรรยากาศแปลกๆภายในเมือง เขาได้พบเห็นผู้คนมากมายที่พกพาอาวุธเดินไปมา พวกคนเหล่านี้ย่อมต้องเป็นชาวยุทธ์อย่างแน่นอน แต่ปกติชาวยุทธ์ที่อยู่ในเมืองจะไม่พลุกพล่านถึงเพียงนี้

ถังเฟยหู่นั่งลงข้างๆขอทานผู้หนึ่ง เมื่อคนผ่านไปผ่านมาต่างก็ไม่รู้สึกผิดปกติอะไร นั่นเพราะสภาพของเขากับขอทานด้านข้างช่างกลมกลืนเสียเหลือเกิน ถังเฟยหู่หันไปบางลุงขอทานด้านข้างที่นั่งกอดไม้ไผ่อันหนึ่ง ชุดเสื้อผ้าของเขาช่างซอมซ่อ มีรอยขาดแหว่งและรอยปะมากมาย ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ชามใบหนึ่งตั้งอยู่ตรงหน้าของเขาและมีเศษเงินเล็กน้อยอยู่ภายในนั้น

“ท่านลุง” ถังเฟยหู่เรียกลุงขอทานด้านข้าง ซึ่งเมื่อขอทานผู้นั้นได้ยินเสียงเรียกเขาก็ขยับหัวขึ้นมามองดู ใบหน้าของเขาช่างดูง่วงนอนเป็นอย่างมาก เขาเหยียดแขนทั้งสองข้างออกและหาวออกมา

ลุงขอทานหันมามองถังเฟยหู่ก่อนจะกล่าวถาม “หืมม มีอะไรเหรอเจ้าหนู ข้าไม่เคยเห็นหน้าเจ้ามาก่อนเลย พึ่งมาใหม่อย่างงั้นเหรอ?”

“ใช่แล้ว ข้าพึ่งมาจากนอกเมืองน่ะ ไม่ได้เข้าเมืองเสียนาน ข้าแค่แปลกใจว่าทำไมถึงเห็นคนแปลกหน้าเต็มเมืองไปหมด พวกเขาเป็นชาวยุทธ์อย่างงั้นเหรอ ข้าเห็นพวกเขาพกพาอาวุธกันทุกคนเลย” ถังเฟยหู่กล่าวพลางลอบสังเกตผู้คนรอบข้างที่เดินผ่านไปมา พวกคนเหล่านี้มีการแต่งตัว อาวุธ รวมถึงบรรยากาศของลมปราณที่ปลดปล่อยออกมาแตกต่างกันมากมาย คาดว่าคงจะมาจากหลากหลายฝ่ายอำนาจ

“ฮ่าๆๆ เจ้าไม่รู้อย่างงั้นเหรอ พวกเขาต่างก็มาเพื่อร่วมชมการประลองยุทธ์ประจำปีน่ะ ได้ข่าวว่ามีผู้คนจากเมืองรอบๆมากันมากมายเชียว” ลุงขอทานได้บอกกล่าวกับหนุ่มน้อยด้านข้างที่ดูช่างสงสัย

แต่ถังเฟยหู่ดูจะแปลกใจกับคำตอบนี้เป็นอย่างมาก “ท่านลุง…ข้าก็เติบโตในฟูเจี้ยนนะ ปกติการประลองประจำปีก็ไม่เห็นจะมีคนเดินทางมามากมายเช่นนี้เลยนี่นา แล้วปีนี้มันพิเศษอย่างไรงั้นเหรอ?” ชายหนุ่มยังคงถามต่อไป

ลุงขอทานยิ้มออกมา “แน่นอนว่าย่อมแตกต่างแน่นอน! นั่นเพราะปีนี้จะพิเศษกว่าปีก่อนๆ ข้าได้ยินผู้คนพูดคุยกันอย่างหนาหูว่าจะมีสำนักต่างๆมากมายมาร่วมชมการประลองในครั้งนี้ ผู้มีพรสวรรค์จะถูกสำนักเหล่านั้นคัดเลือกไป นี่ราวกับปลาหลีฮื้อกระโดดข้ามประตูมังกร เพียงพริบตาเดียวก็มีโอกาสเป็นใหญ่ได้ หากข้ายังหนุ่มแน่นอยู่ย่อมต้องการเข้าร่วมการประลองนี้แน่นอน! ฮ่าๆๆ”

ถังเฟยหู่ยิ้มเล็กน้อยให้แก่ท่าทางอันอารมณ์ดีของลุงขอทานผู้นี้ เขาพูดคุยกับลุงขอทานผู้นั้นอีกสักพักก่อนที่จะขอตัวออกมาก่อน เขาได้รับรู้มาจากลุงขอทานผู้นั้นว่าองค์ชายสองจากต่างเมืองและทหารได้กลับไปแล้ว เพียงแค่ได้ยินชื่อของเฟิงหงหู่ก็ยิ่งทำให้เขาเจ็บปวดมากขึ้น เขาต้องการแก้แค้น แต่เขายังอ่อนแอเกินไป

ถังเฟยหู่เดินไปเรื่อยๆบนถนนพร้อมทั้งขบคิดปัญหาต่างๆภายในใจ ‘เป็นอย่างที่ท่านลุงผู้นั้นบอก…การประลองนี้เป็นโอกาสทอง เพียงชั่วพริบตานั้นก็ราวกับปลาหลีฮื้อได้กระโดดข้ามประตูมังกร พริบตาเดียวจากปลากลายเป็นมังกร การเข้าร่วมกับสำนักต่างๆจะทำให้ได้รับโอกาสในการพัฒนาตัวเองมากขึ้น บางทีในอนาคตหากข้าแข็งแกร่งมากพออาจทำให้ข้ามีโอกาสแก้แค้นได้สำเร็จ’

ในตอนนั้นเองที่เขาหลบเข้าไปยังซอยที่ลับตาคนที่หนึ่ง เขาจี้นิ้วสกัดเข้าไปยังขมับของตัวเอง จากนั้นใบหน้าของเขาได้เกิดการเคลื่อนไหวและกลับมาเป็นใบหน้าจริงๆของเขาอีกครั้งหนึ่ง ในตอนแรกเขากลัวองค์ชายสองผู้นั้นจะรู้ว่าเขามีชีวิตอยู่ แต่เมื่อคนผู้นั้นได้จากไปนานแล้ว เขาจึงไม่มีเหตุผลให้ต้องปกปิดตัวตนอีก ถังเฟยหู่สามารถสังเกตได้ถึงการกระทำที่แปลกๆของเฟิงหงหู่ที่ปกปิดตัวตนไม่ให้ใครเห็น

เขาเชื่อว่าเฟิงหงหู่ย่อมไม่ต้องการเปิดเผยเรื่องนี้ออกไป เพราะฉะนั้นเรื่องราวเกี่ยวกับเขาย่อมไม่มีใครรู้นอกจากตัวเฟิงหงหู่และพรรคพวก ซึ่งคนพวกนั้นเป็นคนต่างแคว้นที่มาพักพิงในเมืองเป็นการชั่วคราว การพบกันอีกครั้งนับว่าเป็นไปได้ยากหากตัวเขาไม่ไปยังซีหนานด้วยตัวเอง

ถังเฟยหู่ลองเดินไปในตลาดดูอีกครั้งเพื่อไปยังร้านตีเหล็ก เขาต้องการตามหาลุงจางซึ่งเป็นคนเดียวที่เหลืออยู่ในเมืองที่เขาพอจะคุยได้ แต่เขากลับพบว่าร้านของลุงจางนั้นไร้ซึ่งผู้คน เขาได้สอบถามจากชาวบ้านแถวนั้น ซึ่งปรากฏว่าตั้งแต่เหตุการณ์จับกุมครอบครัวสกุลถัง ลุงจางก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย

ถังเฟยหู่ได้แต่ถอนหายใจออกมา เขานับว่าไม่เหลือญาติมิตรใดที่เหลืออยู่ในเมืองอีกแล้ว เหลือก็เพียงแต่หยางมี่ แต่เธอคนนั้นมักจะมาหาเขาด้วยตัวเอง เขาไม่ทราบหรอกว่าหยางมี่พักอยู่ที่ไหนในเมือง

เขารู้สึกสิ้นไร้ไม้ตอกอยู่เล็กน้อย แต่นั่นก็อาจจะเป็นเรื่องที่ดีก็ได้ เขาไม่เหลือสิ่งใดให้ผูกพันกับเมืองฟูเจี้ยนอีกต่อไป ในตอนนี้เขาบังเกิดเป้าหมายหนึ่งขึ้นมา นั่นก็คือการร่วมการประลองยุทธ์เพื่อแสดงฝีมือให้สำนักเหล่านั้นที่มาร่วมงานได้เห็นกัน เขาจะต้องเติบโตและแข็งแกร่งมากขึ้น ซึ่งสำนักเหล่านั้นคือหนทางที่ดีที่สุดในตอนนี้

เขาเริ่มออกเดินไปตามในถนนในเมืองอีกครั้ง เขาลอบสังเกตท่าทางของชาวบ้านที่มีต่อเขา แต่ปรากฏว่าไม่มีใครสักคนเดียวที่มีท่าทีแปลกใจหรือแปลกประหลาดใดๆ พวกเขาเหล่านั้นล้วนไม่อาจจดจำเขาได้เลยแม้แต่น้อย แต่เขาก็หาได้สนใจไม่ ถึงแม้เขาจะเคยช่วยคนพวกนี้ไว้แต่พวกเขาก็ไม่เคยสำนึกบุญคุณแม้แต่น้อย

คนเหล่านี้เอาแต่สาปแช่งและประณามครอบครัวของเขาในยามที่ตกต่ำ เขาไม่หลงเหลือความรู้สึกดีๆให้แก่คนในเมืองอีกแล้ว เขาออกเดินไปเรื่อยๆจนถึงร้านขายเสื้อผ้าร้านหนึ่ง เขาก้าวเข้าไปในร้านหวังที่จะซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่มาเปลี่ยน แต่เพียงก้าวเข้าไปได้เพียงก้าวเดียวเขากลับถูกคนงานของร้านมาขวางไว้เบื้องหน้าพร้อมทำหน้าตาบูดบึงไม่ยอมให้เขาเข้าไป

“กลับไปซะเจ้าขอทานน้อย ที่แห่งนี้ไม่มีอะไรให้เจ้า” คนงานนั้นตะโกนใส่ถังเฟยหู่ด้วยเสียงอันดัง เคนงานตรงหน้ามีท่าทางที่รังเกียงถังเฟยหู่เป็นอย่างมาก ซึ่งเจ้าตัวเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็มองสำรวจตัวเองอีกครั้งแล้วก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ เป็นดั่งเช่นที่คนงานตรงหน้าบอกไว้จริงๆ สภาพของเขาไม่ต่างจากขอทานน้อยเลย

“พี่ชายท่านนี้ ข้าแค่ต้องการซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่เท่านั้นเอง หาได้มาขอทานไม่”

คนงานผู้นั้นมองถังเฟยหู่ตั้งแต่ปลายหัวจรดปลายเท้า เขาดูมีสีหน้าที่ไม่ดีอยู่บ้างก่อนที่จะกล่าวออกมา “เจ้าจะมาซื้อของงั้นเหรอ? ไหนละเงิน? ถ้าไม่มีก็กลับไปซะ อย่าให้ข้าต้องลงไม้ลงมือกับเจ้าให้เปลืองแรง”

เมื่อได้ยินดังนั้นถังเฟยหู่จึงได้ล้วงเข้าไปในเสื้อของตนแล้วนำผลึกอสูรของสัตว์อสูรระดับหนึ่งออกมาและยื่นให้แก่คนงานผู้นั้น “สิ่งนี้พอจะแลกเสื้อผ้าสะอาดสักชุดหรือไม่ พอดีข้าออกไปฝึกฝนที่นอกเมืองมา เลยสภาพเป็นเช่นนี้” ถังเฟยหู่ยิ้มให้แก่คนงานผู้นั้น

“ทะ..ท่านเป็นชาวยุทธ์หรอกเหรอ ขอภัยด้วยที่เสียมารยาท ข้าจะจัดการให้ท่านเดี๋ยวนี้ ได้โปรดรอสักครู่” คนงานร้านเสื้อผู้นั้นถึงกับเหงื่อตก เขาเปป็นคนธรรมดาแต่กล้าไปล่วงเกินชาวยุทธ์ผู้หนึ่งเข้าให้ หากชาวยุทธ์ผู้นี้มีจิตใจโหดเหี้ยมมิใช่ว่าเขาถูกฆ่าได้ง่ายๆหรอกเหรอ? เขารีบวิ่งเข้าไปในร้านทันทีเพื่อพูดคุยกับเถ้าแก่

ไม่นานนักเถ้าแก่ร้านเสื้อที่มีรูปร่างผ่ายผอมผู้หนึ่งได้เดินออกมา เขาได้ต้อนรับขับสู้ถังเฟยหู่เป็นอย่างดี เขาได้เชิญชายหนุ่มเข้ามานั่งรอภายในร้านก่อนที่จะนำชุดจอมยุทธ์สีขาวตัวหนึ่งออกมา ถึงแม้จะเป็นเสื้อผ้าธรรมดาแต่การตัดเย็บนับว่าทำได้ดีเลยทีเดียว เขารู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก

ถังเฟยหู่ขอยืมห้องด้านหลังของร้านเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ซึ่งเถ้าแก่นั้นก็ยินดีและไม่ได้คัดค้านอะไร หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเขาก็ได้เดินกลับออกมาด้านนอกพร้อมทั้งฝากให้เถ้าแก่นำเสื้อผ้าตัวเก่าไปทิ้งด้วย หลังจากนั้นเขาก็ได้ถามเกี่ยวกับราคาของห่อผ้าสักผืนหนึ่งว่าเท่าไหร แต่เถ้าแก่ผู้นั้นก็มอบห่อผ้าธรรมดาผืนหนึ่งให้แก่เขาด้วยคำบอกกล่าวว่าสิ่งที่เขาใช้จ่ายมานั้นมากเกินไป เถ้าแก่ไม่กล้าจะเก็บเงินเพิ่มอีก

เมื่อเห็นเช่นนั้นเขาจึงไม่ได้พูดอะไรและเดินจากมา เขาได้นำของที่ติดตัวออกมาจากป่าเก็บเข้าไปยังห่อผ้าใหม่ มีทั้งผลึกอสูรระต่ำไม่กี่ก้อน ส่วนของคุณภาพดีกว่านี้ก็ถูกอสรพิษมรกตกินไปเสียหมดแล้ว และยังมีของจำพวกสมุนไพรรักษาอาการต่างๆรวมอยู่ในนั้นด้วย เมื่อจัดการข้าวของเสร็จสิ้นเขาก็ได้ผูกห่อผ้าอย่างดีจากนั้นก็สะพายมันขึ้นหลัง

ถังเฟยหู่ได้เดินไปเรื่อยๆจนออกมาจากเขตเมือง เขาหาสถานที่เงียบสงบที่ชานเมืองเพื่อเป็นที่พักชั่วคราว เขาได้คำนวณดูแล้วก็พบว่าเหลือเวลาอีกประมาณหกวันก่อนจะถึงเวลาเริ่มงานประลองยุทธ์

เขาออกเดินไปหลายลี้ก่อนจะพบสถานที่อันเงียบสงบแห่งหนึ่งซึ่งรายล้อมไปด้วยต้นไม้อันอุดมสมบูรณ์ ที่ตรงกลางของสถานที่นั้นคือหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งที่ฝังลงไปในดินกว่าครึ่ง ที่ด้านบนของหินก้อนนั้นดูเรียบผิดปกติราวกับถูกตัดมาก็ไม่ปาน ถังเฟยหู่เอามือลูบไปบนหินก้อนนั้น

“หินก้อนนี้ช่างเหมาะแก่การเป็นที่นั่งฝึกตนมาก บางทีอาจมีชาวยุทธ์เคยใช้เป็นสถานที่ฝึกตน เช่นนั้นหากเขาไม่ได้ใช้แล้ว ข้าก็ขอใช้ประโยชน์หน่อยก็แล้วกัน” เขายิ้มออกมาพร้อมกับวางห่อผ้าไว้ที่ด้านข้างก้อนหินก่อนที่จะกระโดดขึ้นไปนั่งด้านบนนั้นและเริ่มขยับตัวให้อยู่ในท่านั่งสมาธิ

ถังเฟยหู่หลับตาลงอย่างนิ่งสงบ เขาหายใจเข้าออกด้วยจังหวะที่มั่นคง เขาเริ่มเดินปราณเก้าเยือกแข็งเพื่อบ่มเพาะลมปราณ ยิ่งอยู่ในขอบเขตที่สูงขึ้นก็ยิ่งต้องสะสมพลังปราณมากขึ้นเท่านั้น โดยทั่วไปแล้วในสถานที่เช่นเมืองฟูเจี้ยนจะมีชาวยุทธ์ส่วนใหญ่อยู่ในขอบเขตปราณก็เพราะการสะสมลมปราณที่ช้าเป็นอย่างมากสำหรับลมปราณระดับต่ำกว่าสามลงไป อีกทั้งปราณที่สะสมยังไม่หนาแน่นอีกด้วย

อีกทั้งเมื่อฝึกไปเรื่อยๆก็ยิ่งต้องใช้เวลานานมากขึ้น อย่างเช่นสองผู้เฒ่าของตระกูลถังและตระกูลหลิว พวกเขาใช้ลมปราณระดับต่ำฝืนบ่มเพาะมาเรื่อยๆจนเข้าสู่ระดับสูง หากเทียบกับผู้เยี่ยมยุทธ์ตัวจริงแล้วก็ไม่อาจเทียบกันได้เลย แต่กับถังเฟยหู่นั้นต่างออกไป วิชาที่เขาใช้บ่มเพาะนั้นเป็นระดับสี่ขึ้นไป

ความหนาแน่นของลมปราณในร่างเขาย่อมหนาแน่นกว่าผู้ใดในฟูเจี้ยน หากไม่นับคนจากโรงเตี๊ยมประตูมังกร อีกทั้งวิชาปราณที่เขาฝึกยังเน้นไปที่การฝึกฝนร่างกายซึ่งเป็นการปูพื้นฐานที่ดีเยี่ยมสำหรับผู้ฝึกตน

ถังเฟยหู่ยังโคจรปราณเก้าเยือกแข็งอยู่ตลอดเวลา พลังวิญญาณจำนวนมากในอากาศถูกร่างของเขาดูดกลืนไปและเปลี่ยนเป็นพลังเหมันต์ที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างราวกับพายุคลั่ง ร่างกายที่ผ่านการฝึกมาอย่างทรหดจนเข้ากับพลังเหมันต์อย่างเหลือเชื่อของถังเฟยหู่สามารถรองรับพลังปราณเหมันต์ที่เข้มข้นจำนวนมากนี้ได้

ปราณที่สะสมในตันเถียนนั้นมีปริมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่อาจนับได้ว่าเป็นที่น่าพอใจเท่าไหรนัก อัตราที่เพิ่มขึ้นแม้จะมากกว่าเดิม แต่เมื่อขาดซึ่งทรัพยากรอันล้ำค่า การฝึกฝนก็ย่อมต้องเชื่องช้าลงมาด้วย

ผ่านไปกว่าสองวัน พลังปราณที่เขาสะสมได้นับว่าเพิ่มมาหลายส่วนอยู่ แต่ในตอนนั้นเองที่มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงบ หนังตาของถังเฟยหู่ขยับไปมา เขาลืมตาของตัวเองขึ้นและมองไปยังรอบๆเพื่อพยายามหาที่มาของเสียง

เสียงที่เขาได้ยินหาใช่เสียงรบกวนอันใดไม่ มันกลับเป็นเสียงที่ไพเราะเป็นอย่างมาก มันคือเสียงดนตรีจากเครื่องดนตรีประเภทสายชนิดหนึ่ง ท่วงทำนองของมันมีทั้งช้าทั้งเร็ว ทั้งหนักแน่นและพลิ้วไหว ปรับเปลี่ยนมากมายหลากหลาย เป็นท่วงทำนองที่ไพเราะที่สุดเท่าที่เขาเคยรับฟังมา

ถังเฟยหู่ฟังท่วงทำนองนั้นไปพร้อมกับลอบจดจำบทเพลงนั้นและวิเคราะออกมาในหัวของตนเอง เพลงนี้ช่างมีความแปลกประหลาด ราวกับทำให้จิตใจของเขาถูกชะล้างออกไปให้บริสุทธิ์ขึ้น ในตอนนี้ราวกับเขารู้สึกได้ว่าสามารถฝึกฝนและรวบรวมปราณได้ดีกว่าเดิมหลายเท่านัก และในตอนนั้นเองที่เขาบังเกิดความเข้าใจบางอย่างขึ้นมา ดวงตาของเขาเริ่มเป็นประกาย เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าจิตใจของคนมีผลต่อการฝึกฝน หากสภาพจิตใจของเขาไม่ฟุ้งซ่านก็จะทำให้ฝึกฝนมีผลที่ดีกว่า

พลังวิญญาณในธรรมชาติเองก็ราวกับมีจิตใจ พวกมันจะยอมสนิทชิดเชื้อกับผู้ที่อยู่ในจุดที่มีความเข้ากันได้กับธรรมชาติรอบตัวได้ดีที่สุด ซึ่งการจะอยู่ในสภาพนั้นคือการทำให้จิตใจของตนเองสงบอย่างถึงที่สุด

ทันใดนั้นเองที่เขายื่นมือออกไปทางด้านหน้าและกำออกทางอากาศ ในตอนนั้นเขาเองก็ได้เรียกอสรพิษน้อยออกมาพร้อมกับเปลี่ยนมันให้กลายเป็นขลุ่ยหยกในมือ เขาได้นำขลุ่ยหยกมาตั้งขวางไว้เบื้องหน้าพร้อมทั้งเป่าลมอย่างแผ่วเบาผ่านรูบนขลุ่ย ภายในนั้นเกิดการสั่นไหวของขลุ่ยหยกจนบังเกิดคลื่นเสียงประเภทหนึ่ง

คลื่นเสียงนั้นกลายเป็นเสียงดนตรีและบทเพลงตามนิ้วมือทั้งสองข้างของเขา เขาได้บรรเลงบทเพลงเดียวกันกับเสียงที่มาตามสายลม นี่ช่างเหมือนกับเขาได้ย้อนเวลากลับไปในช่วงที่เขามีความสุขที่สุดในชีวิต เป็นช่วงเวลาที่เขาได้อาศัยอยู่กับครอบครัว บรรเลงเพลงและอ่านตำรา ไม่มีสิ่งใดมาทดแทนช่วงเวลานั้นได้อีกแล้ว

การเป่าขลุ่ยของถังเฟยหู่นั้นมีความสอดคล้องกับเสียงดนตรีที่มาตามลมเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะไม่ผสานกันเต็มร้อยส่วนแต่ก็นับว่าไม่เลวสำหรับการเล่นประสานกันเป็นครั้งแรก และเหมือนเจ้าของเสียงที่มาตามลมจะรับรู้ถึงข้อนี้ เสียงที่มาตามสายลมเริ่มปรับเปลี่ยนบทเพลงระหว่างเล่นจนมีความสอดประสานกับบทเพลงของถังเฟยหู่อย่างสมบูรณ์แบบขึ้นมา

บทเพลงที่สอดประสานกันอย่างลงตัวราวกับทำให้ธรรมชาติโดยรอบนั้นมีความพึงพอใจเป็นอย่างมาก มวลหมู่พืชพันธุ์โดยรอบราวกับจะสอดประสานและขยับไปตามเสียงเพลง พลังวิญญาณในธรรมชาติได้บังเกิดการเคลื่อนไหว วังวนของพลังวิญญาณเหล่านั้นได้ขยับตัวไปตามเสียงบรรเลงเช่นกัน

ดวงตาของถังเฟยหู่เป็นประกาย เขาไม่เคยรับรู้มาก่อนเลยว่าดนตรีจะสามารถส่งผลต่อพลังวิญญาณในธรรมชาติได้ขนาดนี้ นี่เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับเขา ห้วงความคิดของเขาหมุนวนอย่างรวดเร็วในการทำความเข้าใจและจดจำความรู้สึกและบทเพลงที่เขากำลังบรรเลงอยู่

และเมื่อการบรรเลงเพลงจบลง ทุกสิ่งทุกอย่างก็กลับคืนมาสู่สภาพปกติ ถังเฟยหู่เองก็ลดขลุ่ยหยกในมือลงมาและสลายกลับไปเป็นอสรพิษมรกต เขาได้ประสานมือออกไปด้านหน้าและทำความเคารพออกไป

“ขอบคุณผู้อาวุโสที่ได้สั่งสอน”

เขากล่าวออกไปเพื่อแสดงความขอบคุณ บทเพลงที่บรรเลงมานี้นับว่ามีประโยชน์ต่อเขามากจริงๆ ต่อไปหากจิตใจของเขาฟุ้งซ่าน บทเพลงนี้น่าจะช่วยเขาได้มากมายยิ่งนัก บางทีผลของการฝึกฝนอาจเพิ่มมากขึ้นยิ่งนัก

และในตอนนั้นเองที่มีเงาหนึ่งพุ่งออกมาจากยอดไม้ไม่ห่างไกลนัก เป็นชายชราผู้หนึ่งที่สวมใส่เสื้อผ้าสีน้ำตาล ผมของเขาเป็นสีขาวบริสุทธิ์ตลอดทั้งหัว ดวงตาทั้งสองข้างของเขาได้หลับลงโดยไม่มีแววที่จะลืมขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย ในมือของชายคือเครื่องดนตรีหนึ่งที่เรียกว่าซอ มันคือเครื่องดนตรีประเภทสายที่ใช้การบรรเลงโดยการสีสายทั้งสองเส้น

ชายชราผู้นั้นยิ้มให้แก่ถังเฟยหู่ “เป็นเด็กหนุ่มที่ดี เจ้ากลับมีพรสวรรค์ทางดนตรีถึงเพียงนี้เชียว? ฮ่าๆๆ น่าสนใจ แล้วเจ้ามาทำอะไรคนเดียวที่นี่?” ชายชรากล่าวถามออกไปด้วยความสนใจ

“เรียนผู้อาวุโส ผู้น้อยเพียงมาฝึกตนเพื่อเตรียมตัวร่วมประลอง หากข้าเดาไม่ผิดท่านคงจะเป็น…เจ้าของหินก้อนนี้สินะ” ถังเฟยหู่กล่าวถามออกไปด้วยความไม่แน่ใจนัก

“เจ้ารู้ได้อย่างไรกัน” ชายชราผู้นั้นสงสัยเป็นอย่างมาก

ถังเฟยหู่ยิ้มออกมาเล็กน้อย “ผู้น้อยเพียงเดาก็เท่านั้น ในตอนแรกข้าคิดว่าก้อนหินก้อนนี้เป็นของผู้ฝึกตนอื่นมาทำทิ้งไว้ แต่ดูจากที่ผู้อาวุโสปรากฏขึ้นในที่ห่างไกลเช่นนี้คงเพราะข้าไปแย่งที่ของท่าน ต้องขออภัยด้วย” เมื่อกล่าวเสร็จเขาก็ได้กระโดดลงมาจากก้อนหินนั้นลงไปยืนบนพื้นตามเดิมพร้อมขออภัยต่อชายชรา “ผู้น้อยไม่ได้คิดล่วงเกินท่าน เพียงแต่ทำไปด้วยความไม่รู้ก็เท่านั้น”

“ไม่เป็นอะไรหรอก ข้าหาได้ถือความอันใดไม่ จริงสิ เจ้าบอกจะเข้าร่วมประลองสินะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าที่ชนบทเช่นนี้จะเจอคนมีพรสวรรค์ทางดนตรีด้วยเช่นกัน”

“ผู้น้อยเพียงชมชอบในการดนตรีก็เท่านั้นเอง…หากผู้น้อยเดาไม่ผิด ผู้อาวุโสคงมาเยือนเมืองของผู้น้อยก็เพราะการประลองเช่นกัน?”

เมื่อชายชราได้ยินคำถามของถังเฟยหู่ก็เพียงแต่ยิ้มออกมาและไม่ได้กล่าวอะไร ชายชราเดินผ่านถังเฟยหู่และไปนั่งลงบนหินก้อนนั้น ชายชราล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อและหยิบของบางสิ่งออกมา

“เจ้าดูยังเยาว์นัก คิดมากฝึกกลางป่าเขาก็คงไม่ใช่พวกตระกูลใหญ่ในเมืองสินะ ข้าเสียดายพรสวรรค์ของเจ้าที่มีต้นทุนไม่เท่ากับผู้อื่น ข้าจะช่วยเจ้าสักเล็กน้อยแล้วกัน รับสิ่งนี้ไปและตั้งใจทำให้ดีที่สุดละ” ชายชราหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาและมอบให้แก่ถังเฟยหู่จากนั้นจึงได้โบกมือไล่เขาไป

ถังเฟยหู่เองก็เดินจากไปแต่โดยดี แม้เขาจะแปลกใจกับคำพูดของชายชราที่บอกว่าเขาดูเยาว์วัย ในคราแรกเขาคิดว่าชายชราเป็นคนตาบอด แต่เรื่องราวอาจไม่ง่ายดายปานนั้นก็ได้ ถังเฟยหู่เดินจากไปพร้อมกับหยิบหนังสือนั้นขึ้นมาอ่าน

“บทเพลงหลอนวิญญาณ…”

ความคิดเห็น