นิมมานรดี อรรวี

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

31. รักพิเศษ 5 คู่ /1

ชื่อตอน : 31. รักพิเศษ 5 คู่ /1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ก.พ. 2562 08:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
31. รักพิเศษ 5 คู่ /1
แบบอักษร

ตอนพิเศษ

..

รองเท้าส้นสูงสามนิ้วที่กำลังเดินเร็วๆ อยู่บนพื้นหินแกรนิตเริ่มเป๋ๆ ไปมา ก่อนจะพลิกพลาดพร้อมเสียงกรี๊ดและตามมาด้วยเสียงโอดโอยของคนที่นั่งพังพาบอยู่บนพื้น

“คุณ! เป็นยังไงบ้างครับ”

“เอ่อ... ไม่เป็นอะไรค่ะ” ปณิตตราชะงักไปนิดและต้องลากเสียงเอ่อยาวไปหน่อยเมื่อได้ประสบพบหน้าเจ้าของเสียงนุ่มที่ถามไถ่มาเป็นภาษาสากล เธอจึงต้องตอบไปในภาษาเดียวกัน มืออุ่นหนาที่ยื่นมาประคองท่อนแขนของเธอไว้ด้วยความนุ่มนวลแบบสุภาพบุรุษนั้นทำให้เธอลืมเจ็บและลืมหวงเนื้อหวงตัวไปชั่วขณะ

“ขอบคุณมากนะคะ” เมื่อยืนขึ้นได้จากการช่วยเหลือของเขาก็ส่งยิ้มให้พร้อมคำขอบคุณ

“ลองเดินดูสิครับ ว่าเจ็บข้อเท้าหรือเปล่า” เดวิด เจมส์ ก้มมองข้อเท้าหญิงสาวอย่างกังวล เพราะเขาเห็นชัดว่ามันพลิกแบบไม่เป็นท่าก่อนเจ้าหล่อนจะทรุดลงกับพื้น เขารีบโผเข้ามาช่วยอย่างเร็วที่สุดแล้วแต่ก็ยังช้าไป ผู้หญิงคนนี้ต้องเจ็บมาก แต่ความอดทนของเธอเป็นเลิศจนเขานึกทึ่ง

“ค่ะ” หญิงสาวลองก้าวเท้า แต่เพียงก้าวเดียวที่ลงน้ำหนักก็ต้องนิ่วหน้าหลุดเสียงร้องเบาๆ “โอ๊ย...”

“เจ็บใช่ไหมครับ” เมื่อหญิงสาวพยักหน้ารับชายหนุ่มก็หันมองรอบกายและมองไปยังลูกชายตัวเองที่ยืนอยู่ด้านหลัง

“เจสัน ช่วยถือกระเป๋าให้พี่สาวคนนี้หน่อย” แล้วหันกลับไปทางหญิงสาวที่ยังไม่ละความพยายามจะลองเดินด้วยตัวเองอีกครั้ง แต่กลับหันมามองหน้าเขาและลูกชายตาโตราวกับตกใจอะไรสักอย่าง

 “หาที่นั่งก่อนเถอะครับ ข้อเท้าแพลงแน่ๆ ขออนุญาตอุ้มนะครับ” หลังคำขอแสนสุภาพก็ดึงกระเป๋าสะพายใบใหญ่ไปส่งให้ลูกชาย แล้วหันกลับมาทำท่าจะช้อนร่างบางขึ้นอุ้ม เมื่อคำนวณด้วยสายตาแล้วคิดว่าหญิงสาวร่างเล็กที่น่าจะสูงไม่ถึงหนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตรคนนี้น่าจะมีน้ำหนักตัวไม่มากกว่าลูกชายของเขาเท่าไร หรือต่อให้เธอจะตัวใหญ่กว่านี้ก็คงไม่ใช่ปัญหาสำหรับผู้ชายร่างสูงใหญ่อย่างเขา

“อุ้ย! ไม่ต้องอุ้มค่ะ ฉันเดินเขยกไปได้” รีบโบกไม้โบกมือห้ามด้วยความเกรงใจ อีกอย่างก็ไม่อยากเปลืองเนื้อเปลืองตัวกับผู้ชายที่มีลูกตัวโตเกือบเท่าเธอแล้ว แต่พอพยายามจะก้าวขาเดินเขยกอย่างที่บอกก็ต้องนิ่วหน้าซ้ำเมื่อเผลอลงน้ำหนักที่ขาข้างเจ็บ

“ผมช่วยดีกว่าครับ”

“ไม่ต้องค่ะ” ยังยืนยันกระต่ายขาเดียว แต่เมื่อเห็นสายตาคล้ายไม่เข้าใจว่าขาเดี้ยงขนาดนี้แล้วจะเรื่องมากไปถึงไหน ก็ได้แต่ยิ้มอายๆ ส่งไปให้

“ถ้าอย่างนั้น ขออนุญาตจับแขนนะคะ”

มองสบตาเป็นเชิงขออนุญาต เมื่อเขาไม่ว่าอะไรแถมยังส่งท่อนแขนล่ำที่ไม่มีเนื้อผ้าปกคลุมเพราะเจ้าตัวใส่เสื้อโปโลแขนสั้นมาให้พร้อมรอยยิ้มบางๆ ก็วางมือลงไปอย่างระแวดระวัง ยกขาข้างเจ็บขึ้นเหนือพื้น เดินกระต่ายขาเดียวตามแรงประคองของคนร่างใหญ่ไปจนถึงเก้าอี้ริมระเบียง

“ขอผมดูหน่อยนะครับ” อดีตบุรุษพยาบาลอาสาสมัครเพื่อบรรเทาสาธารณภัยประจำเมืองย่อกายลงนั่งข้างๆ เรียวขาขาวเนียนที่เขาขอเดาว่าเจ้าของน่าจะอายุไม่เกินยี่สิบ แต่ต้องยอมรับว่าการวางตัวและความอดทนของเธอทำให้ดูเป็นผู้ใหญ่กว่ารูปร่างหน้าตามากๆ ด้วยระยะทางไม่ใช่ใกล้ๆ ที่พวกเขาเดินมาหาที่นั่ง ถ้าเป็นผู้หญิงอื่นที่เท้าเจ็บจนเริ่มบวมแบบนี้คงร้องให้ช่วยอุ้มไปนานแล้ว

“อู้ยยย เจ็บจังค่ะ ซี๊ดดด”

“โอ้ว... ขอโทษครับ”

มือหนาชะงักกึก ไม่อยากบอกเลยว่าชะงักเพราะเสียงครางสั่นพร่าที่ตามมาด้วยเสียงสูดปากยาวสุดเซ็กซี่ของเธอนั่นแหละ เขาเริ่มรังเกียจความคิดนอกลู่นอกทางของตัวเองเข้าไปทุกที ยิ่งเมื่อเผลอกวาดตามองเรียวขาขาวเนียนที่ถึงจะเล็กแต่ก็มีเนื้อหนังอิ่มเอิบน่าชมขึ้นไปจนถึงชายกระโปรงเหนือหัวเข่าที่มีรอยแดงจ้ำเล็กๆ จากการล้มเมื่อครู่

หนุ่มใหญ่วัยย่างสี่สิบที่ร่างกายสมบูรณ์พร้อมแต่กลับไร้ร่างหญิงสาวบนเตียงมานานพอสมควรก็อยากจะแช่งชักหักกระดูกตัวเองที่ตาซนไม่เป็นเวล่ำเวลา

“ลองขยับเบาๆ ดูว่าดีขึ้นไหมครับ”

ปณิตตราค่อยๆ ทำตามคำแนะนำ หลังจากอดทนกับความเจ็บปวดและอาการร้อนวูบวาบจากน้ำมือหนักๆ ของฝรั่งตัวสูงใหญ่อยู่ชั่วกลั้นใจ

“ก็ดีขึ้นหน่อยแล้วค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”

“น่าจะไปหาหมอนะครับ ไปไหม ผมพาไปก็ได้” ขยับกายลุกขึ้นยืนตรงหน้า เหลียวมองลูกชายที่ก้าวไปนั่งลงข้างกายหญิงสาวแล้วมองหน้าเขากับสาวข้างกายสลับกันไปมาเพราะแทบไม่มีใครสนใจตนเลย

“ผมจะไปหาฮันนี่” เจสันไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของบิดา

“เอ่อ...” ปณิตตรารีบขัด เมื่อเห็นชายหนุ่มทำท่าจะต่อรองกับลูกชาย “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวฉันไปกับเพื่อนก็ได้ นัดเพื่อนไว้ เอ่อ... ขอโทรไปบอกเพื่อนก่อนนะคะ”

เมื่อเห็นเขายิ้มแล้วพยักหน้าให้ก็หันไปทางเด็กชายหน้าตาน่ารักข้างกาย เอ่ยขอกระเป๋าคืนพร้อมคำขอบคุณแล้วคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาสื่อสารกับคนในสายไม่กี่คำก็วางลง

“เดี๋ยวเพื่อนมารับตรงนี้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”

“ครับ ถ้าอย่างนั้นผมกับลูกไปก่อนนะครับ” คล้ายจะรู้ตัวว่าถูกอีกฝ่ายเปิดทางให้ไปได้แล้ว เขาจึงหันไปพยักหน้าให้ลูกชาย แต่ก่อนที่ทั้งสองจะก้าวจากไปก็ชะงักเท้าไว้แล้วหันกลับมา

“ผมเดวิด เจมส์ นะครับ นี่ลูกชาย เจสัน”

เขากับลูกชายเดินทางมาถึงเมืองไทยหลายวันแล้ว เพิ่งกลับจากเยี่ยมญาติที่เชียงใหม่ ตั้งใจจะมาอยู่กรุงเทพฯ ต่ออีกหลายวัน เพราะมีงานด้านสังคมสงเคราะห์ที่น่าสนใจหลายที่ วันนี้เขาได้นัดพบกับครอบครัวของชลธารที่นี่ เจสันกำลังดีใจใหญ่ที่จะได้พบสาวน้อยฮันนี่ เขาเองก็ดีใจที่จะได้เจอผู้หญิงที่เขาเคยมีความรู้สึกดีๆ ให้พร้อมครอบครัวที่น่ารักของเธอ

“ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ฉัน ปณิตตรา เรียกสั้นๆ ว่า แป้งก็ได้”

“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณแป้ง เอ่อ... ผมไปนะครับ”

“ค่ะ เอ่อ... คือ” เผลอหลุดเสียงรั้งไว้เมื่ออีกฝ่ายทำท่าจะหันตัวจาก แต่เขาก็หยุดและหันกลับมาหาเธอทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกรั้ง “คุณกับครอบครัวมาเที่ยวเมืองไทยหรือคะ”

“ครับ ผมพาลูกมาเยี่ยมญาติๆ ทางนี้ครับ ภรรยาผมเป็นคนไทย”

“อ๋อ... แล้วไหน” ทำว่าหันมองหา ‘ภรรยาผม’

“เธอเสียไปนานแล้วครับ ตั้งแต่เจสันยังเล็ก”

ก็ไม่รู้ทำไมเขาถึงอยากประกาศว่าตัวเองเป็นม่ายเร็วๆ อาจเพราะสีหน้าที่เปลี่ยนจากอยากรู้อยากเห็นเมื่อครู่ที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสลดทันทีเมื่อได้รู้ความจริง ชายหนุ่มรีบคลี่ยิ้มส่งให้ด้วยความเข้าใจและรอรับฟังคำพูดที่พอจะเดาได้ว่าต้องได้ยินจากคนหน้าเศร้า

“ฉันเสียใจด้วยนะคะ” ปณิตตราเอ่ยอย่างจริงใจก่อนหันมองเด็กชายตรงหน้าเต็มตาแล้วยิ้มให้

“เจสัน พูดไทยได้ไหมครับ”

“ได้นิดหน่อยครับ” เด็กน้อยตอบเป็นภาษาไทยค่อนข้างชัด

“เก่งจัง แล้วหนูมาจากที่ไหนครับ” ลองถามไปเป็นภาษาไทย

“อังกฤษครับ”

หญิงสาวยิ้มรับคำตอบ แต่ยังไม่ทันจะถามอะไรต่อสายตาก็ปะทะเข้ากับสีหน้าตะลึงพรึงเพริดของหญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านหลังเดวิด เจมส์ ชายร่างสูงหันมองตามแล้วต้องส่งยิ้มให้คนที่รีบฉีกยิ้มแทนคำทัก

“เพื่อนคุณมาแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับ พอดีนัดเพื่อนไว้เหมือนกัน” จำต้องเอ่ยตามความเหมาะสมทั้งที่แอบเสียดาย

ถ้าสถานการณ์อำนวย เขากับเธอน่าจะได้ทำความรู้จักกันมากกว่านี้ เพราะแค่ไม่กี่ครั้งที่ได้มองหน้าสบตา ชายหนุ่มที่ยังมีเลือดเนื้อสมบูรณ์ตามวัยชายฉกรรจ์ก็กล้ายอมรับกับตัวเองเลยว่าเธอคนนี้มีแรงดึงดูดกายและใจของเขามากกว่าผู้หญิงหลายคนที่เคยพบผ่าน

อาจจะเพราะเธอเป็นผู้หญิงไทยไซส์เล็กแบบที่เขาชอบ และอาจเพราะสายตาที่มองตอบมานั่นทำให้เดวิด เจมส์ ตัดสินใจในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนจากหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาดึงนามบัตรสีขาวนวลส่งให้

“ผมยังอยู่กรุงเทพฯ อีกหลายวัน ถ้าคุณยังไม่มีใครและไม่รังเกียจพ่อม่ายลูกหนึ่งอย่างผม ติดต่อมานะครับ ผมจะรอ”

ตะ... ติดต่อทำไม รออะไรอ่ะ ฉันยังไม่มีใครแล้วมันเกี่ยวไรกับพ่อม่ายลูกหนึ่ง... ปณิตตราเผยอปากค้างอยู่กับกระดาษแผ่นเล็กในมือ เมื่อคนยื่นให้พร้อมคำบอกกล่าวส่อเจตนาชัดเจนหันกายจากไปพร้อมลูกชายตน

“ใครอ่ะแป้ง หล่อน่าลากเข้าห้องชะมัดเลย”

ปณิตตราจิกตาใส่เพื่อนอย่างหมั่นไส้ “ให้ฉันบอกคุณธัชมั้ย ว่าแกอยากลากผู้ชายอื่นเข้าห้อง” ยัยเพื่อนคนนี้ เมื่อก่อนล่ะไม่เคยสนใจผู้ชาย แต่พอมีคู่หมั้นเป็นหนุ่มหน้าสวยรวยเสน่ห์เข้าหน่อยริอ่านปากไวใจกล้า

รัตมายกยิ้มมุมปากแล้วยักไหล่

“อยากบอกก็บอกดิ อีตาพี่ธัชหึงทีไรฉันได้สนุกทุกทีเลยแก”

“อย่าพูดให้คนโสดอิจฉาได้ไหม... ว่าแต่อยากสนุกจริงหรือเปล่า ฉันจะได้สงเคราะห์” ถามแล้วพยักหน้าไปทางร่างสูงที่กำลังเร่งเท้าเดินเข้ามาใกล้พร้อมใบหน้าบูดบึ้ง

“อย่านะ ชีกำลังปรี๊ดที่ฉันรีบมาหาแก ไม่ยอมรอให้ชีกินข้าวเสร็จซะก่อน” รัตมาชอบเรียกคู่หมั้นหนุ่มด้วยศัพท์แทนเพศหญิงกับเพื่อนๆ เสมอ อาจเพราะหมั่นไส้ที่อีกฝ่ายหน้าสวยผิวใสกว่าเธอทั้งที่เป็นผู้ชายทั้งแท่ง แถมดุไม่สมกับหน้าตาหวานๆ ของตัวเองเอาเสียเลย

“แกน่ารักมากมินนี่ที่เห็นเพื่อนสำคัญกว่าแฟน” แล้วสองสาวก็หลุดหัวเราะออกมา ก่อนจะพากันเงียบกริบเมื่อหนุ่มหน้าหวานตีหน้าดุเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า

“เห็นมั้ยว่าเพื่อนไม่ได้เป็นอะไรมาก รอพี่เดี๋ยวเดียวมันจะเป็นไรไป!” ชลัญธัชว่าอย่างมีน้ำโหที่ต้องเร่งกินข้าวเพื่อตามคุณคู่หมั้นสาวห้าวมาจนเกือบจะลืมดื่มน้ำ แถมยังไม่อิ่มเลยด้วย

รัตมาเลือกที่จะหันไปคลี่ยิ้มหวานหยดส่งให้คนหน้าดุแทนคำแก้ตัว แล้วรีบเปลี่ยนเรื่องเอาดื้อๆ

“มาช่วยพาแป้งไปหาหมอดีกว่าค่ะพี่ธัชขา มามะ คนดีของ มินนี่”

ปณิตตราก้มหน้างุด พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่หลุดเสียงหัวเราะออกมา ไม่นึกเลยว่าเพื่อนสาวมาดทอมของเธอจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น