ขอบคุณสำหรับการติดตาม และคอมเม้นท์ให้กำลังใจของรีดเดอร์ที่น่ารักทั้งหลายด้วยนะขอรับ ทุกคอมเม้นท์ที่ได้อ่านไรต์มีความสุขมาก(ทำให้มีแรงเขียนบทต่อไปเลย) ยังไงก็อย่าลืมติดตามให้กำลังใจกันแบบนะต่อไปเรื่อยๆนะขอรับ 💟

ชื่อตอน : บทที่ 26

คำค้น : ราชันย์พ่ายรัก

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.6k

ความคิดเห็น : 24

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ธ.ค. 2562 23:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 26
แบบอักษร

​บทที่ 26

ตำหนักหยางเกา

ร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์สีดำกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านฎีกาหลายสิบฉบับที่กองอยู่บนโต๊ะ สายตาคมกริบจับจ้องไปที่ตัวอักษรที่ปรากฏอยู่บนนั้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย      มีเพียงแววตาที่เหยียบเย็นเท่านั้นที่แสดงให้เห็นถึงอารมณ์ของเจ้าของร่าง

หนึ่งเดือนแล้ว หนึ่งเดือนเต็มๆที่ เขาพยายามควานหาเบาะแสของนาง แต่ก็ไม่พบแม้เงา ราวกับนางไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ แม้จะพลิกแผ่นดินแคว้นชางหาก็ยังไม่พบ และยิ่งไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆในแคว้นเฉิง จะเป็นไปได้หรือที่สตรีเดินทางกันเพียงลำพังจะไม่มีเบาะแสใดๆ นางหายไปอย่างไร้ร่องรอยได้อย่างไรกัน

คิ้วเข้มขมวดแน่นอย่างใช้ความคิด ใบหน้าหล่อเหลาดูซูบผอมลงไปไม่น้อย เขาเฝ้าทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อตามหานาง แต่ทำเช่นไรก็ยังไร้วี่แวว หรือนางเกลียดเขามากจนไม่ต้องการพบหน้าเขาแล้ว นางช่างใจร้ายยิ่งนัก มือหนากำหนังสือฎีกาในมือแน่น   ราวกับมันสามารถทำให้เขาสงบลงได้ หรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง จิ้นหยางเคร่งเครียดเมื่อคิดได้ถึงความเป็นไปได้ในข้อนี้ ไม่ได้การณ์เขาต้องออกไปตามหานาง

“ถวายบังคมเพค่ะฝ่าบาท” ยังไม่ทันที่จะได้ลุกขึ้นจากที่นั่ง เสียงใสของใครบางคนก็เอ่ยขึ้นตรงหน้า จิ้นหยางมองตรงไปยังแขกที่ไม่ได้รับเชิญ แววตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจหลายส่วนเป็นหมิงลู่ที่เข้ามา ใครเป็นคนปล่อยนางเข้ามา ไม่ใช่เขาเพิ่งสั่งเฟิงจูไปแล้วหรอกหรือว่าหากไม่มีคำสั่งจากเขาห้ามใครเข้ามารบกวน

“ลุกขึ้นเถอะ” ความเย็นชาแผ่ออกมาจากร่างกายสูงใหญ่อย่างเป็นปกติเพียงแต่มันเย็นชามากขึ้นตั้งแต่คนผู้นั้นหายตัวไป ใบหน้าหล่อเหลาก็ดูซูบซีดลง พระวรกายก็ดูจะอ่อนแอลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้หมิงลู่อดจะเป็นห่วงไม่ได้ นางเพียรพยายามมาเข้าเฝ้าเพื่อดูแลฮ่องเต้ แต่นึกไม่ถึงว่าพระองค์จะทรงบอกปัดเสียทุกครั้ง แต่ช่างเถอะ ต่อไปนี้นางจะค่อยๆแทนที่คนผู้นั้น ไม่นานฮ่องเต้จะต้องหันมามอบหัวใจให้นาง

...ให้นางผู้เดียว

“ไทเฮามีรับสั่ง ให้หม่อมฉันนำน้ำแกงบำรุงกำลังมาถวายเพค่ะ” หมิงลู่ทอดสายตาอ่อนหวานส่งให้ร่างสูง ขยับกายเข้าไปใกล้โต๊ะทรงงานมากขึ้น หมายจะปรนนิบัติให้เขาได้กินน้ำแกงสะดวกขึ้น

“ขอบใจเจ้ามาก วางไว้เถอะ” จิ้นหยางไม่เพียงบอกปัดความหวังดีของนาง ยังไม่แม้แต่จะหันมามองใบหน้าของนางด้วยซ้ำ

“.........” หมิงลู่ได้แต่เม้มปากแน่น ขัดเคืองกับท่าทางไม่แยเสของบุรุษที่นางรักมั่นจนหมดใจ ขอเพียงเขาเปิดใจเท่านั้น...ทำไมเขาถึงไม่ลืมคนผู้นั้นกัน

“เจ้าออกไปได้แล้วล่ะ” จิ้นหยางสั่งเสียงเข้ม เขาต้องการออกไปตามหาอิงฮวา ไม่ต้องการเสียเวลาแม้แต่น้อย

“หม่อมฉันได้รับบัญชาจากไทเฮา ให้รอจนกว่าฝ่าบาทจะเสวยเสร็จเพค่ะ” หมิงลู่ยังคงไม่ยอมแพ้ นางให้หมอหลวงต้มน้ำแกงบำรุงร่างกายสูตรพิเศษถ้วยนี้ขึ้นมา ก็เพื่อสร้างโอกาสให้นางได้ใกล้ชิดฮ่องเต้มากขึ้น นางไม่ยอมเสียโอกาสดีๆนี้ไปเด็ดขาด

“ข้าเข้าใจแล้ว” จิ้นหยางไม่อยากจะเสียเวลาอีกจึงเอื้อมมือไปหยิบชามน้ำแกงขึ้นดื่มไม่ช้าไม่เร็ว ก่อนจะวางมันลง แล้วทำทีเป็นหันกลับมาสนใจฎีกาบนโต๊ะต่อ บอกอ้อมๆให้นางรู้ว่า เขาไม่ต้องการให้นางรบกวน

“ทีนี้เจ้าไปทูลไทเฮาได้แล้ว” จิ้นหยางเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบเฉย น้ำเสียงเย็นชาขึ้นหลายส่วน

“หม่อมฉันทำอะไรในพระองค์ไม่พอพระทัยหรือ เหตุใดฝ่าบาทถึงเฉยชากับหม่อมฉันนักเพค่ะ” หมิงลู่กำมือตัวเองแน่น เม้มปากแทบจะเป็นเส้นตรง นางพยายามข่มกลั้นความน้อยเนื้อต่ำใจที่ได้รับจากร่างสูง เล็บยาวคมจึงจิกเข้าไปในฝ่ามือเล็กลึกจนเรียกเลือดให้ซึมออกมา

“เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว” ร่างสูงขมวดคิ้วแน่นขึ้น เมื่อรับรู้ถึงความร้อนผ่าวที่เกิดขึ้นกับร่างกายของตน ราวกับว่ามีกองไฟมาสุมอยู่ภายในก็ไม่ปาน

“ถ้าเช่นนั้น คืนนี้ให้หม่อมฉันปรนนิบัติฝ่าบาทดีหรือไม่เพค่ะ” หมิงลู่ส่งยิ้มอ่อนหวานให้ร่างสูง นางสู้อุตส่าห์อดทนรอมาจนถึงวันนี้ มีหรือนางจะยอมปล่อยโอกาสของนางให้หลุดมือไป ไม่มีทาง

“เจ้าใส่อะไรลงไปในน้ำแกง” จิ้นหยางรู้สึกได้ถึงความไม่ปกติของร่างกาย นัยน์ตากร้าวจ้องมองร่างเล็กของหมิงลู่คาดคั้นคำตอบ เสียงเข้มแหบพร่าลงไปหลายส่วน กึ่งกลางของร่างกายปวดหนึบอย่างไม่ควรจะเป็น กลิ่นหอมจากร่างเล็กที่เดินเข้ามาใกล้ทำให้สติของเขากำลังพร่าเลือน

“เป็นน้ำแกงบำรุงธาตุหยางเพคะ มีฤทธิ์บำรุงกำลังสำหรับบุรุษโดยเฉพาะ” ร่างอ่อนนุ่มของหมิงลู่เดินมาหยุดตรงหน้าของจิ้นหยาง นางโน้มตัวลงหมายจะเข้าประคองเขาที่นั่งนิ่งอยู่กับที่

“ออกไป!”  ร่างสูงใบหน้าแข็งกระด้างขึ้นมาทันที ด้วยไม่คิดว่าหมิงลู่จะวางยาปลุกกำหนัดตนเช่นนี้      เขาประมาทนางเกินไป

“อย่าปฏิเสธความต้องการของพระองค์เลยเพค่ะ หม่อมฉันสามารถช่วยพระองค์ได้” หมิงลู่ไม่ยอมแพ้  มืออ่อนนุ่มพยายามจะแหวกสาบเสื้อและปลดผ้ารัดเอวของร่างสูงออก เพียงแต่มือเล็กนั่นยังไม่ได้ทำตามอำเถอใจก็ถูกมือหนารวบเอาไว้แล้วผลักออกเต็มแรง จนร่างเล็กล้มลงไปกองอยู่บนพื้น จิ้นหยางยืนขึ้นเต็มความสูงมองใบหน้าอ่อนหวานนั่นอย่างเกรี้ยวกราด

“เจ้าออกไปเสียหมิงลู่ ก่อนที่ข้าจะไม่ปราณีเจ้าอีก” จิ้นหยางพยายามควบคุมตนเอง ใช้ลมปราณที่แข็งแกร่งของตนชะลอฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดเอาไว้

“เพราะอะไร! เพราะอะไรฝ่าบาทถึงไม่ต้องการหม่อมฉัน!” หมิงลู่กัดริมฝีปากของตนอย่างอดกลั้น นางงดงามถึงเพียงนี้ อ่อนหวานถึงเพียงนี้ แม้แต่ชาติตระกูลก็ไม่ด่างพร่อย ทำไมเขาถึงไม่เหลียวแลนาง

“เพราะข้าเห็นเจ้าเป็นเพียงน้องสาวเท่านั้น ไม่เคยคิดเป็นอื่น” จิ้นหยางข่มกลั้นความโกรธต่อสตรีตรงหน้า เขาเห็นนางเป็นน้องสาวมาตลอด คิดแม้กระทั่งหลังจากจัดการกับตระกูลจิงทั้งหมดแล้ว เขาจะหาคู่ครองที่ดีสักคนให้นาง แต่นางกลับไร้ยางอาย กล้าทำเรื่องเช่นนี้ได้ ดูเหมือนสายเลือดสกุลจิงนี่จะปล่อยไว้ไม่ได้แม้แต่คนเดียวเสียแล้ว

“น้องสาวงั้นหรือ หม่อมฉันไม่ได้ต้องการเป็นเพียงน้องสาวของพระองค์” หมิงลู่เงยหน้าที่ชื้นไปด้วยน้ำตามองคนตรงหน้าด้วยความผิดหวัง แววตาตัดพ้อ

“.........” ร่างสูงเพียงยืนมองนิ่งๆ ไม่เอ่ยคำใด

“คนที่ควรอยู่ข้างพระวรกายควรเป็นหม่อมฉัน หากไม่มีนางจิ้งจอกแคว้นเฉิงนั่น พระองค์ก็ต้องรักหม่อมฉัน!” น้ำเสียงที่เคยหวานใสอัดแน่นไปด้วยความเครียดแค้นอย่างไม่เคย เป็น สายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดเมื่อครู่เจือความโกรธแค้นจนจิ้นหยางสัมผัสได้

“บังอาจ!!!” จิ้นหยางไม่พอใจอย่างมากที่หมิงลู่เรียกขานอิงฮวาเช่นนั้น ความอ่อนหวานที่เคยมี โดนนางโยนทิ้งไปพร้อมกับยางอายเสียแล้วหรือ

“กริ้วหรือเพค่ะ ที่หม่อมฉันเรียกนางเป็นนางจิ้งจอก ก็สมควรแล้วที่หม่อมฉันจะเรียกนางเช่นนี้ หากไม่ใช่นางที่แย่งพระองค์ไป วันนี้หม่อมฉันคงได้เป็นฮองเฮา เป็นคนที่พระองค์รัก” หมิงลู่ยิ้มอย่างขมขื่น นางเกลียด

นางเครียดแค้นอิงฮวาเป็นเท่าทวี ยิ่งเห็นท่าทีรักใคร่ของเขาที่มีต่อกัน นางก็ยิ่งเกลียด

“เหลวไหล!ต่อให้ไม่มีนาง ข้าก็ไม่คิดจะรับเจ้าเข้าวัง” จิ้นหยางตอบนางอย่างหมดความอดทน

“ในเมื่อหม่อมฉันไม่มีความสุข หม่อมฉันก็จะทำให้ฝ่าบาทไม่มีความสุขเช่นกัน” หมิงลู่ยกยิ้มเย็น ทำท่าราวกับขาดสติไปเสียแล้ว รอยยิ้มที่แต่งแต้มใบหน้าจึงดูราวกับหญิงเสียจริตก็ไม่ปาน

“.............”

“ฝ่าบาทคงยังไม่รู้ว่าคนที่ช่วยนางจิ้งจอกนั่นออกไปจากวังหลวงก็คือข้าเอง” หมิงลู่ไม่หวาดกลัวสิ่งใดอีกต่อไป ไม่ใช่ว่านางไร้เดียงสาถึงขั้นไม่รู้ว่าที่ฮ่องเต้ทำดีกับนางก็เพื่อต้องการจะกำจัดอิทธิพลของท่านพ่อ แล้วอย่างไรท่านพ่อไม่เคยรักนาง ตระกูลจิงจะเป็นอะไรก็ให้เป็นไปเถิด ขอแค่นางเป็นที่รักของฮ่องเต้ นางยังจะต้องกลัวอะไร

นางสู้อุตส่าห์วางแผนหลอกใช้ไทเฮา คอยพูดกล่อมหูสตรีขี้อิจฉาผู้นั้นให้เกลียดชังอิงฮวา นางทำสำเร็จ ไทเฮาอยู่ข้างนางปกป้องนาง หลังจากกำจัดนางจิ้งจอกนั่นไปได้ ฮ่องเต้ก็ควรเป็นของนางสิ เหตุใดเขาถึงเอาแต่โง่งมตามหาคนที่ตายไปแล้วด้วย หมิงลู่ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียดแค้น

“เจ้า!” จิ้นหยางตกใจกับความจริงที่เพิ่งค้นพบ เขานึกสงสัยมาตลอดว่าอิงฮวาออกไปจากวังหลวงได้อย่างไร ในเมื่อเขาวางองครักษ์ลับไว้รอบตัวนางมากมาย ซ้ำเวรยามเฝ้าประตูวังก็หนาแน่นยิ่ง นางหายไปไร้ร่องรอยเกินไป ที่แท้เป็นหมิงลู่ที่ช่วยเหลือนาง  เช่นนั้นอิงฮวาก็คงตกอยู่ในอันตราย ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งร้อนใจ อดแผ่รัศมีกดดันออกมาจากร่างไม่ได้

“เป็นหม่อมฉันที่ตามลบร่องรอยของนาง ไม่ให้คนของพระองค์ค้นหานางพบ” แม้จะถูกรัศมีกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างสูงตรงหน้าด้วยปราณที่แข็งแกร่งกดตรึงจนนางแทบหายใจไม่ออก หมิงลู่ก็ยังกัดฟันแสยะยิ้มร้ายกาจ

“ตอนนี้นางอยู่ที่ไหน” จิ้นหยางกำลังโกรธเกรี้ยว ข้อมือแกร่งบีบเข้าที่ลำคอระหงของร่างเล็กอย่างไม่ปราณี เขาสาบานได้เลยว่าเขาจะหักคอนาง หากไม่ได้รับคำตอบที่น่าพึงพอใจ

“เหอะ! ป่านนี้นางคงข้ามสะพานไปปรโลกแล้วกระมังเพคะ”

อั๊ค!

สิ้นเสียงหวานที่ราวกับคลุ้มคลั่งของหมิงลู่ มือแกร่งของจิ้นหยางก็เพิ่มแรงที่บีบลำคอระหงแน่น จนใบหน้าอ่อนหวานนั่นซีดเผือกลงถนัดตา

“เจ้าว่าอะไรนะ”

“นางไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว! ต่อให้ฝ่าบาทฆ่าหม่อมฉันก็ไม่อาจนำนางกลับมาได้อีก”  หมิงลู่ยกยิ้มสะใจ ไม่สนใจความเจ็บปวดที่ได้รับ หากเขาไม่รักนาง นางก็จะทำให้เขาเกลียดนาง เพราะยิ่งเขาเกลียดนาง เขาก็ยิ่งจดจำนาง เขาต้องจดจำนางไปจนตาย

“เจ้า!” จิ้นหยางเหวี่ยงร่างเล็กลงกับพื้นโดยไม่สนใจสักนิด แรงเหวี่ยงนั้นทำให้ร่างเล็กลอยไปกระแทกกับกำแพงจนกระอักเลือดออกมา เขาไม่แม้แต่จะปรายตามองนางแม้แต่น้อย ในใจรุ่มร้อนทั้งยังหวาดกลัวในสิ่งที่ได้รับรู้ หากไม่ได้พบนาง ใจของเขาก็ยากจะสงบลงได้อีกต่อไป

“เฟิงจู! นำนางไปไว้ในคุกหลวง เรียกแม่ทัพหวงมาพบข้า” จิ้นหยางสั่งเสียงกร้าว วันนี้เขาจะสะสางปัญหาทั้งหมดให้เสร็จสิ้น เขาจะได้ออกตามหานางได้โดยไม่ต้องกังวลสิ่งใดอีก ไม่อาจรอให้นานไปมากกว่านี้ได้

“พะย่ะค่ะ” เฟิงจูเข้ามาพร้อมองครักษ์เงา จัดการลากหมิงลู่ที่สลบไสลออกไป ก่อนจะหันหลังเพื่อไปทำตามคำสั่งของฮ่องเต้ แต่ก็ต้องชะงักเท้าด้วยความตกใจเมื่อเห็นฮ่องเต้ ทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้อย่างไร้เรี่ยวแรง

“ฮึก!” จิ้นหยางพยายามข่มกลั้นความทรมานของร่างกาย สีหน้าแดงก่ำจากไฟที่ไม่อาจดับได้ในกายตน

“เป็นอะไรไปพะย่ะค่ะ”

“พิษปลุกกำหนัด ข้าใช้ลมปราณสกัดเอาไว้”

“ให้กระหม่อมหาสตรี....”

“ไม่ต้อง!...”

“แต่ว่าหากปล่อยไว้ แม้เป็นพิษปลุกกำหนัดก็อาจมีผลข้างเคียง หากธาตุไฟเข้าแทรกจะไม่เป็นการดีนะพะย่ะค่ะ” เฟิงจูกล่าวด้วยแววตาหวาดหวั่น

“ไม่ใช่อิงฮวา..ข้าจะไม่แตะต้องสตรีนางใดเด็ดขาด” จิ้นหยางหายใจเข้าออกช้าๆเพื่อข่มกลั้นพิษในร่าง เขาทรมานมากก็จริง แต่เขาจะไม่ยอมผิดต่ออิงฮวา

..................................................................................................................................................

ความคิดเห็น