เจ้านิ้วดำ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอน 20 [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 13.8k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 มี.ค. 2562 18:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน 20 [100%]
แบบอักษร

20

--------------------



“ขอโทษ ที่พูดอย่างนั้น...”

“หายโกรธไข่เถอะ...”

สองเสียงประสานขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ซ้ำยังต่างฝ่ายต่างหันมองกัน

จากที่ต่างคนต่างนั่งคนละมุมเตียง หันหลังให้กันเหมือนเข้าหน้ากันไม่ติด บรรยากาศไมสดใสแต่ไม่ขุ่นมัว มีแต่ความเงียบไร้ซึ่งการพูดคุย ทั้งที่เวลาอยู่ด้วยกัน หากปราศจากคนอื่น จะคุยเล่นเรื่อยเปื่อยไม่เงียบเหงา

สถานการณ์เหมือนจะดีขึ้น ไข่จึงเป็นฝ่ายเข้าหาด้วยความยินดีและดีใจ คลานข้ามเตียงไปหาคนที่นั่งอยู่อีกมุมหนึ่ง

“ไม่...ไม่เป็นไรเลย ไข่ไม่ถือสาเลย ช่างมันเถอะ ช่างมัน”  

“...” อิษฎีเม้มปาก มองไข่ด้วยความซาบซึ้งกับมิตรภาพที่ได้คืนกลับ หลังบาดหมางกันในระยะสั้น “ขอโทษที่พูดออกไปอย่างนั้น เราเผลอดูถูกไข่เพราะเราโกรธ ผิดหวังที่ไข่เชื่อในการตัดสินใจของเรามาโดยตลอด แล้วมันก็มีวันหนึ่งซึ่งก็คือวันนั้นที่ไข่...ไม่เชื่อเรา”

“คุณเอื้อหายโกรธหรือยัง?”

“...” อิษฎีพยักหน้า “อย่าทำอีกนะ อีกสักครั้งหนึ่งก็ไม่ได้ ไม่ได้จริงๆ เราไม่อยากรู้สึกว่าในโลกนี้เราไม่สามารถไว้ใจใครอย่างถึงที่สุดได้เลยสักคน เข้าใจใช่ไหม? เราเป็นโรคความไว้ใจบกพร่อง อย่าทำให้โรคมันกำเริบ มันทั้งโกรธทั้งหดหู่ มันเคว้งคว้าง แล้วมันก็พาเราย้อนกลับไปวันนั้น วันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต...”

ไข่รีบแทรกพูด เพราะทนฟังอิษฎีเว้าวอนอย่างคนมีแผลลึกไม่ไหว “ไม่ทำแล้วคุณเอื้อ ไข่ไม่ทำ ถ้าคุณเอื้อพอใจจะให้มันเป็นอย่างนี้ไข่จะไม่ก้าวก่ายอีก ไข่ไม่ทำแล้วคุณเอื้อ ไม่ทำๆ ไข่สัญญา”

ความผูกพันระหว่างพวกเขาสองคน หลังจากนั้นไม่ต้องใช้คำพูดอะไรสื่อสาร แค่มองตาก็เข้าใจ อิษฎีเป็นฝ่ายเข้าหาบ้าง เขากอดคนสนิท สองขาเกี่ยวเอว คนอายุไล่เลี่ยกันสองคนต่างกอดกันอยู่ในความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยาวนานนับสิบปี

บรรยากาศชื่นมื่น ท่ามกลางมิตรภาพของเด็กหนุ่มทั้งสอง พลันประตูห้องนอนกลับเปิดออกด้วยฝีมือของคนด้านนอก คนคนนั้นกำลังหาคนวิปลาสที่หายไปจากสายตาของเขาแล้วก็มาพบว่ากำลังกอดกันกลมอยู่กับคนสนิทที่บนเตียงในห้องนอนเดิมของเจ้าตัว

“ทำไมถึงต้องกอดกัน?” เขาตั้งคำถามใส่

“ได้คืนดี เลยต้องกอดกันครับ” ไข่เป็นคนตอบ ขณะที่เขากับอิษฎียังคงกอดกันอยู่ อิษฎีอยู่ในตำแหน่งที่หันหลังให้ตรีภพ มีแค่ไข่ที่เห็นว่าตรีภพถามด้วยสีหน้าแบบไหน

“คืนดี? สองคนไปเคืองใจกันตอนไหน เอื้อเสียสติไม่รู้ความ พลาดพลั้งทำอะไรไป ไข่ที่ดูแลมานานน่าจะเข้าใจ ไม่น่าถือสากัน”

“ไข่ต่างหากที่ทำให้คุณเอื้อเคือง”

“ถ้าเรียบร้อยแล้วก็ปล่อย ห่างกันได้แล้ว”

อิษฎีได้ฟังทุกถ้อยคำของตรีภพ ขณะวางคางเกยไหล่บางของไข่ เขาอดยิ้มน้อยๆ ไม่ได้ ทว่ายิ้มไม่อาจส่งไปถึงนัยน์ตาที่มัวหมองเหมือนมีหมอกจางคาขังอยู่ในแก้วตาคู่นั้น

“เราคิดจะบอกอาตรี” อิษฎีกระซิบให้ไข่ได้ยิน

ไข่ตกตะลึง ทั้งตื่นเต้นยินดีให้กับการตัดสินใจของอิษฎี “มันดีแล้วคุณเอื้อ ให้ไข่อยู่ด้วยไหม?”

“ไม่เป็นไร มันไม่น่าร้ายแรง อาตรีเป็นคนมีเหตุมีผล เราก็มีเหตุมีผลไปคุยกับเขา”

พูดออกไปอย่างนั้น แต่สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความกังวลเจือหวาดกลัว กังวลที่จะสารภาพยังไม่น่ากลัวเท่าคนที่เขาเลือกสารภาพนั้น ไว้ใจได้แน่หรือเปล่า เขากลัวผิดหวังและพึ่งตระหนักว่าเผลอไผลวาดหวังกับคนอย่างตรีภพไปแล้วโดยไม่รู้ตัว ตลอดมาเพราะความจริงใจหนักแน่นที่ตรีภพมีให้เขา มันกัดกินความรู้สึกของเขาไปทีละนิด

เขาแพ้ให้ความจริงใจที่ตรีภพมีให้

จะขอลองดู ลองทั้งที่กลัวขึ้นสมอง

“ต้องให้ฉันยืนดูอีกนานไหม?”

เมื่อบทของเขาหายไปช่วงหนึ่ง เขาจึงทวงบทของตัวเองคืน หลังเห็นทั้งสองคนยังคงกอดกัน สองขายาวของอิษฎีเกี่ยวพันรอบเอวคนสนิท ภาพสายตานั้นก่อกวนความรู้สึกของเขาให้ปั่นป่วนศูนย์เสียความนิ่งขรึมสุขุม เขาที่ยืนอยู่ตรงนี้ไม่ต่างอะไรจากส่วนเกิน ซึ่งมันไม่ควรเป็นอย่างนั้น คนวิปลาสที่เด็กหนุ่มกอดอยู่นั้นเป็นภรรยาบ้าของเขา

ตรีภพรู้ว่าความรู้สึกปั่นป่วนมันมีชื่อเรียกว่าอะไร และเขายอมรับโดยดุษฎี

เขาหวงแหนในตัวอิษฎี...

มันผิดวิสัย ไม่นึกว่าตัวเองจะรู้สึกรักชอบคนวิปลาสคนนี้ได้รุนแรงถึงขนาดนี้ ตัวเขาในวัยสามสิบเก้า ผ่านความรักมาไม่มากครั้ง แต่นับได้ก็หลายครั้ง คนที่เขาล้วนคบหาเคียงใจด้วย เขายังไม่พานหึงหวงทำหวงแหนจนชะล้างความมีเหตุผลของตัวเองไปแทบไม่เหลือ

อิษฎีแค่กอดกับไข่ ไข่แค่กอดอิษฎี สองคนแค่กอดกัน ทั้งสองคนต่างผูกพันกันด้วยมิตรภาพและใจบริสุทธิ์ ไม่ใช่พิศวาสเกินเลย

เขากลับยังบังเกิดความหวงแหน

อย่าให้เพทายได้ล่วงรู้ถึงความหวงแหนที่มากกว่าปกตินี้เด็ดขาด เพื่อนสนิทเป็นได้ล้อเขาว่าเป็นพวกเห่อเมีย หลงเมีย คลั่งเมียแน่ๆ

ไข่หัวเราะให้กับคำถามของตรีภพแล้วเป็นฝ่ายหลบฉากไปแทน

“วันนี้ของว่างตอนกลางวันมีรวมมิตรน้ำกะที ไข่ลงไปช่วยป้านงค์ทำดีกว่า”

ทั้งไข่ทั้งอิษฎีผละห่างออกจากกัน ไข่ลุกขึ้นยืน ก่อนไปเขาหันไปส่งสายตาให้กำลังใจอิษฎี จากนั้นถึงเดินออกจากห้อง

เมื่อประตูปิดลง ภายในห้องเหลือไว้แค่คนสองคน อิษฎียังคงนั่งอยู่บนเตียงด้วยท่าทางไม่สุภาพเรียบร้อยเท่าไหร่ ตรีภพพาตัวเองไปแทนที่ไข่ เขานั่งลงบนเตียงข้างอิษฎี แล้วจัดแจงยกตัวอิษฎีขึ้นนั่งคร่อมตักเขา ให้สองขาเรียวยาวของคนวิปลาสเกี่ยวพันรอบเอวหนาของเขาให้เหมือนกับที่อิษฎีทำกับไข่

อิริยาบถเดิม เปลี่ยนไปแค่คน

“แต่งงานแล้ว ให้ใครกอดหรือกอดกับใครได้ที่ไหน ไม่ถูกไม่ควร”

เป็นการติเตียนสั่งสอนคนวิปลาสด้วยความลำเอียงที่สุดเท่าที่ตรีภพเคยติเตียนสั่งสอนใครต่อใครมา นั่นเพราะคนวิปลาสคนนี้ไม่เหมือนใครอื่นทั่วไป คนวิปลาสของเขาคนนี้เป็นคนพิเศษ ในคำติเตียนมีความไม่พอใจผสมอยู่เพียงนิด เจือความหวงแหนยังแรงกล้า หากความรักใคร่เอ็นดูนั้นมีไม่น้อย

“ใครกอดเราได้ เรากอดใครได้ ใครถูกใครควร ใครเป็นใคร”

“ใครเป็นอา อากอดเราได้ เรากอดอาได้ เด็กบ้า อาไม่ให้เอื้อกอดใครแล้วนะ อย่าให้อาเห็นอีก เมื่อไหร่ที่อยากกอด ให้เป็นอาที่กอดเราเท่านั้น”

“ทำไมๆ?”

“พูดไปแล้วจะรู้จะเข้าใจ?”

“เรารู้ๆ ทำไมๆ เรามีสองแขน ใครๆ ก็มีสองแขน ใครมีแขน เราก็มีแขน กอดกันได้ อย่างนี้ไง”

อิษฏีกางสองแขนอ้ากว้างแล้วสาธิตกอดตรีภพประกอบคำพูดแล้วสวมกอดคุณอาหนุ่มเสียแน่นหนึบ ตรีภพตอบรับกอดอิษฏีด้วยความรู้สึกอิ่มเอมเป็นสุข การกระทำของเจ้าตัวนั้นช่างอ้อนช่างน่ารัก ปล้นความเอ็นดูจากเขาไปจนหมดใจ  เขากดปลายจมูกฝังลงบนกลุ่มผมยุ่ง จากนั้นถึงแนบหน้าคลอเคลีย ลูบฝ่ามือไปบนแผ่นหลัง ท่ามกลางบรรยากาศเรียบง่ายและสุขสงบ

“นั่นเป็นเพราะอาหวง”

“...”

“สองแขนของอา อาอยากกอดแค่เรา มีไว้ให้แค่เราของอาคนเดียว”

“ดี...” อิษฎีพยักหน้าเอ่ยเสียงแผ่วเบา เขากอดคุณอาพลางเกยคางไว้บนบ่ากว้าง เอียงหน้าแนบอิงกับลำคอด้านข้างของอา แววตาปรากฏความซาบซึ้งยินดี แต่ม่านหมอกมัวหมองยังคงปกคลุมคาขังอยู่ในนั้น แม้เจือจางแต่ไม่เลือนหาย ทอดเสียงพึมพำท่ามกลางรอยยิ้มขื่นขม “ดีจริงๆ ดีแล้ว เราชอบ สองแขนของอากอดเราคนเดียว เราให้อากอดเราคนเดียว”

“ในเมื่ออากอดเราได้แค่คนเดียว หากอาเกิดอยากกอด อาต้องได้กอดเราทุกเมื่อ ยินดีตอบรับอาทุกครั้ง อย่ามีปฏิเสธ เพราะอากอดใครไม่ได้อีกแล้วนอกจากเรา จะขอตัดขาดทุกกอดเพื่อกอดเราคนเดียว ในโลกนี้ไม่ขอกอดใครอีก จะขอกอดแค่เราคนเดียว อาดีแบบนี้ไม่มีรางวัลให้อาหน่อยหรือไง?” ตรีภพผละห่าง เพื่อเชยคางอิษฎีแล้วทวงถามรางวัลจากการเสียสละ เขาไม่ได้พูดเล่น เขาพูดจริงๆ เขาสามารถกอดคนคนเดียวตลอดชีวิตเขา โดยไม่เอาสองแขนไปกอดคนอื่นได้

“รางวัล ดีๆ ให้มาให้กลับ เอารางวัลอะไรดี เราให้ๆ เราจะให้รางวัล”

คุณอาหนุ่มเล่นเล่ห์เพทุบายอย่างนี้อีกแล้ว ทำดีหวังผลประโยชน์ คนที่ต้องให้ผลประโยชน์ก็ต้องไม่พ้นคนบ้าอย่างเขาทุกที เขาไม่ได้เรียกร้องให้คุณอาไม่กอดใครเสียหน่อย คุณอาพูดเองออกเองทั้งนั้น

แต่เอาเถอะ...

เขาเชื่อคำพูดของอานะ เชื่อว่าอาจะไม่เอาสองแขนที่แข็งแรงแล้วก็อบอุ่นปลอดภัยของอาไปกอดใคร เชื่อในวาจาที่อาลั่นไว้

“ร้องรำให้อาชมหน่อยได้ไหม?”

“รำ ใช่ๆ เรารำได้นะ เรารำได้ เราเคยเรียนรำ เราเนี่ยรำเป็นนะ เรารำให้ดูๆ”

ตรีภพคงชอบเขาในตอนร่ายรำมาก ถึงได้เอ่ยขอรางวัลเป็นเรื่องนี้มา คุณอาชอบดอกจำปาก็เพราะเขาทำอุบะจำปาสร้อยสนตกไว้ คุณอาร้องเนื้อเพลงฉุยฉายพราหมณ์ได้ก็เพราะเขาสวมบทพราหมณ์น้อยร่ายรำในวันนั้นเมื่อสิบปีก่อน คุณอาเคยบอกว่าไม่มีใครรำฉุยฉายพราหมณ์ได้น่ามองเท่าเขา

ความประทับใจที่คุณอามีให้เขา มันเริ่มต้นจากบทเพลงและการแสดงรำในวันนั้น

อิษฎีลงจากตักของตรีภพ ไปยืนบนพื้นที่ว่างข้างเตียง มีผู้ชมเป็นคนพิเศษคนหนึ่งคนเดียวที่ได้ชมภาพหายาก ปกติหากเขาจะรำ เขาก็ร้องรำเล่นด้วยความวิปลาส แต่กับตรีภพเขาอยากให้การร่ายรำในวันนี้เป็นจริงให้ได้เหมือนเขาในอดีต

อิษฎีกระพุ่มมือไหว้ ตั้งจิตภาวนาบูชาครู ก่อนเริ่มร่ายรำบทเพลงที่เคยสร้างความประทับใจระหว่างกันไว้ในวันวานระหว่างเขากับตรีภพ

เมื่อมีเสียงเพลงและคนร้อง อิษฎีจึงเอ่ยเนื้อเพลงผ่านเสียงร้องเรียบๆ แล้วรำประกอบ

“ฉุยฉายเอย

ช่างงามขำช่างรำโยกย้าย

สะเอวแสนอ่อนอรชรช่วงกาย

วิจิตรยิ่งลายที่คนประดิษฐ์

สองเนตรคมขำแสงดำมันขลับ

ชม้อยเนตรจับช่างสวยสุดพิศ ฯ”

ตรีภพราวกับถูกสะกดตรึง คิดไม่ผิดที่ร้องขอให้พราหมณ์น้อยที่ตอนนี้กลายเป็นพราหมณ์หนุ่มรำเพลงที่เคยสร้างความประทับใจไว้ให้เขา เหตุการณ์ตอนนั้นเป็นดั่งเมล็ดพันธุ์ที่ปลิวตกลงมานอนอยู่ในก้นหัวใจของเขา ใช้เวลานานมากกว่าสิบปี เมล็ดพันธุ์ถึงงอกเงยกลายเป็นความรัก

อิษฎีเป็นดั่งที่บทเพลงว่าไว้ ยามร่ายรำช่างงดงาม อ่อนช้อย สองตาคมดำขลับคู่นั้นแลเหลือบมาทางเขาเป็นจริตที่ทำให้ผู้ชมอย่างเขาไม่ต่างจากโดนล่อลวงไม่มีละสายตา

“สุดสวยเอย

ยิ่งพิศยิ่งเพลินเชิญให้งงงวย

งามหัตถ์งามกรช่างอ่อนระทวย

ช่างนาดช่างนวยสวยยั่วนัยนา

ทั้งหัตถ์ทั้งกรก็ฟ้อนถูกแบบ

ดูยลแยบสวยยิ่งเทวา ฯ”

พราหมณ์หนุ่มน้อยของเขายิ่งมองยิ่งเพลินตา มือไม้อ่อนพลิ้ว เป็นผู้ชายที่ร่ายรำแล้วไม่ขัดตาเลยสักนิด ได้ชมในคราวนี้ แม้แตกต่างด้วยเวลา ช่วงวัยและบริบท แต่ให้กลิ่นอายที่ชวนให้นึกถึงอดีตในวันนั้น ดวงหน้าของคนวิปลาสในปัจจุบันยังคงเค้าโครงเดิม วันนั้นแต่งแต้มเครื่องสำอาง วาดโครงคิ้วเรียวคมเหมือนผู้หญิง เหล่านั้นขับให้ใบหน้าดูอ่อนหวาน หากไม่รู้ว่าก่อนว่าเป็นเด็กผู้ชายก็คงดูไม่ออก วันนี้ดวงหน้าหมดจดไร้การแต่งเติมยังน่ามองน่าชมเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ให้อิษฎีรำฉุยฉายพราหมณ์ให้เขาชมอีกสักร้อนครั้งพันครั้ง เขาก็มั่นใจว่าไม่มีทางเบื่อ ต่อให้คนตรงหน้าถูกกาลเวลาพรากเอาความเยาว์และวัยหนุ่มไป เหลือเพียงร่างแก่ชราและริ้วรอยเหี่ยวย่นกำลังร่ายรำนี้ หรือต่อให้เนื้อเพลงจะไม่เหมาะกับวัยของคนรำแล้ว...

อิษฎีจะยังคงเป็นพราหมณ์น้อยหนึ่งเดียวในใจตลอดจนชีวิตของเขาเสมอ

“น่าชมเอย

น่าชมเจ้าพราหมณ์

ดูทั่วตัวงาม

ไม่ทรามจนนิด

ดูผุดดูผ่อง

เหมือนทองทาติด

ยิ่งเพ่งยิ่งพิศ

ยิ่งคิดชมเอย ฯ”

ปากขับร้องเนื้อเพลงไร้เสียงดนตรี ทั่วร่างเคลื่อนไหวเป็นจังหวะพลิ้วไหวรับกับท่าทางร่ายรำ ทว่าสิ่งที่ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันคือสองตาเอาแต่มองอีกคนที่นั่งมองมา

ตรีภพอาจมองว่าเขารำสวย แต่เขารู้ตัวดีว่ารำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ทั้งที่ทุ่มเทแล้ว แต่เพราะในใจของเขากำลังว้าวุ่น พวกเขาสองคนอยู่ในห้องและมีเวลาส่วนตัว ปราศจากใครอื่น

ไม่ให้บอกเวลานี้ แล้วจะบอกเวลาไหนได้อีก...

ตรีภพดูพึงพอใจมาก นั่นเป็นการปูอารมณ์ของคุณอาหนุ่มให้เป็นไปในทางที่ดีทอดหนึ่งก่อนอิษฎีจะตัดสินใจก้าวเดิน

หัวใจเต้นโครมคราม ความหวาดกลัวเกาะกิน ถมทับความเป็นกังวล ผู้ชายคนนั้นเป็นคนเดชาธร ผู้ชายคนนั้นเคยทำงานให้กับเดชาธร ผู้ชายคนนั้นออกจากงานในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ครอบครัวของเขาเริ่มเกิดเรื่อง ผู้ชายคนนั้นรู้จักกับครอบครัวของเขา

ผู้ชายคนนั้น เขารักได้ แต่ไว้ใจได้หรือเปล่า?

บทเพลงใกล้จบแล้ว ช่วงท้ายเป็นช่วงที่ตรีภพเคยพูดเนื้อเพลงท่อนนี้ให้เขาฟัง

“น่ารักเอย        น่ารักดรุณ

เหมือนแรกจะรุ่น          จะรู้เดียงสา

เจ้ายิ้มเจ้าแย้ม แก้มเหมือนมาลา

จ่อจิตติดตา     เสียจริงเจ้าเอย ฯ”

จบแล้ว...

อิษฎีในวันนี้เป็นคนแสร้งรู้เดียงสา เขายิ้มเขาแย้มเพราะแสร้งวิปลาสเลื่อนเปื้อน เขาไม่ใช่อิษฎีเด็กชายเมื่อสิบปีก่อนที่ตรีภพเคยประทับใจ เขาเป็นเพียงคนที่ควรตายแต่ไม่ตายและเหลือรอดมาเพียงตัวคนเดียวอย่างอ้างว้างโดดเดี่ยวพร้อมบาดแผลในจิตใจ

เขาเลียนแบบเหตุการณ์ในอดีต คลานเข่าเข้าหาตรีภพ ก่อนที่คุณอาจะได้พูดอะไร เขากระพุ่มมือไหว้หมายฝากไว้บนหัวเข่า อดีตปัจจุบันทับซ้อนราวกับเป็นอันหนึ่งอันเดียว เป็นมือหนาอบอุ่นของคุณอาหนุ่มที่ยื่นมือรองรับไหว้ของเขา

อิษฎีเงยหน้ามองเหมือนตอนนั้นไม่มีผิด

แต่หลังจากนี้ต่างหากที่ไม่เป็นเหมือนอย่างในอดีตแล้ว

“ไหว้นี้ให้อา เพราะเอื้ออยากขอโทษ”

“เรา...” ตรีภพไม่เข้าใจในท่าทีและคำพูดที่เหมือนคนปกติรู้ความของอิษฎี

อิษฎีจรดศีรษะแนบหน้าผากลงมาซบลงบนสองมือที่กระพุ่มไหว้ค้างไว้ โดยมีมือใหญ่ของตรีภพรองรับจับกุมไว้อีกที อิษฎีเงยหน้าช้อนตาขึ้นมองอีกครั้ง

“ไหว้นี้ให้อา ขอให้อาไม่โกรธเคืองเอื้อ”

“เอื้อ เราทำให้อาไม่เข้าใจ เรากำลังทำอะไร เป็นอะไร?” ตรีภพถามด้วยความเป็นห่วง บางทีการรำอาจไปกระตุ้นภาพความจำในอดีตของอิษฎีในส่วนที่สามารถฉุดรั้งให้อิษฎีเผยความปกติที่เหมือนไม่ปกติออกมา ไม่รู้สิ ท่าทีของอิษฎีทำให้เขาแยกแยะไม่ได้ว่าอิษฎีเป็นอะไรไป

ท่ามกลางความสับสนเป็นกังวลทั้งยังห่วงใยอิษฎีของตรีภพ อิษฎีสูดลมหายใจ ตั้งมั่นและแน่วแน่พูดความจริงออกมา

“อาตรี ที่จริงแล้ว...เอื้อไม่ได้...”

เสียงเคาะประตูพลันดังขึ้นจากคนด้านนอก กลบเอาเสียงของอิษฎีให้กลืนหาย แย่งเอาความสนใจจากตรีภพและทำลายโอกาสเหมาะไปจากอิษฎี ไม่ต้องรอให้คนด้านในอนุญาต คนด้านนอกก็ค่อยๆ เปิดประตูอย่างระมัดระวัง

“คุณตรีภพคะ มีแขกมาค่ะ” อนงค์เรียนให้เจ้านายหนุ่มทราบ

“ใคร?”

“คุณเขาบอกว่าชื่อปรมะค่ะ”

ชื่อนั้นได้แช่แข็งเลือดกายและจังหวะหัวใจที่แน่นิ่งของอิษฎีไปชั่วขณะหนึ่ง

อิษฎีมองหน้าตรีภพราวกับว่าเขาไม่เคยเห็นตรีภพมาก่อนและพึ่งได้เห็นชัดเจนเต็มตาก็ตอนนี้

ผู้ชายคนที่ยังรับไหว้ของเขาอยู่ ผู้ชายคนนี้รู้จักกับปรมะ!

“เขาเป็นคนที่ทำธุรกิจร่วมกับผม รับรองให้ดี เดี๋ยวผมตามลงไป”

ทำธุรกิจร่วมกันอยู่ นั่นหมายความว่าตรีภพกับปรมะไม่ต่างจากเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน

อิษฎีจนถึงตอนนี้ก็ยังกะพริบตาไม่ลง หายใจไม่ทั่วท้อง ทั่วร่างไม่เคลื่อนไหว แน่นิ่งราวกับถูกแช่แข็งแล้วแช่แข็งอีกไม่เลิกกับความจริงที่พึ่งบังเอิญได้รับรู้ก็วันนี้ เมื่อได้ยินคำตอบของตรีภพ อิษฎีดึงสองมือที่กระพุ่มไหว้อย่างอ่อนน้อมออกจากมือใหญ่ของตรีภพ เขากุมมือตัวเองอย่างหวงแหน

เขาเกือบทำอะไรลงไป?

พลันถามตัวเองซ้ำซากอยู่อย่างนั้น เขาก้มหน้ามองสองมือของตัวเองที่จับกุมกันแน่นจนข้อกระดูกปูดโปน เลือดเดินได้ไม่ดี มือจึงซีดและเห็นเส้นเลือดจางๆ ดวงตาล่อกแล่กเต็มไปด้วยความหวาดระแวงไม่เหลือความนุ่มนวลอ่อนน้อม

เขากำลังจะบอกความลับสำคัญของตัวเองให้กับผู้ชายที่เป็นมิตรกับฆาตกร!

แม่บ้านเลยวัยกลางคนเรียนให้เจ้าบ้านทราบเรียบร้อย เป็นอันหมดหน้าที่ก็ออกจากห้องแล้วลงไปรับรองแขกคนสำคัญของเจ้านายตามคำฝากฝัง

ตรีภพในช่วงเวลาก่อนหน้านั้นไม่ทันได้สังเกตเห็นปฏิกิริยาท่าทีของอิษฎี เมื่อแม่บ้านออกไป เขาจึงเหลียวใบหน้ากลับมามองคนที่นั่งพับเพียบเรียบร้อย ท่านั่งนั้นยังผลให้อิษฎีแลดูนุ่มนวลอ่อนโยน เรียกความชื่นชมเอ็นดูจากเขาไปได้อีกยกแล้ว

“เมื่อกี้นี้...เราขอโทษอาใช่ไหม ไม่ให้อาโกรธเคืองเรา มีเรื่องอะไรให้อาต้องไม่พอใจเรา เอื้อไหนบอกอา เราเป็นอะไรหรือเปล่า?” เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลใส่ใจ ท้ายประโยคพลางเอื้อมสองมือยื่นไปข้างหน้า หมายเกาะกุมสองไหล่กลมกลึงแล้วดึงตัวคนที่นั่งอยู่บนพื้นขึ้นมานั่งในระดับเดียวกัน

ทว่า...

อิษฎีเบี่ยงตัวหลบหนีสองมือใหญ่ที่ยื่นมา พลันถลันกายลุกขึ้นยืน

“ไม่ขอโทษๆ ไม่ขอโทษแล้ว ไม่โกรธไม่เคือง ไม่มีขอโทษ ไม่เป็นไรๆ ไม่ได้เป็นไร เมื่อกี้นี้ไม่มี มีแต่ตอนนี้ เมื่อกี้นี้เป็นอะไรไม่รู้แล้ว เรา...เราไม่รู้ๆ ไม่ๆ อย่ามายุ่มย่ามกับเรา”

คนวิปลาสปฏิเสธที่จะถูกเขาแตะต้อง ในคำพูดวกวนมีแต่ความสับสนระคนต่อต้าน ดวงตาหวาดกลัวตื่นตระหนกนั้นมองเขาไม่มิตร

ตรีภพขมวดคิ้วหน้าขรึม เขาลุกขึ้นยืน “เอื้อ...”

ทันเอ่ยได้เพียงเท่านั้น เจ้าของชื่อกลับวิ่งเร็วออกจากห้องไปแล้ว เขาได้แต่มองตามด้วยความไม่เข้าใจ พยายามค้นหาสาเหตุจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เขากลับไม่พบอะไร นอกจากนี่เป็นธรรมดาของคนบ้าที่เสียสติไม่อยู่กับร่องกับรอย เขาถอนหายใจแล้วเดินลงไปข้างล่าง ด้วยยังไม่ลืมว่าตอนนี้มีแขกคนสำคัญมาเยี่ยมเยือนอย่างกะทันหัน ซึ่งเขาไม่รู้มาก่อนว่าปรมะจะมา

แขกผู้มาเยือนโดยไม่ได้นัดหมายและเจ้าบ้านไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมาหาเขาถึงบ้าน ซึ่งที่พักอาศัยหลังนี้น้อยคนจะรู้ แต่ก็ใช่ว่ายากจะรู้อีกนั่นแหละ ส่วนใหญ่รวมถึงปรมะต่างก็รู้ว่าเขาอาศัยอยู่ที่เพนท์เฮาส์ส่วนตัวชั้นบนสุดของที่ทำงาน

ปรมะกำลังยืนถือถ้วยชาอยู่ในห้องนั่งเล่นไม่ใช่ห้องรับแขก ผู้ชายวัยสี่สิบกว่าที่ยิ่งมากอายุความเกรงขามยิ่งมากขึ้นตามกัน คนคนนี้มีชื่อเสียงในด้านการเมือง เป็นที่ปรึกษาทางการเมือง ออกสื่อหลายครั้ง มีธุรกิจส่วนตัวโดดเด่นในด้านอุตสาหกรรมประเภทการให้เช่าเครื่องจักรและเครื่องอุปกรณ์และมีหุ้นส่วนรายย่อยอีกหลายที่ หนึ่งในนั้นยังเป็นหุ้นส่วนอยู่ในธุรกิจเครือเดชาธร ช่วงเวลาสามสี่ปีมานี้ ปรมะพยายามไล่ซื้อหุ้นธุรกิจในเครือเดชาธรจากผู้ถือหุ้นรายย่อยคนอื่นๆ จนในที่สุดในบรรดาผู้ถือหุ้นรายย่อยด้วยกัน ปรมะนับเป็นผู้ที่มีหุ้นมากที่สุด

เหตุที่ทำให้ปรมะกับตรีภพโคจรมาทำธุรกิจร่วมกัน นั่นเพราะปรมะค่อนข้างกว้างขวางอยู่ในแวดวงธุรกิจภาคอุตสาหกรรมอยู่ก่อนแล้ว เครดิตดีเป็นตัวแทนระดับประเทศผูกขาดนำเข้ารถยนต์ยี่ห้อหนึ่งแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งตรีภพสนใจคุณสมบัติและราคารวมถึงเซอร์วิสหลังการขายของรถยนต์ยี่ห้อนี้ เขาจึงติดต่อพูดคุยกับปรมะด้วยตัวเอง ต่อมานอกจากรถยนต์ยี่ห้อนี้จะผูกขาดกับธุรกิจของเขา เขายังได้หุ้นส่วนเพิ่มอีกคนหนึ่ง ปรมะถือเป็นพันธมิตรที่ดีเยี่ยมอีกคนหนึ่ง ไม่แพ้นายหัวภาสกร

ปรมะเลิกข้องเกี่ยวกับการเมืองแล้วและหันมาทำธุรกิจเต็มตัว นั่นเป็นฉากหน้า ทว่าเมื่อไหร่ที่ประเทศมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง สื่อไม่เคยที่จะไม่สัมภาษณ์คนคนนี้ สัมภาษณ์ของปรมะค่อนข้างมีสีสัน เขาเข้าใจเกมการเมืองทะลุปุโปร่งและชาญฉลาดพอที่จะเลือกใช้คำพูด ไม่ให้กระทบต่ออำนาจมืดสูงสุด

ปัจจุบันปรมะเป็นรองประธานบริหาร TPP LOJISTICS ตำแหน่งนี้ที่ถูกต้องควรเป็นของเพทาย แต่เพทายไม่ค่อยให้ความสนใจด้านการบริหารธุรกิจอย่างจริงจัง เพทายสนุกที่จะร่วมลงทุนแล้วรอรับเงินปันผลมากกว่า

“คุณชอบเหรอ หรือปลูกไปอย่างงั้น?” ปรมะเป็นฝ่ายทักก่อน เขายืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกง ถามจบก็ยกถ้วยชาในมือขึ้นจิบ สายตายังไงทอดมองออกไปยังสระว่ายน้ำด้านนอก ไปจบอยู่ที่ดงดอกจำปามากมายอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน

“มากกว่าชอบ จำปาเป็นดอกไม้โปรดของผม” ตรีภพเดินเข้าไปใกล้แล้วหยุดยืนอยู่ข้างปรมะ เขาเองก็มองดงจำปาพวกนั้นเหมือนกัน แต่แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความหลงใหล

“มันหอมนะ แต่นานไปให้ความรู้สึกเลี่ยนๆ เกินไปสำหรับผม ให้อยู่กลับกลิ่นนี้ตลอด ผมเวียนหัวแน่ๆ” รสนิยมใครรสนิยมมันน่ะนะ สำหรับปรมะกลิ่นของดอกจำปาออกจะหวานเลี่ยนไปหน่อย

“ผมเคยปลูกมาหลายครั้งแล้ว มันยืนต้นตายทุกครั้ง แต่แปลกมากที่ดอกมันยังอยู่ นานกว่าระยอมร่วงโรยตามต้นมันไป” ตรีภพบอกกล่าวเล่าสู่

“ตรงหน้านี่ถือว่าปลูกสำเร็จหรือเปล่า?”

“สำเร็จแล้ว แต่เสียดายที่ไม่ได้ขุดดินลงมือปลูกเอง สงสัยมือผมไม่เหมาะกับการเพาะปลูกอะไร”

“ชอบมากจริงๆ นะเนี่ย ผู้ชายน้อยคนจะมีดอกไม้ที่ชอบชัดเจนขนาดนี้ ดอกไม้กับผู้ชายมันของคู่กันที่ไหน จริงไหม?”

“คุณมีดอกไม้ที่ชอบหรือเปล่า ผมอยากรู้”

“...” ปรมะเงียบคิด อดีตฉุดให้เขาดิ่งลึกไปหายวินาที สุดท้ายก็ดึงตัวเองกลับมาแล้วหาคำตอบให้ตรีภพได้ “มันนับเป็นดอกไม้หรือเปล่าไม่รู้ กลิ่นหอมหรือก็ไม่น่ามี อีกอย่างผมก็ไม่ได้ชอบมัน แค่คนที่ผมรักชอบมัน แล้วมันก็สร้างความน่ารำคาญ เป็นปัญหาให้กับคนทั่วไปไม่น้อย เข้าข่ายวัชพืชที่มีอยู่ทั่วไป คนคอยกำจัด เพราะพอฝักของมันแตกตัวจะมีดอกแก่มีขนขาวฟูลอยไปตามลม ผมกำลังหมายถึงต้นธูปฤาษีน่ะ เธอชอบมัน”

“ผมคิดว่ายังไม่เคยบอกใครว่าได้ย้ายมาพักที่นี่แล้ว” ตรีภพดึงเข้าเรื่องที่เขาสงสัยคาใจ

“ไม่ได้ยากอะไรที่จะรู้เลยนะ” ปรมะหันมาตอบยิ้มๆ

“บอกทีว่ามันง่ายแค่ไหน?”

“บังเอิญน่ะ หลานสาวของผมกำลังจะแต่งงาน หลานเขยมาซื้อเรือนหอไว้ที่โครงการนี้ ผู้จัดการโครงการโฆษณาว่าโครงการของเขามีนักธุรกิจพันล้านอาศัยอยู่ที่นี่ ผมสงสัยก็เลยถาม ผู้จัดการก็อยากให้โครงการดูน่าเชื่อถือเลยเอ่ยชื่อคุณ หลานเขยหลานสาวทั้งสองคนกลับไปแล้ว ไหนๆ ก็มาทั้งที ผมเลยแวะมาให้คุณเลี้ยงชากาแฟซะหน่อย”

ปรมะยกถ้วยในมือขึ้นมาแล้ววางกลับลงไปบนจานรองถ้วยใบเล็กเข้าชุด

“อย่างนี้นี่เอง” ตรีภพหายคาใจ ก่อนจะชักชวนอย่างใจกว้าง “อีกเดี๋ยวมื้อเที่ยงจะจัดขึ้นโต๊ะ คุณจะให้ผมเลี้ยงข้าวเที่ยงด้วยเลยไหม?”

“ไม่ปฏิเสธ”

“เชิญนั่งก่อน”

ปรมะพยักหน้าแล้วเดินไปนั่งลงบนโซฟาสีน้ำตาลเปลือกไม้ ตรีภพค่อยนั่งตามทีหลัง พวกเขาสองคนมีบุคลิกภายนอกที่ค่อนข้างเข้ากับสีน้ำตาลดีทีเดียว

“อยู่กันกี่คน ทำไมเงียบเชียบอย่างนี้?”

“หลานสองคน แล้วก็คนดูแลอีกสามคน ผมชอบให้บ้านมีบรรยากาศที่เงียบสงบอย่างนี้”

“หลาน? ไม่เคยเห็นคุณพูดถึง อยู่ที่บริษัทเราก็ไม่ค่อยได้คุยเรื่องส่วนตัว ถือว่าชวนคุยก็แล้วกัน อันไหนตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องตอบ อันไหนไม่อยากตอบก็ไม่ต้องตอบอีกเหมือนกัน”

“ตอบได้” ตรีภพหัวเราะน้อยๆ ทำเอาบุคลิกเคร่งขรึมจริงจังแบบที่ไม่ต้องปั้นแต่งให้เป็น แต่เป็นอย่างนี้มาจากนิสัยและเนื้อแท้ ถึงกับลดทอนในยามที่เขายิ้ม ยิ้มทำให้ผู้คนดูอ่อนโยนเป็นมิตร ไม่เว้นแม้แต่ตรีภพ “คนหนึ่งเป็นลูกบุญธรรมคนเล็กของพี่รุต อีกคนหนึ่งเป็นคนดูแลที่ตามกันมา สองคนนี้ขาดกันไม่ได้”

“ไม่ใช่หลานในสายเลือดอย่างนั้นสินะ” ปรมะกำลังทำความเข้าใจ

“เป็นอย่างนั้น ตอนนี้คนหนึ่งเป็นหลาน อีกคนหนึ่งไม่ได้เป็นนับตั้งแต่ย้ายมาอยู่ด้วยกันกับผมที่นี่แล้ว” ตรีภพคิดแล้วว่าเรื่องส่วนตัวของเขาที่กำลังเผยในต่อไปนี้ สามารถให้ปรมะรับรู้ได้ ในไม่ช้าก็เร็ว ปรมะก็ต้องรู้อยู่ดี เพราะพวกเขานับเป็นเพื่อนร่วมธุรกิจกัน หลายปีที่เขารู้จักปรมะมา คนคนนี้เป็นคนที่คบหาได้

หากเขาเป็นผู้ชายสุขุมจริงจัง ปรมะจัดอยู่ในจำพวกผู้ชายเย็นชามีแผล

ตรีภพไม่รู้ว่าแผลที่ติดอยู่ในใจปรมะคือเรื่องอะไร แน่นอนว่าคนอย่างเขาไม่เคยถามและปรมะก็ไม่ต้องการให้ใครรู้ ที่เขารู้ว่าปรมะมีแผลใจ นั่นก็เพราะบางครั้งสีหน้าและแววตามันฟ้อง มันเป็นสีหน้ากระด้างกระเดื่อง แข็งกร้าว แววตานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความแค้นที่ผูกติดใจไว้ โดยไม่ต้องอาศัยการสังเกตอะไรมาก อีกทั้งเขาไม่ใช่พวกให้ความสนใจเรื่องของคนอื่น บวกกับปรมะก็ไม่ใช่พวกที่เก็บงำปิดบังอะไรในใจได้ดี

“ทำไมอีกคนไม่ได้เป็น?” ปรมะหัวเราะพลางถามด้วยความแปลกใจและสนใจที่จะรู้

ตรีภพเหลือบมองแหวนแต่งงานราคาถูกที่สวมอยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายของเขา นั่นทำให้ปรมะมองตามก่อนจะได้คำตอบที่ปราศจากคำพูด

“ผมแต่งงานแล้ว” ตรีภพยิ้มขณะให้คำตอบ เขามีความสุขกับการบอกคนอื่นว่าเขาแต่งงานกับอิษฎีแล้ว

“กับหลานของคุณ?” ถามเพื่อความแน่ใจและเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน

“หลานชาย” ตรีภพยืนยัน

ปรมะขมวดคิ้วอย่างนึกได้ “ไม่ใช่ว่าคุณคบหาอยู่กับเธอคนนั้นเหรอ คุณแต่งงานเมื่อไหร่ สละโสดไปนานแค่ไหนแล้ว?”

“ผมกับฐิสาเลิกกันแล้ว ด้วยปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่ง มันทำให้ผมไปต่อกับฐิสาไม่ได้ หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรมาก ผมเลือกแต่งงานใช้ชีวิตคู่กับหลานชายที่ผมเคยพบในวัยเด็กของเขา”

“งั้นคุณก็กลายเป็นเกย์ไปแล้ว”

ตรีภพยิ้มขัน กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงและท่าทีสบายๆ “ถ้าการที่ผมแต่งงานกับผู้ชายแล้วรักผู้ชายด้วยกัน ทำให้ผมถูกจัดจำพวกก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร ผมแค่รักกับเขา อย่างอื่นไม่ว่าจะดีหรือร้ายไม่สน”

 ปรมะมองและฟังตรีภพด้วยแววตาชื่นชม

“ดีจริงๆ”

“แล้วคุณล่ะ?”

“ผมอายุเท่าไหร่เข้าไปแล้ว”

“คุณยังดูแข็งแรงอยู่” ตรีภพชม

ปรมะสูงใหญ่กำยำ ร่องรอยบนใบหน้าสวนทางกับอายุจริง ปีสองปีมานี้อีกฝ่ายไม่ได้ใส่ใจเรื่องสีผมแล้ว จึงเห็นเส้นผมสีดอกเลาแซมอยู่ข้างขมับและมันทำให้ปรมะดูดีมาก ไม่น่าเชื่อว่าเขากำลังคุยเรื่องรักๆ กันอยู่ ฉากสนทนาส่วนตัวแบบนี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นเท่าไหร่ระหว่างท่านประธานและรองประธาน ส่วนใหญ่พวกเขาสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดกันเรื่องงานและแวดวงธุรกิจ

ปรมะหัวเราะพลางส่ายหน้าอย่างไม่อาจรับคำชมจากตรีภพ เขาเสยผมทิ้งแผ่นหลังพิงไปกับพนักด้านหลัง “ตัวแข็งแรง แต่เสียใจด้วยที่ใจผมไม่เข้มแข็งที่รักใครแล้วเจ็บกับรสชาติของมัน”

เซ็กซ์ของเขายังเข้มข้นดีอยู่ คู่นอนชั่วคราวก็มีมากมายถมถืด ยิ่งกว่าเลือกได้ แต่เรื่องของหัวใจมันเหมือนเศษแก้วแตกกระจาย กอบกู้ให้คืนทรงไม่ได้ จะเก็บทิ้งก็ยังไม่ได้ เลยให้มันกลายเป็นเศษแก้วที่บาดใจตำความรู้สึกอยู่อย่างนั้น สภาพของเขาในสิบปีนี้มันเหมือนกับต้นไม้ที่ยังยืนต้นแข็งแรง แผ่กิ่งก้านใบอย่างตระหง่านทระนง ใครเลยจะรู้ลึกลงไปยังใต้ผืนดิน รากนั้นเป็นสีดำคล้ำแห้งกรัง ยังไม่ยืนต้นตายก็เหมือนยืนต้นตายไปครึ่งหนึ่งแล้ว

“ผมก็ผิดหวังกับความรัก เข้าใจว่ารสชาติเจ็บปวดที่คุณว่าเป็นยังไง”

“กับเธอคนนั้น?”

“ใช่ แต่หลังจากนั้น ผมก็ตั้งใจว่าจะไม่รักใคร ความรักมันเป็นเรื่องตลกร้ายเหมือนกัน คนที่ผมคิดว่ายังไงก็ไม่รัก สุดท้ายก็รักไปอย่างไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ด้วยซ้ำ มันเกิดขึ้นได้ทุกช่วงอายุและคนทุกคนต้องมี คุณอย่าประมาทหรือกะเกณฑ์มันดีกว่า เพราะผมประมาทและกะเกณฑ์มันมาแล้ว”

ปรมะหัวเราะอารมณ์ดี “คุณกับผมไม่ค่อยคุยกันด้วยเรื่องทำนองนี้เลย ไม่นึกว่าจะมีวันนี้ วันที่ท่านประธานสั่งสอนผมเรื่องความรัก”

“นั่นสินะ” ตรีภพส่ายหน้าให้กับตัวเอง เรื่องอย่างนี้เขาคุยได้มากสุดแค่กับเพทาย

“เพื่อนคุณรู้หรือเปล่า?”

“เพทายรู้” รู้ยันเรื่องบนเตียงของเขา ทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำแทบหมดเปลือก เห็นเนื้อในไปถึงไหนต่อไหนแล้ว เขาหมายถึงเนื้อในของเพทายนะ ไม่ใช่เนื้อในของเขา

“ช่วงนี้ผมไม่ค่อยเห็นเพื่อนคุณที่บริษัท”

“เรื่องธรรมดาของมัน ไม่ใช่แค่ช่วงนี้ ทุกช่วงที่เพพลาดเรื่องที่มันควรมีส่วนร่วมออกความเห็นและตัดสินใจ”

“เขาคงชอบอยู่กับป่าเขามากกว่า”

“มันอยู่ได้ทุกที่ที่มันอยากอยู่ กรุงเทพมันก็มาทุกอาทิตย์ อยู่หลายวันก็มี แต่บริษัทไม่ใช่ที่ที่มันอยากมาก็เท่านั้น” ขณะพาดพิงถึงบุคคลที่สามที่ไม่ได้มานั่งอยู่ในวงสนทนา ตรีภพติดตำหนิทีเล่นทีจริงกับพฤติกรรมของเพื่อนสนิท

ปรมะหัวเราะชอบใจ แล้วขมวดคิ้วถามผ่านรอยยิ้ม ให้ความสนใจกับเรื่องของเพทาย

“เขาชอบอยู่ที่ไหนในกรุงเทพ?”

“ทำไมคุณถึงอยากรู้?” บรรยากาศผ่อนคลายของตรีภพหายไป แทนที่ด้วยความนิ่งขรึมจริงจังและมีท่าทีแปลกใจขณะถามกลับ แทนที่จะให้คำตอบ

“ไม่ต้องตอบก็ได้” ปรมะไม่คิดบีบคั้นและเขาก็ไม่ต้องการพูดอะไรไปมากกว่านี้

“ตอบได้ แค่สงสัย ต้องการเหตุผล”

สิ่งมีชีวิตเสเพลอย่างเพทายพบตัวได้ง่ายๆ ขอแค่รู้ว่าว่าเพทายเสเพลในเรื่องอะไรมากที่สุด

ซึ่งก็มีอยู่เรื่องเดียวตามประสาคนครองโสด

“ผมหาคำตอบเองได้ ถ้าผมสนใจและอยากรู้จริงๆ”

ท่าทีของปรมะยังคงเหมือนเดิม ผ่อนคลายสบายๆ แม้แต่คำพูดของเขาก็ด้วย เพียงสีหน้าและแววตารวมถึงบรรยากาศรอบตัวปรมะ มันทำให้ดูทรงอิทธิพลและอันตราย ตรงข้ามกับตรีภพ เขาเหมือนประธานหนุ่มที่เคร่งเครียดและจริงจังกับการทำงานตลอดเวลา ไม่ได้ซุกซ่อนความน่ากลัวอะไรไว้ นอกจากความน่าเกรงขามกับนักทำงานด้วยกัน

ปรมะมีความคล้ายคลึงกับนายหัวภาสกร แต่สองคนต่างกันด้วยวัยและการใช้ชีวิต นายหัวภาสกรเป็นคนลึกลับเก็บตัว เขาจะอยู่แต่ในที่ที่เขาพึงใจจะอยู่ ขณะที่ปรมะค่อนข้างผ่าเผยเข้าสังคม

“วันนี้ได้คุยกับคุณได้หลายเรื่องแล้วจริงๆ” ตรีภพคิดว่าเขาคาดเดาความรู้สึกที่ผสมอยู่ในความสนใจที่ปรมะมีให้เรื่องของเพทายได้

“เป็นอย่างนั้น แล้วนี่จะไม่ตอบจริงๆ เหรอ?”

“ที่ไหนมีโฮสต์เด็ดๆ ดังๆ ที่นั่นก็มีมัน”

“อืม” ปรมะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เขาเติบชาจากกากระเบื้องใส่ถ้วยให้ตัวเองแล้วยกขึ้นจิบด้วยรอยยิ้มที่แนบแตะอยู่กับขอบถ้วย

“เพชอบผู้ชาย แต่คุณไม่ใช่รสนิยมของมัน”

“เขาก็ไม่ใช่รสนิยมของผม แต่ที่แน่ๆ ความชอบเรื่องเพศของเราตรงกัน”

“ถ้าคุณรักใครไม่ได้แล้ว หรือยังไม่หลุดจากอะไรสักอย่างที่คุณซ่อนไว้ อย่าเริ่มต้นเลยดีกว่า”

“บางทีเราก็ต้องหาตัวช่วย”

“มันไม่ใช่ตัวช่วย”

“ผมมองเขามาพักหนึ่งแล้ว ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในที่ทำงาน เขาโฉบไปเฉี่ยวมา เหมือนเหยี่ยวมีปีกที่เป็นอิสระดี อิสระมานานเท่าไหร่แล้วนะ สำหรับเขา? อืม...สามสิบเก้าปี” ปรมะมือหนึ่งถือถ้วยชา อีกมือหนึ่งถูปลายคาง หรี่ม่านตาทำครุ่นคิด

“คุณยังไม่ทันเริ่ม มันก็พาคุณจบแล้ว”

ปรมะสังเกตท่าทีของตรีภพแล้วหัวเราะขบขันน้อยๆ “ผมไม่ใช่วัตถุไวไฟมีอันตราย น้ำเสียงกับท่าทีของคุณแข็งขึ้นทุกที แม้จะยังตอบโต้อย่างนุ่มนวลตามมารยาท”

“ก่อนหน้าคุณพูดว่าใจของคุณไม่แข็งแรง” ตรีภพยกมาย้อนเตือนให้เจ้าของวาจาได้จดจำ

“แต่ก็ไม่ใช่ไร้รู้สึก”

“เพอายุน้อยกว่าคุณไม่เท่าไหร่ แต่เราทั้งหมดต่างก็โตกันจนจะเข้าวัยกลางคนในอีกไม่กี่ปีนี้แล้ว จะดีถ้าคุณไม่เล่นและท้าทายกับคน เพื่อทดลองหารัก”

“มันทำผมเป็นแผล ผมยังจะกล้าเล่นกับมันอยู่อีกเหรอ” ย้อนกลับผ่านรอยยิ้มด้านชา

“คุณเป็นคนมีอดีต”

ความสนใจที่ปรมะมีให้เพทาย ไม่ใช่เรื่องที่ตรีภพจะตัดสินใจให้ได้ เขาไม่ได้ถึงกับไม่พอใจ ที่ร็และกำลังพูดอยู่กับคนที่ไม่น่าสนใจเพื่อนสนิทของเขา คุยกันก็หลายเรื่อง อยู่ๆ ดันมาคุยเรื่องความในใจของรองประธานเสียได้ ถ้าย้อนกลับไป เขาสู้ไม่ขอรับรู้ดีกว่า ให้มันเป็นเรื่องของทั้งสองดีที่สุด และในท้ายที่สุดเรื่องทำนองนี้มันเป็นเรื่องของคนสองคนจริงๆ เขาในฐานะเพื่อนสนิทของเพทายมองว่าปรมะดูไม่พร้อมที่จะลองมีรักกับใคร ส่วนเพทายไม่ใช่คนที่มีบาดแผลฉกรรจ์ในชีวิต มันเหมือนเหยี่ยวที่ปีกยังแข็งแรงและโผบินได้อย่างอิสระอย่างที่ปรมะเปรียบเปรยไว้

ปรมะกับเพทายหรือจะเพทายกับปรมะ?

ไม่แน่อาจไม่มีอะไรกับอะไรทั้งนั้น...

“ทุกคนก็มีอดีต ถ้าไม่ตายเพราะอดีต ทุกคนล้วนก้าวมาข้างหน้า ผ่านปัจจุบันและมองหาอนาคต ผมเป็นหนึ่งในทุกคน”

ยังไม่ทันได้แลกเปลี่ยนมุมมองความคิดกันต่อ เด็กหนุ่มท่าทางบ้านๆ แต่แฝงไปด้วยความฉลาดเฉลียวเดินเข้ามาพร้อมกับเอ่ยปากขออนุญาตด้วยเสียงทุ้มไม่ดังแต่ก็ไม่เบา จากนั้นก็เดินอมยิ้มน้อยๆ ถือถาดกระเบื้องลายสวยแล้วหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะกระจกเข้าชุดกับโซฟาที่พวกเขานั่งสนทนากันอยู่สองคนในห้องนี้

“ป้านงค์ให้ไข่ยกรวมมิตรน้ำกะทิอบควันเทียนที่ป้านงค์ตั้งใจทำมาให้คุณตรีภพกับแขกลองทานดูครับ จริงๆ ป้านงค์แกเห่อฝีมือ ป้าอยากให้คุณตรีภพกับแขกชิมแล้วชมว่ารสดีหรือเปล่า”

ปรมะหัวเราะ วางถ้วยชาที่ยังดื่มไม่พร่องเท่าไหร่ลงคืนโต๊ะ

“หลานชายที่ว่าเหรอ?” เขาถามกับเจ้าบ้าน

ตรีภพพยักหน้า “นี่อาทิตย์ อัครนิตย์ หลานชายผมอีกคน เรียกแกว่าไข่ก็ได้ ชื่อเล่นของแก”

“คุณตรีภพ?” ไข่อุทานเรียกเจ้าของชื่อด้วยความตกใจระคนตื่นตะลึง “คุณตรีภพทำไมไปบอกกับแขกของคุณตรีภพว่าไข่เป็นหลานชายล่ะครับ ไข่ไม่...”

“ไข่จะหักหน้าฉันเหรอ?” ตรีภพแทรกขัดถามเสียงนิ่ง

“...” ไข่หุบปากแล้วส่ายหน้าอย่างให้ความเคารพยำเกรง

“พูดเยอะ น้ำลายกระเด็นลงถ้วยขนมหมดแล้วมั้ง”

“...” ไข่ก้มหน้ามองสำรับขนมที่พึ่งทำเสร็จใหม่ๆ ในมือ ก่อนจะส่ายหน้าอีกเช่นกัน

น้ำลายเขายังไม่หน้ากระเด็นลงไปนะ

ไข่รีบย่อตัวลงแล้วยกถ้วยรวมมิตรน้ำกะทิอบควันเทียนโปะหน้าขนมสีสันสวยงามด้วยน้ำแข็งป่นละเอียดอย่างดี ประดับด้วยดอกจำปาสองดอก ฝีมือแม่บ้านแม่ครัวเลยวัยกลางคนช่างประดิษฐ์ประดอยละเมียดละไม สมกับที่เคยทำอาชีพเก่ามานานหลายปี วางถ้วยลงบนโต๊ะ ฝั่งหนึ่งจัดให้ปรมะ อีกฝั่งหนึ่งให้ตรีภพ

“ไข่” ปรมะลองเรียก ก่อนพินิจมองหลานชายของตรีภพ “หน้ามนแต่ความคมคายชัดกว่า ไม่มีตรงไหนเหมือนไข่เลย ทำไมถึงชื่อไข่ล่ะ?”

“ก็เพราะว่าไข่ชอบกินไข่ครับ ไม่ๆ ไม่ถึงกับชอบกิน แต่ตอนเด็กๆ มีแต่ไข่ให้กินทุกวัน ไข่ต้มร้อนๆ คลุกข้าวขยี้น้ำปลา อร่อยลืมเลยล่ะครับ อายุได้สี่ห้าปีถึงมีชื่อ ไม่ได้มีตั้งแต่แรกเกิดหรอกครับ ชื่อตอนแรกเกิดแม่เรียกไอ้หนูๆ โตมาพอรู้ความถึงค่อยหาชื่อมาเรียก”

“อย่างนี้นี่เอง” ปรมะค่อยเข้าใจ หายสงสัยทันที

“นี่คุณปรมะ สวัสดีซะสิ วันข้างหน้าอาจได้ทำงานด้วยกันบ่อย”

ไข่หัวไวรีบทำตาม กระพุ่มมือไหว้ ส่งยิ้มแล้วพูดจาฉะฉานเจื้อยแจ้ว “สวัสดีครับคุณปรมะ ไข่ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ รอไข่เรียนจบ ไข่จะไปช่วยงานคุณตรีภพครับ”

ปรมะพินิจมองเด็กหนุ่มที่อายุอานามน่าจะอ่อนกว่าเขาถึงรอบหนึ่งแน่นอน เขาแค่นหัวเราะก่อนจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ใช้สายตาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านผู้คนมามากมองคนที่ดูก็รู้ว่าไร้ประสบการณ์ชีวิตและไม่ประสา

เด็กหนุ่มผู้มีจิตใจบริสุทธิ์

เขาก็เคยมีช่วงวัยนี้ แต่จิตใจไม่บริสุทธิ์ไร้ประสาเท่า

“ฉลาดเฉลียว พูดจาน่าฟัง อยู่เป็น เข้าหาคนได้ ปรับตัวดี” เขากำลังชม

“ยังขาดความรู้อีกมาก” ตรีภพบอก “ได้โอกาสที่ดีช้าไป แต่ก็ไม่ช้าเกิน พอมีพื้นฐานอยู่”

ไข่ที่คุกเข่ามีส้นเท้ารองรับก้นเอาไว้ มองผู้ใหญ่ทั้งสองคนผลัดกันพูดถึงเขา และเขารับรู้สิ่งเหล่านั้นด้วยรอยยิ้มชะแล่มให้คนทั้งสอง 

“ดีแล้ว หน่วยก้านดี บุคลิกลักษณะดี อีกหน่อยคงได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่ดีให้คุณแน่ๆ” ปรมระเห็นด้วย ก่อนหันมาพูดคุยกับไข่ “ตั้งใจเรียนเข้าล่ะ ฉันจะรอทำงานร่วมกับเธอ”

“ครับ!” ไข่พยักหน้ารับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ ในแววตามีแต่ความมุ่งมั่นสดใส

“ผมชอบแกนะ เด็กดีอย่างนี้ให้ผมอุปถัมภ์แทนคุณจะดีกว่า แกจะต้องรุ่งโรจน์แน่ๆ ถ้าอยู่ในความดูแลของผม”

ตรีภพขมวดคิ้วมองคนเอ่ยปากขอเด็กในบ้านของเขา ก่อนจะคลายคิ้วที่นิ่วขมวดแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มบาง

“คุณไม่ใช่คนแรกที่เอ่ยขอไข่จากผม”

“ผมเป็นคนที่เท่าไหร่ล่ะ แล้วคนแรกเป็นใคร?” ไม่ได้อยากรู้ ปรมะถามไปอย่างนั้น

แต่คำตอบของตรีภพ ทำเอาคนที่ถามไปอย่างนั้นถึงกับเลิกคิ้วหูผึ่ง

“ก่อนหน้าไม่นานนี้...เป็นเพทาย”

“...” ปรมะเหลียวสายตาไปมองไข่ที่ยังแจกยิ้มแป้นมาให้ไม่เลิก ความพึงพอใจในตัวเด็กหนุ่มที่เขาเคยรู้สึกก่อนหน้า ลดทอนหายไป เหมือนปรอทวัดอุณหภูมิที่ของเหลวสีแดงลดฮวบลง

เด็กหนุ่มคงเป็นรสนิยมของเพทาย

“ไม่แปลกใจเท่าไหร่” ปรมะเอ่ยออกมาในที่สุด เขาละสายตาจากไข่ไปพูดกับตรีภพด้วยท่าทีสบายๆ แต่ทรงอิทธิพลเช่นเดิม “ผมชอบเลี้ยงเด็กนะ เขาก็ชอบเลี้ยงเด็ก แต่ผมก็ชอบเลี้ยงนกเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าเขาจะยอมเป็นเหยี่ยวให้ผมเลี้ยงหรือเปล่า เพราะเขาหากินเองได้และอยู่ในที่สูงระดับเดียวกับผม”

เพทายมีฐานะ ปรมะก็มีฐานะ เพทายกับปรมะเหมือนขั้วบวกมาเจอขั้วบวก ไม่รู้จะดึงดูดเข้าหากันได้ยังไง แต่ข้อดีคือเป็นขั้วบวกเหมือนกัน แต่ข้อเสียก็คือเป็นขั้วบวกเหมือนกันอีกนั่นแหละ

“ไม่ต้องแย่งตัวไข่หรอกครับ สำหรับไข่...มีคุณเอื้ออยู่ที่ไหนก็มีไข่อยู่ที่นั่น ที่ไหนๆ ถ้าไม่มีคุณเอื้อก็ไม่มีไข่เหมือนกันครับ” ไข่ยิ้มชื่นมื่น บอกตรงๆ เขาก็ลำพองในตัวเองเหมือนกัน ที่มีคนต้องการตัวเขาให้ความสำคัญกับเขา เห็นว่าเขามีอะไรดี ตั้งสามคนแหนะ

แต่กับคณิน...รู้จักเขามาตั้งสิบปี ผู้ชายหัวร้อนคนนั้นไม่เห็นเขามีดีอะไรเลย

น่าเสียดายๆ คณินหน้ามืดตาบอดไปแล้ว

“เสียมารยาท ผู้ใหญ่คุยกันอยู่ เป็นเด็กแทรกได้เหรอ?” ตรีภพตำหนิแกมสั่งสอน ไม่ต้องดุแค่พูดด้วยเสียงและหน้านิ่งๆ ก็เหมือนถูกดุแล้ว

“กล้าคิด กล้าพูด กล้าแสดงออกดี” ปรมะชื่นชม ถือว่าปลอบใจที่ไข่โดนผู้ปกครองดุเอา

“อีกหน่อยจะเป็นคนปากเปราะ ไม่กลั่นกรอง ไม่คิดถี่ถ้วนให้ดีก่อนพูด”

“น่าสงสาร ฉันมันสายให้ท้ายเอ็นดู แต่เขามันสายอบรมบ่มเพาะ ตีเพราะหวังดี ดุเพราะอยากให้ได้ดี” เพทายพูดกับไข่ด้วยรอยยิ้ม

“ผมไม่ได้รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตีขนาดนั้น” ตรีภพแย้งพรางปกป้องตัวเอง

“คุณตรีภพใจดีครับ แต่คุณตีรีภพจะทั้งใจดีทั้งตามใจแต่กับคุณเอื้อเท่านั้นครับ”

ไข่คุยกับปรมะ ยืนยันว่าตรีภพใจดี แต่ทะเล้นบอกกล่าวเล่าสู่ตรีภพในอีกมุมหนึ่งที่น้อยคนจะรู้และเขารู้ให้ปรมะได้ฟัง

“เห็นไหมเขายังต้องขัดเกลาบุคลิกอีกมาก”

“เอื้อนี่ใคร ได้ยินอีกแล้ว” ปรมะถามตรีภพด้วยความสนใจ

“...” ไข่ไม่ตอบไม่แทรก เขาหันไปรอฟังคำตอบจากตรีภพด้วยเหมือนกัน อยากจะรู้ว่าตรีภพจะแนะนำอิษฎีว่ายังไง จะบอกหรือไม่ว่าอยู่ในความสัมพันธ์ไหนกัน

“หลานของผมอีกคน...”

“...” ไข่ขมวดคิ้วมองตรีภพด้วยความไม่พอใจทั้งที่รู้ว่าไม่สมควร

ปรมะทวนต่อ “หลานอีกคนที่คุณบอกว่า...”

“ใช่ กำลังหมายถึงเอื้อนั่นแหละ” ตรีภพยืนยัน

“...” ไข่เกาขมับ ตกลงว่ามันยังไง ดูคุยรู้เรื่องรับส่งสื่อสารกันอยู่สองคน

“เขาอยู่ไหนซะล่ะ ทำไมไม่พามาแนะนำให้ผมรู้จักหน่อย ไหนๆ วันนี้ก็มารบกวนคุณแล้วทั้งที หรือหวงมากจนไม่อยากให้พบผู้คน?” ปรมะเย้าเล่นพลางมองหาเงาของคนชื่อเอื้อไปทั่วบริเวณ

“หวง...แต่ไม่ใช่ให้ใครเจอไม่ได้ เพียงแต่เอื้อไม่สะดวกที่จะพบปะทำความรู้จักกับใคร”

“คุณพูดเหมือนเขาแปลกไม่ปกติ”

“เอื้อเสียสติ” ตรีภพบอกเสียงเรียบ

ปรมะตกตะลึงจนเขาเก็บสีหน้าเหลือเชื่อไว้ไม่อยู่ “ตรีภพ นั่นเท่ากับเป็นการยอมรับว่าคุณรักและแต่งงานกับหลานชายเสียสติหรือเปล่า?”

บรรยากาศผ่อนคลายก่อนหน้าเลือนรางหายไป แทนที่ด้วยความจริงจังเข้ามาอีกหลายระดับ เหมือนความจริงจังไปกดอากาศไว้ จนเกิดแรงกดดันอื้ออึงขึ้นในบริเวณนี้

“เป็นอย่างนั้นแล้วยังไง?” ตรีภพถามกลับ เขาค่อนข้างเฉยๆ

“เขาเสียสติตั้งแต่ก่อนแต่งหรือหลังแต่ง ขอผมรู้หน่อย มันน่าสนใจดีนะ เรื่องราวชีวิตคู่ของคุณ เพราะน้อยมากที่จะพบเห็นและมีอยู่จริง”

“ตั้งแต่ก่อนแต่ง ตั้งแต่ตอนที่เขาเสียครอบครัวของเขาไปเมื่อสิบปีก่อน ตั้งแต่ตอนที่เขาในตอนนั้นอายุแค่สิบสี่ เขาเป็นแค่เด็กสิบสี่ที่พบกับความสูญเสียมากเกินไปจนกลายเป็นคนเสียศูนย์ที่น่าสงสาร”

“หลานชายฝั่งไหน ฝั่งแม่ของคุณหรือฝั่งพ่อของคุณ ไม่ต้องแปลกใจที่ผมแยกฝั่งให้คุณ ใครบ้างในแวดวงธุรกิจไม่รู้ปูมหลังของคุณ มันเป็นประวัติชีวิตทั่วไปของคุณแล้ว นั่นไม่ได้เป็นส่วนตัวอะไร”

“นับเป็นฝั่งพ่อ”

ปรมะเกิดคำถามขึ้นในใจ

ทำไมเขาไม่รู้?

ตรีภพมีหลานชายที่นิรุตผู้กุมบังเหียนธุรกิจในเครือเดชาธรไว้อย่างหมดจดอุปถัมภ์ ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมที่ได้ผลประโยชน์จากธุรกิจที่ผู้เป็นพ่อบริหารอย่างเก่งกาจเลื่องชื่อเสมือนลูกแท้ๆ ในสายเลือด เขายังรู้อีกว่าบุตรบุญธรรมทั้งสองเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง คนพี่ชื่อเนตรดาว เธอเติบโตมาอย่างไร้มันสมอง อีกคนชื่อนิมมาน คนคนนี้ย่ำแย่ยิ่งกว่า สวะที่ได้รับการชุบเลี้ยงในบ่อทองโดยแท้

เนตรดาวคบหากับลัคนัยจนจะแต่งงานกันอยู่แล้ว ข้อมูลนี้เขารู้

ส่วนนิมมานเท่าที่รู้ เหมือนก่อเรื่องที่ยากจะให้อภัย ในที่สุดนิรุตก็ตัดหางปล่อยวัด ส่งนิมมานเข้าคุกไปแล้ว

ยังมีใครอีก?

“เดิมเอื้อเป็นลูกชายของธนาตย์ ครอบครัวไนยชนสนิทชิดเชื้อกับพี่รุตมาแต่ไหนแต่ไร ธนาตย์ทำงานให้กับพี่รุต นิสัยใจคอใช้ได้ เป็นคนที่ดีมากคนหนึ่ง ต่อมาประสบอุบัติเหตุยกครัว ที่รอดมาคนเดียวมีแค่เอื้อ พี่รุตเอ็นดูเอื้อมาแต่เด็ก เลยรับไว้เป็นลูกบุญธรรมอีกคน น้อยคนจะรู้เพราะเอื้อไม่มีสังคมที่ไหนอีก นอกจากเติบโตอย่างเสียสติในบ้านเดชาธร”

“ธนาตย์?” ปรมะตีหน้าขรึมเอ่ยทวนชื่อนี้

เขาเคยได้ยินเธอเอ่ยชื่อนี้ในตอนนั้น ก่อนที่เธอจะ...

“รู้จักเหรอ ตอนนั้นคุณยังไม่มีหุ้นในเดชาธรเลย” ตรีภพสังเกตว่าปรมะแปลกไป ในดวงตาคมปลาบคู่นั้นกำลังขุ่นข้นไปด้วยสาเหตุบางประการที่เจ้าของดวงตาขังมันเอาไว้แต่ไม่มิตร

“...” เขาไม่พูดแต่ส่ายหน้าทะมึนปฏิเสธ

ตรีภพเคารพรักในตัวนิรุตมาก ปรมะเกลียดชังนิรุตสุดใจ เขาอยากห้ำหั่นทำให้มันตกจากบัลลังก์เดชาธร ไม่อย่างนั้นทุกวันนี้เขาจะลงทุนทำเรื่องสารเลวไปมากมาย เพื่อซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายย่อยในธุรกิจเครือเดชาธรไปทำไม เขาต้องการคานอำนาจกับมัน ตรีภพรู้เพียงว่าเขามีหุ้นอยู่ในธุรกิจเครือเดชาธร แต่สิบปีมานี้ตรีภพไม่เคยรู้ว่าพันธมิตรอย่างเขาซ่อนความชิงชังที่มีต่อพี่ชายต่างแม่ร่วมพ่อเดียวกันอย่างมัน

เจตนาแรกเริ่มระหว่างความสัมพันธ์ของเขากับตรีภพ มันเริ่มจากตรีภพเป็นฝ่ายติดต่อเขา เขาในตอนนั้นแบกความคั่งแค้นไว้เต็มอกล้นบ่า เขาไม่คิดจริงใจ แต่สนใจสถานะของตรีภพ ผู้ชายใส่แว่นที่มีศักดิ์เป็นน้องชายของนิรุต เขาทำการค้ากับตรีภพ หวังตีสนิทและเผื่อจะได้อะไรจากความสัมพันธ์ของตรีภพกับนิรุตบ้าง

แต่ว่าสิบปีมานี้ ตรีภพกับนิรุตผู้คนต่างเล่าลือว่าแตกหัก เขาเห็นว่าเป็นจริงเพราะตัดสินใจร่วมหุ้นลงทุนกับตรีภพแล้ว ขณะจับตาดู เขาไม่พบว่าตรีภพกับนิรุตติดต่อหรือไปมาหาสู่กันอย่างสนิทสนม ทั้งที่ตอนนั้นใครก็ว่านิรุตรักน้องชายต่างแม่คนนี้มาก มากกว่าพี่ชายร่วมพ่อแม่เดียวกันอย่างนุชาเสียอีก

“...” ไข่ที่เงียบไป ได้แต่ลอบมองตรีภพ

สรุปว่าหลังเขาออกจากห้องนอนมา อิษฎีได้พูดความจริงและขอให้ตรีภพช่วยเหลือไปหรือยัง ทำไมตรีภพถึงเหมือนคนที่ยังไม่รู้อะไร ยามต้องบอกกับคนอื่นว่าภรรยาบ้าที่ตบแต่งร่วมสกุลมานั้นเป็นคนวิปลาสและเต็มใจใช้ชีวิตรักกับคนวิปลาสอย่างภาคภูมิ

ไข่งงไม่หมดแล้วและยังไม่เข้าใจมากๆ

แล้วตอนนี้อิษฎีอยู่ไหน?

บนโต๊ะ ชาในกากระเบื้องรวมถึงในถ้วยทั้งสองต่างเย็นชืดไปหมดแล้ว รวมมิตรน้ำกะทิก็ยังไม่ถูกแตะต้องเหมือนเป็นแค่ของกินประดับฉาก น้ำแข็งละลายจนน้ำกะทิเข้มข้นเจือจาง

“อาหารกำลังจะตั้งโต๊ะนะคะ”

ท่ามกลางคนทั้งสาม บุคคลที่สี่ซึ่งมีสถานะเป็นสาวใช้ในบ้านเดินมาเรียนให้ทราบตามคำสั่งของแม่บ้านใหญ่ที่พร้อมจัดอาหารขึ้นโต๊ะแล้ว จึงให้เธอมาตามบรรดาเจ้านายไปที่ห้องรับประทานอาหาร

“จัดเผื่อคุณปรมะด้วย” ตรีภพหันไปสั่ง

“ได้ค่ะ” เธอรับคำแล้วเดินออกไป

ปรมะลุกขึ้นยืน เขาลูบหน้าไล่ความคร่ำเครียด “ผมขอไปเข้าห้องน้ำทำธุระและล้างมือหน่อยได้ไหม?”

“ตามสบายเลย” เจ้าของบ้านลุกขึ้นตามบ้างก่อนผายมือตามคำเชื้อเชิญ

ปรมะเดินนำออกไปก่อน ไข่จึงรีบถามตรีภพ

“แล้วคุณเอื้ออยู่ไหนครับ?”

“ข้างบน ขึ้นไปตามลงมาทีสิ”

“ครับ...ครับๆ” ไข่หน้าเหวอ เขาอึกอักอยากพูด

“มีอะไร?” ตรีภพถามเมื่อสังเกตเห็น

“ที่บนห้องเมื่อกี้คุณเอื้อได้บอก...”

ในเวลาไล่เลี่ยกันนั้น อีกด้านหนึ่งที่ด้านนอกห้องนั่งเล่น ปรมะทิ้งห่างจากหน้าห้องนั่งเล่นมาได้ไม่กี่ก้าว เขาพึ่งนึกได้ว่าเขาไม่รู้ว่าห้องน้ำที่นี่อยู่ที่ไหน แต่ช่างเถอะ จริงๆ แล้วเขาไม่ต้องการเข้าห้องน้ำอย่างที่อ้างไว้

เท้าของเขาพลันหยุดเดิน ไม่ใช่เพราะเขาอยากหยุด แต่เพราะเด็กหนุ่มแปลกหน้าคนหนึ่งกำลังยืนอยู่กลางทาง มองแค่ปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นใคร ถึงจะไม่เคยพบพานกันมาก่อน อีกทั้งสภาพของอีกฝ่ายก็ดูผิดแผกแปลกไปจากคนปกติ

“เอื้อ?” เขาลองเอ่ยเรียกชื่อนั้นดู

คนหนึ่งทักเพราะพึ่งทราบชื่อและเดาว่าคนตรงหน้าน่าจะใช่ แต่อีกคนเข้าใจไปอีกอย่าง

ธรรมดาที่ผู้บงการจะต้องรู้จักชื่อของเขา ในเมื่อเขามีชีวิตอยู่ในสายตาและการรับรู้ของมัน เพียงแต่มันไม่รู้ว่าเขาไม่ได้บ้า

วันวานเลวร้ายในตอนนั้นไหลบ่าราวน้ำหลากซ้อนทับกับภาพของปรมะที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเขา ย้ำเตือนว่าผู้บงการคนนี้มันอำมหิตเหี้ยมโหด อิษฎีทั้งหม่นหมองเคียดแค้นอยู่ในอก เขาพยายามยับยั้งไม่ให้คลื่นความรู้สึกที่เป็นจริงและรุนแรงเหล่านั้นสะท้อนออกมา

“เราเอง” อิษฎีตอบหน้าเรียบเสียงนิ่ง

“ดูไม่เหมือนคนเสียสติ” ปรมะพินิจมองอย่างสำรวจ นั่นเพราะอีกฝ่ายตอบรับการเรียกขานของเขา แล้วมองมาที่เขาราวกับรู้ว่าตัวเองคือใครและเขาเป็นใคร ภาพลักษณ์ภายนอกเหมือนคนไม่ปกติ การแต่งตัว ทรงผม แต่ท่าทางและแววตากับการโต้ตอบมันแทบเหมือนคนปกติ

อิษฎีเข้าใจไปว่าสายตาที่สำรวจตรวจมองนั้นคือการค้นหาและจับผิด ธรรมดาอีกนั่นแหละที่ผู้บงการจะต้องเกิดความระแวงระวัง นี่เป็นการเผชิญหน้าระหว่างฆาตกรตัวจริงกับเหยื่อเหลือรอดมาพร้อมกับโศกนาฏกรรมความลับ

“เราอยากเล่นด้วย มาเล่นกับเราไหม? เราไม่มีเพื่อนเล่น เล่นเป็นเพื่อนเรานะ เราเหงา เราไม่มีใครเลย พ่อแม่พี่น้องเราตายหมดแล้ว แม้แต่ลูกหมาก็ตาย คนนั้นมาเล่นกับเรานะ มาดูนี่สิ เรามีอะไรให้ดู แบ่งๆ กันดูนะ” อิษฎียิ้มซื่อใส พูดจาพกเพ้อเลื่อนเปื้อนราวกับท่องออกมาอย่างไร้ชีวิตจิตใจ สองนัยน์ตาดำไม่ขยับละไปไหน แก้วตาสะท้อนแต่ภาพของปรมะที่อยู่ตรงหน้า

เด็กหนุ่มซ่อนบางอย่างไว้ข้างหลังด้วยมือที่ไพล่ไว้ อีกมือพลางกวักเรียกเชิญชวนให้เขาเล่นด้วย เขาตอบรับด้วยการเดินเข้าไปใกล้ นั่นไม่ใช่เพราะต้องการเล่น แต่ต้องการยลโฉมหน้าของเด็กหนุ่มวิปลาส ลูกชายของธนาตย์และพ่วงตำแหน่งบุตรบุญธรรมของนิรุต

“หลับตาแล้วหันหลังสิ หลับตาแล้วหันหลังนะ หันหลังแล้วหลับตา ห้ามแอบดูนะ จนกว่าเราจะอวดเอง”

“...” ปรมะหลับตาทั้งที่หน้ายังขรึมเครียด

อิษฎีเห็นความกังวลในดวงตาของปรมะ เขาคิดไปว่าปรมะคงกลัวว่าเขาจะเป็นตัวปัญหาที่เหลือรอดแน่ๆ ถึงได้กังวลยามเผชิญหน้ากัน

ปรมะยังไม่ทันหันหลัง อิษฎีก็เป็นฝ่ายหัวเราะสนุกสนาน แต่แววตากลับมุ่งร้าย คนแสร้งวิปลาสอ้อมไปด้านหลังของปรมะ

อิษฎีกำเชือกออกกำลังกายที่หยิบติดมือมาด้วยแน่นเสียจนมือที่ไพล่อยู่ด้านหลังเกิดข้อกระดูกปูดโปน

“ผีร้าย...” อิษฎีพึมพำเสียงเบาหน้าทะมึน มองแผ่นหลังกว้างไล่ขึ้นไปจบที่ต้นคอของปรมะ

“พูดว่าอะไรนะ?” ปรมะถาม

อิษฎีย้ายมือข้างที่กำเชือกออกกำลังกายไว้ด้านหลังมาด้านหน้า พลางใช้อีกมือคลี่เส้นเชือกให้ขึงตึง ถึงค่อยตอบพลันลงมือ...

“ผีร้ายมาจากขุมนรก!”

คนแสร้งวิปลาสกระโจนตัวขึ้นไปขี่หลังปรมะแล้วคล้องเชือกออกกำลังกายไปด้านหน้าแล้วไขว้มือตวัดรัดรั้งรอบลำคอของปรมะทันทีอย่างแรง ไม่ปรานี ไม่มีรอมชอม หากทำให้ปรมะตายลงตั้งแต่ตอนนี้ได้ เขาทำแน่และกำลังทำอยู่

“ไอ้เด็กบ้า!” ปรมะลืมตาโพรง สบถด่าแล้วพยายามสะบัดอิษฎีให้หลุดกระเด็นพ้นตัวเขา

สองมือของเขาพยายามสอดนิ้วเข้าไปแทรกอยู่ระหว่างการรัดรั้งของเชือกกับลำคอ แต่มันเป็นการต่อต้านที่ช้าเกินไป คนบ้าที่เขาไม่นึกว่าจะคุ้มคลั่ง เป็นเด็กหนุ่มเสียสติที่ไม่น่ามีพิษมีภัยจะเล่นกับเขาราวกับหมายมาดเอาให้ถึงตายขนาดนี้

เขาประมาทเกินเอง เสียรู้และเสียท่าให้คนบ้า เชือกรัดคอของเขาแน่นมาก เขาไม่อาจคำนึงได้ว่าเด็กบ้านั้นเป็นภรรยาของเจ้าของบ้าน เป็นคนในสมรสของคนที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงกว่าเขาไปหนึ่งตำแหน่ง เขาระเบิดโมสะหน้าตาเกรี้ยวกราดเอาเรื่อง ตั้งสติแล้วถอยหลังพาคนบ้าที่ประทุษร้ายคนปกติกระแทกผนัง

อิษฎีนิ่วหน้าจุกที่ท้องน้อยเป็นพิเศษ แต่เขากัดฟันอดทน เพิ่มแรงดึงเชือกรัดคอปรมะ

“ผีร้าย! ไอ้สารเลว! ตาย! ต้องเอาให้ตาย! มันหลุดมาจากขุมนรก มันหลุดมาจากขุมนรก มันเป็นผีห่าซาตาน เอามันให้ตาย! เอามันให้ตายๆ ฆ่ามันให้ตาย! มันจะฆ่าเราให้ตาย เราไม่ตาย เราจะให้มันตาย ให้มันตาย!” อิษฎีพูดเสียงดังและดุดัน เขาต้องนิ่วหน้าเป็นพักๆ ในทุกครั้งที่ปรมะกระแทกเขาใส่ผนัง

อิษฎีถูกความเคียดแค้นสูญเสียกัดกร่อนสติ ทำลายจิตใจ เขาไม่เหมือนคนบ้าก็เหมือนไม่ต่าง ยังคงรักษาบทบาทนี้เป็นอย่างดี

ทว่าความตั้งใจของอิษฎีถูกตรีภพทำลาย...

เหตุการณ์คล้ายเรื่องราวในครั้งที่ฐิสาถูกอิษฎีแสร้งทำให้กลัว จนตรีภพต้องเข้ามาปกป้อง ครั้งนี้ก็ไม่ต่าง ตรีภพและไข่รีบเข้ามาห้าม พยายามดึงตัวอิษฎีให้ออกห่างปรมะ ไข่พูดห้ามเขาหลายคำพูด แต่โสตประสาทการได้ยินของเขามันอื้ออึงไปหมดแล้ว เขารู้แต่ว่าเขาจะรัดคอให้ปรมะตายคามือของเขา

น่าเสียดายที่เขาพ่ายให้กับแรงห้ามของคนสองคน ที่มากสุดคือตรีภพที่ดึงเขาลงมาจากหลังของปรมะได้ อิษฎีมองไม่เห็นใคร นอกจากปรมะเท่านั้นที่ดวงตาขวางขึ้งมุ่งร้ายสบจ้องอย่างเอาเรื่อง เชือกในมือของเขาอยู่ในมือตรีภพ

อิษฎีบันดาลโทสะเอาแต่พล่ามพูดว่าปรมะคือผีร้ายสมควรตาย ในมือไม่เหลืออาวุธอะไรให้ใช้ทำร้าย เขาใช้สองมือสองเท้าเข้าไปทุบตีปรมะ ตรีภพเข้าห้าม เหตุการณ์อุตลุดวุ่นวายคุมไม่อยู่

“อิษฎี! เราหยุดบ้าได้แล้ว!”

เสียงตวาดดุดันเกรี้ยวกราดดังลั่นบ้านราวอสุนีบาตฟาดลงมากลางหัวของคนสนแสร้งบ้า ในขณะนั้นอิษฎีถูกจับโดยตรีภพแล้วก็ถูกเหวี่ยงอย่างแรงโดนตรีภพ เขาเสียหลักช่วงท้องกระแทกเข้ากับมุมโต๊ะข้างผนังที่ตั้งของประดับอย่างเครื่องแก้วเจียระไนเอาไว้ การผลักไสของตรีภพนั้นแรงขนาดไหน ให้ดูที่ตอนนี้...

ร่างโปร่งลิ่วปลิวกระแทกขอบโต๊ะ เสียการทรงตัวขนาดพาให้ทั้งโต๊ะและเครื่องแก้วล้มลงไปพร้อมกับร่างที่ถลามาทั้งร่าง เครื่องแก้วปะทะกับพื้นแข็งแตกกระจาย อิษฎีล้มทับเศษเสี่ยงนั้นอีกที

ทุกอย่างถึงได้ยุติลง...

เราหยุดบ้าได้แล้ว!

หยุดบ้าได้แล้ว...หยุดบ้า...ได้แล้ว...

เสียงกึกก้ององตรีภพดังอยู่ในโสตประสาทของเขาซ้ำซาก

หยุดบ้า...หยุดบ้าอย่างนั้นเหรอ?

เป็นอย่างนี้แล้วจะให้เขาหยุดบ้าได้ยังไง?

จะไม่ให้เขาเหลืออะไรไว้ปกป้องตัวเองเลยอย่างนั้นเหรอ?

จะให้เขาเป็นปกติไปเพื่ออะไร...เพื่ออะไร!?

ถ้าเขายังต้องมีชีวิตอยู่ท่ามกลางเหล่าอีกาใจร้ายทั้งหลาย!


ความคิดเห็น

}