facebook-icon

เมื่อรุ่นพี่ตัวป่วน 'ยูซอนโฮ' แอบชอบรุ่นน้อง 'ลีโดยอง' แต่หารู้ไม่... ว่าจริงๆ แล้วรุ่นน้องโดยองน่ะ ไม่ได้เนิร์ดๆ อย่างที่คิด!

ตอนที่ ​2-1 ทุกคนกำลังถูกหลอก

ชื่อตอน : ตอนที่ ​2-1 ทุกคนกำลังถูกหลอก

คำค้น : แกล้งกวนป่วนใจ นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 21 มี.ค. 2562 15:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ ​2-1 ทุกคนกำลังถูกหลอก
แบบอักษร

2. ทุกคนกำลังถูกหลอก


“เฮ้ย โดยอง! ขอโทษนะ ขอโทษ! ว่าจะไปดูงานแค่แป๊บเดียวแต่โดนอาจารย์ใช้นั่นใช้นี่ก็เลยมาช้าอะ รอนานไหม”

จีซูโบกมือให้กับโดยองที่กำลังรู้สึกโล่งใจพราะเพิ่งมีเรื่องชกต่อยมา

“ไม่เป็นไรครับ รุ่นพี่ เมื่อกี้ผมก็เพิ่งไปเจอเพื่อนมาแป๊บนึงน่ะครับ”

โดยองพูดอย่างนิ่งๆ โดยไม่เปลี่ยนสีหน้าเลยแม้แต่น้อย ก่อนที่จะวางข้าวของของจีซูลงบนโต๊ะหนังสือแล้วรับเครื่องดื่มที่อีกฝ่ายส่งมาให้ แค่เสียงซ่าของสไปรท์ที่ถูกเปิดออกก็ดูเหมือนว่าจะทำให้สดชื่นไปทั้งตัว ซึ่งจริงๆ แล้วจีซูไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามันไม่ได้เป็นเพราะเครื่องดื่ม และความคิดที่ว่า ‘อ่า ปกติลีโดยองก็เป็นเด็กมีมารยาทแล้วก็ยิ้มเก่งอยู่แล้วสินะ แต่ดันโดนไอ้โรคจิตยูซอนอูแกล้งทุกวัน หน้าก็เลยเป็นแบบนั้นล่ะสิ’ ก็เป็นความคิดที่ผิดไปจากความจริงเช่นกัน

จีซูลากกล่องที่รุ่นน้องโดยองยกมาให้นั้นมาตรงที่ตัวเอง มีรอยช้ำที่ไม่มองเห็นอยู่รอยหนึ่งแถมเสื้อผ้าก็ยับยู่ยี่ไม่เป็นระเบียบ เอาะเถอะ เสื้อผ้าที่ถือมามันก็เป็นงั้นได้นี่ ช่างเถอะ แต่ว่ารูปร่างของกล่องลังมัน...


“ว่าแต่ทำไมตรงนี้ลังบุบแบบนี้ล่ะ”

“อ๋อตรงนั้น ขอโทษด้วยนะครับ เมื่อกี้เพื่อนมันแกล้งชก...”

นั่นคือคำโกหก

“งั้นเหรอ เออ ใช่ เมื่อกี้ตอนกำลังเดินมาฉันเห็นรถพยาบาลด้วยแหละ เหมือนจะมีคนได้รับบาดเจ็บ”

“จริงเหรอครับ เกิดอะไรขึ้นที่ไหน”

“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่มีเลือดออกจมูกด้วย ดูแล้วเหมือนดั้งจะหักด้วยมั้ง หกล้มหรือไง”

“คงงั้นแหละครับ ที่ไหนๆ ก็มีเรื่องให้คนดั้งหักได้ทั้งนั้น”

เรื่องที่เกิดขึ้นก็เป็นเพราะลีโดยองทั้งหมดนั่นแหละ ใครจะไปจินตนาการออกกันล่ะ เพราะถ้าหากเป็นพวกนักศึกษาที่เรียนด้วยกันกับเขาล่ะก็ อาจจะพูดว่า

‘ลีโดยองเหรอครับ หมอนั่นเป็นคนสุภาพ ไม่เคยพูดอะไรไม่ดีเลยครับ!’ ซึ่งทุกคนกำลังถูกหลอกแล้วล่ะ


* * *


โดยองไม่ได้เป็นคนสองบุคลิก แต่พอบอกแบบนั้นแล้วก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้เป็นคนสองบุคลิกเลยซะทีเดียว ถ้าจะให้พูดล่ะก็ นิสัยเขาไม่ได้มีสองขั้ว แต่เป็นการใช้ชีวิตต่างหาก แล้วถ้าจะให้ขยายความอย่างละเอียดก็คือถึงภายนอกมีภาพลักษณ์ที่ดูเป็นนักศึกษา แต่ก็ยังมีตัวตนที่แท้จริงตามสภาพความเป็นจริงอยู่ด้วย ซึ่งหากจะเจาะลึกมันเข้าไปก็คงจะซับซ้อนกว่ามากนี้

“มาแล้วเหรอครับ คุณชาย!”

ครอบครัวของโดยองมีทรัพย์สินเยอะแยะมากมาย

“อือ พ่อไม่ได้บอกอะไรไว้ใช่ไหม”

“คุณท่านสั่งว่าถ้าคุณชายกลับมาจากมหาวิทยาลัยแล้ว ให้เข้ามาที่บริษัทด้วยครับ”

มีคนมากมายที่เคารพนับถือและเรียกโดยองว่าคุณชาย

“นอกจากนั้นล่ะ”

“ไม่มีแล้วครับ”

และเป็นทายาท

“เอาเสื้อผ้ามาไหม”

“ครับคุณชาย แขวนไว้ที่ห้องแต่งตัวแล้วครับ”

“แล้วการเคลื่อนไหวฝั่งซงพาล่ะ”

“ยังเงียบอยู่ครับ”

ขององค์กรใต้ดินที่มีอิทธิพลอย่างมาก

ถ้าจะให้พูดง่ายๆ ถึงเรื่องโลกมืดใต้ดิน ใช้คำที่มีความหมายไม่ดีที่รู้กันอย่างกว้างขวางก็คงหมายถึงองค์กรอันธพาล หรือที่เราเรียกกันว่ามาเฟียนั่นแหละ

โดยองเป็นทายาทขององค์กรเสือดำที่พ่อเขาคุมอยู่ และเพื่อออกไปควบคุมองค์กรต่อจากพ่อที่อายุมากแล้ว จึงเริ่มเรียนหลักสูตรบริหารตั้งแต่ปีนี้ ถึงโดยองวางแผนว่าจะใช้ชีวิตเพื่อสืบทอดองค์กรใต้ดินของพ่ออย่างราบรื่นเท่านั้น แต่ในโลกแห่งความจริงเขายังไม่เคยใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยเลยสักปี พ่อจึงไม่ยอมรับลูกหมาที่เอาแต่ขอสืบทอดกิจการของพ่อแม่เหมือนโจรอยู่ทุกวันได้ สุดท้ายเขาก็เลยต้องก้าวเข้ารั้วมหาวิทยาลัยไปจนได้ แต่คนที่พังความคิดรักสบายของลูกชายที่คิดว่าแค่เรียน 4 ปี ทำเกรดให้ได้ในมหาวิทยาลัยห่วยๆ แค่นั้นก็คงพอ ก็คือพ่อแม่ของเขาเองนี่แหละ พ่อหัวเราะพลางบอกว่า ‘ถ้าแกเหยียบออกไปมหา’ลัยนอกโซลเมื่อไหร่ ก็รู้ไว้ซะว่าแกจะถูกตัดออกจากกองมรดกตั้งแต่ตอนนั้นแหละ ลูกรัก’ กับแม่ที่เป็นคนโน้มน้าวพ่อให้ทำแบบนั้น พ่อของโดยองรักแม่สุดหัวใจและไม่เคยขัดคำสั่งของแม่เลย คำพูดสมัยก่อนนั้นไม่ผิดเลยที่ว่า ‘คนแบบเดียวกันต้องอยู่ด้วยกัน’ สามีว่าไงภรรยาว่าตาม

โดยองไม่ได้ถูกใจเงื่อนไขการใช้ชีวิต 4 ปีอย่างยากลำบากในมหาวิทยาลัยในโซล เขาก็เลยชิงตัดสินใจต่อต้านความต้องการของพ่อกับแม่เสียก่อน ซึ่งแผนนั้นก็ไม่ใช่อะไรเลยแต่เป็นการเข้าเกณฑ์ทหารนั่นเอง เมื่ออายุครบ 20 ปีโดยองจึงอาสาไปเป็นทหารและเข้าไปประจำการในกองทหารชั้นสูงที่ไม่มีใครสามารถมาเข้าเยี่ยมได้ แน่นอนว่าก็ไม่ได้รับข่าวคราวจากพ่อแม่ด้วยเช่นกัน บางวันถ้าเกิดฟ้าถล่มดินทลายขึ้นมากะทันหัน เขาก็คงไม่รับรู้ ช่วงเวลาที่ได้ปฏิบัติงานนั้นโดยองรู้สึกสบายใจมาก แม้การฝึกฝนพละกำลังจะเหนื่อยจนเกือบเป็นลม แต่ชีวิตในค่ายก็สำเร็จลุล่วงไปอย่างง่ายดาย นี่แหละสมรรถภาพร่างกายของทหาร

แต่เมื่อถึงวันที่ทุกๆ คนรอคอยให้มาถึง โดยองกลับรู้สึกเหมือนประตูนรกกำลังจะเปิดออก เพราะยังไงถ้าเขาไม่ได้รับสืบทอดกิจการของครอบครัวสักเปอร์เซ็นเดียว มันก็จบแล้วไม่ไช่เหรอ ซึ่งบทสรุปมันก็คาดเดาได้อย่างง่ายดาย เมื่อเป็นอย่างนั้น เขาจึงคิดว่ามันเหลือแค่เพียงงานในกองทัพอย่างเดียวเท่านั้น  แต่ถ้าหากในวันที่เขาตั้งใจจะสมัครเป็นจ่า ไม่มีการเข้าเยี่ยมของผู้ปกครองล่ะก็ บางทีตอนนี้เขาคงใช้ชีวิตสบายๆ กินอิ่มนอนหลับไปแล้ว ‘หนีไปแล้วคิดเหรอว่าจะหาไม่เจอ โฮะๆ’ ภาพของแม่ที่หัวเราะแบบนั้นน่ะ ดูเหมือนคุณนายยมทูตเลยล่ะ

สุดท้ายโดยองก็พ่ายแพ้ต่ออิทธิพลของพ่อแม่และปลดประจำการออกมา เขากลัวการออกมาสู่สังคม แต่ก็ตามไปเรียนกวดวิชากับเหล่าติวเตอร์ชื่อดังทั้งหลายทั้งปวง ต้องมุ่งมั่นกับการเรียน และท้ายที่สุดก็ประสบความสำเร็จในการเข้าเรียนที่คณะบริหารของมหาวิทยาลัยชั้นนำ เป็นเพราะคุณพ่อคุณแม่ที่คอยสอดส่องดูแลอย่างไม่ปราณี โดยองก็ได้เข้าเรียนโดยเป็นหัวกะทิของสาขา รับทุนการศึกษาเต็มจำนวนและกลายเป็นคนดังไปพร้อมกัน คิดว่าเข้ามหาวิทยาลัยเฉยๆ ก็คงจบ แค่เรียนจบไปอย่างราบรื่นก็พอ สำเร็จการศึกษาและได้รับปริญญาก็โอเคแล้วใช่ไหม แต่! เพราะคุณแม่ที่กระตือรือร้นเป็นอย่างมาก ไม่ยอมปล่อยให้ลูกชายใช้ชีวิตอย่างสบายๆ หรอก โดยองเลยยังทิ้งการเรียนไม่ได้จนถึงตอนนี้ แม่เป็นบอสที่แท้จริงของแก๊งเสือดำโดยแท้ ถึงตำแหน่งของพ่อจะเป็นตำแหน่งผู้นำทอย่างเปิดเผยสง่างามและปรากฎตัวต่อหน้าผู้คนภายนอก แต่แม่ก็เป็นสตรีที่น่าทึ่งผู้คอยควบคุมอยู่เบื้องหลังคุณพ่ออีกที ซึ่งแม้แต่พวกคนในองค์กรรวมไปถึงพวกผู้ชายในบ้านหลังนั้น ก็ยังไม่มีใครเอาชนะแม่ได้เลย

คงเป็นเพราะนึกถึงเรื่องของคุณแม่นานไปหน่อยเลยทำให้โดยองขนลุกไปทั่วทั้งตัว จากนั้นเสื้อที่ใส่อยู่ก็ร่วงลงไปที่พื้นเหมือนงูลอกคราบ ก่อนเขาจะเปลี่ยนเป็นชุดสูทที่ถูกแขวนไว้อย่างเรียบร้อยตรงมือจับหน้าประตูตู้เสื้อผ้า ส่วนเลขาที่คอยติดตามโดยองอยู่ข้างๆ ก็คือ คิมแจโฮ

“วันนี้ที่มหาวิทยาลัยเป็นอย่างไรบ้างครับคุณชาย”

หัวหน้าผู้ติดตามแจโฮ เป็นมือขวาของทายาทแก๊งเสือดำ ที่ทำหน้าที่เลี้ยงดูและคุ้มกันโดยองจากมุมมืดมาโดยตลอด และตอนนี้ก็กำลังจัดการเสื้อผ้าที่กระจายไปทั่วพื้นให้โดยอง โดยองสะดุ้งตกใจจากการถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของแจโฮ มันทำให้เขานึกถึงเมื่อตอนกลางวันที่คำสบประมาทจากซอนอูถาโถมเข้ามาราวกลับคลื่น เขากัดฟันกรอด สายตาเปลี่ยนไปในชั่วขณะ แจโฮที่เห็นภาพแบบนั้นก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองพูดไร้สาระอะไรออกไปหรือเปล่า จึงรีบก้มหัวขอโทษขอโพย

“ขอโทษครับคุณชาย!”

“ไม่ๆ ไม่มีอะไรที่พี่ต้องขอโทษขนาดนั้น มันไม่ใช่ความผิดพี่ด้วย”

โดยองปรับตัวปรับใจอีกครั้งแล้งสูดลมหายใจเข้าก่อนจะเปลี่ยนเสื้อผ้า เขาใส่ชุดพิธีการอย่างสุภาพและเส้นผมที่ปรกลงมารุงรังก็ถูกปาดขึ้นด้วยเจลจนเนี้ยบ หน้าผากที่เผยออกมาอย่างแจ่มชัดนั้นดูดี เขาส่องกระจกแล้วฉีกยิ้มออกมากว้างๆ แต่ใบหน้าก็ยังเรียบขรึม รูปลักษณ์ที่ขัดแย้งกันปรากฏผ่านทางกระจกอย่างชัดเจน แจโฮที่เฝ้ามองจากข้างๆ ก็ส่ายหน้าเบาๆ

เฮ้อ เป็นมนุษย์ที่น่ากลัวจริงๆ เลยลีโดยอง เหมือนสัตว์ประหลาดสองบุคลิกเลยแฮะ

ซึ่งแจโฮก็อดทนที่จะไม่เผลอพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไป แน่นอนว่าโดยองอายุน้อยกว่าตัวแจโฮมากแต่ตามที่รู้กันอยู่แล้ว อายุมันไม่ได้สำคัญกับเรื่องตำแหน่งสักหน่อย

มีความจริงที่คล้ายกับตำนานลือไปทั่วองค์กรว่า ไม่ว่าใครก็ตามถ้าได้เจอหรือเห็นโดยองในโหมดเกรี้ยวราดสักครั้งแล้วล่ะก็ หลังจากนั้นจะไม่กล้าพูดแทรกหรือโต้แย้งคำพูดของโดยองอีกเลย เพราะว่าแจโฮเคยเจอกับนิสัยที่แท้จริงของโดยองไปแล้วเลยประหม่า แต่ก็มีสมาชิกที่นินทาลับหลังโดยองโดยพูดว่า ‘ก็แค่ไอ้เด็กอายุเกือบจะ 23 พี่แจโฮไม่เห็นจำเป็นจะต้องกังวลขนาดนั้นเลยนี่ครับ’ หลังจากวันนั้นก็ไม่ได้เห็นหน้าคนที่พูดแบบนั้นภายในองค์กรอีก มีข่าวลือว่าเรื่องนั้นเป็นฝีมือของแจโฮ แต่ก็มีข่าวลือว่าเป็นฝีมือของโดยองที่บังเอิญผ่านไปได้ยินพอดีเหมือนกัน ซึ่งสุดท้ายก็ยังไม่มีใครรู้ความจริง

ความคิดเห็น