ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : EP 04 ปล่อย Loading…50%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ก.พ. 2562 18:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP 04 ปล่อย Loading…50%
แบบอักษร

image

EP 04

ปล่อย Loading…50%


Disuke’s Part :


“บอกคนของเราว่านามิมีอาวุธ”


“ครับ”


“เดี๋ยวไซโตะ ห้ามยัยนั่นเป็นอะไรไปก่อนจะถึงมือฉัน” ผมสบตากับไซโตะเพื่อกำชับคำสั่งนั้นกับเขา


 “ครับ คุณไดสึเกะ ผมจะกำชับทุกคนให้พาตัวคุณนามิกลับมาอย่างปลอดภัย” ไซโตะรับคำสั่งของผมด้วยน้ำเสียงและสีหน้าจริงจัง ก่อนจะรีบถ่ายทอดคำสั่งของผมกับคนอื่นๆ จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันเพื่อตามหาตัวนามิ


ถ้าพูดกันถึงเรื่องความปลอดภัยของชีวิตเธอ ผมรับรองว่าเธอจะต้องปลอดภัยแน่นอน เพราะหน้าที่ผมคือการดูแลเธออย่างดีจนกว่าเราจะได้แต่งงานกัน ซึ่งนั่นหมายถึงการที่เสือขาวจะตกอยู่ในมือของผมเรียบร้อย แต่ที่ผมไม่รับรองก็คือผมจะใจดีปล่อยให้เธอก่อปัญหาให้ผมวุ่นวายซ้ำๆ หรอก บางทีผมก็ควรจะเด็ดขาดกับเธอสักครั้ง ซึ่งถึงแม้ว่าที่ผ่านมาผมจะคิดว่าผมไม่เคยใจดีกับเธอแล้วก็ตาม แต่ก็เหมือนว่ามันจะยังไม่พอ


“แล้วอย่ามาหาว่าฉันใจร้าย” ผมรำพึงรำพันกับตัวเองก่อนจะกระชากผ้าห่มบนเตียงแรงๆ แล้วเหวี่ยงมันลงกับพื้นด้วยความหงุดหงิด


คิดแล้วเสียดายเวลาที่เมื่อเช้าผมอุตส่าห์ตั้งใจห่มผ้าให้เธอเพราะหลงคิดไปว่าเหตุการณ์เมื่อวานน่าจะทำให้เธอกลายเป็นลูกแมวเชื่องๆ ได้สักสองสามวัน วินาทีนี้ผมรู้แล้วว่าผมประมาทเสืออย่างเธอมากเกินไป


ระหว่างที่ผมกำลังรอความคืบหน้าจากไซโตะ เขาก็กลับขึ้นมาพร้อมกับคนของผมอีกสองคนที่ช่วยกันปฐมพยาบาลยูสึเพราะยูสึเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่อาจทำให้ผมได้เบาะแสของนามิ


“พบรอยเท้าของคุณนามิที่สนามหลังบ้านครับ คิดว่าเธอน่าจะพยายามหาทางหนีออกไปจากทางด้านหลัง คนของเราส่วนหนึ่งกำลังแยกย้ายกันตามหาด้านใน กับอีกส่วนออกไปตามหาจากด้านหลังกำแพงครับ” ไซโตะเดินเข้ามารายงานผม ในขณะที่ผมกำลังรอให้ยูสึฟื้น


“เป็นไปไม่ได้ที่นามิจะข้ามกำแพงออกไปได้” ผมบอกออกไปอย่างมั่นใจ เพราะกำแพงที่สวนด้านหลังนั่นสูงสี่เมตร มิหนำซ้ำยังไม่มีอะไรที่เธอจะใช้สำหรับปีนขึ้นไปเลยด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่ปีนข้ามไปเลย แค่ขึ้นไปยืนอยู่เหนือกำแพงก็ลำบากแล้ว เธอไม่มีทางทำได้แน่ๆ


“ถ้ายูสึฟื้นแล้วให้ลองเช็กดูว่าเขาโอเครึเปล่า ถ้าไม่โอเคให้รีบพาส่งโรงพยาบาล แต่ถ้าโอเค ให้เขาโทรหาฉันทันที ฉันจะไปรอฟังข่าวที่แบล็กซิโน” ผมสั่งด้วยความร้อนใจเมื่อคิดว่ายูสึคงไม่น่าจะฟื้นขึ้นมาภายในห้านาทีนี้แน่ๆ จากเดิมที่คิดว่าเขาน่าจะแค่หมดสติ ตอนนี้ก็เริ่มกังวลว่าเขาอาจจะอาการแย่กว่าที่คิด ซึ่งผมรอไม่ได้ ผมต้องเจอตัวนามิด่วนที่สุดก่อนที่เธอจะสร้างปัญหาให้ผม


“ได้ครับคุณไดสึเกะ”


“อ้อ สั่งให้คนของเราพาตัวไอ้ชินจิไปรอฉันที่นั่นด้วย แล้วก็ปิดเรื่องนี้ให้เงียบที่สุด อย่าให้กลิ่นลอยไปเตะจมูกไอ้โอยามะเด็ดขาด” ผมสั่งทิ้งท้ายพร้อมกับเดินแยกออกมาจากไซโตะทันที


บรื้นนน~


เสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์นับสิบคันดังออกไปทางหน้าประตูรั้วดังขึ้นมาถึงชั้นสองของบ้านระหว่างที่ผมเองก็กำลังจะเดินกลับลงไปที่ชั้นล่าง ทุกคนกำลังแยกย้ายกันตามหาผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ยิ่งคิดผมก็ยิ่งเจ็บใจในความประมาทของตัวเองจริงๆ


“ยูสึฟื้นแล้วครับคุณไดสึเกะ”


เสียงของไซโตะที่ตะโกนบอกทำให้ผมต้องหันกลับไปมองที่ยูสึอีกครั้ง เขาฟื้นแล้วจริงๆ และท่าทางจะไม่ได้เป็นอะไรมากแบบที่เมื่อครู่ผมแอบกังวล


“คะ คุณไดสึเกะ” ยูสึละล่ำละลักเรียกผมทันทีที่เขาเห็นว่าผมกำลังเดินกลับไปที่เขา สีหน้าของเขาดูไม่ดีเท่าไหร่คงเพราะรู้ว่าตัวเองทำงานพลาด


“ฉันฝากให้นายจับตาดูผู้หญิงตัวเล็กๆ แค่คนเดียว แต่นายดันปล่อยให้เธอหนีไปได้ ไหนนายลองบอกฉันมาทีว่าฉันสมควรเลี้ยงนายไว้รึเปล่ายูสึ” ผมถามเสียงเข้มแล้วจ้องมองยูสึที่ถึงกับตัวสั่นงันงก เขาพยายามลุกขึ้นเพื่อคุกเข่าลงตรงหน้าผมทั้งที่เพิ่งจะฟื้นขึ้นมา แต่ทั้งหมดนั่นมันไม่สามารถทำให้ผมรู้สึกสงสารเขาได้หรอก สำหรับผม...ทำงานพลาดก็คือพลาดอยู่วันยังค่ำ


“ผมขอโทษครับ”


คำขอโทษของยูสึทำให้ผมพ่นลมหายใจออกมาหนักๆ เพราะต่อให้ผมจะโกรธเขามากแค่ไหน แต่อีกใจก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายเองก็แสบไม่ใช่เล่น ยิ่งขึ้นชื่อว่าเป็นผู้หญิงบนเตียงของผม ยูสึเองก็คงวางตัวลำบาก


“ฉันจะยกโทษให้นายก็ต่อเมื่อได้ตัวนามิกลับมาเท่านั้น” ผมยื่นคำขาดออกไปอย่างนั้น ก่อนจะจ้องมองยูสึที่รีบทบทวนความจำขึ้นมาอย่างรู้หน้าที่ เขารู้ดีว่าตอนนี้สิ่งที่ต้องการที่สุดคือเบาะแสที่จะทำให้ผมได้ตัวเธอกลับมา


“ผม...ผม...ผมถูกคุณนามิทุบที่ท้ายทอยครับ ครั้งแรกผมยังไม่หมดสติทันที”


“ครั้งแรก?” ผมย้อนถามเสียงสูงเมื่อรู้สึกประหลาดใจกับสิ่งที่ได้ยิน


“ครับ คุณนามิทุบผมสองครั้ง อาจเป็นเพราะครั้งแรกน้ำหนักมือของเธอเบาเกินกว่าที่จะทำให้ผมหมดสติ ก็เลยมีครั้งสอง คุณนามิพยายามค้นตัวผมเหมือนจะหาอาวุธ แต่เพราะผมไม่มีอาวุธติดตัวเธอก็เลยหยุด ก่อนจะเดินไปที่โต๊ะทำงานของคุณไดสึเกะครับ” ยูสึเล่า เขาขมวดคิ้วอยู่ตลอดเวลาเหมือนกับจะปวดหัว แต่ก็ยังพยายามจะพูดทุกอย่างที่นึกขึ้นได้ออกมา


“แปลว่าตอนนั้นนามิยังไม่รู้ว่านายไม่ได้หมดสติ” ไซโตะช่วยผมถามอีกแรง ซึ่งผมเองก็กำลังสงสัยข้อนั้นอยู่เหมือนกัน


“ครับ ผมตั้งใจแกล้งหมดสติ เพราะยังไงซะผมก็มั่นใจว่าถ้าเธอหนีออกไปจากห้อง ผมก็สามารถแจ้งเตือนคนข้างนอกได้ทัน”


“นายเสียรู้เธอ” ไซโตะต่อว่ายูสึแทนผมอีกเหมือนเคย แต่ผมรู้ดีว่ายูสึเองก็ทำเต็มที่แล้ว เพราะหากเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาๆ แผนการของยูสึฉลาดมากทีเดียวที่จะหลอกทำให้เธอหลงคิดว่าตัวเองสามารถหนีไปได้ และถ้าทุกอย่างเป็นแบบที่ยูสึพูด ยังไม่ทันที่เธอจะก้าวถึงชั้นล่าง ก็ต้องถูกคนของผมจับได้แน่นอน


แต่เพราะเธอคือนามิ ผู้หญิงที่ได้รับการฝึกมาให้เป็นเสือ การรู้จักเอาตัวรอดเป็นสิ่งที่เธอต้องเรียนรู้ ยิ่งบวกประสบการณ์ของความล้มเหลวจากการหนีครั้งก่อน เธอยิ่งต้องระวัง


“ไม่หรอก นามิฉลาด ต่อให้ยูสึจะหมดสติไปจริงๆ เธอก็จะเดินกลับมาซ้ำเพื่อความมั่นใจว่ายูสึจะไม่ฟื้นขึ้นมาในระหว่างที่เธอต้องการเวลาหนีอยู่ดี” ผมพูดพลางถอนหายใจ


“ครับ ผมเห็นว่าเธอเดินย้อนกลับมาหาผม ก่อนจะยกบางอย่างที่ผมไม่แน่ใจทุบที่ต้นคอของผมอีกรอบ”


มันคือปืนที่เธอได้มาจากโต๊ะของผมแบบที่ไม่ต้องสงสัยเลย


ผมกวาดสายตามองไปรอบห้องที่ทุกคนกำลังมองหน้าผมเพื่อรอให้ผมตัดสินใจ แต่ในเมื่อสิ่งที่ยูสึพูด มันไม่ได้ช่วยให้เบาะแสอะไรกับผมเลย ดังนั้นผมก็ยังต้องตัดสินใจแบบเดิมนั่นแหละ


“ไซโตะไปเตรียมรถ ฉันจะไปแบล็กซิโน ส่วนนายพายูสึไปโรงพยาบาล ที่เหลือตรวจทุกตารางนิ้วของที่นี่ให้ดีอีกรอบ” ผมย้ำคำสั่งเดิมออกไปเพราะคิดว่าบางทีเธออาจจะยังซ่อนอยู่ใต้จมูกผมก็ได้


ผมยังมั่นใจอยู่ว่าการที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ เพียงแค่คนเดียวจะหนีออกไปจากที่นี่มันไม่ใช่เรื่องง่าย ต่อให้เธอจะเก่งกาจมาจากไหน แต่สุดท้ายก็ยังเป็นผู้หญิง ที่สำคัญ เธอจะไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนทั้งที่ครั้งสุดท้ายก่อนที่ผมจะปล่อยให้เธอนอนพัก แม้แต่เสียงลมหายใจของเธอยังรวยรินจนผมแอบสงสารอยู่เลย เหอะ!


ผมเดินนำไซโตะมาที่รถซึ่งยังคงจอดอยู่ที่หน้าบ้าน เขาวิ่งตามผมมา ก่อนจะเลยผมไปเพื่อเปิดประตูให้ผมตามหน้าที่


“คุณไดสึเกะครับ”


แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ก้าวเท้าขึ้นไปบนรถก็เหมือนว่ายูสึจะนึกอะไรดีๆ ออก เขาถึงได้วิ่งกระหืดกระหอบตามผมลงมาทั้งที่มือขวาของเขายังคงกุมต้นคออยู่ตลอดเวลาเหมือนจะปวดคออยู่มาก


“มีอะไร” ผมถามแล้วมองเขาเพื่อรอคอยคำตอบที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์


“กุญแจรถของผมหายไปครับ”

ความคิดเห็น