AshuLa

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 72 ไม่ว่ากี่ครั้งก็เป็นท่าน

ชื่อตอน : บทที่ 72 ไม่ว่ากี่ครั้งก็เป็นท่าน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.2k

ความคิดเห็น : 74

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.พ. 2562 22:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 72 ไม่ว่ากี่ครั้งก็เป็นท่าน
แบบอักษร

​กีอาน่าเหม่อลอยตลอดเส้นทางออกมาจากวัง เธอไม่แม้แต่จะมองดูสองข้างทางที่รถม้าแล่นผ่านอย่างเคย ในหัวมีแต่ภาพของยูรอสที่มองเธอเหมือนคนแปลกหน้าเท่านั้น


‘ท่านหญิง’

‘ท่านหญิงกีอาน่า’

ร่างบางสะดุ้งหลุดจากภวังค์ เธอมั่นใจว่าได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเองใกล้ ๆ นี้ ดวงตาคู่สวยสั่นไหว เหลียวมองรอบความว่างเปล่าของห้องโดยสารภายในรถม้า ก่อนจะตัดสินใจมองเลยออกไปที่ริมทาง


“หยุด…หยุดรถก่อน!” หญิงสาวร้องสั่งเกอร์ธูท ส่งผลให้ทั้งขบวนรถและเหล่าองครักษ์หยุดชะงักกะทันหัน เธอแทบถลาไปที่ประตูรถ


“เกิดสิ่งใดขอรับ” นายกองหนุ่มดูเป็นกังวล สถานการณ์แปลก ๆ ในวังเมื่อครู่ยังคงสร้างความสับสนให้พวกเขาไม่น้อย


“ที่นั่น” ดวงตาคู่สวยแทบไม่คลาดเคลื่อนไปจากกระโจมสีเขียวอันคุ้นตา ที่ปะปนอยู่กับเหล่าร้านรวง


ไม่รออธิบายให้ใครเข้าใจ กีอาน่าก็รีบก้าวเท้ายาว ๆ ข้ามถนน เธอไม่รู้ว่าพวกนั้นจะสามารถช่วยอะไรได้ หากแต่ลางสังหรณ์ในใจอันชัดเจนทำให้ไม่อาจหยุดการก้าวเดิน


“ข้ารอท่านอยู่” โคลโธเอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นแขกผู้มาเยือนพรวดพราดเข้ามา หญิงสาวจากต่างโลกยังคงความงดงามหมดจดเช่นเคย ไม่สิ มากกว่าเคยเสียด้วยซ้ำ เพราะพลังธาตุของนางที่สเถียรมากขึ้น แต่จะนานเท่าใดหากยาเม็ดอิกดราซิลเม็ดสุดท้ายหมดลง


“เป็นพวกคุณจริง ๆ” กีอาน่าทั้งรู้สึกโล่งอกและดีใจผสมปนเปกัน โต๊ะคุ้นตา ตะเกียงกระจกตัวเดิม เธอนั่งลงเบื้องหน้าสามพี่น้อง สับสนเมื่อถึงเวลาที่ต้องตั้งคำถาม เธอก้าวเข้ามาที่นี่ด้วยสัญชาตญาณ ก่อนจะทันได้คิดเสียด้วยซ้ำ


 “ย่อมเป็นเช่นนั้น ข้าได้แต่เฝ้ารอวันเวลาและโชคชะตาจะนำพาให้พวกเราได้กลับมาพบกันอีกครั้ง”


ร่างนั้นค่อย ๆ เลื่อนมือทั้งสองข้างขึ้นมาวางบนโต๊ะ เธอวาดสายตาเป็นเชิงให้กีอาน่าวางมือของตัวเองลงมา


หญิงสาวที่ร้อนใจอยู่เป็นทุนเดิมย่อมไม่ขัด กีอาน่าพบว่ามือของโคลโธอบอุ่น จนทำให้รู้สึกสบายใจได้ไม่ยาก


“ท่านมีเรื่องกังวลใจ” โคลโธรับรู้ถึงมันได้ เพราะหน้าที่ของเธอคือการคอยเฝ้ามองเหล่านักเดินทางอยู่เสมอ นอกเหนือจากนั้นเธอยังคอยเฝ้ามองโลกใบนี้มาตั้งแต่เมื่อครั้งบรรพกาล ดังนั้นเจ้าตัวจึงยิ่งค้นหาให้ลึกลงปอีก เมื่อได้สัมผัสอีกฝ่าย “ท่าน…”


ดวงตาอันเยือกเย็นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย “ถึงเวลาที่ควรตื่นได้แล้วท่านหญิง เหตุใดท่านไม่ยอมรับในตัวตนของตนเอง”


กีอาน่าขืนตัว “คุณหมายถึงเรื่อง…” เทพหรือ? ก็รู้แล้วอย่างไรว่าเธอเป็น


เมื่อเชื่อมโยงกันแบบนี้โคลโธก็ล่วงรู้ถึงทุกสิ่งที่อยู่ในความคิดของกีอาน่า “ท่านเพียงแค่รู้ แต่ไม่เข้าใจ ท่านหาได้ยอมรับในตัวตนดั้งเดิมของตัวเองอย่างแท้จริงทั้งที่ท่านทำได้…บางครั้งคงดีกว่าหากข้าปล่อยให้ท่านเอ่ยออกมามากกว่าจะค้นหาในใจของท่านด้วยตัวข้าเอง…ท่านหญิง ได้โปรดบอกถึงสิ่งที่กำลังฉุดรั้งท่านในยามนี้ให้ข้าทราบได้หรือไม่”


เธอไม่รู้ว่าควรจะถ่ายทอดเรื่องราวออกไปให้ปะติดปะต่อกันได้อย่างไร “ฉัน…คู่ควรเหรอคะ”


เพียงไม่กี่คำ ถ่ายทอดความน้อยเนื้อต่ำใจจดหมดสิ้น นี่คือสิ่งที่กีอานิ่ดมาตลอด หากเธอไม่มาที่นี่ ไม่พบยูรอส ทุกสิ่งทุกอย่างคงไม่เป็นแบบนี้ บางทีเขาอาจมีชีวิตอย่างมีความสุข มีลูกมีหลาน รักใคร่ปรองดองกับองค์จักรพรรดิและเจ้าหญิงเฮเลเนีย


กีอาน่าสูญเสียทุกอย่าง แม้แต่ความมั่นใจที่จะช่วยเขาคนนั้น  “พวกคุณเอาแต่พูดว่าฉันเป็นเทพ มีสิ่งที่พิเศษมากมาย…” ไว้เว้นแม้แต่องค์จักรพรรดิ “คุณให้ค่ากับคำว่าเทพมากเกินไปหรือเปล่า สิ่งที่ฉันเป็นอยู่กระทบชะตาชีวิตของใครหลายคน” ซามาเอล องค์หญิงเฮเลเนีย จักรพรรดิ และแน่นอน…แม้แต่ยูรอสก็ด้วย “เป็นฉัน…จะดีจริง ๆ เหรอคะ บางที ถ้าเป็นคนอื่นที่ข้ามมิติมา พวกเขาก็คงจะเป็นเหมือนกันกับฉัน มีความสำคัญ มีพลัง ได้รัก…” กับยูรอส…เธอพูดไม่ออกอีกแล้ว น้ำตาไหลหยดลงมาราวม่านไข่มุก


สองมือของโคลโธเอื้อมมาประคองแก้มเนียน ในตอนนี้อีกฝ่ายค้ำตัวขึ้นมาเหนือโต๊ะ ส่งผลให้กีอาน่ามองเห็นใบหน้าของเธอได้ชัดเจน “ท่านกำลังหัวใจสลาย…” สิ่งที่ท่านหญิงผู้นี้รู้สึกอยู่ไม่ใช่ว่าจะไม่เข้าใจ เพราะทุกอย่างสับสนเกินไป ปวดใจเกินไป การรู้สึกสูญเสียจุดยืนจึงกลืนกินคลื่นอารมณ์ที่อ่อนไหวได้ง่าย เมื่อครั้งมิตินี้ยังเยาว์นัก โคลโธเองก็เคยเผชิญความรู้สึกดังว่า เหตุใดมอยเรจึงถือกำเนิด และเฝ้ามอง ทั้งที่เป็นแบบนั้นแต่เธอสามพี่น้องกลับไม่มีมีส่วนร่วมในสิ่งใดเลย “…บางทีชะตาชีวิตที่เรียบง่ายอาจเป็นสิ่งล้ำค่ามากกว่า แต่ท่านหญิง ได้โปรดอย่าดูถูกตนเอง ท่านหาได้เกิดมาเพื่อต่ำต้อย เพราะจะไม่มีคนอื่น ไม่มีใครทดแทนท่าน ไม่ว่ากี่ครั้งก็เป็นท่าน…คนที่จะพบกับเขา คือท่านเท่านั้น”


“…ถ้าเกิด ฉันไม่ได้มาล่ะ” กีอาน่ายังคงลังเล ก้อนเนื้อในอกเจ็บแปลบไปหมด


“ต่อให้เกิดเหตุผิดพลาด ฝ่าบาทก็ไม่มีทางเลือกใครอื่น เขาจะครองบัลลังก์อย่างเดียวดาย เป็นราชาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เอเธอน่าเคยมี ท่านหญิงจะฝืนทนปล่อยให้เขาอยู่ตามลำพังไปอีกห้าพันปีได้หรือ”


ยิ่งใบหน้างดงามนั้นสั่นน้อย ๆ อย่างไม่ต้องการ หยาดน้ำตาใสก็ยิ่งหยดลงมาต่อเนื่อง “ฮาเดส…” ชั่ววูบหนึ่งกีอาน่าคิดว่าอยากพาฮาเดสกับบ้านของเธอ


“เจ้าชายน้อยของพวกเราย่อมรักทั้งบิดาและมารดาของเขาโดยไร้เงื่อนไข” เป็นอะโทรพอสที่กล่าวแทรกขึ้นมา “ทุกสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ ขอท่านหญิงอย่าได้หวาดกลัวการเปลี่ยนแปลงนั้น ราชวงศ์เฮลส์เป็นเช่นนี้หาได้เป็นความผิดท่าน แต่เพราะมันถูกกำหนดให้เปลี่ยนแปลง”


ดวงตาสีทองอร่ามทอดมองอะโทรพอสที่คลุมหน้ามิดชิดอย่างไม่เข้าใจนัก “ใครกำหนด…”


โคลโธยิ้ม ไม่ตอบสิ่งนั้น


“แม้อยู่ภายใต้โชคชะตาแต่ล้วนมีความเป็นไปได้หากหลาย ทว่าทุกการกระทำของท่านย่อมเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจของท่าน ครั้งหนึ่งท่านยูลิซิสเองก็เคยขัดขืน และทุกวันนี้เขาก็ยังขัดขืน” เจ้าตัวไม่ปรารถนาบัลลังก์ไม่ว่าจะมีคำทำนายว่าเขาจะได้ครอบครองมากมายเพียงไร ไม่ว่ายืดเยื้อ ลากเวลาออกไปยาวนานแค่ไหน โชคชะตาก็ไล่ตามให้เขาตัดสินใจชิงอำนาจซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ดี


“เช่นเดียวกับท่าน ท่านคือแสงสว่าง การดำรงอยู่ของรัตติกาลนี้ยาวนานเกินไปแล้ว”  แลคคีซิสเอ่ยบ้าง ไม่ว่าหลบเลี่ยงอย่างไร วันที่เธอผู้นี้จะคืนแสงสว่างสู่ดินแดนนี้ต้องมาถึง


“แต่…ฉันจะทำเรื่องแบบนั้นได้ยังไงกันคะ” กีอาน่าไม่รู้วิธีใช้พลัง เธอควบคุมมันไม่ได้ เหมือนกับสายน้ำที่บางทีก็ไหลทะลักออกมา และจะหยุดก็ต่อเมื่อทุกอย่างแห้งเหือด เธออาจต้องนอนหมดสภาพครั้งแล้วครั้งเล่า


ภาพเบื้องหน้าของเธอกลายเป็นฝืนป่าร่มรื่น ใบไม้กำลังเปลี่ยนสีเป็นส้ม แดง และเหลืองทอง สายลมหอบพัดเอาใบแก่ร่วงหลุดออกจากขั้ว ลอยล่องไปจนบรรยากาศในบริเวณนี้ราวกับอยู่ในภาพฝัน


ลานหินเปื้องล่างถูกปกคลุมด้วยใบไม้ร่วง กระนั้นเธอกลับรู้สึกว่าสถานที่นี้ช่างคุ้นตาอย่างน่าประหลาด ใต้ต้นไม่ที่ใหญ่ที่สุด ลำต้นของมันราวสิบคนโอบ ดูมั่นคงเสมือนผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน ร่างของสตรีผู้หนึ่งซบหลับอยู่ที่นั่น เธอสวมเสื้อคลุมสีม่วงอ่อนคล้ายกับจอมเวทย์ในนิทาน เส้นผมสีทองอร่ามแผ่สยายระไปกับแขนงรากของไม้ใหญ่


แกร่บ


กีอาน่าทำเสียงดังเสียแล้ว เพราะอย่างนั้นร่างที่หลับใหลอยู่จึงค่อย ๆ ขยับตัว เปลือกตาของเธอคนนั้นเปิดขึ้นช้า ๆ แล้วหันมามองที่เธออย่างประหลาดใจ


“เจ้า…มาจากไหน”


“ขอโทษค่ะที่ทำให้คุณตื่น”


สองเสียงผสานขึ้นพร้อมกัน แม้จะตกตะลึงแต่ก็อดพิจารณาภาพของอีกคนไม่ได้ ตัวตนของพวกเธอนั้นคล้ายคลึงกันในเรื่องสายเลือดอย่างยิ่ง สีผม สีตา กระทั่งรัศมีจาง ๆ ยากนักที่จะบอกว่าไม่ใช่เผ่าพันธุ์เดียวกัน


เป็นเธอคนนั้นที่เอ่ยขึ้นก่อน “เจ้าเป็นชาวฮิสตอเรียสใช่หรือไม่”


กีอาน่าไม่เข้าใจ ใบหน้าหวานฉายแววสับสนครู่หนึ่ง “ฉันมาจากคาทซ์ค่ะ” พลันนึกได้ว่านี่อาจเป็นสถานที่ที่พวกโคลโธส่งเธอมาก็เป็นได้ จึงรีบแก้ใหม่ “เอ่อ…มาจากโลกค่ะ”


ฝ่ายนั้นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้า กีอาน่าที่ไม่เข้าใจต่อท่าทางแบบนั้น เริ่มสงสัยว่าตัวเองยังอยู่ในมิติที่เรียกว่าเอเธอน่าหรือไม่ เพราะเท่าที่เห็น แสงอาทิตย์ส่องสว่างแบบนี้ไม่เหมือนเอเธอน่าที่เธอรู้จักเลย


“มานั่งนี่สิ” ฝ่ายนั้นผายมือเชื้อเชิญ แขกอย่างเธอจึงเดินเข้าไปใกล้ในระยะประชิดและนั่งลงที่รากไม้ข้าง ๆ


“ข้ามีนามว่าเทียแมท”


“ฉัน…กีอาน่าค่ะ”


ช่วงเวลานั้นราวกับทุกอย่างรอบกายหยุดนิ่ง กีอาน่าตระหนักรู้ได้ด้วยสัญชาติญาณว่าพวกเธอทั้งคู่มีความเชื่อมโยงระหว่ากัน จู่ ๆ เทียแมทก็ยื่นมือออกมา ส่งผลให้เธอเลียนแบบตามบ้าง ทันที่ที่ทั้งสองสัมผัส กระแสความอบอุ่นสายหนึ่งไหลผ่าน


“แม้จะกำเนิดจากคนละแหล่งแต่ข้าสัมผัสได้ว่าเราเหมือนกันมากเหลือเกิน” เสียงไพเราะของเทียแมทเอ่ย เธอเสียงแหลมกว่ากีอาน่า ทว่าฟังรื่นหูเหมือนเสียงนกกางเขนป่า ในขณะที่กีอาน่ามีโทนเสียงที่เรียบและนุ่มอย่างคนใจเย็น


“เรายังอยู่ที่เอเธอน่าใช่มั้ยคะ” กีอาน่าถามอย่างไม่มั่นใจ กังวลว่าพวกโคลโธจะส่งเธอมาต่างมิติ


เทียแมทพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม นั่นทำให้คิ้วเรียวของคนฟังขมวดมุ่น


“แต่เอเธอน่าที่ฉันจากมา…ไม่ค่อยเหมือนที่นี่เท่าไหร่” ถ้าบอกว่าไม่มีดวงอาทิตย์อีกฝ่ายจะคิดว่าเธอเพ้อเจ้อหรือไม่


จอมเวทย์สาวมีความสนใจใคร่รู้ไม่น้อยว่าต่างอย่างไร หากแต่กระแสพลังระหว่างเธอและกีอาน่าที่เชื่อมกันอยู่ทำให้รู้ว่าภายในของอีกฝ่ายดูปั่นป่วน ไม่ค่อยสมดุลเท่าไรนัก “เหตุใดพลังของเจ้าจึงเป็นเช่นนี้”


แม้แต่ธาตุกำเนิดก็เหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน แต่ภายในของกีอาน่าไม่มีการชักนำการไหลเวียนของกระแสพลังเลย ไม่มีการกำหนดจิต หรือบ่มเพาะใด ๆ ราวกับเธอคนนี้เป็นคนธรรมดา ที่กลับกลายมาเป็นภาชนะบรรจุพลังมหาศาลแต่ไม่รู้วิธีดึงออกมาใช้


“ฉัน…น่าอายจัง…ฉันใช้ไม่เป็นหรอกค่ะ” หญิงสาวสารภาพตามตรง เรียกให้เลือดในกายของคนที่เป็นอาจารย์อย่างเทียแมทให้คุกรุ่นขึ้นมา


จอมเวทย์สาวจับมือประสาน ชักนำกระแสพลังของอีกฝ่ายก่อนจะได้รับอนุญาตเสียด้วยซ้ำ “ข้าหาใช่คนที่นี่ บ้านเกิดของข้าคือดวงดาวฮิสตอเรียส ภารกิจของข้าคือการบุกเบิกและพัฒนาพื้นที่มิติต่าง ๆ”


เพราะเทียแมทชวนกีอาน่าพูดุยเพื่อไม่ให้รู้สึกตึงเครียดมากเกินไประหว่างที่ช่วยปรับสมดุลพลัง คนฟังจึงเริ่มเปิดใจบ้าง “ว้าว…คุณก็มาจากต่างมิติสินะคะ ฉันมาจากโลกค่ะ แต่ไม่ได้ตั้งใจมาเองหรอกนะคะ คือว่าฉันประสบอุบัติเหตุจนน่าจะเสียชีวิตแล้ว รู้ตัวอีกทีก็ลืมตาขึ้นมาในเอเธอน่าแล้วค่ะ”


เทียแมทรับฟังอย่างประเมิน “โลก” ชาวฮิสตอเรียสที่ไปเยือนโลกน่าจะเป็นเมอร์ลิน เธอเองยังไม่ได้กลับไปรายงานที่สภาจอมเวทย์จึงยังไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารอื่น ๆ นับตั้งแต่ตนเองออกเดินทางมายังมิติต่าง ๆ


“คุณบอกว่ามาทำภารกิจบุกเบิกที่นี่ แสดงว่าก่อนหน้านี้เดินทางไปที่อื่นมาแล้วเหรอคะ”


อีกฝ่ายพยักหน้า ส่งผลให้กีอาน่ายิ่งตื่นเต้น


“สุดยอดไปเลย มีหลายมิติจริง ๆ ด้วยสินะ ถ้ามีโอกาสฉันเองก็อยากเห็นค่ะ” หญิงสาวเอ่ยพร้อมดวงตาเป็นประกาย “แต่ไร้ความสามารถแบบนี้ แค่อยู่เอเธอน่ายังลำบากเลย”


เพราะเห็นสีหน้าม่อยลงทันทีเทียแมทจึงปลอบใจ นานแล้วที่เธอไม่ได้กล่าวเรื่องพวกนี้กับใครอย่างเปิดเผย ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงรู้สึกผูกพันกับกีอาน่าถึงเพียงนี้ “เจ้าจะได้ไป หากข้าปรับพลังให้เจ้าเสร็จแล้วแม้แต่มิติไหนก็ไปได้ หรือจะไปเยี่ยมชมฮิสตอเรียสก็ยังได้”


แน่นอนว่ากีอาน่าย่อมสนใจข้อเสนอนี้อย่างยิ่ง “ใช้พลังเปิดมิติอย่างนั้นเหรอคะ”


“นึกตามข้า…หลับตาลง”


หญิงสาวหลับตา


“กำหนดใจให้นิ่ง นิ่งจนทุกสิ่งมืดสนิท เจ้าเป็นเพียงเถ้าธุลีเล็ก ๆ ในห้วงจักรวาล…”


ในความมืดกีอาน่าดิ่งลึกในความมืดจนพบว่าเบื้องหน้าของเธอคืออุโมงค์ดวงดาวขนาดใหญ่ มันหมุนวนและรายล้อมเธอ ทุกสิ่งรอบด้านราวกับดำรงตนเป็นเอกเทศมาเนิ่นนาน ส่วนเธอเป็นเยงฝุ่นละอองเล็กจ้อยในสายธารอันยิ่งใหญ่เท่านั้น เธอมองเห็นรูปร่างคล้ายกาแล็คซี่ทางช้างเผือกอยู่ไกลลิบ กระแสพลังเรืองแสงตัดกับจักรวาลอันมืดมิด


“ปล่อยให้พลังเหล่านั้นซึมซาบเข้ามาในตัวเจ้า”


เธอจ้องมองดวงดาวมากมายราวกับอยู่ในภวังค์ ยื่นมือออกไปข้างหน้าในความมืดอันไร้จุดหมาย ทันทีที่กางแขนออกกว้างเหมือนประกายแสงต่าง ๆ รอบตัวทั้งหมดหยุดนิ่ง พุ่งเข้ามาหาเธอราวกับมีขั้วแม่เหล็กมหาศาลคอยดึงดูด


“…” กีอาน่าตัวสั่นสะท้าน ร่างที่นั่งหลับตาแทบทรงตัวไว้ไม่ได้หากไม่มีเทียแมทยึดมือทั้งสองของเธอเอาไว้ พลังนี้เป็นของเธอไม่ใช่หรือ เธอไม่มีทางยอมแพ้ เธอต่าหากที่เป็นนาย


“พวกมันเป็นของเจ้า” เทียแมทกระซิบ “สั่งการพวกมันสิ พวกมันไม่มีตัวตน เจ้าต่างหากที่มีตัวตน”


กีอาน่าพยายามประคองสติ กระแสพลังพวกนี้แม้จะไร้ตัวตนแต่กลับทำให้เธอปั่นป่วนอย่างแรง เธอรู้สึกถึงความร้อนราวจะหลอมละลายไหลแขนไปสู่ช่องอกด้านซ้าย หัวใจเต้นแรงจนเจ็บ


ฟังฉันสิ…ถ้าจะอยู่ด้วยกัน…ต้องฟังฉัน!


ท่ามกลางความสับสนอลหม่านของพลังในร่างกาย ชั่วขณะนั้นกีอาน่าเผลอคิดถึงเรื่องอื่นแวบเข้ามาในหัวสมอง…ยูรอสและฮาเดส เธอไม่สิทธิยอมแพ้ในตอนนี้


เป็นของฉัน!


พลังมหาศาลตอบสนองต่อเจตจำนงนั้น ภาพสุดท้ายของดวงดาวที่ร้อยเรียงเป็นสะพานในห้วงอวกาศ เธอมองเห็นดาวเคราะห์เพลิงสีแดงขนาดใหญ่ ดวงอาทิตย์นั่นเองที่เผาไหม้เบื้องหน้า แต่ไม่ร้อนเลยแม้แต่น้อย “กราวิเทียส” สิ้นคำแผ่วเบา ปรากฏเส้นสายสีแดงอมทองพาดผ่านหน้าผากเนียน วงล้อไฟขมวดม้วนเป็นสัญลักษณ์ของเปลวเพลิงแล้วส่องสว่างอยู่แบบนั้น


กีอาน่าลืมตาขึ้นพร้อมกับที่เห็นว่าเทียแมทจ้องมองเธออยู่ ฝ่ายนั้นหยิบกระจกออกมาจากความว่างเปล่า น่าจะเป็นกระเป๋ามิติแบบที่ยูรอสมี เธอมองเห็นว่าหน้าผากของตัวเองมีรูปกงล้อเพลิงเรืองแสงเหมือนลาวาประทับอยู่


“โซลาร์เรียร์” เทียแมทเอ่ยขึ้นบ้าง พลันที่หน้าผากของเธอปรากฏเส้นสีทองไขว้เป็นอินฟินิตี้ สัญลักษณ์แห่งอนันต์ “หากเจ้าไม่ต้องการให้สัญลักษณ์นี้ปรากฏ สามารถกำหนดจิตให้หายไปได้ มันจะแสดงผลอีกทียามเมื่อเรียกใช้พลังมหาศาลเท่านั้น หากยังไม่ถึงขีดจำกัด วิญญาณธาตุของเจ้าจะไม่ร้องเตือน นับจากนี้ไม่ว่าจะใช้พลังทำสิ่งใดก็ตาม เจ้าเพียงนึกถึงนามของจิตวิญญาณประจำกายและตั้งจิตให้มั่น สำหรับชาวฮิสตอเรียสแล้วเราไม่จำเป็นต้องร่ายเวทย์บทใด ร่างของพวกเราคือทางผ่านของขุมพลังอันไร้สิ้นสุด”


เทียแมทไม่ได้สอนกีอาน่าใช้พลังแบบชาวเอเธอน่า แต่เธอข้ามขั้นไปยังวิธีการแบบชาวฮิสตอเรียส เพราะธาตุวิญญาณของกีอาน่าและเธอนั้นเหมือนกัน สักวันพลังมหาศาลเช่นนั้นจะชักนำให้ค้นพบดินแดนในมิติอื่น ๆ ได้อยู่ดี


“ขอบคุณมากนะคะ…เทียแมท” เธอจดจำภาพนั้นไม่วางตา ดวงตารียาวของเทียแมทสะท้อนสีทองกระจ่างเช่นเดียวกับเธอ ใบหน้าจิ้มลิ้มติดความอารมณ์ร้ายและเจ้าระเบียบสักหน่อยตามหางคิ้วและหางตาที่เชิดขึ้น หากแต่ระยะเวลาที่คุยกัน อีกฝ่ายกลับพูดจาด้วยความอ่อนโยนและเป็นมิตรอยู่ตลอด


“โชคชะตานำพาให้เจ้าได้เป็นศิษย์ของข้า แม้จะเพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น” เป็นอีกครั้งที่เทียแมทแหงนมองท้องฟ้า กีอาน่าได้แต่สงสัยในพฤติกรรมนั้น “ข้าเองก็ต้องขอบคุณเจ้าเช่นกัน…กีอาน่า” การได้พบอีกฝ่าย ย้ำเตือนให้เธอนึกถึงภารกิจสำคัญแต่หนแรก


เหมือนรับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณว่าเวลาของทั้งคู่กำลังจะหมดลงแล้ว พลันกีอาน่ามีสีหน้าเศร้าอีกครั้ง เธออยากมอบของที่ระลึกไว้ให้เทียแมทเป็นหลักฐานว่าอย่างน้อยครั้งหนึ่งพวกเธอก็ได้พบกัน


กีอาน่าที่ไม่มีอะไรติดตัวมาเริ่มสำรวจตัวเองอีกครั้ง นึกได้ว่าที่คอของเธอสวมสร้อยอัญมณีล้ำค่าอย่างหนึ่ง แม้จะแพงมากและเป็นสิ่งที่ยูรอสซื้อให้เธอกลับไม่นึกเสียดาย เพราะเทียแมทเป็นอาจารย์ผู้มีพระคุณ ช่วยทำให้เธอที่มืดแปดด้านได้รู้วิธีใช้พลังได้เสียที ดังนั้นกีอาน่าจึงปลดสร้อยประดับออกจากคอ


สร้อยเส้นนั้นเป็นอัญมณีสีเขียวสด หรือก็คือ วจีแห่งไกอา เครื่องประดับชิ้นแรก ๆ ที่ยูรอสซื้อให้แก่กีอาน่านั่นเอง มันหรูหราวิจิตรเหมาะกับกีอาน่าที่ดำรงฐานะเลดี้แห่งคาทซ์ แต่ออกจะมากเกินสำหรับเทียแมทที่สวมเพียงชุดคลุมจอมเวทย์ธรรมดาเท่านั้น


“มันล้ำค่าเกินไป” เทียแมทสั่นศีรษะ ไม่อาจรับของมูลค่าสูงถึงเพียงนี้


“ห้ามคิดว่าเป็นค่าตอบแทน เพราะสิ่งนี้เป็นของที่ระลึก ถ้าเกิดเราได้พบกันอีก วันหน้าฉันอาจลืมหน้าคุณ เราอาจโตขึ้น แต่ถ้าเห็นของนี้ฉันต้องจำคุณได้อย่างแน่นอน”


เห็นรอยยิ้มงดงามบาดตาเช่นนั้นเทียแมทย่อมไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป ชั่วขณะที่เธอเอื้อมมือไปรับเครื่องประดับชิ้นนั้น ม่านมิติรอบตัวสร้อยฉีกขาด พลังรอบกายสั่นไหวอย่างรุนแรง เทียแมทมองเห็นริ้วพลังที่แตกร้าวราวกระจก สร้อยในมือเธอเรืองแสงและเปลี่ยนสถานะเป็นวัตถุอนันต์ทันที


นั่นทำให้เทียแมทได้ตระหนัก…ไม่ใช่เพียงคนละมิติ หากแต่กีอาน่ามาจากคนจะห้วงเวลา และเธอฝ่าฝืนกฏแห่งเวลาอย่างร้ายแรงที่ไปรับเอาสิ่งของซึ่งไม่มีตัวตนในช่วงเวลานี้มา


“ก่อนหน้านี้เจ้าว่าเจ้ามาจากที่ไหนนะ” จอมเวทย์สาวถามย้ำ ข่มความสั่นสะท้านในน้ำเสียง


“โลกค่ะ” กีอาน่าตอบ


“ไม่ใช่…ก่อนหน้านั้น”


คนถูกถามครุ่นคิดอยู่อึดใจ “คาทซ์ค่ะ เป็นเมืองหนึ่งบนดาวเอเธอน่านี้เหมือนกัน”


สีหน้าของเทียแมทครึ้มลงเล็กน้อย “เอเธอน่าของเจ้าแตกต่างจากที่นี่อย่างไร” ประโยคบอกผ่าน ๆ ของอีกฝ่ายที่เทียแมทไม่ได้สนใจจับมาเป็นประเด็นตั้งแต่แรกย้อนกลับมาอีกครั้ง


ดูเหมือนความพยายามในการฝ่าฝืนกฎของเทียแมทจะถูกบางสิ่งบางอย่างที่มีพลังมหาศาลยิ่งกว่านั้นจับตาอยู่ ร่างของสตรีทั้งสองคล้ายถูกกีดกั้น กีอาน่าเริ่มเลือนรางลงเรื่อย ๆ


“มัน…ไม่…………..”


เทียแมทพยายามอ่านปาก ทั้งสองสาวดูตื่นตะลึงไม่น้อย ๆ ที่อยู่ ๆ ก็เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นกะทันหัน


ถ้าอ่านไม่ผิด


เทียแมทมองท้องฟ้าหลังจากที่ร่างของกีอาน่าหายวับไปแล้ว ‘ดวงอาทิตย์’ เช่นนั้นพลังของกีอาน่าจะไม่ไร้ที่สิ้นสุด ขีดจำกัดของเธอคนนั้นจะมาถึงในไม่ช้าแน่นอน


มือเรียวกำสร้อยวจีแห่งไกอาที่ส่องประกายเรืองรองไว้แน่น


ได้อย่างไรกัน…ไม่มีดวงอาทิตย์ได้อย่างไรกัน


ทางด้านกีอาน่า


เธอยืนอยู่บนถนนอันพลุกพล่าน


“ท่านหญิง ข้าน้อยใจหายเกรงว่าจะติดตามท่านไม่ทัน” เกอร์ธรูทบอกเธอพร้อมสีหน้าเป็นกังวลจากใจจริง ด้านหลังคือเหล่าองครักษ์ที่ดูร้อนใจเช่นเดียวกัน


“ฉันเดินมาดูของในกระโจมเมื่อครู่นี้เดี๋ยวเดียวเท่านั้นเอง” กีอาน่าเอ่ยเป็นเชิงขอโทษขอโพยที่ทำให้ทุกคนเป็นห่วง


“กระโจมที่ใดขอรับ” องครักษ์หนุ่มถามย้ำ จนหญิงสาวต้องเหลียวตัวไปพยาพยามจะชี้ให้ดู ถนนยังคงเต็มไปด้วยแผงลอย ทว่าไร้แม้แต่เงาของกระโจมของสามพี่น้องมอยเร


ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง “ได้ยังไงกัน” เธอพึมพำอย่างไม่เชื่อสายตา


เกอร์ธรูทตัดสินใจไม่เสาะหาสาเหตุอีก สถานการณ์ไม่สู้ดีแบบนี้เขาต้องรีบอารักขาท่านหญิงกลับปราสาทโดยด่วน “เช่นนั้นกลับกันเถิดขอรับ”


เธอพยักหน้า นักห่วงห่วงฮาเดสขึ้นมา “ฉันหายไปนานหรือเปล่า”


“ท่านหญิงเพิ่งวิ่งลงมาจากรถขอรับ” เกอร์ธรูทตอบอย่างแปลกใจที่ท่านหญิงเอ่ยถามเช่นนี้


มือเรียวจึงเอือมไปแตะลำคอแผ่วเบา


สร้อยของเธอ…ไม่อยู่แล้ว


ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง


กีอาน่าหันไปมองเกอร์ธรูทด้วยสายตาไม่สงบอีกครั้ง “เช่นนั้นกลับกันเถอ ฉันเองก็คิดถึงฮาเดสแล้ว”




แกะกำลังทำอีบุ๊คเรื่องนี้อยู่ค่ะ จะวุ่น ๆ นิดนึงเพราะในรวมเล่มรีไรท์ทั้งหมดเลยค่ะ เนื้อเรื่องยังคงเหมือนเดิมแต่จะมีเหตุการณ์บางช่วงที่แกะวางไทม์ไลน์พลาดก็จะมีแก้ตรงนั้นเพื่อความลื่นไหล บางฉากอาจเพิ่มเข้ามาด้วย และตอนพิเศษของเทียแมทแบบจุใจ สำหรับเรื่องใหม่ที่อยากฝากก็คือ 


ตะลุยดันเจี้ยนอยู่ดี ๆ ดันได้สามีเป็นบอสซะงั้น​ - เรื่องนี้เป็นสไตล์ไลท์โนเวลนะคะ โรแมนติกแฟนตาซี เป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกอนาคตที่โลกเราเจอกับเหตุการณ์ประตูมิติระเบิดทำให้ถูกเชื่อมเข้ากับมิติพิเศษที่เรียกว่า Underverse ทำให้ผู้คนบนโลกส่วนหนึ่งมีพลังพิเศษค่ะ และมีดันเจี้ยนเกิดขึ้นตามจุดต่างพร้อมกับมอนสเตอร์บุกเป็นระลอก เรื่องนี้เน้นผจญภัยเก็บเลเวลสนุกสนานไปกับนางเอกนะคะ  พระเอกเป็นบอสลับที่หน้ามึนและมีตรรกะแปลก ๆ เอะอะก็จะแพร่ขยายเผ่าพันธุ์จอมมารอยู่เรื่อย


หนุ่ม ๆ คะ ฉันไม่ได้มาเปิดฮาเร็ม - เรื่องนี้โรแมนติกคอมเมดี้ เป็นภาคต่อของเรื่องมิติมารค่ะ เกี่ยวกับเหตุการณ์หลังจากนี้อีกเป็นแสน ๆ ปี นางเอกเป็นผู้กล้าในตำนานที่ปราบจอมมารมาแล้ว 999 มิติ สายแมรี่ซู ฮาเร็ม ขำขัน ดังนั้นพระเอกก็จะไร้สาระเช่นเดียวกัน แม้จะชื่อฮาเดส แต่แค่ชื่อค่ะ ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเทพนรกฮาเดสทั้งนั้น ดังนั้นการจะเจอฮาเดสเหวี่ยง ซึน ขี้หึง เป็นผู้ชายปากร้ายเชิด ๆ ตามประสาเจ้าชายสูงศักดิ์อยู่เรื่อย เรามาดูกันว่านิสัยแบบนี้จะยอมให้นางเอกมีฮาเร็มได้ยังไงค่ะ


ตำรับรักจอมนาง - แนวจีนโบราณ ทำอาหาร แบบที่แกะตั้งใจว่าจะเขียนนานแล้ว เรื่องนี้ตั้งใจว่าจะติดเหรียญนะคะ และจะรวมเล่มด้วย แต่จะทำเองหรือส่ง สนพ. นั้นแกะยังไม่ได้ตัดสินใจค่ะ เป็นเรื่องของเชฟมิชเชลลินสตาร์ชื่อดัง (แกะได้แรงบันดาลใจมาจากเชฟ Anne-Sophie Pic​ เชฟผู้หญิงคนเดียวของฝรั่งเศสที่ได้มิชลินสามดาวค่ะ) เชฟในเรื่องมีชื่อว่า อูเลี่ยงหลิน หรือ ลิเลียน วู ที่ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกระหว่างเดินทางไปทำอาหารให้ผู้นำของโลกในการประชุม G7 มาฟื้นในร่างของ เจียงเลี่ยงหลิน คุณหนูยุคโบราณ ซ้ำร้ายกว่านั้นนางดันมีสามีแล้ว สามีเป็นถึงตวนอ๋องยังไม่พอ ในจวนยังมีชายาเอก ชายารอง และนางเอกเป็นเพียงอนุภรรยานะคะ เรื่องนี้ไม่ถึงขั้นดราม่าค่ะ โทนภาษาของเรื่องไม่ขำขัน เขียนแบบสไตล์ของเรื่องว่าด้วยอาชีพนางสนม ก็มีจุดเครียดจริงจังอยู่ แต่รวม ๆ แล้วจบแบบฟีลกู้ดพอ ๆ กันค่ะ


แนะนำนิยายที่คล้ายกัน
แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น