เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 58 ธาตุกระดูกโลหิตและสามวิชาปราณ

ชื่อตอน : บทที่ 58 ธาตุกระดูกโลหิตและสามวิชาปราณ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 368

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ก.พ. 2562 12:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 58 ธาตุกระดูกโลหิตและสามวิชาปราณ
แบบอักษร

​ถังเฟยหู่ลุกขึ้นยืน เขายกฝ่ามือขวาของตนขึ้นมาดูพร้อมกับปลดปล่อยปราณของเขาออกมา เขาจ้องมองไปยังปราณนั้นพร้อมกับพยายามสำรวจความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้นในนั้น ครั้งก่อนที่เขาทำเช่นนี้ก็ได้พบว่ามีการเจือปนของปราณแห่งความตายเพียงสามในร้อยส่วนเท่านั้นเอง

แต่ในตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ลมปราณที่เขาปลดปล่อยออกมานั้นมีส่วนผสมของลมปราณมารเจือปนออกมาถึงห้าในร้อยส่วน พลังของมุกมารได้เติบโตขึ้นกว่าเดิมเกือบสองเท่า ไม่สิ ถ้าจะให้พูดไปแล้ว การเติบโตของมุกมารนั้นเชื่องช้าเกินไป ถังเฟยหู่ได้ดูดกลืนปราณมรณะทั้งหมดในห้วงอเวจีจนสลายหายไปแต่มุกมารกลับเติบโตเพียงแค่นี้

ถังเฟยหู่ได้ทำการสำรวจร่างกายของตัวเองต่อไป “แก่นโลหิตที่เปรียบเหมือนชีวิตได้รับการรักษาเป็นส่วนใหญ่จากการเดินลมปราณอย่างต่อเนื่องและการเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่หัวใจใหม่ทั้งสามดวงชองข้า”

ถังเฟยหู่ร่ายรำวิชาฝ่ามือมังกรอัสนีออกมาอย่างเชื่องช้า เขาพยายามจะออกกำลังให้น้อยลงเมื่อพึ่งหายจากอาการป่วย เขาค้นพบว่าสายเลือดที่เกิดการกลายพันธุ์ของเขาได้ส่งสัมผัสที่แปลกประหลาดออกมาเมื่อเขาร่ายรำฝ่ามือนี้ สัมผัสของมันช่างแตกต่างจากเดิมไปมาก แต่ถึงอย่างไรฝ่ามือนี้ก็ยังสามารถกระตุ้นสายเลือดของเขาได้อยู่บ้าง เพียงแต่ว่าไม่ทรงอานุภาพเท่าแต่ก่อนเท่านั้น

เขาร่ายรำไปอย่างเชื่องช้ากว่าหลายชั่วยามก่อนที่จะเริ่มเพิ่มความเร็วมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ ถังเฟยหู่เริ่มมั่นใจแล้วว่าร่างกายของเขากลับมาสู่สภาวะปกติแล้ว เขากดมือจากบนลงล่างพร้อมกับหายใจออกอย่างเชื่องช้าพร้อมกับลมปราณที่เริ่มสงบลงเรื่อยๆราวกับบ่อน้ำที่สงบนิ่งและเยือกเย็น

“ดูเหมือนว่าสายเลือดที่เกิดการกลายพันธุ์จะมีแค่สายเลือดสีฟ้า ส่วนสายเลือดสีเขียวของสกุลถังนั้นได้รับผลกระทบน้อยเป็นอย่างมาก” ในตอนนั้นเองที่เขาได้รวบรวมพลังปราณสีม่วงดำอยู่ในฝ่ามือ เขาเงื้อมมือออกไปด้านหน้า ในตอนนั้นเองที่ปราณสีม่วงดำได้ยืดออกไปจากร่างของเขาราวกับมืออีกข้างหนึ่ง

ปราณมารไร้ลักษณ์ กรงเล็บมารอสูร!!

ลมปราณที่กลายเป็นมือมารข้างนั้นดูสมจริงมากขึ้นกว่าเดิม นี่เป็นผลจากการดูดกลืนห้วงอเวจีเข้าไปในร่างของเขา ถังเฟยหู่ได้เริ่มฝึกใช้วิชามารนี้อย่างจริงจัง เขาไม่สนใจเรื่องคุณธรรมใดๆอีกต่อไป เขาลองปรับใช้กรงเล็บมารอสูรกับวิชาต่างๆในหลากหลายแนวทางเพื่อเพิ่มพลังโดยรวมของตัวเอง

“กรงเล็บมารอสูร…วิธีการใช้ปราณแม้จะแตกต่างจากด้ายปราณของกระบวนท่าด้ายแดงชิงใจ…แต่แนวทางโดยรวมนั้นก็คือการใช้ปราณสร้างเป็นวัตถุภายนอกร่าง หากหลอมรวมหลักการสำคัญของวิชาทั้งสองแบบอาจทำให้สามารถสร้างด้ายปราณที่ควบคุมได้ดั่งแขนขาหรือแม้แต่ทำให้กรงเล็บมารกลายเป็นด้าย หรือแม้แต่ใช้หลักการควบคุมหรือแนวทางการพันธนาการศัตรูร่วมกับกรงเล็บมารอสูรดั้งเดิม”

ถังเฟยหู่กล่าวแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาต่างๆของตัวเองออกมาพร้อมทั้งลองหลอมรวมวิชาต่างๆทั้งสองเข้าด้วยกัน เขานั่งลงตรงซากต้นไม้อีกครั้งหนึ่ง มือข้างหนึ่งของเขาได้ทดลองสร้างด้ายปราณออกมาจากมือขวา ส่วนมือซ้ายของเขานั้นกลับกำลังสร้างกรงเล็บมารอสูรจากปราณสีม่วงดำ

แต่มันไม่ค่อยราบลื่นเท่าไหรนัก นี่มันราวกับเขากำลังทำสองสิ่งที่ยากมากพร้อมๆกัน ราวกับเขาต้องหายใจออกและเข้าในเวลาเดียวกัน เป็นสองสิ่งที่ไม่อาจทำพร้อมกันได้อย่างสิ้นเชิง ปราณทั้งมือขวาและมือซ้ายต่างก็ไม่เป็นรูปเป็นร่างแม้แต่น้อย มือขวาที่กำลังสร้างด้ายปราณนั้นจะดีกว่าเพียงนิดหน่อย อาจจะเป็นเพราะเขาเชี่ยวชาญในการใช้ด้ายปราณในรูปแบบต่างๆมานานมากแล้ว

แต่มือซ้ายของเขานั้นต่างออกไป กรงเล็บมารอสูรนั้นเขาแทบจะไม่เคยแตะต้องมันเสียด้วยซ้ำไป แต่ถังเฟยหู่ไม่ยอมแพ้อย่างง่ายดาย เขายังคงพยายามอย่างต่อเนื่องกว่าสองวันก่อนที่ปราณในมือทั้งสองข้างเริ่มหลอมรวมและมีลักษณะที่ใกล้เคียงกันมากขึ้นกว่าหลายส่วน และในที่สุดเขาก็ได้ทำสำเร็จ

ปราณในมือทั้งสองข้างของเขาได้กลายเป็นด้ายปราณสีดำสนิท แต่นั่นยังไม่ทำให้เขาพอใจเท่าไหร เขายังต้องการสร้างรูปแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม เขาต้องการให้วิชาใหม่ของเขานี้พัฒนาไปในทิศทางที่แข็งกร้าวมากขึ้นแต่ก็ยังคงความพลิกแพลงที่หลากหลายไวอยู่ด้วยเช่นกัน

เขาได้สลายด้ายปราณที่อยู่ในมือทั้งสองออกไปก่อนที่จะรวบรวมพวกมันเข้าด้วยกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เขาได้ใช้แนวทางวิชาหนึ่งที่เคยได้ฝึกฝนจากหอตำราของสกุลถัง แม้วิชาอาวุธนี้จะเป็นเพียงระดับสาม แต่รูปแบบของมันก็เข้ากับความต้องการของเขาอย่างพอดิบพอดี

จากนั้นเขาจึงได้ใช้เวลาอีกกว่าหนึ่งวันเต็มก่อนที่จะสร้างรูปแบบใหม่ของวิชานี้ออกมาได้ ในมือทั้งซ้ายและขวาของเขาได้ปรากฏวัตถุกึ่งโปร่งแสงกึ่งทึบ ในตอนแรกนั้นพวกมันเกิดจากการใช้ปราณเล็กละเอียดจำนานมากในการถักทอออกมาเป็นวัตถุที่เป็นห่วงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า

ในตอนแรกเขาใช้เวลากว่าหลายชั่วยามในการสร้างห่วงอันแรก แต่เหมือนเขาสร้างออกมาเรื่อยๆก็ง่ายขึ้นและใช้เวลาน้อยลงเรื่อยๆ จนในที่สุดเขาสามารถสร้างพวกมันออกมาเป็นจำนานมากได้ในชั่วพริบตา ห่วงสี่เหลี่ยมผืนผ้าพวกนั้นได้เชื่อมต่อกันจนเป็นสายโซ่สีดำที่ดูลึกลับ

ถังเฟยหู่ได้ใช้หลักการเดียวกันกับตอนที่ใช้ด้ายปราณสร้างลูกธนู แต่เมื่อด้ายปราณพวกนั้นได้แข็งราวกับเหล็ก พวกมันจะสูญเสียความพลิกแพลงและหลากหลายของด้ายปราณไป แต่เมื่อใช้ในรูปลักษณ์โซ่แบบนี้ มันยังคงความพลิกแพลงที่ใช้ได้หลากหลายรวมถึงยังมีพลังของรูปแบบที่แข็งกร้าวอยู่ด้วย

เขาลองสร้างโซ่จากปราณมรณะออกมาอีกหลายครั้งเพื่อเพิ่มความชำนาญของตนเอง เขาถึงกับมีความคิดที่จะปรับใช้มันกับธนูเซียนพยัคฆ์เพื่อเพิ่มอานุภาพของวิชา แต่นั้นเป็นเรื่องที่จะทำหลังจากเขาสามารถใช้ดวงตาของเขาได้แล้ว เขาคิดว่าเขายังไม่สูญเสียพลังดั้งเดิมของสายเลือดดวงตา

ถังเฟยหู่วิเคราะห์ว่าที่เขายังไม่สามารถใช้สายเลือดดวงตาได้เพราะรูปแบบที่เปลี่ยนไปของสายเลือดจึงทำให้เขาจำเป็นต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด เขาพยายามใช้ความรู้จากวิชาแพทย์ของตนเองและวิชาความรู้จากวรยุทธ์ต่างๆที่เคยเรียนมาในการอนุมานการใช้สายเลือดเสียใหม่ แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ยากมากเช่นกัน

แต่ในตอนนั้นเองที่เขาเกิดความคิดบางอย่างขึ้น “วิชาสายเลือดก็คือวรยุทธ์อย่างหนึ่งเช่นกัน หากสายเลือดของข้าเกิดการกลายพันธุ์เพราะลมปราณมารไร้ลักษณ์ สิ่งที่ข้าควรทำอย่างจริงจังก็คือการเรียนรู้วิชานี้ให้ถ่องแท้”

ถังเฟยหู่หลับตาลงอีกครั้งเพื่อทบทวนวิชานี้ คำกล่าวเคล็ดวิชาหนึ่งดังสะท้อนไปมาในความคิดของเขาเอง เคล็ดวิชาการฝึกพื้นฐานคือการสร้างมุกมารทั้งสามขึ้นมา ส่วนขั้นแรกจริงๆของวิชาปราณนี้คือกรงเล็บมารอสูรที่ได้เพิ่มเขี้ยวเล็บให้แก่ผู้ใช้ ในขั้นนี้นับว่าไม่ได้ฝึกฝนยากอันใดเพราะเป็นเคล็ดความการใช้ปราณ

แต่ขั้นต่อมาของวิชานี้คือการเสริมสร้างร่างกาย เคล็ดความนี้เป็นส่วนที่คล้ายกับลมปราณเก้าเยือกแข็งที่ทำการผลัดกระดูกภายในร่างกายเพื่อเสริมสร้างให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่าเดิม ในเคล็ดความส่วนที่สองของปราณมารไร้ลักษณ์ถูกเรียกว่าธาตุกระดูกโลหิต

“ขั้นที่สองของปราณมารไร้ลักษณ์คือเสริมสร้างไขกระดูกมชให้เกิดการเปลี่ยนแปลงซึ่งไขกระดูกนั้นเป็นส่วนสำคัญในการสร้างโลหิตให้แก่ร่างกายของมนุษย์ บางทีหากสำเร็จในขั้นนี้อาจทำให้สายเลือดที่กลายพันธุ์เกิดความแข็งแกร่งและมั่นคงยิ่งขึ้น รวมถึงอาจทำให้สามารถเข้าใจหลักการสำคัญของสายเลือดที่เปลี่ยนแปลงไป” เมื่อกล่าวเสร็จแล้วถังเฟยหู่ก็ได้เดินปราณตามเคล็ดความของธาตุกระดูกโลหิตเพื่อทะลวงขั้นของลมปราณนี้ให้เข้าสู่ขั้นที่สองในทันที

ปราณสีม่วงดำลอยออกมาจากร่างของเขาราวกับหมอกควัน เคล็ดความของธาตุกระดูกโลหิตต้องทำการเปลี่ยนแปลงหมอกสีม่วงดำพวกนี้ให้กลายเป็นหมอกโลหิตเสียก่อน ในขั้นตอนนี้ต้องทำอย่างระวังเป็นอย่างมาก ไม่อย่างงั้นก็ต้องเริ่มทำการฝึกฝนใหม่ตั้งแต่เริ่มแรก

ในช่วงหลายวันมานี้ ถังเฟยหู่ได้พบความผิดพลาดระหว่างฝึกมากมายหลายต่อหลายครั้งนัก แต่ผลกระทบของการฝึกไม่สำเร็จนับว่าไม่มากมายอันใด ด้วยความทรงจำที่ดีเยี่ยมของเขาจนได้ฉายายอดบัณฑิตจึงทำให้เขาจดจำทุกขั้นตอนและความรู้สึกเมื่อฝึกฝนผิดพลาดได้และขัดเกลาตนเองให้ดีขึ้นในครั้งต่อๆไป

และในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่สามารถทำได้สำเร็จ ไอหมอกโลหิตสีแดงฉานปรากฏขึ้นรอบร่างกายของเขา แต่นี่เป็นเพียงขั้นแรกของการฝึกธาตุกระดูกโลหิตเท่านั้น ซึ่งขั้นต่อมาต่างหากคือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือการเปลี่ยนไขกระดูก

ถังเฟยหู่รวบรวมสมาธิมากกว่าเดิมเพื่อทำขั้นตอนนี้ การเปลี่ยนธาตุกระดูกเป็นขั้นตอนที่อันตรายและเจ็บปวดอย่างที่สุด เขาได้บังคับและเปลี่ยนหมอกโลหิตทั้งหมดให้แหลมคมมากยิ่งขึ้น ที่ด้ายปลายด้านหนึ่งของหมอกโลหิตถูกรวบรวมไว้จนกลายเป็นเข็มโลหิตสีแดงเลือด พวกมันพุ่งทะลวงเข้าไปในร่างของเขาผ่านทางจุดต้าจุย

ซึ่งจุดที่ว่านั้นอยู่ตรงป้ายทอยและเชื่อมต่อกับกระดูกสันหลังโดยตรง หมอกสีแดงได้ทะลวงผ่านชั้นผิวหนังของเขาไป มันสร้างความเจ็บปวดให้กับร่างกายของเขาอย่างมากมาย ที่หลังของเขานั้นรู้สึกร้อนราวกับเอาเหล็กที่หลอมละลายมากรอกใส่

ความรู้สึกเจ็บปวดเช่นนี้ยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด แต่ในตอนนี้เขาไม่แม้แต่จะร้องออกมาสักแอะเดียว สายตาของเขาที่มองโลกได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเจ็บปวดเพียงแค่นี้เขาสามารถทนได้ ความเจ็บปวดที่อยู่บนชั้นกายเนื้อไม่อาจเทียบเท่าความเจ็บปวดที่อยู่ในใจของเขาได้เลยแม้แต่น้อย เมื่อนึกถึงเรื่องราวที่ติดอยู่ในใจ ความมุ่งมั่นของเขายิ่งมีมากขึ้น เขากระหายในอำนาจมากเกินกว่าครั้งไหน

ไขกระดูกภายในกระดูกสันหลังของเขานั้นได้ถูกทำลายลงด้วยหมอกโลหิต พวกมันได้ยึดพื้นที่ภายในไขกระดูกของเขา หมอกโลหิตที่สะสมมากขึ้นเรื่อยๆภายในกระดูกสันหลังของเขา หมอกโลหิตที่ถูกอัดแน่นอยู่ภายในมากขึ้นเรื่อยๆจนกลั่นกลายเป็นของเหลวสีแดงเลือด แต่ยังไม่หยุดเพียงแค่นั้น

หมอกโลหิตยังคงกลั่นตัวและสะสมมากขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นไขกระดูกใหม่ที่มีสีแดงราวกับโลหิต ขั้นตอนต่างๆเป็นไปอย่างเชื่องช้า ความเจ็บปวดของเขาได้ดำเนินไปนานกว่าหลายวันแต่ก็ยังไม่สิ้นสุดลงเสียที

ในตอนนั้นเองที่ไขกระดูกในกระดูกสันหลังของเขาได้กลายเป็นธาตุกระดูกโลหิตโดยสมบูรณ์ นี่จะเรียกว่าเขาสำเร็จขั้นที่สองของลมปราณมารไร้ลักษณ์แล้วก็ได้ แต่ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมาภายในใจ

‘หากธาตุกระดูกโลหิตสามารถเปลี่ยนไขกระดูกในกระดูกสันหลังได้แล้ว ถ้าอย่างนั้นมันก็คงจะใช้เปลี่ยนไขกระดูกในกระดูกส่วนอื่นได้เช่นกัน…’ ราวกับความคิดของเขาสว่างวาบขึ้นมา เขาได้ทดลองสร้างหมอกโลหิตออกมาอีกเป็นจำนวนมาก ยิ่งเขาสร้างมันเท่าไหรก็ยิ่งชำนาญมากขึ้นเท่านั้น เขาใช้เวลาเพียงไม่นานก็ได้เปลี่ยนปราณมรณะสีม่วงดำให้กลายเป็นหมอกโลหิตจำนานมาก

เขาได้มีประสบการณ์จากการเปลี่ยนไขกระดูกมาแล้ว ครั้งนี้เขาใช้เวลาน้อยลงกว่าเดิมมากนักเพราะประสบการณ์ เขาใช้เวลาอีกสองวันในการเปลี่ยนกระดูกทั้งร่างให้มีธาตุกระดูกโลหิตอยู่ภายใน กระดูกภายในร่างของเขาได้เปลี่ยนสีไปเป็นสีแดงโลหิตที่เจือจาง ธาตุกระดูกสีแดงได้ผสานกับกระดูกที่ผ่านการขัดเกลาจากความเย็นจนมีความแข็งแกร่งมากมายกว่าเดิมนัก

ถังเฟยหู่ได้ลืมตาขึ้นมา เขาได้สำเร็จขั้นที่สองของลมปราณมารไร้ลักษณ์ เข้าใกล้หลักวิชาสำคัญของวิชาที่กล่าวไว้ว่าอยู่ยงดุจมาร เขาหวังไว้อย่างมากที่จะฝึกฝนจนถึงขั้นไร้รูปไร้เงาอย่างที่ได้บอกกล่าวไว้ในวิชา แต่เขาลองตรวจสอบวิชาในขั้นต่อๆไปแล้ว เขาประเมินว่าพลังของเขายังไม่เพียงพอที่จะฝึก บางทีเขาอาจจำเป็นต้องอยู่ในขอบเขตขั้นก่อเกิดก่อนถึงจะมีคุณสมบัติฝึกได้

ในเมื่อยังฝึกฝนไม่ได้ เขาจึงไม่สนใจมันอีก เขาลองคำนวณวันเวลาดูแล้วพบว่าเขาได้ใช้เวลาไปนานกว่าหลายวัน ความสามารถโดยรวมนับว่าเพิ่มขึ้นมากนัก ขอบเขตพลังของเขาอยู่ในปราณขั้นหก ความสามารถโดยรวมของร่างกายนับว่าเหนือกว่าขอบเขตพลังโดยสิ้นเชิง เขาคาดว่าหากรวบรวมปราณสะสมไว้ในตันเถียนมากพอ เขาก็จะสามารถทะลวงขอบเขตปราณเข้าสู่ขั้นเจ็ดไม่ก็แปดได้เลย

“อีกประมาณหนึ่งเดือน…คือเวลาเริ่มงานประลองยุทธ์” ถังเฟยหู่นึกถึงเป้าหมายแรกที่เขาได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง เขานึกถึงคำพูดของเขาที่ได้กล่าวกับตาของตน นึกถึงอาการเจ็บป่วยของมารดา ภาพการทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตาของครอบครัว มันเป็นทั้งความอุ่นใจ…และเศร้าใจพร้อมๆกัน ภาพสุดท้ายที่เขานึกถึงย่อมเป็นใบหน้าก่อนตายของครอบครัว ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธอย่างรุนแรงราวกับพายุคลั่ง โดยที่เขาไม่ได้สังเกตุเลยแม้แต่น้อยว่าใจกลางของดวงตาได้ปรากฏจุดแสงสีม่วงดำขึ้นมา….

ถังเฟยหู่พลันลุกขึ้นมาและเรียกปลอกแขนอสูรเมฆาออกมา เขาได้เปลี่ยนมันให้กลายเป็นธนูที่ไร้สายในมือ ครั้งนี้เขาได้สร้างายธนูจากด้ายปราณรูปแบบใหม่ที่สร้างขึ้นจากปราณมารไร้ลักษณ์ ด้ายสีดำยืดหยุ่นสูงได้พาดผ่านอยู่บนธนูในมือของเขา

ปลอกแขนบนมืออีกข้างได้ปลดปล่อยอาวุธลับหัวธนูออกมา ด้ายปราณสีดำที่เต็มไปด้วยไอมรณะได้พุ่งเข้าไปเชื่อมต่อกับหัวธนูเหล่านั้น ในชั่วพริบตาพวกมันได้ถูกทอจนกลายเป็นลูกธนู

ลูกธนูในมือของเขาไม่เหมือนเช่นเดิม มันได้ส่งกลิ่นอายมรณะออกมา เป็นผลจากการใช้ปราณมรณะ อีกทั้งยังมีสิ่งที่แตกต่างไปจากด้ายปราณเดิม สิ่งนี้มีเคล็ดความของกรงเล็บมารอสูร เขาสามารถควบคุมมันได้มากขึ้นและละเอียดขึ้น เขาลองใช้วิธีเดียวกับการสร้างโซ่ปราณ ด้ายปราณที่ถักทอถูกบีบอัดจนหนานแน่นขึ้นเรื่อยๆและดูไม่เหมือนด้ายที่บิดพันจนกลายเป็นลูกธนูอีก มันดูราวกับกลายเป็นแท่งโลหะที่กึ่งโปร่งแสงกึ่งทึบไปในทันที ใช้หลักการคล้ายกับโซ่ปราณ

เขาลองสร้างขึ้นอีกหลายๆครั้งเพื่อสร้างความชำนาญ เมื่อเขาคิดว่าการฝึกฝนพอแล้วเขาจึงได้ลองใช้ลูกธนูพวกนั้นยิงออกไป ด้วยรูปร่างที่ดีขึ้นของลูกธนูทำให้พวกมันพุ่งแหวกอากาศได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ความเร็วของลูกธนูเป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก

ธนูเซียนพยัคฆ์ ทะลวงวิญญาณ!

            ธนูเซียนพยัคฆ์ สามเซียนวายุ!!

ลูกธนูของเขาพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิมเกือบสองเท่าได้ กระบวนท่าต่างๆได้ช่วยเพิ่มเขี้ยวเล็บให้แก่เขา รวมถึงธาตุกระดูกโลหิตมีส่วนช่วยในการเพิ่มอานุภาพให้แก่กรงเล็บมารอสูรให้ทรงพลังมากขึ้น

“วรยุทธ์โดยรวมนับว่าอยู่ในขั้นที่ดี เหลือเพียงแต่ปราณที่ตามด้านอื่นๆไม่ทันเสียแล้ว” ถังเฟยหู่กล่าวการวิเคราะห์ของตนออกมา เขาทบทวนเกี่ยวกับวิชาปราณทั้งหมดที่เคยร่ำเรียนและอยู่ในห้วงความจำของตนเอง “ปราณอำมหิต…เป็นวิชาปราณในระดับที่ต่ำซึ่งพัฒนาได้ช้าเกินไป ปราณห้าพิษ…อยู่ในระดับสูงและสามารถเพิ่มระดับปราณที่สะสมได้อย่างมากมาย แต่ทรัพยากรที่ใช้ก็ต้องล้ำค่ามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เหมาะที่จะฝึกฝนต่อในตอนนี้ ปราณเก้าเยือกแข็ง…ใช้เวลาฝึกฝนนาน ในขั้นต้นใช้เพื่อฝึกฝนร่างกาย ไม่เหมาะที่จะฝึกในตอนนี้ ปราณมารไร้ลักษณ์…คุณสมบัติยังไม่พอฝึกฝนต่อ…”

ถังเฟยหู่กล่าวออกมาเรื่อยๆไม่หยุด แต่แล้วเขาก็นึกบางอย่างออก “มีวิชาปราณอีกหนึ่งที่ยังไม่เคยฝึกฝนแต่ข้าได้แอบจำออกมาจากหอตำราของตระกูล วิชาลมปราณหกสังหาร…การโจมตีต่อเนื่องของวิชานี้มีส่วนช่วยในการสะสมพลังให้มีมากขึ้นและปะทุออกมาถึงหกเท่า…แต่ถึงอย่างไรก็ตาม วิชานี้เป็นวิชาปราณระดับสาม…”

ถังเฟยหู่ยังคงเป็นห่วงเรื่องที่ต้องฝึกฝนวิชานี้ใหม่ทั้งหมด ซึ่งเขาไม่ทราบว่าจะต้องใช้เวลานานเพียงเท่าไหรถึงจะฝึกสำเร็จ เขายังมีแผนการอื่นไว้ในใจ เขาต้องการเพิ่มพลังโดยรวมให้สูงที่สุดภายในหนึ่งเดือน ถังเฟยหู่ลองหลับตาลงและศึกษาเกี่ยวกับวิชาปราณหกสังหาร แต่ในตอนนั้นเองที่เขาพบอะไรแปลกๆเข้า

สีหน้าของเขาดูตกใจมาก เขาค้นพบว่าปราณหกสังหารมีส่วนที่สัมพันธ์กับทั้งปราณอำมหิตและปราณห้าพิษที่เคยฝึกฝน ซึ่งวิชาทั้งสามต่างก็เป็นวิชาของสกุลถัง แม้จะมีส่วนที่สัมพันธ์กันแต่ไม่ควรทำให้เขาแปลกใจเช่นนี้…สิ่งที่เขาแปลกใจมากคือพวกมันทั้งหมดสามารถใช้ร่วมกัน

ราวกับวิชาปราณทั้งสามคือภาพวาดที่เชื่อมต่อกัน เมื่อวางไว้ต่างที่อาจจะมองไม่ออก แต่เมื่อนำภาพทั้งสามมาเรียงต่อกันก็พบว่าพวกมันคือภาพของหุบเขาเดียวกัน ดวงตาของเขาเปล่งประกายอย่างน่าประหลาด แม้ถังเฟยหู่จะพึ่งค้นพบความลับนี้ แต่เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องทั่วไปที่คนสกุลถังแห่งฟูเจี้ยนรู้อยู่แล้ว

คนอื่นในตระกูลอย่างเช่นถังชิงนั้นมีผู้อาวุโสต่างๆสอนและมอบความรู้ให้ รวมถึงความลับของเคล็ดวิชาและการตีความวิชา พวกเขารู้มาเสมอว่าเคล็ดวิชาทั้งหมดมีความต่อเนื่องกัน คนอื่นในตระกูลต่างฝึกวิชาปราณอำมหิตก่อนแล้วค่อยฝึกปราณหกสังหาร นั่นเพราะปราณอำมหิตมีส่วนช่วยให้อานุภาพของปราณหกสังหารมีมากขึ้น

แต่สิ่งที่คนสกุลถังแห่งฟูเจี้ยนไม่มีก็คือวิชาต่อไปที่มีส่วนช่วยหนุนเสริม นั่นก็คือปราณห้าพิษ ในตอนที่ถังหยางหลิวถ่ายทอดวิชานี้ให้แก่หลานชาย เขาไม่ได้บอกกล่าวถึงความลับนี้ก็เพราะขั้นตอนการฝึกฝนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนนั้นเชื่องช้าจนเกินไป ถังเฟยหู่นั้นต้องการแข็งแกร่งขึ้นอย่างเร็วที่สุด ปราณห้าพิษที่ใช้พิษในการปะทุพลังและมอบลมปราณให้มหาศาลเลยเหมาะสมที่สุด และใช้เวลาฝึกน้อยที่สุด การฝึกตามลำดับขั้นคือการช่วยเสริมคุณสมบัติพิเศษและอานุภาพของวิชาปราณในขั้นต่อมา

แต่ถังหยางหลิวได้ประเมินหลานชายตัวเองต่ำเกินไป! การที่ถังเฟยหู่ทำการฝึกฝนวิชาข้ามลำดับชั้นทำให้เขาเข้าใจส่วนสำคัญของวิชาหกสังหาร ส่วนพื้นฐานจากปราณอำมหิตทำให้เขาเข้าใจถึงพื้นฐานปราณหกสังหาร การฝึกฝนโดยทั่วไปของคนสกุลถังมักเป็นไปตามขั้นตอนและลำดับขั้น แต่เมื่อถังเฟยหู่ได้ผ่านจุดที่ยากกว่ามาได้แล้ว การฝึกฝนวิชาที่ระดับต่ำกว่าของชุดวิชาเดียวกันทำให้เขาเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว

ถังเฟยหู่ใช้เวลาไม่กี่วันในการฝึกฝนสำเร็จขั้นแรกของปราณหกสังหารจากทั้งหมดสี่ขั้น ปราณสีน้ำเงินเข้มได้ลอยขึ้นมาจากฝ่ามือของเขา เมื่อเขาได้ทำการวาดฝ่ามือออกไปตามเคล็ดวิชาหกสังหารไปทางหินก้อนหนึ่ง เขาสามารถสัมผัสได้ว่าปราณของเขาถูกสะสมอยู่ภายในหินก้อนนั้น เขาลองวาดฝ่ามือออกไปอีกหลายครั้งเพื่มสะสมลมปราณแต่เขาสามารถสะสมได้เพียงสามเท่า และในที่สุดปราณที่สะสมไว้ก็ปะทุออกมาและหินก้อนนั้นก็ถูกทำลายเป็นผุยผง

“สำเร็จขั้นแรกแล้ว…นับว่าไม่ยากอะไร คาดว่าหากฝึกฝนจนสำเร็จทั้งสี่ขั้นอาจทำให้สะสมปราณได้มากขึ้นจนข้ามไปขอบเขตปราณขั้นระดับต่ำได้ แม้ไม่มากนักแต่นับว่าดีกว่าไม่พัฒนาขึ้น แต่ที่สำคัญกว่าคือปราณห้าพิษจะได้รับคุณสมบัติพิเศษเพิ่มขึ้น”

ถังเฟยหู่ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้นก็ได้สำเร็จจนถึงขั้นที่สี่ เขาฝึกฝนวิชานี้สำเร็จได้อย่างรวดเร็ว อาจจะเป็นเพราะเขามีคุณสมบัติและความเข้าใจต่อวิชาที่มีความเกี่ยวเนื่องกันอยู่แล้ว ขอบเขตพลังของเขาได้เพิ่มขึ้นจนถึงขั้นหกระดับต่ำเพราะการปะทุของพลังปราณเมื่อฝึกสำเร็จแล้ว

ในตอนนั้นเองที่ปราณในตันเถียนเกิดการปะทุขึ้น พลังของปราณอำมหิตสีแดงได้ปะทุและหนุนเสริมปราณหกสังหารสีน้ำเงินเข้ม พวกมันวิ่งพล่านออกมาจากตันเถียนราวกับอสรพิษร้อย พวกมันวิ่งพล่านและเข้าสู่จุดชีพจรพิษทั้งร้อยแปดทั่วร่าง นี่ราวกับปราณห้าพิษได้รับการเติมเต็ม พลังปราณทั้งร่างเชื่อมต่อกันโดยสมบูรณ์ พลังทั้งหมดปะทุขึ้นอย่างพลุ่งพล่านและเพิ่มขอบเขตของเขาขึ้น

การเพิ่มคุณสมบัติของปราณห้าพิษได้เพิ่มสูงขึ้นและมอบพลังปราณจำนวนมากกลับเข้าสู่ตันเถียน มันมากมายราวกับตันเถียนของเขาถูกคลื่นมหาสมุทรจู่โจมอย่างรุนแรง พลังที่ถูกสะสมไว้ในตันเถียนได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดก็ได้ถึงขอบเขตของมัน พลังของเขาได้ข้ามขอบเขตใหม่และเข้าสู่ปราณขั้นหกระดับสูงในทันที ดูเหมือนการตัดสินใจของเขาจะถูกต้อง วิชาทั้งสามที่เกี่ยวเนื่องกันต่างหนุนเสริมกันและสร้างพลังในขอบเขตใหม่ให้แก่เขา เขาเข้าใกล้จุดหมายที่ตั้งไว้มากขึ้น

วิชาของสกุลถังสมกับเป็นยอดวิชาแห่งแผ่นดิน ตระกูลถังไม่อาจดูแคลนได้ วิชาของพวกเขาช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ไม่อย่างนั้นสกุลถังจะสามารถยืนหยัดในแผ่นดินได้ในฐานะหนึ่งในห้ายอดตระกูลเหรอ?

ถูกต้อง! ห้ายอดตระกูล หนึ่งในสิบห้ายอดยุทธ์แห่งแผ่นดิน เซียนตู๋แห่งสกุลถังคือหนึ่งในห้ายอดตระกูล มีศักดิ์เทียบเท่ากับขอทานเทพยดาโจ้วซือซึ่งเป็นประมุขพรรคกระยาจกแห่งแคว้นหัวเปย หรือแม้แต่ราชาปีศาจแห่งซีเซี่ย…

ความคิดเห็น