พราวนภา/เนตรอัปสรา/มณีหยาดฟ้า

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เผชิญหน้า (200%)...เจอกันจังๆ อิอิ

ชื่อตอน : เผชิญหน้า (200%)...เจอกันจังๆ อิอิ

คำค้น : รักโคตรร้าย ผู้ชายฮาร์ดคอร์ ,ป๋าพงษ์ , หมอครีม ,แอบรัก

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.9k

ความคิดเห็น : 48

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.พ. 2562 19:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เผชิญหน้า (200%)...เจอกันจังๆ อิอิ
แบบอักษร



“หึ…ที่สุดก็โผล่ออกมาจากห้องทำงานจนได้สินะ นึกว่าจะมุดหัวทำตัวเป็นพวกขี้ขลาดตาขาวเสียอีก”

น้ำคำเยาะหยันบวกกับโทนเสียงคุ้นหูทำให้คิริมาตัวแข็งทื่อ หัวใจเต้นโครมคราม แล้วเธอก็ต้องสะดุ้งเฮือกสุดตัวเมื่อรับรู้ว่าอีกฝ่ายเดินเข้าประชิดจากทางด้านหลัง จากนั้นก็จงใจกระซิบข้างใบหูน้อยให้พอได้ยินกันแค่สองคนด้วยถ้อยคำย้ำเตือนความทรงจำอันแสนน่ากระดากอาย                 

“ว่าไง ไม่คิดจะทักทายคนที่คุณ ‘จับปล้ำ’ อย่างเมามันบ้างหรือไง”

ลมหายใจร้อนผ่าวที่ต้องผิวกาย พร้อมกับเสียงห้าวทุ้มติดจะคุกคามทำให้คิริมาเผลอเม้มปากกลั้นใจ แล้วก็เกือบจะหลับตาปี๋เมื่ออีกฝ่ายตั้งท่าจะหมุนไหล่มนให้เธอหันไปเผชิญหน้ากันจังๆ ทว่าก่อนที่คิริมาจะได้รับรู้อย่างแจ่มแจ้งว่าคืนนั้นเธอนอนกับใครเสียงประตูห้องก็เปิดออกอีกครา     

“นายน้อยครับ เจอแล้วครับ”  

“แน่ใจนะว่าใช่”

เขาปล่อยมือจากไหล่มนอย่างฉับไว แล้วหันไปสนใจผู้มาใหม่ ครั้นอีกฝ่ายพยักหน้าก็ก้าวยาวๆ ไปยังประตูโดยที่ไม่เอ่ยอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว และนั่นก็ทำให้ผู้เป็นพ่ออดแปลกใจไม่ได้   

“นั่นแกจะไปไหนวะไอ้เสือ”  

“ผมจะไปดูว่าผู้หญิงที่ผมเห็นตอนลงไปกินข้าวใช่ผู้หญิงใจร้ายที่ทิ้งพ่อกับผมไปหรือเปล่า” ขาดคำร่างสูงใหญ่ไหล่กว้างก็ผลุนผลันออกไปจากห้อง     

“ไอ้ลูกคนนี้ มันลืมไปแล้วหรือไงวะ ว่าแม่ของมันทิ้งมันไปเพราะไม่ต้องการมัน แล้วมันยังจะไปยุ่งกับเขาอีกทำไม” หลังจากนิ่งอึ้งไปอึดใจใหญ่เพราะไม่เคยได้ยินลูกชายเอ่ยถึงแม่มานานหลายปี คนแก่ก็บ่นเบาๆ เหมือนจะเคืองให้อีกฝ่าย แต่นัยน์ตากลับหม่นเศร้าจนปิดไม่มิด   

จากนั้นทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ทั้งหมอและคนไข้ต่างตกอยู่ในภวังค์ของตัวเอง หัวสมองของคิริมาเฝ้าครุ่นคิดไปถึงคนที่เดินหน้ารุกตนอย่างหนักแบบโนสนโนแคร์ใครหน้าไหนทั้งสิ้น ส่วนผู้อาวุโสที่นอนทำหน้าเศร้าอยู่บนเตียงก็เอาแต่คิดถึงเมียที่ขอแยกทางและเดินออกไปจากชีวิตเมื่อหลายปีก่อน    

กระทั่งพยาบาลสาวกลับมาพร้อมกับพนักงานจากห้องเจาะเลือด หรือเรียกกันว่า IV Team เป็นทีมพยาบาลวิชาชีพที่มีความสามารถ มีประสบการณ์ และความชำนาญโดยเฉพาะ

แต่เก่าก่อนการเจาะเลือดจะให้พยาบาลประจำวอร์ดเป็นผู้ดำเนินการและนำไปส่งที่ห้องแล็ป แต่มักเจอปัญหาบ่อยครั้งในเรื่องการควานหาเส้นเลือดไม่เจอ หรือแย่กว่านั้นคือต้องเจาะใหม่ ทำให้คนไข้เจ็บตัวหลายรอบ บางรายก็ถึงกับเกิดอาการวิตกกังวลและหวาดกลัวการเจาะเลือด    

ทางโรงพยาบาลได้ตระหนักและเล็งเห็นความสำคัญของการลดความเสี่ยง ฉะนั้นจึงได้คัดสรรและจัดตั้งทีมผู้ชำนาญการขึ้นมาโดยเฉพาะ และมีนวัตกรรมที่ช่วยให้การเจาะเลือดมีความแม่นยำ ปลอดภัย และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยใช้เครื่องสแกนหาเส้นเลือด ที่ทำงานโดยการยิงแสงสแกนลงไปที่ผิวหนังจุดนั้นๆ จากนั้นเครื่องก็จะสแกนและคำนวณหาเส้นเลือด แล้วฉายภาพให้เห็นเส้นเลือดเป็นเงาด้วยตาเปล่า

“สวัสดีค่ะท่านรอง”

ผู้มาใหม่ค้อมหัวพร้อมเอ่ยทักทายด้วยท่าทางนอบน้อม คิริมาถึงได้หลุดออกจากภวังค์ พยักหน้าเล็กน้อย แล้วถอยออกมาเพื่อเปิดทางให้อีกฝ่ายได้ทำการเจาะเลือดของผู้ป่วยอย่างถนัด 

“ว่ายังไงหมอ ให้ลุงออกจากโรงพยาบาลไปพักที่คอนโดของลูกชายลุงได้ไหม” คล้อยหลังพยาบาลจากทีมเจาะเลือดนายบัญชาก็เอ่ยวิงวอนหมอด้วยประโยคเดิมอีกครั้ง        

“หมอทำอย่างนั้นไม่ได้จริงๆ ค่ะ เพราะตามที่บอกเลยว่าระดับน้ำตาลของคุณลุงยังสูงอยู่ ความดันก็ยังสูงอยู่” คุณหมอสาวยังคงเอ่ยด้วยท่าทางใจเย็นเช่นเคย    

“โธ่…หมอ” คนไข้โอดครวญด้วยสีหน้าเหมือนกินยาขม คิริมาทำได้เพียงยิ้มอ่อนๆ อย่างเห็นใจ แต่ก็ทำตามที่อีกฝ่ายต้องการไม่ได้ เพราะยังไงก็ต้องให้แพทย์เจ้าของไข้มาประเมินอาการอีกครั้ง   

“แล้ววันนี้คุณลุงอาการเป็นยังไงบ้างคะ เป็นหวัดดีขึ้นหรือยัง” คิริมาเห็นท่าไม่ดี กลัวคนไข้จะหมกมุ่นและใจเสียเพราะไม่ได้กลับบ้านก็ชวนอีกฝ่ายเปลี่ยนเรื่องคุย

“ยังเป็นหวัดอยู่หมอ เจ็บคออยู่บ้างแต่ไม่มากเท่าวันก่อนๆ แต่ลุงจะชอบไอตอนกลางคืน”  

“งั้นหมอขอดูหน่อยนะคะ ว่าคอบวมแดงไหม มีสเลดหรือเปล่า” คุณหมอสาวเอ่ยเป็นเชิงขออนุญาตอย่างอ่อนโยน ก่อนจะรับเครื่องมือและไฟฉายอันเล็กๆ มาตรวจดูภายในลำคอของคนป่วย    

“คอคุณลุงยังบวมแดงอยู่บ้าง และมีสเลดเล็กน้อย เดี๋ยวหมอจะจัดยาให้นะคะ แล้วหูของคุณลุงเป็นยังไงบ้างคะ อาจารย์หมอกมลบอกว่าคุณลุงมีปัญหาเรื่องหู”     

คิริมาเอ่ยบอกคนไข้ขณะปิดสวิตช์ไฟฉาย แล้วยื่นอุปกรณ์ตรวจไปให้พยาบาล จากนั้นก็เข้าประเด็นจริงๆ ที่เธอจะมาทำการรักษา การรักษาหรือตรวจคนไข้ที่อายุเลยวัยเกษียณมาหลายปีเป็นอะไรที่จะต้องค่อนข้างใจเย็น ระมัดระวัง และค่อยพูดค่อยจา เพื่อไม่ให้คนไข้รู้สึกตกใจ      

“หูลุงไม่ค่อยได้ยิน  มันอื้อๆ บางทีก็เหมือนจะหนวกยังไงก็ไม่รู้”

นายบัญชาเอ่ยบอกคุณหมอสาวด้วยสีหน้าไม่สู้จะดีนัก ซึ่งคิริมาก็เข้าใจดีว่าคนป่วยมักจะมีความกระวนกระวายใจต่ออาการผิดปกติของร่างกายตัวเอง  

“หูของคุณลุงมันจะอื้อ หรือไม่ได้ยินเท่าที่ควร เพราะคุณลุงยังเป็นหวัดอยู่ แต่ไม่ต้องกังวลนะคะ เพราะหลังจากที่อาการหวัดหายหูคุณลุงก็จะค่อยๆ กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมค่ะ”      

“คุณหมอแน่ใจนะว่าหูของลุงจะไม่หนวก เวลานอนตะแคงลุงได้ยินเสียงแปลกๆ เหมือนมีน้ำอยู่ข้างในยังไงก็ไม่รู้” คนป่วยเอ่ยถามด้วยท่าทางไม่สบายใจ อาการผิดปกติที่ปรากฏก่อนที่โรคเบาหวานจะกำเริบทำให้นายบัญชารู้สึกเป็นกังวล เพราะดูเหมือนว่ามันจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ    

“งั้นหมอขอดูในหูหน่อยนะคะ” ขาดคำคุณหมอสาวก็รับเครื่องตรวจหู หรือ Otoscope ซึ่งสามารถขยายภาพในรูหูให้มองเห็นได้อย่างชัดเจนจากพยาบาลสาว 

“คุณลุงพลิกตัวนอนตะแคงนะคะ เอาข้างซ้ายก่อนแล้วค่อยย้ายไปข้างขวาค่ะ” หลังจากคนไข้ทำตามที่สั่งคิริมาก็ทำการตรวจเช็กหูทั้งสองข้างของอีกฝ่าย   

“มีน้ำขังอยู่ในหูของคุณลุงทั้งสองข้างเลยค่ะ คุณลุงมีอาการแบบนี้มานานหรือยังคะ” หลังจากส่งอุปกรณ์ตรวจคืนให้พยาบาลคิริมาก็เอ่ยซักถามคนไข้

“นานแล้วหมอ ลุงเป็นหวัดเรื้อรังมาเกือบสองเดือน แล้วก็มีอาการหูอื้อและเหมือนมีน้ำขังอยู่ในหูมาเป็นเดือนแล้ว” นายบัญชาเอ่ยบอกอย่างละเอียด    

“ถึงว่าน้ำเป็นสีเหลืองเข้มเชียว อีกอย่างก็อยู่ลึกด้วยค่ะ อยู่ตรงหลังใบหูบริเวณนี้เลย” คุณหมอสาวเอ่ยพลางชี้นิ้วมือไปยังบริเวณหลังใบหูเกือบหนึ่งนิ้ว   

จากนั้นคิริมาก็อธิบายให้คนไข้ฟังว่าอีกฝ่ายเป็นหูน้ำหนวก ซึ่งเกิดจากหูชั้นกลางติดเชื้อ การติดเชื้อที่ช่องหูชั้นกลางโดยมากจะเป็นเชื้อแบคทีเรียมากกว่าเชื้อไวรัส ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการเป็นหวัด เพราะท่อปรับความดันอากาศหรือที่เรียกว่ายูสเตเชียนทิวป์ ซึ่งจะต่อจากช่องหูชั้นกลางลงมาที่คอ และเมื่อเป็นหวัดมากๆ เข้าก็จะทำให้เยื่อบุที่ท่อนี้บวมและตีบ จนไม่สามารถระบายของเสียออกจากหูได้ ฉะนั้นเชื้อโรคจากหวัดจึงลามเข้าไปในช่องหู เมื่อเข้าไปแล้วการระบายของเสียที่ผิดปกติก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อที่หูชั้นกลาง   

“หมอเอามันออกให้ลุงหน่อยได้ไหม ลุงรำคาญมากเลย อีกอย่างก็กลัวว่าหูจะหนวกจนไม่ได้ยินอะไร” คนไข้เอ่ยด้วยสีหน้าเป็นกังวล ยิ่งรู้ว่ามีน้ำขังอยู่ในหูก็ยิ่งใจเสีย   

“เอาออกน่ะมันเอาออกได้ค่ะ แต่อย่างที่หมอบอกคือระดับน้ำตาลและความดันของคุณลุงยังสูงอยู่ อีกอย่างคุณลุงก็อายุมากแล้ว หมอกลัวว่าคุณลุงจะช็อก เพราะมันจะเจ็บมาก”   

“เจ็บมากเลยเหรอหมอ” คราวนี้คนไข้มีอาการลังเลเล็กน้อย

“ใช่ค่ะ เพราะต้องเจาะเยื่อแก้วหู แล้วดูดเอาน้ำออก”

“เจ็บลุงก็จะสู้ ขอให้หายจากอาการหูอื้อก็พอ”   

“แต่หมอว่าเรารอดูไปก่อนดีกว่านะคะ เดี๋ยวหมอจะจัดยาฆ่าเชื้อ ยาลดอักเสบ และยาลดอาการหูอื้อให้ หลังจากนั้นอีกหนึ่งสัปดาห์หมอจะพาคุณลุงไปส่องกล้องที่แล็ป เพื่อดูให้แน่ใจว่ายาที่หมอจัดให้มันทำให้เยื่อบุลดอาการบวมลงบ้างหรือไม่ ถ้าไม่ได้ผลเราก็คงต้องเจาะเยื่อแก้วหู แล้วดูดเอาน้ำออก”           

คุณหมอสาวเอ่ยบอกไปตามขั้นตอนการรักษา ขณะตวัดปลายปากกาเขียนใบสั่งยาอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็กล่าวลาคนไข้ แล้วรีบออกไปจากห้องผู้ป่วย ด้วยเกรงว่าจะต้องเผชิญหน้ากับลูกชายของอีกฝ่ายที่กำลังทำตัวเป็นพวกอันธพาลตามคุกคามและระรานจนเธอแทบไม่เป็นตัวของตัวเอง


เช้าวันจันทร์เป็นอะไรที่เร่งรีบสำหรับคิริมา เพราะเธอมีประชุมกับผู้ถือหุ้นของโรงพยาบาล แล้วก็ต้องรีบสะสางงานที่คั่งค้าง กระทั่งถึงช่วงบ่าย ถึงได้ลงมาสั่งยาที่ห้องจ่ายยาให้คนไข้พิเศษของเธอซึ่งป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ ครั้งแรกที่เจออีกฝ่ายนั่งร้องไห้อยู่หน้าโรงพยาบาล จากนั้นก็เห็นทุกวัน จนทนไม่ไหว ที่สุดก็พามารักษา โดยขอให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่างเพื่อนของน้องชายเป็นแพทย์เจ้าของไข้ ซึ่งเธอเป็นคนออกค่ารักษาพยาบาลให้ทั้งหมด ถามว่าทำไมต้องช่วยเหลือคนที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อ คิริมาตอบอย่างไม่ต้องคิดว่าสงสาร เห็นอีกฝ่ายจำใครไม่ได้มันพลอยทำให้นึกถึงสภาพน่าอดสูของตัวเองหลังฟื้นจากการประสบอุบัติเหตุแบบไร้ความทรงจำ         

คุณหมอสาวยืนเขียนใบสั่งยาเกี่ยวกับไซนัสซึ่งเป็นอาการที่เพิ่งปรากฏในคนไข้พิเศษของเธอ และเธอก็สามารถสั่งจ่ายยาได้โดยตรงเพราะเป็นหมอหู คอ จมูก อยู่แล้ว จากนั้นก็ยื่นใบสั่งยาให้พนักงานของห้องจ่ายยา ก่อนจะสั่งให้เลขารอรับยา แล้วนำไปให้พยาบาลที่เฝ้าคนไข้พิเศษของเธอ     

หลังจากจัดการธุระที่ห้องจ่ายยาเสร็จ ท่านรองผู้อำนวยการสาวก็ตั้งใจจะเดินไปรอลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังชั้นที่เป็นห้องทำงานของตน หากว่าไม่เหลือบไปเห็นภาพสะดุดตาเข้าเสียก่อน  

ภาพที่เจ้าของร่างสูงใหญ่ไหล่กว้าง เรือนผมสีเทาเงาวับ โผเข้าไปกอดคุณหมอสาวอย่างธารธารา วินาทีนั้นคิริมาถึงกับนิ่งขึง หัวใจเหมือนถูกแช่แข็งไปชั่วขณะ แค่เห็นผมสีเทาความรู้สึกว้าวุ่นก็พลันบังเกิด ก่อนที่เธอจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นชัดๆ ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร      

พงษ์สวัสดิ์!

เป็นเขาจริงๆ ด้วยที่เป็นจิตแพทย์ซึ่งเพิ่งย้ายมาทำงานที่นี่      

ว่าอึ้งกับภาพที่พงษ์สวัสดิ์โผเข้ากอดธารธาราแบบไม่แคร์สายตาใครแล้ว เธอกลับตกตะลึงหนักยิ่งกว่าเมื่อเห็นปรเมศเดินลิ่วเข้าไปหาคนทั้งคู่ด้วยท่าทางวางอำนาจ ไม่แสดงอาการเกรี้ยวกราดเลือดร้อน ไม่บุ่มบ่าม แต่ดูจากสีหน้าที่เธอหรี่ตามองกลับแน่ใจว่าน้องชายกำลังเดือดจัด        

พงษ์สวัสดิ์และปรเมศยืนประจันหน้ากันด้วยท่าทางเอาเรื่อง โดยมีธารธารายืนมองด้วยสีหน้ากระวนกระวายใจ เดาว่าอีกฝ่ายคงกลัวสองหนุ่มเลือดร้อนจะมีเรื่องกัน  

ถ้าปรเมศเป็นจอมมาร พงษ์สวัสดิ์ก็คงเป็นจอมวายร้าย เพราะนอกจากสองหนุ่มจะหล่อ รวย แบดบอย นิสัยที่เหมือนกันของทั้งคู่คือชอบเอาชนะ          

“ท่านรองคะ ธุระที่ท่านให้ไปจัดการเรียบร้อยแล้วค่ะ”

เสียงใสๆ ของเลขาต่างดาวที่ดังขึ้นทำให้คิริมาถอนสายตาจากเหตุการณ์สุดระทึกที่ตกเป็นเป้าสายตาของบุคลากรที่อยู่บริเวณนั้น ก่อนจะกวาดตามองไปรอบๆ อย่างปรามสายเผือกที่กำลังซุ่มดูเหตุการณ์ และนั่นก็ทำให้ลูกน้องต่างพากันก้มหน้างุด บ้างหลบตา หรือไม่ก็กระวีกระวาดทำงานด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลนจนดูน่าขัน       

“อืม…แล้วคุณป้ายอมกินยาไหม”  

คิริมาเบนสายตามามองลูกน้องสาว แล้วเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ ที่ต้องเรียกคนไข้อย่างสนิทสนม เพราะเพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้ว่าคนที่เธอพามารักษาเพราะสงสารจริงๆ แล้วคือเพื่อนสนิทของมารดา ที่อยู่ๆ ก็ขาดการติดต่อกันไปนานกว่าสิบปีโดยไม่ทราบสาเหตุ มารดาของเธอเล่าให้ฟังว่าคุณป้าเลิกกับสามี แล้วหายหน้าหายตาไปจากวงสังคม ได้ยินจากปากคนสนิทว่าย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ได้ข่าวคราวอีกเลย       

“กว่าจะยอมได้ต้องหลอกล่อกันตั้งนานแน่ะค่ะ สุดท้ายก็ยอมกินเพราะพยาบาลโกหกว่าจะพาไปหาลูกชาย” เลขาสาวรายงานเจ้านายพร้อมปาดเหงื่อไปด้วย

“ค่อยเบาใจหน่อย”

“ท่านรองคะ นั่น…”

มนต์มีนาอ้าปากค้าง ขณะชี้มือไปยังภาพที่เห็น พงษ์สวัสดิ์กับปรเมศกำลังทำท่าเหมือนจะวางมวยกัน ส่วนคนกลางอย่างธารธาราที่เป็นต้นเหตุให้เกิดศึกชิงนางก็ได้แต่ยืนหน้าซีดเม้มปากอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี    

“ไม่มีอะไรหรอก เดี๋ยวฉันจัดการเอง ส่วนเธอก็ขึ้นไปทำงานที่ค้างไว้ให้เรียบร้อย” คำสั่งของคิริมาถือเป็นประกาศิตเสมอ เพราะพอขาดคำอีกฝ่ายก็ค้อมหัวให้ แล้วหมุนตัวเดินจากไป   

คิริมายังคงปักหลักเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ เพราะกลัวใจน้องชายอยู่ไม่น้อย ส่วนพงษ์สวัสดิ์นั้นก็ใช่ย่อย สมัยเรียนบ้าดีเดือดพอกัน ฉะนั้นจึงต้องดูท่าทีไปก่อน ถ้าทั้งคู่จะมีเรื่องกันจริงๆ เห็นทีเธอคงต้องเข้าไปห้าม เพราะไม่อยากให้ปรเมศตกเป็นขี้ปากของลูกน้องว่าเป็นถึงผู้บริหารแต่ยังควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้     

หลังจากเฝ้าระวังเหตุการณ์ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ทว่าในใจกลับร้อนรุ่น คิริมาก็ถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่ออยู่ๆ ผู้เป็นน้องชายก็เดินจากคู่กรณีไปเสียดื้อๆ ทว่าไม่นานกลับต้องขมวดคิ้วมุ่น เมื่อเห็นพงษ์สวัสดิ์เดินตามหลังปรเมศไปยังลิฟต์ ซึ่งไม่ถึงนาทีธารธาราก็เดินตามไปอีกคน แต่ไม่นานคุณหมอสาวมาดทอมบอยก็ถูกปรเมศไล่ตะเพิด ก่อนที่เขากับพงษ์สวัสดิ์จะขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นสูงสุด ไม่บอกก็รู้ว่าคนเลือดร้อนแถมยังขี้หวงของตัวเองไปเสียทุกอย่างเช่นปรเมศต้องการเรียกพงษ์สวัสดิ์ไปเคลียร์กันตัวต่อตัวบนห้องทำงาน

เห็นท่าไม่ดีคิริมาก็ก้าวยาวๆ ไปยังลิฟต์ของผู้บริหารที่พนักงานไม่มีสิทธิ์ใช้ ก่อนจะกดตัวเลขบนแผงควบคุมไปยังชั้นสูงสุดของตึก ยังไงเธอก็ต้องไปให้ถึงห้องทำงานของน้องชายก่อนสองคนนั้น


ทันทีที่สองหนุ่มเดินเข้าห้องทำงานของท่านรองผู้อำนวยการ ก็เห็นคนที่ดำรงตำแหน่งเดียวกันอย่างแพทย์หญิงคิริมา จิรกุล นั่งเชิดหน้านิ่งอยู่ที่โซฟา พงษ์สวัสดิ์มองอีกฝ่ายนิ่งๆ ทว่าแววตากลับไหวระริก แต่แค่นั้นก็ทำให้คิริมาต้องขยับเปลี่ยนท่านั่งด้วยความอึดอัดและประหม่าอย่างบอกไม่ถูก  

ที่สุดก็ได้เจอหน้ากันจังๆ ถึงอยากจะเลี่ยงเเทบตายเเต่ก็ทำไม่ได้               

เธอรู้จักเขา ผู้ชายที่เดินตามหลังน้องชายเข้ามา         

นายแพทย์พงษ์สวัสดิ์ วรางกูร

หมอเกรียนผู้ไม่สนโลกแห่งปี และมีแนวโน้มว่าฉายานี้จะล่วงเลยไปถึงในอนาคต

ไอ้หนุ่มหน้าตาจัดว่าหล่อลากไส้ ผิวขาวออร่าพุ่งทะลุสี่ดี นัยน์ตาร้ายๆ ตี่แต่กลับดูน่ามองและเป็นเสน่ห์เฉพาะตัว ผมทรงวัยรุ่นเซตให้ดูยุ่งๆ หน่อยไฮไลต์สีเทา ทาขอบตาดำนิดหน่อยส่งให้หน้าดูหล่อคมเข้มขึ้น แถมยังเจาะหู ชอบทำหน้ากวนๆ แต่มีโลกส่วนตัวสูง และมาดขรึม เข้าถึงอารมณ์และเดาใจยาก บางคราวก็ดูเหมือนจะมีความขัดแย้งในตัวเอง บุคลิกลักษณะเป็นเพลย์บอยลุคแบดๆ ชนิดที่ถ้าคนไม่รู้จัก หรือไม่เห็นเขาสวมเสื้อกาวน์ก็คงไม่มีใครคิดว่าเขาจะเป็นจิตแพทย์อันดับหนึ่งของรุ่น เพราะมองยังไงก็เหมาะที่จะเป็นนักร้องเกาหลี หรือไม่ก็เน็ตไอดอลที่ชอบทำตัวสุดโต่งมากกว่า เขายังคงแต่งตัวในสไตล์ไม่แคร์โลกเหมือนสมัยเรียนไม่มีผิด                   

หมอนอกคอก! แต่ฮอตเวอร์ในหมู่สาวๆ ที่ชอบเด็กแนวสไตล์แบดบอย        

เขาไม่สนว่าใครจะมองยังไง ใครจะว่าเขาแต่งตัวไม่เคารพในวิชาชีพเขาก็ไม่แคร์ ในเมื่อถึงเวลาที่เขารักษาคนไข้เขาก็ใช้วิชาชีพที่ตัวเองร่ำเรียนมาอย่างสุดความสามารถและไม่เคยพลาดสักครั้ง       

แต่น่าแปลกที่ไม่มีคนไข้รายไหนกลัวเขาเลย จากประวัติที่ทำงานเดิมซึ่งเธอเพิ่งเรียกดูจากฐานข้อมูลอย่างเร่งด่วน และทันท่วงทีก่อนที่สองหนุ่มจะมาถึง ระบุในทางตรงข้ามว่าคนไข้ต่างชื่นชอบเขามาก เพราะจะรู้สึกว่ามาคุยกับคนธรรมดาที่ดูเข้าอกเข้าใจพวกเขา และสามารถปรึกษาได้ทุกเรื่องกว่าการมาหาหมอโรคจิต เพราะสังคมไทยยังคงมีค่านิยามฝังหัวผิดๆ มองว่าคนที่จะต้องพบจิตแพทย์คือคนบ้า ทั้งที่จริงๆ แล้วเมืองนอกจิตแพทย์คืออาชีพหนึ่งที่คนจะวิ่งเข้าหาเมื่อมีปัญหาต่างๆ เข้ามาในชีวิตแล้วหาทางออกไม่ได้ การเยียวยาทางจิตใจที่ดีคือการระบายออกให้ผู้ที่เชี่ยวชาญในการแก้ไขได้รับฟัง และอุดรอยรั่วได้ตรงจุด นำไปสู่การบำบัดและฟื้นฟูจนผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตปกติ ไม่อยู่บนความหวาดระแวง ความทุกข์ ความเศร้า และรู้จักปล่อยวาง                 

“เรื่องนี้พี่ขอเป็นคนจัดการเองแล้วกัน ส่วนเราไปหาคุณพ่อที่ห้องทำงาน ท่านมีธุระสำคัญจะคุยด้วย”

แพทย์หญิงคิริมาเอ่ยเสียงเรียบตามแบบฉบับคนที่เป็นผู้ใหญ่เกินตัว เธอไม่อยากยุ่งกับเรื่องนี้นักหรอกหากไม่บังเอิญเห็นเหตุการณ์เข้า และไม่ต้องการให้เรื่องบานปลายเพราะรู้ดีแก่ใจว่าสองหนุ่มต่างเป็นคนไม่ยอมคน ถ้าให้เคลียร์กันเองก็เกรงว่ามันจะไม่จบอย่างสันติ และหากปรเมศทำตัวกราดเกรี้ยวหรือใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกไม่ควรก็เกรงว่าจะไม่เป็นที่นับถือของคนใต้ปกครอง จะเสียการปกครองเสียเปล่าๆ          

“แต่ว่า…”

“ไม่มีแต่ ไปหาคุณพ่อเดี๋ยวนี้ อย่าให้ท่านต้องรอ” แม่สาวมาดนิ่งเอ่ยเสียงเข้มเป็นประกาศิต นอกจากผู้เป็นมารดาแล้วคนที่ปรเมศยอมลงให้เสมอก็คงเป็นพี่สาวจอมเนี๊ยบนี่แหละ   

ปรเมศกำลังจะเดินออกจากห้องอย่างยอมจำนนอยู่แล้ว หากน้ำคำกวนๆ ไม่ดังมากระทบหูเข้าเสียก่อน

“หึ…นึกว่าจะแน่ที่แท้ก็กลัวแม่”             

“อย่ามาลามปามพี่สาวกูนะโว้ย!”

“โอ๊ะโอ๋…โทษทีว่ะเห็นหน้าแก่ๆ ท่าทางเคร่งๆ กูเลยนึกว่ายัยป้าเนี่ยเป็นแม่มึง” คุณหมอมาดกวนเอ่ยหน้าตายพร้อมหันไปมองคิริมาอย่างหยันๆ ถึงแม้จะรู้ดีแก่ใจว่าแม่สาวที่ชอบทำตัวแก่เกินวัยจะเนื้อในอวบอึ๋ม แถมยังน่าฟัดยิ่งกว่าเซ็กส์บอมบ์และดาราหนังเอวีญี่ปุ่นที่เขาชอบดูคลายเครียดเวลาว่างๆ      

การันตีว่าถ้าถอดเสื้อผ้าเชยๆ กับแว่นคุณป้าหลุดโลกนั่นออกหนุ่มๆ เห็นจะต้องต้องน้ำลายหกกับความเอ็กซ์ที่แม่ให้มาล้วนๆ นมเป็นนม ตูดเป็นตูด แต่ท่าทางเชิดๆ พร้อมปรายตามองเขาเหมือนตำหนิเด็กตัวน้อยๆ ที่กำลังทำผิดมหันต์ทำให้เขานึกหมั่นไส้จนอยากทำให้แม่คนคร่ำครึนั่นสติแตก หรือไม่ก็โกรธจนตัวสั่นระเบิดอารมณ์ลั่นคงสนุกและเป็นภาพที่น่าดูอย่างพิลึก ความคิดคึกคะนองที่ผุดขึ้นมาในหัว ทำให้ริมฝีปากหยักลึกตามแบบฉบับของคนที่เอาแต่ใจและยึดถือความคิดของตัวเองเป็นใหญ่แสยะยิ้มมาดร้าย            

“มึง!...” ปรเมศตรงรี่เข้าไปหมายจะกระชากคอเสื้ออีกฝ่าย แต่คิริมาเอาตัวมาขวางไว้ แล้วผลักอกน้องชายแรงๆ พร้อมเค้นเสียงดุๆ ห้ามปราม      

“หยุดเดี๋ยวนี้นะเมศ!”

“พี่ครีมปล่อยผม ผมจะเอาเลือดปากมันออก”

“เข้ามาสิวะ กูก็อยากเอาเลือดปากท่านรองฯ อย่างมึงออกเหมือนกัน” คนช่างยั่วเอ่ยยียวน ไม่สนว่าผู้หญิงคนเดียวในห้องจะมองตาเขียวหน้าตึง      

“ฉันบอกให้หยุด! หยุดเลยนะทั้งสองคน!” 

“หูยยยยย…เผด็จการชิบหาย ใครได้ไปเป็นเมียคงซวยตายโหง” คนโดนแขวะไม่ปริปาก มองหมอนอกคอกแค่หางตา แล้วทำหน้าเรียบนิ่งไร้อารมณ์ดังเดิม ท่าทางไม่แยแสกับการยั่วแหย่และเหมือนไม่เห็นเขาอยู่ในสายตายิ่งทำให้พงษ์สวัสดิ์นึกหมั่นไส้ ครั้นจะเอ่ยยั่วอารมณ์เธออีกคราปรเมศก็สวนขึ้นเสียงขุ่นคลั่ก    

“หยุดคำพูดและท่าทางกวนตีนๆ ของมึงซะ ก่อนที่มึงจะไม่มีปากไว้แดกข้าว” ปรเมศทำท่าจะดึงดันมาชกปากอีกฝ่ายให้ได้ หากไม่มีคิริมาคั่นกลางเขาสาบานว่าจะฟาดปากหมาๆ นั่นให้เลือดสาด  

“กลัวที่ไหน แน่จริงก็เข้ามาดิวะอย่าเอาแต่เห่า” พงษ์สวัสดิ์ลอยหน้าท้าทาย ทำเอาคนที่โดนกวนโทสะทนไม่ไหว ตั้งท่าจะกระโจนเข้าใส่อีกฝ่าย ทว่าน้ำเสียงทรงอำนาจก็ดังขึ้นเสียก่อน       

“เมศ…ควบคุมอารมณ์ แล้วไปหาคุณพ่อซะ”

“ขอผมเอาเลือดปากไอ้หมอโรคจิตนั่นออกก่อนแล้วจะไป”

“พี่บอกให้ไปหาคุณพ่อเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นพี่จะฟ้องคุณแม่ว่าเราพูดจาหยาบคาย และมีเรื่องกับผู้ใต้บังคับบัญชา”

วาจาเฉียบขาดแกมข่มขู่เสียงเย็นๆ ของพี่สาวทำให้ปรเมศเม้มปากแน่นเหมือนเด็กถูกขัดใจ แล้วหันขวับไปชี้หน้าคู่กรณีอย่างเอาเรื่อง       

“ฝากไว้ก่อนเถอะมึง!”   

จากนั้นปรเมศก็โดนพี่สาวรุนหลังออกจากห้องไปด้วยท่าทางฮึดฮัด คิริมาสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วหมุนตัวกลับมายืนกอดอกมองหน้าคนที่กำลังนั่งเอกเขนกที่โซฟาอย่างเอาเรื่อง ท่าทางนิ่งๆ ดูไม่อนาทรร้อนใจของคนที่ก่อวีรกรรมตั้งแต่เข้าทำงานวันแรกๆ ทำให้เธออดหมั่นไส้ไม่ได้                  

“ว่าไงครับป้า  ทนคิดถึงผมไม่ไหวจนต้องยื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องนี้เชียวเหรอ” 

คำเรียกขานว่า ‘ป้า’ อันแสนคุ้นหู และถ้อยคำตีความหมายคล้ายสนิทสนมในประโยคถัดมาทำให้คิริมาหัวใจกระตุกวูบ แทบทำอะไรไม่ถูก และเกือบจะจิตหลุด ทว่าชั่วเสี้ยวนาทีก็ปรับอารมณ์ให้เป็นปกติดังเดิม

“ฉันไม่อยากยุ่งเรื่องของคนอย่างคุณนักหรอก ถ้าการกระทำของคุณมันจะไม่ส่งผลเสียมาถึงชื่อเสียงของโรงพยาบาล” เธอเอ่ยเสียงเรียบพร้อมจ้องอีกฝ่ายอย่างตำหนิ    

“ผมทำอะไรผิด” เขาแบมือยักไหล่ทำหน้าซื่อตาใสได้ชวนหมั่นไส้เป็นที่สุด   

“ยังจะต้องให้สาธยายถึงนิสัยแย่ๆ ของคุณอีกหรือไง” สาวผู้เย็นชาไร้ความรู้สึกเอ่ยด้วยโทนเสียงราบเรียบ หากแต่คนฟังกลับรู้สึกราวกับถูกตอกหน้าเสียอย่างนั้น   

“หึ…ไม่ใช่แค่ผมหรอกนะที่แย่ ไอ้ท่านรองฯ น้องชายคุณก็แย่พอกัน”

“ถึงน้องชายฉันจะนิสัยแย่ เขาก็ไม่เคยโผเข้ากอดผู้หญิงท่ามกลางสายตาประชาชีแบบคุณ ที่สำคัญคือปรเมศไม่เคยทำสีผม และแต่งตัวบ้าๆ บอๆ แบบคุณ” 

“แต่งตัวแบบไหนที่คุณเรียกว่าบ้าๆ บอๆ” เจ้าของร่างสูงใหญ่ผุดลุกขึ้น  เดินเข้าประชิด แล้วไล่บี้เอาคำตอบ  รู้สึกกรุ่นโกรธกับการวิจารณ์การแต่งตัวของเขาในทางเสียๆ หายๆ    

“ก็ทำสีผมเหมือนคนแก่ ทาเบ้าตาดำเหมือนหมีแพนด้าหลุดมาจากสวนสัตว์ เจาะหูเหมือนพวกจิ๊กโก๋” เธอสาธยายมาซะคนหล่ออย่างเขาเกือบหมดความมั่นใจ   

“หึ…พวกไร้รสนิยมชอบทำตัวแก่หงำเหงือกก็อย่างงี้แหละ ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมป้าแว่นอย่างคุณถึงได้ฉายาว่าแฟชั่นตกยุคประจำคณะแพทย์ศาสตร์” คุณหมอหนุ่มทำเสียงเยาะหยัน    

“จะแขวะยังไงก็เชิญ แต่ฉันว่าคุณไปเปลี่ยนสีผมซะบ้างก็ดีนะ จะได้ดูเป็นผู้เป็นคนกับเขาขึ้นมาหน่อย” นอกจากแม่สาวมาดนิ่งจะทำท่าไม่แยแสในวาจาแดกดันแล้ว เธอยังถือโอกาสสั่งสอนเขาอีกตลบ   

“สีผมของผมมันมีปัญหากับคุณมากหรือไง หรือว่าเห็นแล้วเกิดอารมณ์อดใจไม่ไหว” เขาเอ่ยอย่างยียวน ใบหน้านิ่งๆ มีเพียงยิ้มกวนๆ แต้มตรงมุมปาก   

“ถ้ายังไม่หยุดลามปาม ฉันจะสั่งให้คุณไปย้อมผมดำแน่” คิริมากดเสียงต่ำตอบโต้ ก่อนจะมองเขาด้วยสีหน้าเย็นชา ทว่าแววตากลับขุ่นขึ้ง 

“ผมไม่ย้อม พอใจจะทำสีนี้ ถ้าจะไล่ผมออกก็เชิญเลย บ้านผมรวย อ้อ…แต่ก่อนจะไล่ผมออกกรุณาคิดดูให้ดีๆ ก่อนนะ เพราะคนไข้จากโรง’บาลเดิมย้ายตามผมมาเยอะ คุณคงไม่อยากเสียลูกค้า”   

“จิตแพทย์ที่เก่งกว่าคุณมีเยอะแยะ” คิริมาเชิดหน้าเอ่ยอย่างไม่แคร์ด้วยมาดหยิ่งๆ จนน่าโมโห และท่าทางไม่แยแสก็ทำให้เขางุ่นง่านไปหมด     

“หึ…คงตั้งใจจะเล่นผมทั้งพี่ทั้งน้องสินะ” 

คำว่า ‘เล่น’ ที่เขาเอ่ยประชดเธอเข้าใจได้ดีว่ามันหมายถึงเล่นงาน จึงมองหน้าอีกฝ่ายนิ่งๆ สีหน้าราบเรียบไร้อารมณ์ แล้วเอ่ยอย่างจริงจัง  

“ไม่มีใครเขาอยากเล่นคุณโดยที่คุณไม่ได้ทำอะไรไม่ถูกไม่ควรหรอก”

“คืนนั้น…ผมก็ไม่ได้ทำอะไรผิดนะ อยู่ดีๆ คุณก็ ‘เล่น’ ผมซะเอวแทบเคล็ด แหม…ใครจะคิดล่ะว่าหมอสาวลุคคุณครูฝ่ายปกครองเจ้าระเบียบมาดเนี๊ยบไร้อารมณ์เหมือนผีดิบอย่างคุณเวลา ‘ขึ้น’ จะหาทางลงยากแบบนั้น เล่นเอาซะลูกชายผมโดนรีดพิษจนโงหัวแทบไม่ขึ้น”   

น้ำคำยวนยั่วทำให้คนฟังหน้าร้อนวาบ หัวใจกระตุกวูบ

เป็นเขาจริงๆ เหรอเนี่ย คืนนั้นเธอนอนกับเขาจริงๆ เหรอ โอ…ไม่นะ!

คิริมาได้แต่รำพันในอก    

ลึกๆ ก็ทำใจไว้บ้างแล้วว่ามันอาจจะเป็นเขา ก็พยายามบอกตัวเองว่ามันพลาดไปแล้วจะทำอย่างไรได้ แต่พอได้ยินจากปากเขาเต็มๆ กลับทำให้เธอรู้สึกโมโหและเจ็บใจให้ตัวเองที่วันนั้นตัดสินใจอ้อนวอนให้เขาช่วย    

ครั้นจะตอบโต้ก็ต้องอ้าปากค้างกับวาจาเหลือรับที่ไอ้คนหน้าไม่อายโพล่งออกมาอีกหนึ่งคำรบ      

“ท่าฉีกขา กระพือปีก แหวกดาว…บอกเลยว่ามันสุดยอดมาก”     

“หยุดคำพูดสั่วๆ ของคุณซะ ฉันไม่เคยทำอะไรบ้าๆ อย่างที่คุณกล่าวหาทั้งนั้น” เธอกดเสียงต่ำอย่างพยายามควบคุมอารมณ์สุดขีด ทว่าใบหน้าเนียนกลับไม่วายแดงก่ำด้วยความกระดากอาย    

“แน่ใจเหรอที่พูดมาน่ะ หึ…คงคิดว่าผมเมาจนจำอะไรไม่ได้งั้นสิ”

“ฉันบอกให้หยุดพูด!” คราวนี้คนที่เก็บอารมณ์เก่งเริ่มขึ้นเสียงอย่างจิตหลุด

“จะบอกอะไรให้นะป้า ถึงผมจะเมาผมก็มีสติว่าตัวเองกำลังเอากับใคร และเอาท่าไหนบ้าง” คนยโสลอยหน้าบอกด้วยท่าทางมาดมั่นจนน่าหมั่นไส้

“ถ้ายังไม่หยุดพูด ฉันไล่คุณออกแน่คุณหมอพงษ์สวัสดิ์”

“แหม…อย่าขู่นักเลยแค่นี้ผัวก็กลัวจะแย่อยู่แล้วยาหยี”

“ไอ้คนบ้านี่! อย่ามาเรียกฉันแบบนี้นะ” เธอเค้นเสียงขุ่นสวนกลับ คิดผิดอย่างมหันต์ที่ยื่นมือมายุ่งกับเรื่องนี้ เขาขยับลุกขึ้นเดินมาหา แล้วจงใจยื่นหน้ามาใกล้ๆ 

“ไม่ให้เรียกแบบนี้ แล้วจะให้เรียกแบบไหน เรียกเมียจ๋าดีไหม”

“เด็กบ้า!” 

“แค่ผมเกิดหลังคุณปีเดียวไม่เด็กหรอก ไม่งั้นคงเอาคุณทำเมียไม่ได้ เอ๋…ผมพูดผิดไปหน่อย คุณต่างหากที่เป็นฝ่ายเอาผมทำผัวจนฟ้าเหลือง”

“หุบปากของคุณ แล้วกลับไปทำงานซะ”

“อ้าว…นึกว่าจะเรียกมาตักเตือน ที่แท้ก็หาข้ออ้างอยากเห็นหน้าผัวนี่เอง”

“อย่าคิดเข้าข้างตัวเองไปหน่อยเลย คุณไม่ได้เป็นผู้ชายคนเดียวที่เข้ามาในชีวิตฉันหรอกนะ” คิริมาเชิดหน้าคอแข็ง แล้วเอ่ยเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ ทำเอาคนฟังถึงกับสะอึก ทว่าไม่นานพ่อเจ้าประคุณก็แสยะยิ้มหยันจนน่ารังเกียจ แต่คำพูดที่หลุดออกมาจากปากโอหังนั่นน่ารังเกียจกว่าเป็นเท่าทวี    

“โอ๊ยยยย…พูดเหมือนตัวเองสวยหยาดฟ้ามาดินอย่างนั้นแหละ ถึงผมจะไม่ใช่ผู้ชายคนเดียวในชีวิตคุณ แต่ผมมั่นใจว่าผมเป็นผู้ชายคนแรกในชีวิตคุณอย่างแน่นอน”     

“นี่คุณ…”

“จุ๊ๆๆ จะปฏิเสธล่ะสิว่านั่นไม่ใช่ครั้งแรก ไม่ต้องมาทำปากแข็งหรอกน่า เซ็กส์งกๆ เงิ่นๆ แบบนั้น ไม่มีสาวไวไฟที่ไหนเขาทำกันหรอกพี่สาว นอกจากพวกโดนวางยาแล้วหื่นแตกอย่างคุณ”

“หยุดกวนประสาทฉัน แล้วกลับไปทำงานของคุณซะ แล้วอย่าไปทำอะไรหมอธารธาราแบบนั้นอีกล่ะ”

“หึงผัวเหรอจ๊ะแม่ผีดิบสาวสองพันปี” พ่อคนช่างกวนลอยหน้าเอ่ยล้อเลียน

“ฉันห่วงชื่อเสียงหมอน้ำต่างหากล่ะ ไม่อยากให้มาแปดเปื้อนเพราะผู้ชายแบบคุณ”

“ไม่ต้องห่วงหรอก หมอน้ำน่ะผมจริงจัง แต่กับคุณน่ะก็แค่ผู้หญิงที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เอากันแค่ครั้งเดียวก็เกินพอ แต่ถ้าพลาดพลั้งจนเกิดท้องขึ้นมาก็บอกนะจ๊ะเดี๋ยวป๋าจะเป็นพ่อของลูกให้”    

จอมวายร้ายจงใจก้มลงมากระซิบชิดใบหูน้อย ก่อนจะกดจมูกลงที่พวงแก้มสุกปลั่งหนักๆ ครั้นเธอจะด่าทอเขาก็ยักคิ้วให้ แล้วหมุนตัวก้าวออกจากห้องพร้อมเสียงหัวเราะร่วนชวนเจ็บใจ...


อ๊ายยยยย ที่สุดก็ได้เจอกันนะจ๊ะ แถมอิป๋าจะโคตรจะยียวนกวนประสาท แบบว่านั่นแหละคือวิธีเข้าหาสาวของคนฟอร์มจัด ตอนหน้าบอกเลยว่าห้ามพลาด!!! เพราะอิป๋าจะรุกหนักมากกว่าเดิม แถมยังจะมีหนุ่มมาจีบหนูครีมให้ได้หึงจนแทบคลั่ง และตัวร้ายจะโผล่มาแล้ว แต่จะเป็นใครนั้นต้องไปติดตามกันต่อจ้า เอ้า…ใครรออยู่เม้นท์มาให้กำลังใจกันบ้างจ้า ช่วงนี้ดูเป็นเงียบๆ จ้า ^^

###ปล.ช่วงนี้หายหน้าไปหลายวัน เพราะไม่สบายมากนะคะ แพ้อากาศและมีอาการแน่นหน้าอกหายใจไม่ออก คาดว่าน่าจะมีปัญหาเรื่องเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบตามที่เคยเป็นมาตลอดในช่วงหน้าร้อนจ้า ทรมานจ้า บางคืนปวดร้าวไปทั้งอกซ้ายจนไม่ได้นอน

@@@ตอนนี้ ฉากสุดท้ายจะยกมาจากเรื่องที่แล้ว แต่เติมแต่งบางช่วงให้เหมาะสมนะคะ ไม่รู้ว่าเนื้อเรื่องเข้ากันไหม เขียนไปก็กังวลไปกลัวคนอ่านไม่ได้อารมณ์ ยังไงก็เม้นท์มาบอกกันบ้างนะคะ

***เรื่องหูน้ำหนวกเอยึดจากเคสของย่าตัวเองที่ไปหามอจริงๆ นะคะ ส่วนเรื่องเกี่ยวกับการเจาะเลือดยึดจากการสอบถามน้องพยาบาลที่ทำงานในโรงพยาบาลเอกชนจ้า ^^


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น