เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 59 บุปผามายาสวรรค์เจ็ดสี

ชื่อตอน : บทที่ 59 บุปผามายาสวรรค์เจ็ดสี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 323

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ก.พ. 2562 12:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 59 บุปผามายาสวรรค์เจ็ดสี
แบบอักษร

​ขอบเขตปราณคือขั้นที่ผู้ฝึกตนใช้เพื่อสะสมลมปราณ เป็นการปูพื้นฐานร่างกายที่สำคัญที่สุดของทุกขอบเขต แต่พื้นฐานที่ว่าไม่ใช่เพียงแค่สะสมลมปราณไว้ในตันเถียนอย่างเดียวเท่านั้น ยังหมายถึงการเตรียมความพร้อมของร่างกายเพื่อรองรับพลังที่มากขึ้นของขอบเขตถัดๆไปอีกด้วย

ซึ่งการไหลเวียนของลมปราณที่สมบูรณ์พร้อมในร่างกายจะช่วยสงเสริมร่างกายของผู้ฝึกตนให้มั่นคงและเข้มแข็ง ถังเฟยหู่เองก็เป็นผู้ที่ฝึกวิชาต่างๆมากมายที่เกี่ยวข้องกับการปูพื้นฐานร่างกายอย่างมากมายโดยบังเอิญ

จุดชีพจร กล้ามเนื้อ กระดูก เส้นเอ็น และไขกระดูก แทบทุกส่วนของร่างกายเขาได้ผ่านการฝึกฝนมาอย่างทรหด พรสวรรค์ทางร่างกายของเขานับว่าเหนือกว่าคนรุ่นเดียวกันในเมืองมากมายหลายเท่านัก ซึ่งเป็นผลดีในระยะยาวต่อตัวเขาเอง

แต่ถังเฟยหู่รู้ดีว่าการเตรียมความพร้อมร่างกายของเขาใกล้ถึงขีดสุดแล้ว ร่างกายของเขานั้นแทบจะถึงขีดสุดของขอบเขตปราณเต็มที การเติมเต็มลมปราณในตันเถียนให้เต็มคือเรื่องสำคัญที่สุด ซึ่งการฝึกวิชาอย่างเดียวของเขานับว่าไม่เร็วพอ

“คงต้องไปเยือนป่าอสูรอีกสักครั้ง ผ่านไปหลายเดือนแล้ว พืชพันธุ์ที่นั่นอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงและเติบโตขึ้นกว่าครั้งที่ไปเยือน รวมถึงสัตว์อสูรทั้งหลายอาจช่วยบ่มเพาะให้จิตวิญญาณเติบโตขึ้น” ถังเฟยหู่วางแผนในการพัฒนาขั้นต่อไป เขาได้มองออกไปรอบด้าน อดีตห้วงอเวจีแห่งนี้นับว่าแร้นแค้นจนเกินไป แม้แต่พลังวิญญาณในอากาศยังเบาบางเป็นอย่างมากเพราะถูกไอแห่งความตายกัดกินมาหลายปี บางทีหากเขาย้ายไปฝึกวิชาที่ป่าอสูรอาจทำให้พัฒนาเร็วกว่า และยังมีโอกาสที่จะเจอทรัพยากรในการฝึกต่างๆด้วย

ถังเฟยหู่ได้เรียกเฮยกุ่ยออกมาก่อนที่จะกระโดดขึ้นขี่บนหลังของมัน เขาควบม้าแห่งความตายออกไปทางป่าอสูรในทันที เขาเสียเวลากว่าหลายวันถึงจะสามารถมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าผืนป่าที่อันตรายแห่งนี้

ชายหนุ่มได้เก็บม้าของเขาไป เขาได้เรียกปลอกแขนอสูรเมฆาออกมาเตรียมตัวไว้ เขาได้ก้าวเดินอย่างมั่นคงเข้าสู่ป่าอสูร สัตว์อสูรชั้นมนุษย์ระดับหนึ่งถึงสองจำนวนมากเมื่อเจอเขาต่างก็พุ่งเข้ามาทำร้ายเขาในทันที แต่นั่นก็ไม่คณนามือเขาเท่าไหร เขาได้ขว้างซัดอาวุธลับจำนวนมากออกไปพร้อมกับปราณพิษและได้มีโซ่สีดำตามไปด้วย

หัวธนูสามเหลี่ยมจำนวนมากต่างก็พรากชีวิตของสัตว์อสูรพวกนั้นไปในชั่วพริบตาเดียวเท่านั้นเอง หลักจากที่ฆ่าสัตว์พวกนั้นแล้ว โซ่สีดำตามติดไปกับอาวุธลับเมื่อได้ฆ่าศัตรูเสร็จแล้ว พวกมันก็ได้เคลื่อนไหวกลับมาพร้อมกับนำผลึกอสูรกลับมาด้วย โซ่พวกนี้เคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต เมื่อมองผ่านๆราวกับพวกมันเป็นอสรพิษที่ขยับได้

นี่เป็นผลจากการดัดแปลงวิชากรงเล็บมารอสูร การเคลื่อนไหวของทั้งโซ่ปราณและด้ายปราณนับว่าเหนือกว่าก่อนมากมาย ระหว่างที่เดินเข้าไปลึกขึ้นเรื่อยๆเขาก็ได้ฆ่าสัตว์อสูรระดับต่ำตามรายทางไปเป็นจำนวนมาก เขาพยายามสาดส่องมองหาพืชอันล้ำค่าต่างๆอยู่ตลอดเวลา

“ในป่าชั้นนอกเช่นนี้คงหาของล้ำค่าได้ยาก คงต้องลองเสี่ยงเข้าไปให้ลึกมากกว่าเดิม ครั้งนี้ข้าได้เดินทางมาคนเดียว จำเป็นต้องระวังให้มากกว่าเดิม…” ถังเฟยหู่กล่าวออกมาพร้อมกับยังคงสำรวจบริเวณรอบข้างโดยตลอดเวลา “เป็นเพราะเหตุการณ์ครั้งก่อนของจิ้นฝาน…เลยทำให้ยังไม่มีคนกล้ากลับเข้ามาในป่าอสูรสินะ” เขาพูดขึ้นเมื่อสังเกตถึงลักษณะต้นหญ้าต่างๆที่เริ่มขึ้นรกไปหมด ไม่มีรอยเท้าของมนุษย์ภายในป่า

“เป็นเช่นนั้นก็ดี จะได้ไม่มีใครมาแย่งทรัพยากรกับข้า” ถังเฟยหู่เดินปราณลงไปบนฝ่าเท้าของเขา จากนั้นร่างของเขาก็พุ่งออกไปอย่างรวดเร็วด้วยท่าเท้าอสรพิษลี้ลับพร้อมกับถุงผ้าในมืออีกข้างหนึ่งซึ่งทำมาจากเสื้อคลุมตัวนอกของชุดนักพรต โดยระหว่างทางเขาก็ไม่ลืมที่จะใช้โซ่ปราณที่คล้ายกับมีชีวิตฆ่าสัตว์อสูรที่อ่อนแอระหว่างทาง

ซึ่งเมื่อได้ผลึกอสูรมา เขาก็จะนำมันมาใส่ไว้ในถุงผ้าที่อยู่ในมือ เขาทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆตลอดทางที่เข้าไป จนถึงตอนเย็นของวันนั้นเขาได้นั่งพักตรงบริเวณต้นไม้ต้นหนึ่ง เขาได้ปีนขึ้นไปบนต้นไม้และนักพักอยู่บนนั้น

เขาได้เรียกจิตวิญญาณอสรพิษมรกตออกมาแล้วให้มันได้กลืนกินผลึกอสูรทั้งหมดที่เขาหามาได้ แต่นั่นก็ไม่ค่อยมีผลเท่าไหรนัก “อสรพิษน้อย…เจ้าอยู่ในระดับสามแล้ว ดูเหมือนว่าผลึกอสูรพวกนี้จะช่วยได้ไม่มากสินะ”

เจ้างูน้อยมองถังเฟยหู่แล้วพยักหน้าราวกับต้องการบอกว่าที่เขาพูดนั้นถูกต้องแล้ว เพื่อนคนเดียวตั้งแต่เด็กของถังเฟยหู่ก็คือเจ้างูน้อย พวกเขาอยู่ร่วมกันมานาน พวกเขาทั้งสองสามารถพูดคุยกันได้รู้เรื่องโดยที่ไม้แม้แต่จะต้องพูดภาษาเดียวกันด้วยซ้ำไป

“อสรพิษน้อย เจ้าในตอนนี้อยู่ในระดับสูงสุดของชั้นมนุษย์….การจะให้เจ้าเติบโตขึ้นถึงระดับสี่…จำเป็นต้องข้ามช่วงชั้นใหญ่จากชั้นมนุษย์เป็นชั้นพิภพ เอาเถอะ…ถ้ามีโอกาสข้าจะต้องทำให้เจ้าเติบโตขึ้นมากกว่านี้แน่” ถังเฟยหู่ลูบไปยังหัวของมันซึ่งเจ้างูน้อยก็เอียงหัวคลอเคลียเป็นการตอบกลับมาเช่นกัน

อสรพิษน้อยเลื้อยล้อมรอบร่างของถังเฟยหู่ไว้เพื่อป้องกันภัยซึ่งชายหนุ่มเองก็พยักหน้าอย่างเข้าใจในความหวังดีของงูน้อย เขาได้ทำการหลับตาลงและเริ่มดูดกลืนพลังวิญญาณที่อยู่ในอากาศและกลั่นหลอมจนกลายเป็นปราณเพื่มมาสะสมไว้ในตันเถียนของเขาเอง ขั้นตอนต่างๆเป็นไปอย่างเชื่องช้าซึ่งเป็นธรรมดาของการฝึกตน

ในครั้งนี้เคล็ดวิชาการบ่มเพาะที่เขาได้ลองใช้คือปราณเก้าเยือกแข็ง วิชาลมปราณขั้นสูงสุดที่เขาเคยเรียนระดับสี่ ซึ่งวิชาปราณที่อยู่ในระดับนั้นคือปราณห้าพิษและปราณเก้าเยือกแข็ง แต่วิชาอย่างหลังนั้นเขายังฝึกไม่ถึงขั้นสำเร็จวิชา อีกทั้งปราณห้าพิษที่เขาเคยฝึกนั้นเน้นการบ่มเพาะด้วยการกลืนกินพิษแลกกับปราณ ส่วนแนวทางของปราณเก้าเยือกแข็งคือการปูพื้นฐานร่างกายในสามขั้นแรกก่อนที่จะปะทุพลังปราณในระดับสูงในอีกหกขั้นที่เหลือ ซึ่งประสิทธิภาพในการบ่มเพาะและสะสมลมปราณของปราณเยือกเย็นนี้ในสามขั้นแรกนับว่าธรรมดาและอาจเทียบเท่าวิชาปราณในระดับสามด้วยซ้ำ

แต่ในเมื่อให้ผลลัพธ์ที่เท่ากัน ถังเฟยหู่ก็เลือกที่จะลองใช้ปราณเก้าเยือกแข็งในการบ่มเพาะลมปราณของตัวเอง ทั้งยังช่วยเสริมสร้างร่างกายไปด้วยแม้จะให้ผลที่เล็กน้อยมากก็ตามที การบ่มเพาะในขั้นที่สามนั้นหากต้องการทะลวงผ่านเข้าสู่ขั้นที่สี่จำเป็นต้องขัดเกลาอวัยวะภายในของตัวเองเพื่อรองรับพลังธาตุเย็น

นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่สามขั้นแรกของปราณเก้าเยือกแข็งมอบปราณการบ่มเพาะที่น้อยมาก ปราณส่วนใหญ่ที่ได้จากการเดินปราณวิชานี้จะถูกหล่อเลี้ยงร่างกายเพื่อสร้างร่างที่เหมาะสมกับธาตุเย็น แต่เมื่อผ่านขั้นที่สามไปได้ ในขั้นต่อๆไปการบ่มเพาะจะมอบพลังปราณที่มากมายกว่าเดิมหลายเท่า

ถังเฟยหู่เดินปราณและหล่อเลี้ยงอวัยวะภายในของตัวเองด้วยพลังเหมันต์ของวิชาปราณนี้ อวัยวะของเขาค่อยๆถูกอุณหภูมิที่ต่ำลงเรื่อยๆจู่โจม ความหนาวเย็นเช่นนี้ทรมานเป็นอย่างมาก เป็นความหนาวเย็นที่อยู่ภายในร่างกายไม่อาจบรรเทาได้อย่างง่ายดาย ปราณที่ถูกสะสมไว้ในตันเถียนไม่ได้เพิ่มขึ้นมากมาย

เพียงพริบตาเดียวเท่านั้นก็เช้าแล้ว ถังเฟยหู่ลืมตาขึ้นและมองแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมา เขาได้หยุดการเดินปราณบ่มเพาะจากนั้นก็ค่อยลุกขึ้นและเก็บจิตวิญญาณของตนเองกลับเข้าสู่ห้วงวิญญาณ จากนั้นเขาก็ได้กระโดดลงมาจากต้นไม้และยืนบนพื้นอย่างมั่นคงอีกครั้งหนึ่ง

เขาได้เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง เขาพุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็ว ในวันนี้เขาได้เดินทางมาถึงช่วงกลางของป่าอสูรแล้ว สัตว์ที่พบเจอนับว่ามีระดับที่สูงมากขึ้น มีตั้งแต่ระดับสองถึงระดับสาม ในตอนนี้เขาเจอพืชพันธุ์ที่มีคุณสมบัติทางยามากมายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโสมโลหิต ดอกศิลา หรือแม้แต่ว่านหงส์สวรรค์

ทั้งหมดเป็นทรัพยากรและพืชพันธุ์ที่สะสมสมพลังวิญญาณจากธรรมชาติไว้มากมาย ที่จริงแล้วมีพืชอีกมากที่เขาพบ แต่เขาเลือกที่จะเก็บเฉพาะต้นที่เป็นประโยชน์กับเขามากที่สุด แต่ต้นที่เป็นประโยชน์กับเขาจริงๆมีไม่มากนัก หากนำโสมโลหิตออกไปขายยังภายนอกอาจจะสามารถขายได้ในราคาสิบถึงยี่สิบตำลึงทองเลยทีเดียว

ถังเฟยหู่หลังจากได้ทรัพยากรพวกนั้น เขาก็ได้หาที่พักชั่วคราวซึ่งไม่มีสัตว์อสูรใดๆมารบกวน เขาได้เรียกอสรพิษน้อยออกมาเพื่อปกป้องตัวเขาระหว่างฝึกฝน เขาได้กลืนกินโสมโลหิต ดอกศิลา และว่านหงส์สวรรค์ลงไปอย่างต่อเนื่อง พลังวิญญาณจำนวนมากปะทุขึ้นมาจากภายในร่างกายของเขา

ซึ่งสิ่งที่เขากำลังทำนั้นอันตรายเป็นอย่างมาก หากเป็นคนที่อยู่ในขอบเขตปราณขั้นหกทั่วๆไปแล้วทำเช่นเดียวกับเขา พวกนั้นอาจถูกพลังวิญญาณจำนวนมากที่ปะทุออกมาระเบิดร่างจนตายไปเลยก็ได้ แต่ร่างของถังเฟยหู่นั้นผ่านการขัดเกลาและฝึกฝนมาอย่างทรหด ร่างของเขานับว่าเหนือกว่าคนในระดับเดียวกันอย่างเทียบไม่ติด

ถังเฟยหู่โคจรลมปราณตามเคล็ดวิชาปราณเก้าเยือกแข็งขั้นสาม เขาค่อยๆแช่แข็งอวัยวะภายในของตนเองไปเรื่อยๆเพื่อฝึกฝน พลังวิญญาณจำนวนมากถูกเผาผลาญอย่างต่อเนื่อง แต่เพราะความล้ำค่าของทรัพยากรเหล่านี้จึงทำให้ปราณที่เขาได้รับมาก็มากมายด้วยเช่นเดียวกัน

ด้วยร่างกายที่สมบูรณ์พร้อมของเขาทำให้การสะสมลมปราณเป็นไปอย่างราบลื่น พลังของเขาได้แตะชายขอบปราณขั้นหกระดับสุดยอด ซึ่งประมาณหนึ่งชั่วยามผ่านไปหลังจากนั้น พลังวิญญาณทั้งหมดภายในร่างของเขาได้สงบลงพร้อมกับถังเฟยหู่ได้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปราณขั้นหกระดับสุดยอดโดยสมบูรณ์

“ผลของทรัพยากรทั้งสามเป็นที่น่าพอใจมาก…แต่คงทำเช่นนี้บ่อยไม่ได้ พืชพันธุ์พวกนี้นับว่าหายาก ใช่ว่าจะพบกันบ่อยๆทุกวัน คิดว่าบริเวณชั้นกลางของป่าอสูรไม่น่ามีทรัพยากรที่ล้ำค่าเช่นนี้อีกแล้ว อาจจะต้องเข้าไปหายังชั้นในของป่าอสูร แต่หากเข้าไปแล้วข้าต้องระวังสัตว์อสูรชั้นพิภพให้ดี” ถังเฟยหู่กล่าวการวิเคราะห์ของตนเองออกมาพร้อมกับลุกขึ้นยืนและเก็บจิตวิญญาณอสรพิษมรกตกลับไป เขาได้เดินทางต่อไปอย่างรวดเร็วจนถึงบริเวณที่เขาจำได้ว่าเป็นเขตชั้นในของป่าอสูร ในตอนนี้เขาไม่เดินทางอย่างรวดเร็วอีกต่อไป เขาต้องเดินทางอย่างระมัดระวัง ไม่อย่างงั้นเขาอาจตายได้ง่ายๆเลยทีเดียว

ถังเฟยหู่เรียกธนูออกมาจากปลอกแขนและสร้างลูกศรออกมาเตรียมไว้ เขาเตรียมการณ์ไว้เผื่อพบเจอศัตรูที่ต่อกรได้ยาก เขาหวังไว้ว่าจะโจมตีจากระยะไกลและหลบหนีไปด้วย การต่อสู้กับสัตว์อสูรชั้นพิภพขึ้นไปตัวต่อตัวในขอบเขตปราณนับว่าไม่ฉลาดมากเท่าไหรนัก

ชายหนุ่มก้าวเดินอย่างระวัง ไม่แม้แต่จะส่งเสียงดัง เขาค่อยๆเดินอย่างไม่ช้าไม่เร็วมากนัก แม้ชั้นในเขาเคยได้เข้ามาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ในตอนนั้นเขาไม่ได้พบเจอพวกสัตว์อสูรที่อันตรายมากเท่าไหรนัก อาจจะเป็นเพราะทาสอสูรของจิ้นฝานที่ปล่อยพิษออกมาจำนวนมากจนพวกมันหนีไป

สวบ สวบ

เสียงบางอย่างดังขึ้นทางด้านหน้าของเขา มีอะไรบางอย่างกำลังเดินอยู่ด้านหน้าของเขา เสียงใบไม้และหญ้ากระทบกันไปมาจนเกิดเสียง ถังเฟยหู่หลับตาและพยายามแยกแยะทิศทางที่แน่นอนของเสียงนั้น เขาได้พุ่งทะยานขึ้นไปบนต้นไม้ต้นหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลมากนักจากทางด้านหน้าของเขา

สายตาของเขาสอดส่องไปทางเบื้องล่างเพื่อพยายามหาที่มาของเสียง และในตอนนั้นเองที่เขาพบการเคลื่อนไหวบางอย่าง สิ่งที่เขากำลังมองนั้นช่างมีรูปลักษณ์ที่ดูคุ้นตาเป็นอย่างมาก มันคือสัตว์อสูรหมีขนเหล็กที่เขาเคยเจอมาแล้วในอดีต แต่สัตว์อสูรตัวที่เขาเคยฆ่านั้นเทียบไม่ได้กับตัวที่อยู่ตรงหน้าเขา

ตัวของมันใหญ่โตเป็นอย่างมาก เกือบจะสองเท่าของตัวที่เขาเคยเจอ อีกทั้งยังมีความดุร้ายอำมหิตที่ส่งออกมา หมีขนเหล็กตัวตรงหน้าของเขาได้ผ่านการวิวัฒนาการและเข้าสู่ระดับใหม่เป็นที่เรียบร้อย หมีขนเหล็กตัวนี้เป็นสัตว์อสูรระดับสี่ซึ่งอยู่ในชั้นพิภพ

ถังเฟยหู่กำลังคิดคำนวณบางอย่างอยู่ในหัว เขาเชื่อว่าจุดอ่อนของสัตว์อสูรส่วนใหญ่ในป่าอสูรแห่งนี้มักไม่ถูกกับพิษ ไม่อย่างนั้นคงไม่ถูกไอพิษที่จิ้นฝานปล่อยออกมาไล่ไปอย่างง่ายดายแน่นอน ทันใดนั้นเองที่ลูกศรในมือของเขาถูกควันสีเขียวเข้มเข้าปกคลุม ไอพิษที่ร้ายกาจได้อัดแน่นอยู่ในลูกศรนั้น

แต่ดูเหมือนพิษในลูกศรจะดูแปลกไปอยู่บ้าง เขานำลูกศรไปวางไว้บนคันศรและดึงลูกศรจนสายธนูนั้นตึง เขาพยายามจะเล็งไปยังจุดตายของหมีขนเหล็ก แต่นั่นเป็นเรื่องที่ยากมากหากไม่มีเนตรเซียนพยัคฆ์อีกแล้ว เขาพยายามจะใช้ดวงตาให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้โดยหวังว่าจะสามารถกระตุ้นความสามารถบางอย่างของสายเลือดที่กลายพันธุ์

ธนูเซียนพยัคฆ์ ทะลวงวิญญาณ!!

ฟิ้วววว!!

ถังเฟยหู่ปล่อยมือออกจากคันศร ลูกธนูนั้นพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วและทิ้งร่องรอยหมอกควันสีเขียวเข้มไว้เป็นเส้นสาย หมีขนเหล็กได้ยินเสียงแหวกอากาศหวีดหวิว แต่ก่อนที่มันจะได้หันกลับไป มันรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ทิ่มแทงเข้ามาจากทางด้านข้าง ลูกธนูสีดำได้แทงเข้ามาที่คอของมันแต่ก็เข้าไปไม่ลึกมากนัก

โฮกกกกก

หมีขนเหล็กร้องออกมาอย่างเจ็บปวด มันเร่งหันกลับไปมองยังทิศทางที่ลูกธนูพุ่งมาก็ได้เจอกับมนุษย์ผู้หนึ่งอยู่บนนั้น ดวงตาของมันเปี่ยมด้วยความโกรธแค้น มันร้องคำรามออกมาและพุ่งไปทางที่ถังเฟยหู่ยืนอยู่

“ผิวหนังของมันหนาเกินไป อีกทั้งยังยิงพลาดจุดสำคัญไปมากอีกด้วย ความแม่นยำลดลงไปมาก อาจจะเพราะตอนบัญญัติวิชานี้ขึ้นมา…ข้าพึ่งพาเนตรเซียนพยัคฆ์เป็นส่วนสำคัญ…อีกทั้งยังแก่นสำคัญของวิชา” ถังเฟยหู่กล่าวขึ้นระหว่างถอยหลังหนีไปตามต้นไม้ต่างๆ แต่เจ้าหมีขนเหล็กก็พุ่งทะยานมาอย่างบ้าคลั่ง ระหว่างนั้นถังเฟยหู่ก็ไม่ยอมปล่อยให้เวลาเสียเปล่า แม้จะมีผลน้อย แต่เขาก็ยังคงยิงลูกธนูผสานพิษออกไปอีกหลายดอกเข้าตามจุดต่างๆของร่างกายหมีขนเหล็ก

ถังเฟยหู่ลอบสังเกตร่างของหมีขนเหล็กไปด้วย ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนที่เขาเคยสู้กับสัตว์อสูรชั้นพิภพ เจ้าตัวนั้นทั้งบาดเจ็บและอ่อนแอจากการโดนคนจำนวนมากรุมทำร้าย แต่หมีขนเหล็กตรงหน้ายังแข็งแกร่งและเต็มเปี่ยมด้วยพลัง แต่พิษก็ใช่ว่าไม่ส่งผลใดๆ มันกำลังกัดกินหมีขนเหล็กไปเรื่อยๆ แต่สัตว์อสูรตนนี้มีร่างกายที่แข็งแกร่งเหลือเกิน จึงทำให้พิษออกผลช้าอยู่บ้าง

ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ยิงลูกธนูดอกที่หกออกไป! ธนูดอกนั้นพุ่งอย่างรวดเร็วและไปปักเข้าที่หัวไหล่ของหมีขนเหล็ก ในตอนนั้นเองที่บังเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้น ร่างของหมีขนเหล็กเกิดการปะทุของพิษที่รุนแรงขึ้นภายในราวกับเป็นระเบิด! สีหน้าของหมีขนเหล็กดูเจ็บปวดเป็นอย่างมาก มันบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิมและพยายามจะฆ่าถังเฟยหู่ให้ได้! มันพุ่งเข้าไปข้างหน้าโดนไม่สนสิ่งใด ดวงตาแดงก่ำดุจโลหิต

ดวงตาของถังเฟยหู่เป็นประกาย เขาเริ่มมองอะไรบางอย่างออกหลังจากการโจมตีหลายครั้งของเขา “คุณสมบัติที่เพิ่มขึ้นมาของปราณห้าพิษคือการปะทุของพิษ มีเคล็ดความที่ต่อเนื่องมาจากปราณหกสังหาร ถ้าหากปรับใช้กับการโจมตีระยะไกลดูจะมีประโยชน์เป็นอย่างมาก!”

ถังเฟยหู่หนีไปพร้อมกับระดมยิงธนูออกไปอย่างต่อเนื่อง ปราณพิษได้ปะทุพิษขึ้นมาอย่างรุนแรงถึงหลายรอบ แม้ว่าพลังกายของสัตว์อสูรชั้นพิภพจะมีมหาศาล แต่หมีขนเหล็กก็ไม่ได้โดดเด่นเรื่องความเร็ว ร่างกายของมันถูกทำลายจากภายใน และในที่สุดมันก็ตายลงด้วยพิษและบาดแผลจำนวนมาก

แม้ว่าถังเฟยหู่จะสามารถชนะหมีขนเหล็กได้ในที่สุด แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยพอใจเสียเท่าไหรนัก “การใช้ปราณสิ้นเปลืองเกินไป พลังโจมตีอ่อนแอจนเกินไป เมื่อเจอกับศัตรูที่มีความแข็งแกร่งทางร่างกายมหาศาลอาจทนทานพิษได้ชั่วเวลาหนึ่ง” ถังเฟยหู่กล่าววเคราะห์พร้อมกับกระโดดลงมหาศพของหมีขนเหล็ก

“หนทางการแก้ไข…หนึ่งคือต้องเพิ่มพลังโดยรวมและการสะสมลมปราณเพราะปราณมีน้อยจนเกินไป หนทางอีกอย่างหนึ่งก็คือพัฒนาพลังพิษให้ร้ายกาจมากขึ้นกว่าเดิมจนสามารถคุกคามชนชั้นที่อยู่สูงกว่ามากได้” ถังเฟยหู่กล่าวไปด้วยพลางชำแระร่างของสัตว์อสูรตรงหน้าเพื่อนำผลึกอสูรชั้นพิภพออกมา เขาได้ขึ้นไปยังต้นไม้อีกครั้งหนึ่งเพื่อพักเอาแรงหลังจากเสียปราณไปจำนวนมาก

แต่เขาได้เลือกจุดที่ห่างออกจากศพหมีขนเหล็กมาช่วงหนึ่ง เขาไม่ต้องการให้กลิ่นเลือดของศพนั่นล่อพวกสัตว์อสูรตัวอื่นให้มาโจมตีเขา เขาได้เรียกจิตวิญญาณอสรพิษมรกตออกมาเพื่อให้มันกลืนกินผลึกอสูรนั้นเข้าไป ส่วนตัวเขาได้นั่งสมาธิอีกครั้งเพื่อฟื้นฟูลมปราณให้กลับมาเท่าเดิม

การต่อสู้กับสัตว์อสูรชั้นพิภพทำให้เขาได้รับรู้อะไรหลายๆอย่าง  เขาจำเป็นต้องปรับปรุงและแก้ไขข้อผิดพลาดที่เขาพบ ซึ่งปัญหาที่เขาพบนั้นส่วนใหญ่สืบเนื่องมาจากการกลายพันธุ์ของสายเลือดเซียนพยัคฆ์ เขาลอบตรวจสอบไปยังมุกมารทั้งสามและกระดูกของเขาอีกครั้ง รวมถึงตรวจสอบสายเลือดทั้งร่างกาย

“ความมั่นคงของสายเลือดที่กลายพันธุ์เริ่มมั่นคงมากขึ้น หากเป็นเช่นนี้ต่อไปอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นและทำให้ดวงตากลับมาใช้ได้…คงได้แต่ปล่อยให้เป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น” ถังเฟยหู่หลับตาลงและเดินปราณเก้าเยือกแข็งอีกครั้งเพื่อบ่มเพาะลมปราณของตนเอง ตันเถียนของเขาค่อยๆถูกเติมเต็ม

ตู้มมม!

ในตอนนั้นเองหลังจากถังเฟยหู่ฟื้นฟูลมปราณอยู่หลายชั่วยาม เสียงสนั่นหวั่นไหวดังขึ้นจนเรียกความสนใจของเขา ถังเฟยหู่ลืมตาขึ้นมาเพื่อมองไปยังทิศทางที่มีเสียงนั้นดังออกมา เขารีบเก็บงูน้อยกลับมาก่อนที่จะแตะเท้าพุ่งทะยานออกไปตามเสียงที่ดังสนั่นนั้น ยิ่งเขาตามเสียงนั้นไปเขาก็ยิ่งเข้าไปในป่าส่วนลึกมากขึ้นเท่านั้น

ตู้มมม! ตู้มมมม!!

เสียงนั้นช่างดังเป็นอย่างมาก ยิ่งเขาเข้าใกล้เสียงนั้นเท่าไหรยิ่งสามารถสัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาลที่แฝงมากับห้วงอากาศ ไม่นานนักภาพที่เหลือเชื่อก็ได้ปรากฏสู่เบื้องหน้าของเขาเอง เขาลอบสังเกตการณ์จากบนต้นไม้ที่ห่างไปช่วงหนึ่ง ที่ตรงหน้าของเขาคือสัตว์อสูรขนาดใหญ่ยักษ์สองตัว หนึ่งคือราชาลิงหินและอีกตัวหนึ่งคือพยัคฆ์เขี้ยวดาบ ทั้งสองต่างก็เป็นสัตว์อสูรชั้นพิภพระดับสี่ช่วงปลายที่ใกล้เคียงระดับห้าเป็นอย่างมาก การต่อสู้ของพวกมันช่างดุเดือนเหลือเกิน

ราชาลิงหินมีผิวกายที่แข็งและคล้ายกับหินผา หมัดอันใหญ่ยักษ์ของมันต่างรัวหมัดใส่พยัคฆ์เขี้ยวดาบจนห้วงอากาศเกิดการสั่นไหว ส่วนพยัคฆ์เขี้ยวดาบเองก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน เขี้ยวและเล็บอันแหลมคมดุจอาวุธจิตวิญญาณของมันได้กวาดทำลายผิวหนังของราชาลิงหินจนเป็นแผลไปทั่วทั้งร่าง

พวกมันทั้งสองตัวต่างสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย ดวงตาของพวกมันเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งที่ไม่ยินยอมกัน กายของพวกมันต่างก็เต็มไปด้วยบาดแผลที่อีกฝ่ายสร้างไว้ หมัดของราชาลิงหินเต็มไปด้วยปราณสีน้ำตาลที่เปล่งประกาย ส่วนพยัคฆ์เขี้ยวดาบก็มีปราณสีเขียวที่พลุ่งพล่านไปทั่ว

ถังเฟยหู่มองภาพตรงหน้าด้วยความสนใจ “พวกมันน่าจะเป็นสัตว์อสูรที่อยู่มานานจนสามารถเรียนรู้การใช้ปราณได้ ว่ากันว่าความแตกต่างระหว่างชั้นมนุษย์กับชั้นพิภพคือเส้นแบ่งระหว่างการใช้พลังปราณธาตุๆกับการต่อสู้เพียงกายภาพ”

ถังเฟยหู่กล่าววิเคราะห์สัตว์อสูรทั้งสองออกมา นี่ทำให้เขานึกถึงจิตวิญญาณพยัคฆ์ขาวของเขา แม้เขาจะไม่อาจเรียกมันออกมาได้ แต่การผสานร่างกับมันทำให้เขาสามารถใช้ปราณธาตุสายฟ้าได้ เขาคาดว่าจิตวิญญาณพยัคฆ์ขาวของเขาน่าจะอยู่ในช่วงชั้นที่สูงกว่าระดับสี่ขึ้นไป

แต่ระหว่างที่เขากำลังสังเกตการต่อสู้ของสัตว์อสูรขนาดยักษ์ทั้งสองกำลังต่อสู้กันอยู่ สายตาของเขาก็ได้มองเห็นบางสิ่งที่อยู่เลยการต่อสู้ของพวกมันทั้งสองไป หากไม่สังเกตให้ดีก็อาจจะไม่เห็นก็ได้ แต่เขานั้นรู้ดีว่าสิ่งนี้คือสิ่งใด หัวใจของเขาเต้นระรัวอย่างตื่นเต้น ดวงตาของเขาเจิดจ้าด้วยความต้องการบางอย่าง สิ่งที่อยู่ตรงนั้นคือของล้ำค่าที่เขาเคยพบเห็นในตำราของท่านตาเขา

สิ่งที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของเขานั้นคือพืชต้นหนึ่งซึ่งมีขนาดเล็กเพียงหนึ่งฝ่ามือ ก้านของมันเป็นสีขาวกระจ่างใสดุจอัญมณีอันล้ำค่า ส่วนดอกด้านบนที่หุบอยู่ของมันคือกลีบดอกที่ประกอบด้วยสีสันอันหลากหลายกว่าเจ็ดสี นี่ราวกับดอกของมันสามารถขยับและเปลี่ยนสีดุจคลื่นของสีสายรุ่งที่บังเกิดการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

หากเขายังมีหัวใจอยู่ละก็ มันคงจะเต้นระรัวจนแทบหลุดออกมาจากอกอย่างแน่นอน ไม่ใช่เพียงถังเฟยหู่เท่านั้นที่ต้องการมัน แม้แต่สัตว์ยักษ์ทั้งสองที่ได้ต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายเช่นนี้ก็เพราะดอกไม้เล็กตรงหน้า มันคือพืชพันธุ์ที่หายากเป็นอย่างมาก ชื่อของมันก็คือ….บุปผามายาสวรรค์เจ็ดสี

ความคิดเห็น