rani

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ (รักนะครับ คนดีของผม) ตอนที่ 5 (50%)

ชื่อตอน : กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ (รักนะครับ คนดีของผม) ตอนที่ 5 (50%)

คำค้น : กับดักรัก หมอสุดโหด, กับดักรักหมอสุดโหด, ชลาธิป, ปัณ, yaoi, rani, 18+, อังกูร, ต้นน้ำ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.9k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.ค. 2558 06:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ (รักนะครับ คนดีของผม) ตอนที่ 5 (50%)
แบบอักษร

http://cdn-tunwalai.obapi.io/files/member/41889/1595255691-member.jpg

 

 

กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ ตอนที่ 5
Writer : Rani รานี    


วันนี้เป็นวันหนึ่งที่อังกูรยุ่งต่อเนื่องมาจากเมื่อวาน และอีกหลายๆวันก่อนหน้า เด็กหนุ่มรู้ แต่ไม่รู้ก็ตรงที่หากไม่มีเวลาขนาดนี้แล้วจะมารับเขาถึงโรงเรียนเพื่ออะไร
            รถกระบะสี่ประตูสีดำรูปร่างกำยำ แข็งแรง ทนทานไม่แพ้คนขับ เลี้ยวเข้ามาจอดที่บ้านใหญ่ของบ้านไร่เจริญตาด้วยความเร็วแทบจะเหนือแสง เมื่อจอดรถเสร็จ เขาก็หอบเอาเอกสารทั้งหมดที่ถูกกองทิ้งไว้ตรงเบาะหลังคนขับเข้าไว้ในมือ แล้วเดินผ่านหน้าต้นน้ำไปอย่างรวดเร็ว
            เสียงขรึมทะเลาะเรื่องงานกับคนที่โทรศัพท์เข้ามาทำให้ต้นน้ำรู้ว่า คำว่า งานยุ่ง ดูจะน้อยเกินไปสำหรับผู้ชายคนนี้ เขาคุยโทรศัพท์ไปเช็คข้อมูลในแล็ปท็อปที่ถูกเปิดขึ้นทันทีที่นั่งลงในห้องทำงานของตัวเอง
            เด็กหนุ่มวางกระเป๋านักเรียนลงบนโต๊ะในครัว แล้วจัดแจงชงกาแฟและรินน้ำดื่มเย็นจัดแล้วนำทั้งหมดขึ้นไปให้คนข้างบนที่ยุ่งและอารมณ์เสียทันที โดยไม่สนใจสายตาเบื่อระคนหมั่นไส้ของป้าศรีเจ้าของครัวเลย
            มือบางวางถาดกาแฟและน้ำไว้ด้านข้างโต๊ะทำงาน ทั้งที่อีกคนยังคุยโทรศัพท์ไม่หยุด เขาเงยหน้าขึ้นมาสบตานิดหนึ่งก่อนจะก้มหน้าเช็คงานต่อ ส่วนปากและหูก็ทำงานกับโทรศัพท์ต่อไป แต่ก่อนที่ต้นน้ำจะเปิดประตูห้องออกมา ก็ได้ยินเสียงเจ้าของห้องเอ่ยลากับคนอีกฝั่งเสียก่อน จึงตัดสินใจหันมาคุยด้วย
            “เอ่อ .. วันนี้ขอบคุณคุณกูรมากนะครับที่ไปรับ”
            “ไม่เป็นไรหรอก” เสียงขรึมตอบ ตายังคงจ้องเขม็งที่จอแล็ปท็อป
            “แต่ผมเกรงใจน่ะครับ คุณกูรงานยุ่ง”
            “ฉันก็จะมาที่นี่พอดีไง เลยไปรับมาพร้อมกัน ไมเป็นไรหรอกไปช่วยป้าศรีทำงานเถอะ”
            ... เย็นชา...  
            ร่างเล็กทำตัวไม่ถูก ทั้งๆที่รู้ว่าอังกูรมีชื่อในเรื่องการสร้างบรรยากาศมาคุ สยองขวัญสั่นประสาท แต่ สำหรับต้นน้ำแล้ว คุณอังกูรใจดีที่สุด เมื่อเจออารมณ์แบบนี้อีก จึงได้แต่ปลีกตัวออกมาเงียบๆ

หลังจากเคลียร์เรื่องงานตรงหน้าจนเสร็จ อังกูรก็อาบน้ำอาบท่าจนเรียบร้อย สายน้ำคลายความกังวล ความเครียดและความหงุดหงิดของเขาได้มาก เมื่อจัดการกับตัวเองเสร็จ อังกูรก็ลงมาด้านล่างเพราะมันตรงกับเวลาอาหารเย็นพอดี แต่ยังไม่ทันจะลงมาถึงโต๊ะรับประทานอาหาร เสียงเอะอะโวยวายก็ดังแว่วๆมาเสียก่อน
            “ป้าคิดว่าป้าเป็นใครฮะ ถึงได้พูดแบบนี้”
            “นิก้าครับ อย่าเสียงดังเลย” เสียงชายหนุ่มเอ่ย ทำให้อังกูรรู้ว่าหมอชลาธิปกลับมาบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
            “ก็ธิปฟังป้าศรีพูดสิคะ พูดแบบนี้นิก้าเสียหายนะ ทำไมคะ บ้านนี้นิก้าก็ช่วยดู มาช่วยดูความเรียบร้อย มาช่วยดูนั่นนี่ แล้วนิก้าจะมาบ่อยๆไม่ได้หรือไง”
            “ก็มาได้ค่า” เสียงผู้หญิงสูงอายุคนหนึ่งพูดแค่น “แต่จะมาแล้วเจ้ากี้เจ้าการ จุ้นจ้านแบบนี้ก็ไม่ดีมั้งคะ ยังไม่ได้เป็นเมียเลย เค้าจะว่าแร่มาหาผู้ชายถึงบ้านเอาได้นะค้า”
            “นี่ป้า
!!!!
            สิ่งที่อังกูรเห็นเมื่อเดินลงไปถึงจุดเกิดเหตุสิ่งแรกก็คือ หน้าสุดเบื่อแสนเซ็งของเจ้าของบ้านที่นั่งอยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบนั่นเอง
            “มีอะไรกันเหรอครับ” ไม่ใช่เสียงโวยวาย ไม่ใช่เสียงดังเพราะยับยั้งการสู้รบ แต่การสู้รบนั้นกลับหยุดลงแทบจะทันที ตัวก่อปัญหาแม้จะมองหน้ากันเองเหมือนจะฆ่ากันให้ตาย แต่สายตานิ่งเฉยๆของอังกูรกลับจะทำให้ทั้งคู่ตายได้เลย ณ ขณะนี้
            “ป้าศรีตักข้าวครับ ผมหิวแล้ว ส่วนคุณเวณิกา เชิญนั่งครับ”
            “เอ่อ นิก้า มีกับข้าวมาน่ะค่ะ เห็นว่าคุณธิปชอบ แต่ยังไม่มีใครเอาไปใส่จานให้เลย” พูดแล้วก็อดค้อน “ใคร” คนนั้นไมได้
            “จานชามคงจะอยู่ในครัวน่ะครับ คุณนิก้า ถ้าตอนนี้คุณนิก้าเอากับข้าวไปใส่จานในครัว กลับมาป้าศรีก็คงตักข้าวให้ครบทุกคนพอดี”
            “เอ่อ”
            “เชิญครับ” ไม่พูดเปล่า คนตัวใหญ่หน้ายักษ์ ยังผายมือเป็นการเชื้อเชิญด้วย “ต้นน้ำเดี๋ยวไปช่วยคุณนิก้าเค้าหน่อย จะได้เสร็จเร็วๆ ได้กินเร็วๆ หิวจะแย่อยู่แล้ว กินเสร็จแล้วเชิญคุณธิปที่ห้องทำงานผมด้วยนะครับ มีเรื่องปรึกษานิดหน่อย”
            อังกูรจ้องเขม็ง สายตานั้นส่งคำถามประมาณว่า จะไปทำงานอันแสนจะเคร่งเครียดกับเขา หรือจะอยู่กับแม่บ้านถุงพลาสติกนั่น เมื่อมองตาก็รู้ใจขนาดนี้ ชลาธิปจึงไม่ลังเลเลยที่จะพยักหน้าตอบรับ
            แม้อาหารมื้อนั้นจะมีบรรยากาศแปลกๆเจือปน แต่อังกูรกลับตักเอาทุกอย่างที่เรียกได้ว่า “อาหาร” เข้ากระเพาะเหมือนคนตายอดตายอยาก และเมื่อรับอาหารจนเหลือแต่ชามเปล่าๆกันแล้ว ก็รีบชวนชลาธิปไปคุยเรื่องงานที่ค้างไว้บนห้องอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้สองเสือกับหนึ่งลูกแกะน้อยเปิดศึกกันอีกรอบ

กระดาษเอสี่ใบหนึ่งถูกวางไว้บนโต๊ะสำหรับปรุงอาหารในครัวโดยมีหอมหัวใหญ่ลูกหนึ่งทับเอาไว้ ต้นน้ำในสภาพงัวเงียจัดเพราะตื่นขึ้นมาได้ก็จับสามล้อคันแรกที่ผ่านหน้าบ้านมาที่นี่เลย
            “ป้าศรี?” ต้นน้ำยืนตัวแข็งมือถือกระดาษแผ่นเดียวนั้นนิ่งๆ ก่อนจะเดินขึ้นไปเคาะประตูห้องของชลาธิป
            หมอหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขารู้ว่าสักวันป้าศรีคงจะต้องไปจากเค้าแน่ๆ แต่ไม่คิดว่าจะรวดเร็วขนาดนี้ ชลาธิปหาวหวอดๆมองกระดาษในมือ ในกระดาษแผ่นนั้นมีข้อความที่เขียนด้วยตัวอักษรใหญ่เท่าโอ่งตามประสาคนเขียนที่สายตาไม่ดี ตัดพ้อเจ้าของบ้านว่าทำอะไรไม่เคยเห็นใจคนทำงาน เห็นแก่คนนอกบ้านมากกว่าคนในบ้านที่ดูแลกันมาอย่างดี เมื่อเป็นเช่นนี้ เนื้อความในจดหมายจึงสรุปว่า จะข้อไปหาแหล่งพักพิงที่อื่นจะดีกว่า
            “เฮ้อ แล้วป้าศรีแกได้บอกอะไรแม่ หรือว่าต้นน้ำไว้บ้างหรือเปล่า ว่าจะไปอยู่ที่ไหน”
            “เห็นเมื่อวันก่อนแม่เล่าให้ฟังว่า ป้าศรีติดต่อกับลูกชายที่กรุงเทพฯครับ คงจะไปอยู่ด้วยกัน ป้าศรีทำกับข้าวอร่อย เห็นว่าจะให้ไปขายเข้าวแกงที่ไหนสักที่ฮะ มีคุณนิก้านี่แหละที่ไม่ชอบฝีมือป้าศรี” ประโยคท้ายเด็กหนุ่มบอกเสียงเบา เหมือนกลัวใครจะได้ยินความคิดตนเอง
            “เฮ้ออออ” เจ้าของบ้านถอนหายใจทิ้งอีกหน
            “แล้วนี่คิดหรือยัง ว่าเช้านี้จะทำอะไรให้ฉันกับกูรกิน”
            “ผมเหรอฮะ??” ต้นน้ำหน้าเหวอ บ้าแล้ว จะให้ต้นน้ำทำกับข้าว เดี๋ยวครัวก็พินาศหรอก
            “ก็ถ้าไม่ใช่ต้นน้ำแล้วจะใครล่ะ ป้าศรีหนีไปแบบนี้แล้วนี่”
            “ผมทำไม่เป็นหรอกฮะ ทำเป็นแต่กาแฟ”
            “งั้นก็กาแฟนั่นแหละ คุกกี้พอเหลืออยู่บ้างไหม เอาออกมาแล้วกัน เดี๋ยวฉันไปปลุกเจ้ากูรก่อน เผื่อจะได้เอาท้องไปฝากที่ตลาดได้”

วันนั้นเป็นอีกวันหนึ่งที่อังกูรต้องดื่มกาแฟรสชาติ ประหลาด กับคุกกี้ในโหลพลาสติก แล้วก็เป็นอีกวันที่ไปส่งต้นน้ำที่โรงเรียน ร่างเล็กยืนรอจนรถของอังกูรขับออกไปจึงได้เดินเข้าโรงเรียน จังหวะที่กำลังจะหันหลังนั้นก็เซปะทะเข้ากับใครคนหนึ่ง
            “อ๊ะ” ต้นน้ำสะดุ้ง
            “ต้นน้ำ เหม่ออะไร เดินระวังหน่อยสิ”         
            “ก็โรมมาตั้งแต่เมื่อไรล่ะ ไม่ให้สุ้มให้เสียง แล้วยังมาอยู่ข้างหลังพอดีอีก” โรมหัวเราะ ก่อนจะเอื้อมไปคว้ากระเป๋าจากไหล่ของตัวเล็กมาถือไว้ซะเอง
            “เย็นนี้มีนัดประชุมชมรมนะ รู้หรือยัง?”
            “รู้แล้วสิ ทีมสวัสดิการก็ต้องเข้าประชุมด้วย นี่สงสัยต้องประชุมเรื่องที่จะไปแข่งชิงแชมป์จังหวัดแน่เลย” ต้นน้ำตอบ
            “ใช่ ลำบากแล้วล่ะ คนกำหนดโปรแกรมก็คิดน้อยนะ ทำไมเอาแมทช์สำคัญมาไว้ซะช่วงใกล้สอบเลย ทำเหมือนพวกนักกีฬาโรงเรียนไม่ต้องสอบด้วยยังงั้นแหละ”
            “เอาน่า เดี๋ยวเราติวให้เอง โอเคป่ะ” พูดจบต้นน้ำก็ยืดตัวขึ้น คล้ายจะอวดว่าตัวเองฉลาด “เชื่อพี่ไอ้น้อง พี่ไม่ทิ้งน้องหรอก” ต้นน้ำพูดต่อแถมยังยกกำปั้นทุบหน้าอกตัวเองแบบมาเฟียที่เห็นตามทีวีอีก เล่นเอาคู่สนทนาหัวเราะจนน้ำตาไหล
            “พ่อมาเฟียตัวน้อยเอ๊ย” พูดจบโรมก็เอามือจับหัวน้อยๆของต้นน้ำโยกเล่นซะอย่างนั้น

เสียงกระดิ่งบอกเวลาพักเที่ยงดังขึ้นพอดีกับที่อาจารย์สั่งการบ้านเสร็จ โรมก็กระโดดแผล็วมาที่โต๊ะของต้นน้ำที่นั่งคู่กับรัศมีทันที
            “วันนี้ไปกินข้าวร้านก๋วยเตี๋ยวข้างนอกนะ”
            “จะดีเหรอ ยังไม่ใช่เวลาเลิกเรียน เราออกจากโรงเรียนไม่ได้นี่” ต้นน้ำบอก รัศมีพยักหน้า
            “แต่มันอร่อยมากนะ รัศมีก็รู้” คนพูดโยนให้คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ แต่แค่คำว่า อร่อย ก็เพียงพอแล้วที่รัศมีจะยอมโอนอ่อนมาเห็นด้วยได้
            “นั่นสิ ก๋วยเตี๋ยวบะช่อหมูสับลุงจร มันอร่อยมากจริงๆด้วยนะต้นน้ำ”
            “ใช่ แล้วเพื่อนเราเพิ่งรู้ว่าตรงรั้วหลังโรงเรียนเป็นแค่รั้วต้นเข็มยังไงก็ผ่านได้ แล้วพอถึงร้านลุงจร ลุงก็มีห้องลับต่างหากให้นั่งด้วย เราไปคุยกับลุงมาแล้ว” โรมรีบอธิบาย
            “ดีเหมือนกันนะต้นน้ำ รัศมีอยากกินอ่ะ ไปด้วยกันนะ”
            “งั้นก็ได้”
            ด้านหลังโรงเรียนเป็นรั้วต้นเข็มอย่างที่โรมว่า ด้านล่างเป็นกระถางที่วางห่างกันราวห้าสิบเซ็นทำให้คนตัวเล็กๆสามารถรอดผ่านไปได้ไม่ลำบากลำบนเท่าใดนัก โรมรอดไปก่อน หัวของเขามีเศษใบเข็มปะปนอยู่บ้างเล็กน้อย แต่เจ้าตัวไม่คิดจะสนใจ เขาก้มลงมาจับมือของต้นน้ำเพื่อให้รอดต้นเข็มได้อย่างปลอดภัยในทันที รัศมีผู้หญิงตัวเล็กที่สุดในกลุ่มก็อาศัยรูปร่างของตัวเองผ่านมาได้อย่างง่ายดายเช่นกัน แต่ตอนนี้โรมกลับยังไม่ปล่อยมือของต้นน้ำเลย
            เมื่อมาถึงร้านมือที่กุมกันอยู่นั้นจึงเป็นเป้าสายตาของใครหลายคน โดยที่โรมไม่สนใจอะไรมากนัก เขาเดินไปสั่งก๋วยเตี๋ยวของทั้งตัวเองและเพื่อนๆก่อนจะพากันเข้าห้องลับไป เมื่อต้นน้ำสังเกตเห็นว่ามีนักเรียนหลายคนแอบมากินที่นี่เหมือนกันก็พยายามดึงมือของตัวเองให้ออกมาจากมือของโรม แต่กลับไร้ผล

ตกเย็น ชมรมบาสต้องมาประชุมกันเรื่องเตรียมตัวไปแข่งรับจังหวัดอย่างที่คิดกันเอาไว้จริงๆ ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรมากเพราะมีการซ้อมในชุมรมเป็นประจำกันอยู่แล้ว เพียงแต่ต่อจากนี้อาจจะต้องซ้อมหนักขึ้นเพื่อเตรียมไว้สำหรับการแข่งขัน นอกจากนั้นก็มีการบอกโปรแกรมการแข่งขัน ซึ่งไม่ได้หนักหนาเท่าไรนัก แต่ปัญหาก็คือ ยิ่งแข่งรอบลึกมากเท่าไร ก็ยิ่งใกล้วันสอบเท่านั้น ทั้งนี้ทางโรงเรียนได้มีการประชุมครูผู้ที่เกี่ยวข้องไปแล้วว่าจะจัดการสอบไม่ให้ตรงกับวันที่มีการแข่งขัน ที่เหลือก็เป็นเรื่องพูดคุยกันจิปาถะกันไป แต่เท่านี้ก็กินเวลาไปมากโขแล้ว
            ต้นน้ำมองนาฬิกา ดีนะที่โทรศัพท์บอกคุณหมอไว้แล้ว คุณหมอจึงตัดสินใจกินข้าวเย็นที่โรงพยาบาลเลยไม่ต้องรอให้เขาไปทำกับข้าวทั้งที่ก็ทำอะไรไม่ค่อยจะเป็น เมื่อคิดได้ดังนั้นพอถึงเวลาปล่อยให้ทุกคนกลับบ้านต้นน้ำกับเพื่อนๆจึงเดินทอดน่องไม่ได้เร่งรีบอะไรจนได้ยินเสียงแตรรถนั่นแหละ
            “นั่นมันรถคุณกูรนี่” ต้นน้ำตกใจเพราะเสียงแตร แต่สะดุ้งเพราะเห็นรถ แล้วรีบวิ่งไปที่รถที่จอดอยู่ทันที “คุณกูรสวัสดีครับ”
            “อืม ขึ้นรถสิ เดี๋ยวไปส่ง”
            “เอ่อ ครับ แต่ผมขอไปลาเพื่อนหน่อยนะฮะ” อังกูรพยักหน้า ชายหนุ่มมองสองเด็กนักเรียนพูดคุยกัน เห็นแววตาวาวโรจน์มองมาที่ตนเอง แล้วคนตัวเล็กกว่าก็กลับมาขึ้นรถกับตนเอง
            “ทำไมคุณกูรมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะฮะ”  ต้นน้ำถามทันทีที่รถเคลื่อนที่ แต่อีกคนไม่ได้ตอบ วางสีหน้าเรียบเฉย“อย่าบอกนะครับว่า คุณกูรมารอตั้งแต่เวลาโรงเรียนเลิก” ต้นน้ำตาโตเท่าไข่ ชายหนุ่มที่เอาแต่มองถนนหันมามองแว๊บหนึ่งแล้วหันกลับไปมองถนนต่อ

 

50%

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น