เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

62.2 กอดๆกันบนหลังคา

ชื่อตอน : 62.2 กอดๆกันบนหลังคา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 114

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ก.ย. 2562 22:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
62.2 กอดๆกันบนหลังคา
แบบอักษร

ครั้นทั้งสองไปรับเรไรที่นั่งเล่นเบื่อๆกับผีเสื้อสองสามตัว “หิวแล้วเมรัย!!” ปักษาน้อยรอพวกเมรัยตั้งแต่เช้ายันเย็น นางเผลอคิดว่าเมรัยทิ้งและลืมนางแล้ว ตอนแรกโกรธมากปานภูเขาไฟใกล้ระเบิด ผ่านไปสักพักก็เริ่มน้อยเนื้อต่ำใจ กระทั่งยามสิ้นหวังโดนเมรัยทิ้งแล้ว เมรัยก็ปรากฏตัวขึ้น เรไรเช็ดน้ำตาพลางปั้นสีหน้าโกรธงอนทันที ปล่อยนางรอนานนัก คนใจร้าย 

“อย่างอนน้า ยอดรัก” 

คำเรียกยอดรักทำให้เรไรค้อนให้อย่างเดือดดาลและช่วยให้นางวางใจ 

หนึ่งจอมอาคม หนึ่งหมอผี หนึ่งปักษา ทำภารกิจวันนี้สำเร็จเรียบร้อย ได้ข้อมูลวิญญาณร้ายและของจำเป็นสำหรับประกอบพิธี แคทเธอรีนโดนเรื่องเมรัยสร้างความสับสนจนคืนนั้นนอนมิหลับ ต้องตื่นมาเล่นพุงเจ้าสีนวลและบ่นกล่าวร้ายให้หมอผีน้อย จอมอาคมน้อยค่อยๆหลับนิทราใต้แสงเดือนโดยมีเจ้าสีนวลนอนเคียงข้าง อีกด้านฝั่งพวกเมรัย เรือนพักเรือนนอนมีแสงเทียนส่องริบหรี่ 

ณ เมืองซีเคร็ทออฟวอร์ ยามวิกาลมีแสงดวงดาวร้อยล้านส่องประกายพร่างพราวงามเลิศดั่งฟากฟ้าราตรีสวรรค์ 

หากถามว่าใครสมควรได้รับความรัก เมรัยว่าทุกคนสมควรได้รับนะ ไม่ว่าเจ้าหญิงเดียวดายในหอคอย ไม่ว่าคุณแม่ที่เฝ้าเลี้ยงดูลูกสาวลูกชาย ไม่ว่าโจรร้ายหรือนักฆ่าที่มือเปื้อนหยาดเลือดเหยื่อ หลายคนแสวงหาความรักในรูปแบบต่างๆสักครั้งในช่วงหนึ่งบนเส้นทางชีวิตหรืออาจทั้งชีวิตนั้นที่เฝ้าไล่คว้าความรักจากคนคนหนึ่งอย่างบ้าคลั่ง มิมีใครเข้าใจความรักดีกว่าตัวเราเอง เพราะความรักมิอาจจับต้อง กระนั้นมันมีอยู่จริงในใจของทุกคน ตั้งแต่แรกเกิดหรือกระทั่งสิ้นลมหายใจ 

คนคนหนึ่งเคยสูญเสียคนที่รัก เพราะเหตุนั้นนางจึงหวาดกลัวและไม่กล้าบอกรักใครอีก 

ความรักที่เคยสวยงามเปี่ยมด้วยความสุขมากมาย พริบตาพลันมืดมิดราวโดนเงามืดกลืนกินและบดขยี้ทิ้งอย่างง่ายดาย มันยากทำใจยอมรับและเพราะความจริงมันไม่ใช่อย่างที่นางหวัง จิตใจที่ครั้งหนึ่งเข้มแข็งราวเหล็กกล้าพลันพังทลายและแหลกสลายอย่างยากรักษา เจ็บปวดรวดร้าวราวตกนรก หัวใจเต้นเร็วและส่งเสียงดังก้องกังวานอย่างบีบคั้น ความรักที่นางหวังกลายเป็นฝันร้ายตามหลอกหลอนมิต่างกับความฝัน ทุกค่ำคืนบางทีนางก็ฝัน 

ฝันว่าครั้งหนึ่งตนเองเคยเอื้อมมือเพื่อคว้าใครสักคน… 

ความปรารถนาที่ไม่มีวันเป็นจริง..คือภาพความทรงจำที่ไม่มีวันเลือนหาย 

มันคือความจริงหนึ่งเดียวที่ยังหลงเหลือภายในจิตใจหมอผีน้อย ฝันร้ายที่ค่อยๆตายลงอย่างเชื่องช้าในทุกก้าวของการเดินทางอันยาวนาน ยิ่งไปไกลเท่าไหร่ เจ้าฝันร้ายตนนี้ยิ่งทวีความดุร้ายและพร้อมกระชากนางลงสู่บ่อน้ำแห่งความทุกข์อีกครั้ง มันพยายามเตือนสติเมรัย และกระซิบบอกหมอผีน้อยไม่เลิกว่า นางควรเลิกซะ เลิกมอบความรักให้คนอื่น เลิกบอกให้กำลังใจคนอื่น เลิกทำตัวเหมือนเด็กน้อยที่วิ่งเล่นในทุ้งดอกไม้ 

เลิกปิดกั้นหัวใจเสียที… 

“แคกๆ” 

โครม.. 

ภายในห้องครัวอันเงียบงันมีแสงตะเกียงส่องสว่างริบหรี่ เมรัยหิวยามดึกจึงแอบเข้าครัวเปิดตู้เสบียง ค้นหาขนมขบเคี้ยว ขณะกำลังเปิดตู้นางพลั่งหน้ามืดให้มือเหวี่ยงปัดแก้วน้ำตกพื้นกระเด็น หมอผีน้อยเซร่างจวนเจียนจะล้ม นางใช้แรงเฮือกสุดท้ายฝืนยันร่างไว้อย่างแม่เสือไม่ยอมทรุดเข่าเด็ดขาด ไม่ว่าเวลาใดนางก็พร้อมยืนสู้เสมอ ใช่ ยามนี้ก็เหมือนดั่งเช่นเวลาปกติ เมรัยก้าวถอยหลัง แผ่นหลังอวบพิงโต๊ะอย่างอ่อนแรง 

ลมหายใจพ่นอย่างหนักหน่วง ไม่นานเมื่ออาการมั่นคง เมรัยพลันยืนตรง มือจัดกระโปรงอย่างดั่งว่าเมื่อครู่ไม่มีสิ่งใด 

“นารีซ่อนขนมไว้ไหนเนี่ย” 

เพราะกลัวเมรัยแอบย่องมาขโมยขนมยามดึก นารีจึงวางแผนแอบแกล้งโดยซ่อนกล่องขนมไม่ให้เมรัยหาเจอง่ายๆ ดวงดาวน้อยว่างมากกระมังหรือไม่ก็อยากกวนเมรัยเพราะชอบสีหน้าเมรัยยามหมอผีน้อยเหวอรับประทาน ด้านมืดนารีน่ากลัวมาก เห็นนางเงียบเรียบร้อยเป็นกุลสตรีเพียบพร้อม แต่ภายในใจจริงๆนางชั่วร้ายปานปีศาจ ชอบทรมานคนรอบตัวปานอีกฝ่ายเป็นของเล่นแก้เบื่อ ชอบยืมมีดคนอื่นแทงเมรัย ชอบเอาพัดกระดาษฟาดด้วย ทั้งที่ยามปกติดูเงียบขรึมและยิ้มเมตตาปานแม่วัว ยิ้มเรียบๆแลสง่างามเหมือนรอยยิ้มบาเบลร่า รอยยิ้มแม่มดอัดแน่นด้วยไอรักพร้อมเอายาพิษกรอกปากคนรัก ฮึๆ 

“ง่า ในนี้ไม่มี” 

เมรัยคอตก เปิดตู้หาทั่วแล้วไม่พบขนมสักชิ้น หมอผีน้อยนวดขมับพลางคิดเล่นๆว่านารีอาจซ่อนไว้ใต้หมอนก็ได้ หมอผีน้อยเดินกลับห้องนอนพลางดันเรไรที่นอนหลับปุ๋ยสภาพมือเท้ากางแผ่ครองพื้นที่เตียงสิบส่วน ปักษาน้อยหลับสนิทไร้แววตื่น ขณะโดนหมอผีน้อยลักหลับและใช้เท้าถีบตกหมอน เรไรยังหลับสนิทนิ่งเงียบมิวายสะบัดแขนฟาดเมรัยอีก ผัวะ “ระบบตอบโต้อัตโนมัติรึ!!” 

เมรัยเจอขนมใต้หมอนจริงดังคาด แม้ต้องแลกด้วยโดนเรไรฟาดหน้า แต่ก็ได้ขนมมารับประทานอย่างสมใจ 

คืนนี้จันทร์เต็มดวงเหมาะแก่การนั่งชมบนหลังคาเหลือแสน หมอผีน้อยเปิดหน้าต่างและใช้ทักษะแม่ลิงปีนป่ายผนังอย่างชำนาญ นางเป็นหมอผีน้อยที่ครั้งหนึ่งเคยลอบบุกบ้านบาเบลร่าสำเร็จด้วยการแอบซุ่มปีนต้นไม้และกระโดดจับเถาวัลย์ปานประหนึ่งทาซานน้อย แต่ด้วยตัวหนักเกินเถาวัลย์รับน้ำหนักไว้ หมอผีน้อยโหนไปครั้งทางก็ร่วงตกพื้น หลังแถบหัก แต่ที่น่าสลดคือหลังจากนั้นนางโดนบาเบลร่าทำโทษ ตีก้นลาย โทษฐานซนปานลูกลิง 

เมรัยจดจำความเจ็บปวด แสบดากในวันนั้นได้ดี สมัยนางยังเด็กชอบซนปีนต้นไม้บ่อยๆ ปีนแล้วก็ตกตุบ ตกแล้วก็โดนคุณแม่ดุอย่างเกรี้ยวกร้าว 

“เอาฮึบ” 

รู้ว่าความสามารถในอดีตอาจไม่หลงเหลือในปัจจุบัน แต่เรื่องปีนป่ายเมรัยเก่งกาจอย่างยากหาใครเปรียบ ต่อให้นางหนักเท่าช้างแล้วอย่างไร อุ้งมืออวบคว้าหนึบแผ่นกระเบื้องและบังคับร่างกายให้มั่นคงมีสมดุลไม่เทน้ำหนักลงฝั่งใดฝั่งหนึ่งมากจนเสียหลัก นางใช้เวลาสิบนาทีก็ปีนถึงยอดสำเร็จ บริเวณหลังคามุมสูงสุดของคฤหาสน์ กระเบื้องสีดำวางเรียงรายทอดยาวสวยงามเมื่อมีแสงจันทร์ส่องกระทบให้เปล่งประกายแสงสีน้ำเงินระยิบระยับ เมรัยหย่อนก้นนั่งอย่างสำราญพร้อมบนตักนุ่มมีถุงวาฟเฟิลรสเลิศ ฝีมือแม่ครัวนารี 

“ง่ำๆ” 

ใต้แสงจันทร์ขาวนวลเปล่งรัศมีนวลผ่อง แสงดวงดาราไสวส่องประกายระยับ เมรัยชอบท้องฟ้ายามวิกาลเพราะมันไม่สว่างจ้าเหมือนฟ้ายามกลางวัน ฟ้ากลางคืนมีพื้นหลังสีดำนิลกาฬ บางคืนสีน้ำเงินเข้มราวมหาสมุทร ที่สำคัญนางชอบดวงเดือนมาก ดวงเดือนกลมๆที่ลอยบนฟ้า สามารมองด้วยสองตา แตกต่างจากดวงอาทิตย์ที่ไม่สามารถมองได้ เพราะอาจตาบอดหรือเสียสายตา 

ดวงตะวันมีพลังอำนาจยิ่งใหญ่ มันร้อนแรงและพร้อมแผดเผาผู้สบมอง ผิดกับดวงเดือนที่มีแสงอ่อนๆแต่งดงามพร้อมให้สาวน้อยอวบอ้วนมองชม 

เมรัยชอบทั้งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์นะ เพราะมันต่างมีพลังในแบบของมัน 

เอ๊ ไม่สิ ข้าเกลียดดวงตะวันมิใช่หรือ เพราะมีมันทุกๆวันเลยร้อนตับแตก!! 

“ลืมไปเลยว่ามันร้อนมาก ร้อนจนจะเผาข้าเป็นจุณ” 

เมรัยหลับตา ขนตาตกอย่างงดงาม ปากงับขอบวาฟเฟิลและเคี้ยวตุ๋ยๆแก้มป่องขยับพองโตสีหน้าเหมือนแม่ฮิบโปโปเตมัส เมรัยนั่งเรื่อยเปื่อยตากลมหนาวที่พัดผ่านครั้งคราว เรือนผมลอนยาวปลิวสะบัดอย่างเริงร่าราวเล่นวิ่งไล่จับกับสายลมเหน็บหนาว เมรัยสวมชุดนอนเนื้อผ้าบางหวิวสามารถมองเห็นเรืองร่างอวบอิ่ม นางสวมชุดคลุมกันหนาวด้วย กระนั้นยังมองเห็นส่วนลับและทรวงอกชัดเจน 

น้องลิงลายกระต่าย 

“นารีบินเล่นอีกแล้ว” 

เมรัยเงยหน้ามองฟากฟ้าสีน้ำเงิน บนนั้นต้องมีดวงดาวน้อยโบยบินแน่ๆ เพราะนารีชอบล่องลอยบนฟ้าไม่ว่าคืนไหน ส่วนมากนางไม่นอนและออกมาบินเล่นสนุกสนามปานปลาโลมาว่ายน้ำทะเล นารีเป็นดวงดาวและเวลาว่างนางไม่อะไรทำ นางมักนอนเงยหน้าและปล่อยกายปล่อยใจให้ล่องลอยอย่างช้าๆเหมือนซึมซับพลังแห่งสายลม ดวงดาว และชีวิต ดวงดาวน้อยกางแขนกางขาปล่อยอาภรณ์ยาวพลิ้วไหวลู่ลม นางหลับตานิ่ง สีหน้าสงบเสงี่ยม มุมปากคล้ายยิ้มคล้ายมิยิ้ม แลสะคราญดุจดั่งเจ้าหญิงดารา 

นารีไม่สามารถบินทะยานกลับบ้านเกิดด้วยมีกฎห้ามดวงดาวทั้งหลายบินกลับบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาต 

จะลงมาโลกสีฟ้าหรือจะกลับขึ้นก็ต้องได้รับอนุญาตก่อน หากไม่มีคำอนุญาตก็ไม่สามารถทำอันใดได้ นี้คือกฎเหล็กของชาวดารา 

นารีเป็นชาวดารา แม้นดำรงตำแหน่งฮ่องเต้เพียงหนึ่งเดียวก็ต้องเคารพกฎหมาย 

“ฮึม—ฮึมๆ” 

แว่วเสียงร้องเพลงในลำคอเป็นจังหวะดนตรีที่บอกว่าคนคนนั้นกำลังมีความสุขอย่างล้นหลาม เมรัยบินไม่ได้ นางเป็นหมอผีน้อยที่ไม่มีพลังมาโฮสักหยด จะให้ทำอะไรเหมือนอย่างคนยุคปัจจุบัน เมรัยมิอาจกระทำ บางคนหากมีพลังมาโฮระดับสูงก็สามารถฝึกวิชาบินบนท้องฟ้า หรือวิ่งเร็วปานเสือ พวกเขาเหล่านั้นมีพลังที่สามารถนำพาตัวเองไปยังจุดที่หลายคนมิอาจฝันถึง สำหรับเมรัยนางอิจฉาคนเหล่านั้นนะ นางอยากบินได้ วาบได้ อยากมีพลังอำพรางและแอบไปส่องสาวน้อยอาบน้ำง่ะ 

ยุคนี้ยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองผู้เยาว์ แต่ก็ไม่มีกฎเคร่งครัดเช่นกัน หากลูกสาวใครโดนคนร้ายทำร้ายก็สามารหยิบมีดแทงโจรได้เลย หลังจากนั้นค่อยไปคิดบัญชีในศาล 

เมรัยเป็นสาวน้อยบอบบางน่ากิน นางกลัวโจรหลงเสน่ห์นางเหมือนกัน แต่ต้องดูก่อนโจรคนนั้นหุ่นแซ่บหรือเปล่า ถ้าธรรมดาไม่มีกล้ามเนื้อ เมรัยไม่เอานะ นางจะเสกตะปูเข้าท้องมันเลย 

หากโจรคุกคามเรไรและนารี เมรัยจะจัดการมันอย่างเลือดเย็นโทษแอบมองคนรักนาง 

วิธีกำจัดคนร้ายของพวกนางแตกต่างกันแต่มีจุดประสงค์มุ่งสังหารและลงมือได้อย่างไม่ลังเล 

นารีจะใช้ส้อมจิ่มตาโจรและต้อนมันซะ 

เรไรจับทุ่มด้วยน้ำแข็ง 

ไม่ว่าพวกนางจะเจอโจรร้ายหรือศัตรูแบบไหน เรไรก็พร้อมสู้แนวหน้าและสาดน้ำแข็งแช่แข็งอย่างเย็นชา เมรัยและนารีมิค่อยมีบทบาทในเรื่องประลองฝีมือเท่าไหร่ เนื่องจากคนหนึ่งอ่อนแอปานไก่ต้ม อีกคนก็แกร่งเกินอาจเผลอใช้พลังลบเมืองได้ง่ายๆ คิดๆแล้วเรื่องใช้แรงนี้ปล่อยเรไรจัดการหมดเลยนะ เห็นหุ่นปักษาน้อยอชชรปานสาวงาม แต่จริงๆนางแรงช้าง ต้องเป็นเพราะเมรัยขุนเรไรแน่ๆ อีกไม่นานปักษาน้อยก็พร้อมเข้าสมาคมสาวอ้วนแล้วกระมัง เจ้าตัวต้องช็อคมากแน่ๆ 

“ฮึๆ” เมรัยแผ่วหัวร่อเสียงใสราวกระดิ่ง นางหลุบตามองดวงดาวอย่างอาลัยอาวรณ์ ไม่รู้นางควรเศร้าใจเมื่อแสงดาวหายไปในยามกลางวันหรือควรเศร้าเสียใจเมื่อดอกไม้ร่วงโรยมากกว่า “นารี” หมอผีน้อยป้องปากเรียกดวงดาวน้อยบนฟ้าให้ลงมาสักประเดี๋ยว แม้นเสียงร้องเรียกเบาบาง กระนั้นนารียินเต็มสองหู ดวงดาวน้อยพลิกร่างและค่อยๆร่วงหล่นลงมายืนบนหลังคาเดียวกันกับเมรัย ปลายเท้าเปลือยเปล่าเรียวยาวผิวงามดุจงาช้างแลเงางามค่อยๆจรดแตะหลังคา ชายแขนเสื้อโบกพัดเลิกสูง เรือนเกศาสั่นไหวมีคลื่นระลอกดุจคลื่นสมุทร 

“มีอันใดหรือ” 

“เรียกเฉยๆ” 

“..” นารียิ้มกระตุกเสี้ยวหนึ่ง จู่ๆก็ร้องเรียกนึกว่ามีเรื่องให้ช่วย ที่ไหนได้ เรียกเฉยๆ เฮ้อ ดวงดาวน้อยลอบถอนหายใจ นางส่ายแขนพลางเดินมานั่งลงข้างๆเมรัย หย่อนก้นชิดก้นเมรัยครั้นดวงดาวน้อยเอนศีรษะซบไหล่หมอผีน้อย เทน้ำหนักลงสิบส่วนไม่ผ่อนแรงปานจะปล่อยน้ำหนักตัวทั้งหมดให้เมรัยแบกรับ ช่วยพยุงประครองมิให้นารีล้มตกหลังคาอย่างน่าอนาถ “อือ” ดวงดาวน้อยส่งเสียงร้องในลำคอบางอย่างเคลิ้มสัมผัสไหล่นุ่ม 

“อย่ามาเฟีย” 

“ทำไม เฟียมิได้หรือ” 

“เจ้าทำข้าร้อนท้อง” 

โดนคลอเคลียบริเวณพวงแก้ม เมรัยรู้สึกร้อนบริเวณช่วงท้องทันทีทันใด ยิ่งมือนารีซนมากกำลังลูบไล้พุงเมรัยด้วย “เจ้านี่นะ” ดวงดาวน้อยผละแก้มจากใบหน้าเมรัยและชักมือกลับ สัมผัสอุ่นๆหายอย่างรวดเร็วปล่อยให้เมรัยคิดถึงและเสียดาย “บอกจะลดน้ำหนักมิใช่หรือ” นารีนั่งหลังตรงเคียงข้างเมรัย บนหลังคาไร้เสียงสรรพสัตว์ร้องเพลง ใต้แสงดาวมีดวงดาวตกพุ่งผ่าน นารีแกว่งขา ก้มหน้าปรายตาใส่เมรัยที่กำลังทำผิดคำพูดในตอนนั้น หมอผีน้อยลั่นวาจาจะลดน้ำหนักมิใช่ แล้ววาฟเฟิลในอุ้งมือคืออะไร 

“เริ่มพรุ่งนี้” 

เมรัยตอบหน้าตาย คืนนี้นางหิว ถ้านางไม่กินขนม นางตายแน่ ง่ำๆ 

“เฮ้อ” 

เรไรถอนหายใจอย่างปลงตก เอาเข้าจริงดวงดาวน้อยมิเชื่อคำประกาศเจตจำนงเมรัยหรอก อย่างน้อยเรื่องกินนี้ล่ะ หากเมรัยสามารถอดข้าวอดน้ำ พยายามลดความอ้วนได้อย่างที่นางประกาศ นารีจะแก้ผ้าเต้นรอบเมืองเลย ถ้าเมรัยทำได้นะ ฮึๆ ดวงดาวน้อยคลี่พัดกระดาษและยกปิดมุมปากที่ยกยิ้มขบขำนิสัยผัดวันประกันพรุ่งของเมรัย หมอผีน้อยเริ่มมีความกล้ามากกว่าแต่ก่อนแล้ว กระนั้นเรื่องกินนี้เป็นข้อยกเว้น 

โดนพวกท่านแม่แคโรไลน์ล้างสมองเรียบร้อย นารีรู้อนาคตเลยว่าสภาพเรือนร่างเมรัยจะบวมเหมือนใคร 

กระนั้นดวงดาวน้อยชอบหมอผีน้อย ต่อให้คนรักเจริญเติบโตจนตัวโตก็เถอะ 

“อย่ามองข้าเช่นนั้น” 

เมรัยคิ้วกระตุกเมื่อสบตานารีที่หยียิ้มลี้ลับ รอยยิ้มที่เมรัยอ่านมิออก แต่มันเปี่ยมด้วยความรักที่น่าหวาดกลัวแปลกๆ หมอผีน้อยกลืนน้ำลายอึกและค่อยๆวางวาฟเฟิล คิดในใจอย่างตระหนักว่าบางทีนารีอาจกำลังคิดบอกเลิกรึเปล่า อาจเพราะไม่ชอบสาวอ้วนกระมัง ดูนารีก็รักษาหุ่นได้อย่างอัศจรรย์ ขณะที่เมรัยและเรไรไม่คิดรักษาสักนิด หัวใจหมอผีน้อยเต้นเร็ว แม้นนั้นจะเป็นสิ่งที่หลงคิดไปเองในแง่ร้าย แต่มิรู้ทำไม จู่ๆนางอยากรู้ว่าทำไมนารีชอบเมรัยมากเพียงนี้ 

บรรยากาศเงียบเหงา กระนั้นมีสองเราเคียงคู่กัน เมรัยกะพริบตาปริบๆมองหน้านารีและเอ่ยถาม 

“ทำไมนารีชอบข้าหรือ” 

“อือ..ทำไมกันนะ” 

นารีตกใจหนักเมื่อยินคำถามเมรัยที่จู่โจมอย่างไม่ทันเตรียมใจตอบ กระนั้นแม้นางจะใจเต้นแรงปานกลองตีระรัว แต่สีหน้าให้นิ่งสงบไร้ความกระเพื่อมหรือปรากฏแววตกใจ โฉมสะคราญแสนสวยวางสีหน้าเรียบเฉยมีเพียงมุมปากยิ้มมิเสื่อมคลาย นารีหลับตาและเบือนหน้ามองท้องฟ้า คล้ายครุ่นคิดเรื่องสำคัญ พยายามนึกเหตุผลว่าทำไมตนเองหลงรักเมรัยมากมายเช่นนี้ รักแบบถวายชีวิตให้ รักแบบยอมแบ่งปันความรักให้เรไร รักที่ไม่ว่าอย่างไรก็คำนึงและนึกถึงความพอใจเมรัยเสมอ 

ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน กระนั้นเหมือนรู้จักกันตั้งแต่เกิด นารีอมยิ้มอบอุ่น นางยกนิ้วเกี่ยวไรผมไว้หลังหูอย่างมีเสน่ห์ดึงดูดใจ 

น้ำเสียงจริงใจกลั่นออกจากส่วนลึกหัวใจจ้าวแห่งจักรวาล “ 

เพราะรอยยิ้มเจ้าน่ะ 

 

สำหรับความรักที่พวกนางมีให้กัน เมรัยอาจไม่รู้ว่าทำไมนารีเทใจและยอมกอดขาหมอผีน้อยเช่นนี้ แม้นเมรัยไม่รู้สึกตัว แต่นารีชอบรอยยิ้มของเมรัย สิ่งสำคัญและมีเสน่ห์เหนือทุกส่วนของหมอผีน้อย 

“เจ้าไม่ชอบพุงข้าหรือ” เมรัยเศร้าสลด น้ำตาซึม 

ผัวะ!! อดใจมิไหวต้องหยิบพัดกระดาษฟาดตีแสกหน้าเมรัยจริงๆ นารีอุสาตอบอย่างจริงใจขับให้บรรยากาศน่าหลงใหลมีมนตร์ขลังแท้ๆแต่ฟังคำพูดเมรัยสิ ก็ได้ เอาจริงเลย นารี..ชอบพุงเมรัยก็ได้!! แต่ดวงดาวน้อยขอยืนยันว่ารอยยิ้มเมรัยมากกว่า “เจ้าทำข้าดูแย่” ดวงดาวน้อยค้อนให้อย่างเอือมระอา หมอผีน้อยลูบหน้าผากพลางยิ้มหัวแห้งๆ “ตกใจนี่นา…” 

เมรัยเกาแก้มแดงระเรื่อปานดอกท้อ นางเขินเลยต้องเบือนหน้าหนีมิอยากให้นารีเห็นสีหน้าน่ารักๆ เมรัยอยากรู้นารีชอบส่วนไหนของหมอผีน้อยเท่านั้น แต่มิคิดว่าดวงดาวน้อยจะตอบเช่นนั้น รอยยิ้มหรือ นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่มีใครบอกชอบเมรัยเช่นนี้ 

คำตอบนารีอบใจเมรัยให้อุ่นผ่าว หมอผีน้อยอุ้งมือกุมอก พยายามทำตัวบ้าๆเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายสังเกตเห็นความลนลาน 

“รอยยิ้มหื่นๆละสิที่เจ้าชอบ” 

เมรัยใช้นิ้วอ้วนๆจิ้มแก้มนารี ดวงดาวน้อยคิ้วกระตุกเต้น ดวงดาวน้อยคว้ามือหมอผีน้อยและจับไว้มั่น แววตาเข้มขรึมแฝงความรักมหาศาลบังคับให้เมรัยสบตาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ยามนี้เมื่อสองสาวน้อยปะทะสายตากันดั่งว่าประตูหัวใจของทั้งสองเปิดออก เผยให้เห็นภายในห้องหัวใจที่เก็บงำความรู้สึกหลากหลายนับร้อยนับพัน เมรัยเบิกตากว้างตื่นเต้น ดวงตาสีส้มดุจเปลวเพลิงสาดแสงสีอร่ามเปี่ยมด้วยความหวาดกลัวและความประมาท แม้ภายนอกมีความกล้าแกร่งและความลึกลับปกป้องความกลัวนั้นไว้อย่างมิดชิด กระนั้นนารีมองทะลุและเห็นชัดแจ่มแจ้งว่าเมรัยรู้สึกเช่นไรยามนี้ ความรักที่แอบซ่อนอยู่ ณ ส่วนลึกสุด มองข้ามความมืดมิดที่บดบังความรักนั้น เพราะโอกาสนี้มีเพียงหนึ่งในล้านที่นารีจะสามารถมองทะลุเกราะป้องกันของเมรัย เพียงคืนนี้เท่านั้น 

“จ เจ้า..” 

เผชิญหน้าแววตาทรงอำนาจที่นารีมิเคยใช้มองเมรัยมาก่อน แววตาสีเขียวมรกตส่องลึกในจิตใจเมรัย แววตานั้นราวกับสัตว์ร้ายในตำนานที่กำลังจับจ้องแก่นแท้ของสรรพสิ่ง พลังอำนาจที่ไม่มีใครเทียบเท่า ความน่าเกรงขามที่มีมาตั้งแต่กำเนิด ความรู้สึกกดดันที่สาดโปรยปรายมีพลังข่มทุกชีวิตให้คุกเข่า เปลือกนอกมีกำแพงพลังมหาศาลเกินกว่าใครจะมองทะลุ กระนั้นยามนี้เมรัยมองเห็นได้ สิ่งที่ซ้อนเบื้องหลังพลังอำนาจเหล่านั้นคือความรักบริสุทธิ์อย่างหยาดน้ำฝนที่แม้นมีขนาดเล็ก กระนั้นด้านในมีค่าความหนักแน่นและมากมายเกินกว่าพลังอำนาจทั้งหมดทั้งปวงเสียอีก 

ในช่วงที่เมรัยตกใจยากรวบรวมสมาธิ นารีอาศัยเวลานั้นสืบเสาะหาความจริงด้านความรู้สึกในหัวใจเมรัยอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันนารีก็เปิดเผยความรู้สึกรักของนางให้เมรัยรับรู้ ให้หมอผีน้อยรู้ว่าดวงดาวน้อยรักและชอบเมรัยมากเท่าใด 

“ขอโทษ..” 

ไม่อยากฝืนให้เมรัยหวาดกลัวเช่นนี้เลย นารีกะพริบตาและปล่อยมือเมรัย ดวงดาวน้อยชักมือกลับวางบนตักและเบือนหน้าหนีไม่ยอมมองหน้าเมรัยอีกปานนางเพิ่งทำสิ่งผิดบาปมหันต์ นารีไม่อยากใช้พลังหรือความสามารถใดๆกับเมรัย ดวงดาวน้อยอยากเผชิญหน้าหมอผีน้อยด้วยความความรู้สึกจริงๆไม่มีสิ่งอื่นใดเกี่ยวข้อง ไม่อยากสร้างสถานการณ์ ไม่อยากสร้างเรื่องและฉวยโอกาสโจมตีเมรัย ทว่านารีไม่รู้จักทำอย่างไรให้เมรัยยอมเปิดใจ ดวงดาวน้อยไม่อยากรอและให้เวลาช่วยรักษาหัวใจเมรัย เพราะนารีไม่รู้ต้องการใช้เวลาอีกนานเพียงใด.. 

กี่วันกี่คืน กี่ปี ต้องรอถึงเมื่อไหร่ นารีทนไม่ไหว 

มันคือความเห็นแก่ตัว.. นางนิสัยไม่ดีเลยนะ 

“..ไม่โทษเจ้าหรอก” 

เมรัยหลุบตามือสั่น กระนั้นก็ยื่นมือวางบนศีรษะนารีอย่างใจอ่อน ลูบไล้เรือนผมสลวยลูบลื่น หมอผีน้อยไม่สนหรอกว่าดวงดาวน้อยจะใช้แผนการใดหรือความเจ้าเล่ห์แบบไหนทดสอบเมรัย ที่นางทำเช่นนั้นเพราะนารีรักเมรัยนี่นา เพราะรักมากจึงอยากรู้เรื่องเมรัย เพราะไม่อาจปล่อยให้เมรัยทุกข์ทรมาน นารีจึงต้องฝืนเมรัยให้ลุกอีกครั้ง แม้หมอผีน้อยจะเจ็บก็ไม่เป็นไร เพราะนารีรู้ว่าเมรัยต้องการสิ่งใด 

เมรัยน่ะ..ก็แค่อยากให้ใครสักคนรัก..และบอกให้นางสู้อีกครั้ง 

ขอร้องต่อดวงดาวตกให้มีใครสักคนทนรับนิสัยเมรัยได้ นิสัยที่เอาแต่ใจและขาดความมั่นใจ มืดมนและขี้กลัว เมรัยเปลี่ยนไปแล้วจากอดีต ตัวนางยามนี้ไม่เข้มแข็ง และไร้เดียงสา นางเหมือนนกปีกหักที่พยายามโบยบินทั้งที่รู้ว่ามันไม่มีทางบินได้อีกแล้ว กระนั้นนางยังอยากมีชีวิตบนโลกใบนี้ อยากลองหาอีกสิ่งหนึ่งที่ค้ำจุนหัวใจนางได้ นอกจากการช่วยเหลือผู้อื่น เมรัยก็หวังอยากมีเมียกับเขาบ้าง 

“ขอโทษนะ..และขอบใจ” 

เมรัยไม่รู้จะตอบรับความรักของนารีและเรไรอย่างไร ต่อให้ร่วมเตียงร้อยพันรอบหรือช่วยเหลืออะไร เมรัยก็ไม่รู้จะตอบรับความรักมากมายที่ปักษาน้อยและดวงดาวน้อยมอบให้อย่างไร หมอผีน้อยยังคงติดตรึงกับอดีต ต่อให้นางเลิกวิ่งหนีแล้ว กระนั้นนางไม่รู้จะก้าวต่อไปข้างหน้าเช่นไร หากไม่ขอมากเกินไป อยากให้นารีและเรไช่วยบอกเมรัย อยากให้ทั้งสองมอบความหมายชีวิตให้เมรัยอีกครั้ง 

“ข้าวิ่งหนีจากอดีต..มาถึงที่นี้” 

ไม่รู้ทางกลับบ้าน..นางทอดทิ้งอดีตไว้เบื้องหลังทั้งที่เรื่องต่างๆยังไม่แก้ไขหรือทำให้สำเร็จ เมรัยสูญเสียหลายสิ่ง กระนั้นนางยังหวังได้รับบางสิ่งในโลกยุคปัจจุบัน นางเลือกเดินทางกับนารีเพราะอะไร เพราะเมรัยอยากสัมผัสความหวังอีกครั้ง อยากรู้จักความฝันคืออะไร อยากรู้ความรักคืออะไร ระหว่างทางนั้นเมรัยเกิดหลงรักนารีและเรไร ที่น่าดีใจคือเรไรและนารีรักเมรัยเช่นกัน 

หมอผีน้อยน้ำตาซึม อุ้งมือวางบนหลังมือดวงดาวน้อยและคว้ามาประกบแก้มอวบ “ดีใจจริงๆที่ได้พบพวกเจ้า” 

ดีใจมาก.. 

“เมรัย..” 

อย่าทิ้งข้านะ..อย่าทิ้งพวกเรา” 

หมอผีน้อยดึงดวงดาวน้อยมากอดแนบทรวงอก เมรัยไม่อยากสูญเสียใครอีกแล้ว… หากต้องเสียใครอีก ครั้งนี้นางรับไม่ไหวแล้วนะ.. 

เจ้าอ่อนแอถึงเพียงนี้..กระนั้นยังยืนสู้นะเมรัย.. นารีโอบกอดเมรัยประหนึ่งดวงดาวโอบกอดนกน้อยที่พลัดตกจากต้นไม้ นกตัวนี้หวาดกลัวโลกใบใหญ่ โลกที่พรากครอบครัวและเพื่อนๆของนางไปไม่มีวันกลับ นกน้อยที่ผลัดหลงมาอยู่ในที่ไม่มีใครรู้จักนาง นางไม่ใช่คนเข้มแข็งที่พร้อมหยิบดาบและสู้เอาตัวรอด ช่วยโลกจากวายร้าย นางเป็นเพียงเด็กหลงทางที่ไม่รู้จะก้าวไปข้างหน้าอย่างไร..อีกยังไม่รู้ด้วยซ้ำจะก้าวไปเพื่ออะไร 

สัมผัสหยาดน้ำตาที่ชุ่มอก นารีหลับตากอดเมรัยที่ตัวสั่นเทิ้มอีกครั้ง ความหวาดกลัวมากมายแผ่กระจายเป็นคลื่นชีวิตบอกว่านางเจ็บปวดมากเพียงใด หัวใจที่เต็มไปด้วยรอยแผลราวโดนทุบทำลายและนำมาประกอบใหม่อย่างง่ายๆ เพียงแตะนิดเดียวก็พร้อมแตกสลาย 

“ข้าอยู่ตรงนี้..ข้ากับเรไรจะอยู่ข้างเจ้าเสมอ” 

ต่อให้โลกของเจ้ามืดมิดเพียงใด จงจำไว้นะเมรัย..พวกเราจะอยู่กับเจ้าเสมอ.. 

“อือ” 

เมรัยซุกร่องอกนารีอย่ามิแววปล่อย นารีลูบผมเมรัยอย่างอ่อนโยน ทุกครั้งเมื่อนางต้องการความจริง เป็นต้องฝืนย้ำแผลเมรัยทุกครั้ง จะมีครั้งไหนไหมนะที่เมรัยไม่เจ็บปวดเช่นนี้ 

เพื่อแลกกับความจริง นารีต้องทำร้ายเมรัยอีกกี่ครั้ง.. ดวงดาวน้อยหลุบตาซ่อนความโศกเศร้า 

“เมรัย..” นารีเอ่ยเสียงหวาน เมรัยเงยหน้าขึ้นจากร่องอก ดวงดาวน้อยใช้ฝ่ามือประกบพวงแก้มกลมๆของเมรัยและโน้มศีรษะลงต่ำ ริมฝีปากบางประกบริมฝีปากอวบอิ่ม จูบนี้เพื่อลบล้างความเศร้าทั้งปวงให้เลือนหาย ใช้ความรักจากใจนางช่วยเมรัยให้สุขสบายและเคลิบเคลิ้มจนลืมเลือนอดีต นารีใช้ลิ้นเกี่ยวกระกวัดลิ้นเมรัย ระดมกำลังมอบรสจุมพิตอย่างดูดดื่มและลึกล้ำ นารีจูบเก่งมากกระทั่งเมรัยตอนนี้สู้ไม่ไหว 

แขนขาหมอผีน้อยอ่อนปวกเปียกในพริบตา แรงโดนสูบหมดมิมีเหลือให้ประครองร่าง 

พวงแก้มแดงระเรื่ออย่างขวยเขิน ตัวร้อนรุ่มมีเหงื่อไหลซึม หัวไหล่และทั่วทั้งสรรพางค์กายปรากฏแถบแดงระเรื่อดั่งผลไม้สุกงอมพร้อมรับประทาน 

เมรัยไม่เคยเสียท่าให้นารีเช่นนี้ ทุกครั้งหมอผีน้อยมักเป็นฝ่ายควบคุมและจัดการทุกอย่าง แต่หนนี้ไม่ใช่ นางตกอยู่ในอุ้งมือนารีอย่างง่ายดายเพียงเพราะหัวใจได้รับการปลอมประโลม “อือ” เมรัยตัวสั่นระริก หัวไม่มีความคิดขัดขืนนารีสักนิด ราวว่าตอนนี้นารีอยากทำให้อะไรเชิญทำเลย เมรัยอยากนั่งโง่ๆเท่านั้น ไม่อยากคิดอะไรแล้ว 

“อือ” 

นารีจูบจนเมรัยหลงละเมอ สมองขาวโพลน “หน้าเจ้าซื่อบื้อเหมือนเรไรเลย ฮึๆ” นารีผละปากมีหยดน้ำลายรินไหล เมรัยหลุบตาต่ำสีหน้าเบลอๆคล้ายเรไรตอนโดนปล้ำจริงๆ หมอผีน้อยยินคำนารีแล้วให้โกรธเบาๆ นางเม้นปากโมโหพร้อมเบือนหน้าหนี “นานๆทีทำตัวเป็นเด็กบางมิได้หรือ” เมรัยแก้มป่องกอดอกอวบ ครั้งล่าสุดที่นางตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบและโดนรุกเช่นนี้ก็ตอนอยู่กับพวกท่านแม่บาเบลร่า ยามนั้นเมรัยโดนกินไม่เว้นวัน 

“ฮึๆ” นารีแผ่วหัวเราะเสียงบาดหูเมรัย แกล้งเมรัยจนหมอผีน้อยกลายเป็นเด็กโง่แบบนี้ ดวงดาวน้อยคงมีความสุขมาก 

ไหนๆก็ปลุกอารมณ์ใคร่ เล้าโลมเมรัย กระทั่งหมอผีน้อยยอมรับแล้ว นารีมิอาจปล่อยให้โอกาสทองเช่นนี้เสียเปล่า มันน่าเสียดาย 

ฝ่ามือดวงดาวน้อยเคลื่อนขยับและจับหน่มนมหมอผีน้อย ใช้ปลายนิ้วกรีดผิวยอดพรูสีชมพูดอกซากุระ “อือ” เมรัยเอนหลังหนีอุ้งมือมาร นางใช้แขนดันข้างหลังมิให้พลาดตกหลังคา นี้นารีจะเก็บเมรัยบนหลังคาเลยรึ ไม่กลัวตายหรือไร 

“ข้าชอบที่สูง” 

นางเป็นราชันเหนือราชา ถูกสอนให้มองสูงและยืนอยู่บนจุดสูงสุดตั้งแต่เกิด ไม่ว่าเรื่องอะไรหากเมรัยไม่ขัด นารีพร้อมเหยียบหัวเมรัยทุกเมื่อ 

“สูงไปไหม” 

เมรัยถอยหนี กระนั้นพวกนางนั่งเล่นที่ปลายหลังคา ไม่มีที่ให้หนีแล้ว “นารี..” เมรัยกลัวจริงนะ หมอผีน้อยหลับตา คิ้วสั่นระริกปานกระต่ายน้อยกลัวกลิ้งตกผา พยายามเตือนสตินารีที่รุกไล่ต้อนมิถอย “สูงสิดี” ตากลมกลางคืนแล้วรู้สึกหนาวจับใจ เช่นนี้ต้องแก้ด้วยวิธีกอดกันเพื่อสร้างความอบอุ่น แนบเนื้อๆ หนุบหนับๆ 

นารีคืบคลานพลันนอนทาบเมรัย หมอผีน้อยตาลุกลี้ลุกลนพยายามมือจับกระเบื้องหลังคา ไม่รู้นารีคิดอย่างไร แต่เมรัยไม่ยอมตกแน่!! ต่อให้โดนนารีปลุกเร้าตัวระเบิด เมรัยจะไม่ตกหลังคาเด็ดขาด “ชอบความพยายามของเมรัยนะ” นารีกระซิบเป่าลมร้อนใส่ใบหูเมรัยอย่างอยากกระตุ้นต่อมความใคร่ หมอผีน้อยปากเผยอเผยลิ้นชมพู นางจะทนได้อีกน้ำเนี่ย 

“ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวนาน..พวกเรามาชมเดือนด้วยกันเถิด” 

และแล้วนารีปลดกระดุมอาภรณ์และค่อยถอดทีละชิ้น แม้นไม่ถอดจนตัวเปลือย กระนั้นก็เปิดอกและส่วนล่างอย่างมิสงวน เมรัยเบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน ท่านพี่นารีเอาจริงหรือ.. เมรัยแถบเปลี่ยนคำเรียกมิทัน เมื่อโดนฝ่ามือนุ่มบีบเค้นน้ำนม “อ๊ะ” หมอผีน้อยร้องครางเสียวก้นสั่น ครั้นนารีเริ่มกลืนกินเมรัยอย่างบ้าคลั่ง รุนแรงด้วยเสียงฝ่ามือและเสียงกัดฝากรอยฟันฉลามน้อย 

ไม่รู้คืนนั้นจบลงอย่างไร แต่เมรัยรู้ว่านางโดนกินทั้งที่ยังนอนกางขาบนหลังคา รู้สึกตัวอีกทีก็ตื่นขึ้นที่ห้องนอนอีธาน ห้องลับที่ชายหนุ่มใช้เก็บสมบัติ 

“อือ” 

เมรัยยิ้มหยาดเยิ้มน้ำลายไหลท่วมอกนารี สภาพเหมือนลูกหมีน้อยนอนกอดแม่หมีมิปาน.. 

“..” 

ส่วนเจ้าของห้องลับยืนนิ่งไม่รู้จักจัดการสองสาวน้อยเช่นไร อีธานอยากปลุกเมรัยและนารี แต่เห็นใบหน้าหลับฝันดีแล้ว เขาล้มเลิกความคิดปลุกทั้งสอง กลายเป็นปล่อยพวกนางนอนตื่นสายอย่างจนใจ ส่วนเขาก็ชกกาแฟลและลงมาดื่มกับลีโอน่า วันนี้ไม่มีงานให้เร่งรีบสะสาง เขากะใช้เวลาว่างเล่นกับลีโอน่าและทำความรู้จักนักไวโอลินสาวอีกครั้ง ในฐานะสหายเก่าที่ไม่ได้เจอหน้ากันสิบปี 

“ข้าอยากไปเที่ยวในเมือง” 

“..ได้สิ” 

และแล้วลำนำรักของพวกนางก็เริ่มขึ้นวันนี้ที่ในเมืองมีเทศกาลแสนพิเศษ.. 

-- 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น