ลมหนาว l เคียงจันทร์ l ัYoshisuki

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ถึงเวลา...100%

คำค้น : วิวาห์ / เเค้น / ร้าย /รัก / โหด / ทรมาน / ดราม่า

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 27.4k

ความคิดเห็น : 26

ปรับปรุงล่าสุด : 14 เม.ย. 2562 16:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ถึงเวลา...100%
แบบอักษร

"ต่อให้ฉันต้องขายศักดิ์ศรีตัวเองเพื่อเเลกกับเงินที่จะเอามารักษาเเม่ ฉันก็พร้อมที่จะทำ" เธอพูดจริงทุกอย่าง ต่อให้เธอต้องทำเรื่องที่มันน่าอายเธอก็จะทน เพื่อคนที่รัก

"เสียสติไปแล้วหรือ!!! ฉันไม่มีทางให้เธอทำแบบนั้นเด็ดขาด ถ้าจะขายก็ต้องขายให้ฉันเเค่คนเดียว คนเดียวเท่านั้น!!!" เขาไม่มีทางยอมให้ปานธิดาต้องทำเรื่องแบบนั้นแน่นอน ร่างกายของผู้หญิงคนนั้นมีเขาเป็นเจ้าของแล้ว มันก็ต้องเป็นของเขาต่อไป ใครหน้าไหนมันก็ห้ามเข้ามายุ่ง!!!

 “สติฉันยังอยู่ครบทุกประการ ถ้อยคำทุกคำที่พูดฉันรู้ตัวดีว่ากำลังพูดอะไรออกไป!”

 “เหรอ! ถ้าอย่างนั้นก็ทดลองขายให้ฉันเป็นคนแรกดีมั้ยล่ะ!!!” ยามที่ปานธิดาพูดเช่นนั้นออกมา อารมณ์ของเขามันก็เริ่มแปรผันทันที ความอยากเป็นเจ้าของเริ่มเข้าครอบงำจนยากที่จะหยุดยั้งสิ่งที่มันพุ่งพรวดได้

 อัครินย่างสามขุมเข้ามาหาปานธิดาอย่างน่ากลัว จนสาวเจ้านั้นต้องหาหนทางเอาชีวิตรอดจากเงื้อมมือผู้ชายคนนี้ให้ได้ แต่ทว่ายิ่งเธอเดินหนีเขาเท่าไหร่ อัครินก็ยิ่งก้าวเท้าหนักๆเข้ามาใกล้เรื่อยๆเท่านั้น

 “ออกไปเดี๋ยวนี้คุณริน ยะ...อย่ามายุ่งกับฉันนะ” น้ำเสียงที่หวาดหวั่นเผยออกไปให้อัครินได้ยิน แต่ทว่าเขากลับไม่ทำตามที่เรียวปากบางร้องพูดเลยสักนิด ยิ่งตรงข้าม เขาก้าวสามขุมเข้ามาเรื่อยเสียด้วยซ้ำ

 “ฉันจะเป็นลูกค้ารายแรกให้เธอยังไง ไม่ชอบเหรอ เดี๋ยวจะจ่ายหนักๆให้เลย เอามั้ยล่ะ!!!” เขาเร่งเท้าเข้ามาใกล้ จับกระชากไหล่มนของปานธิดาเข้าปะทะที่หน้าอกแกร่งของตนเอง

  “อ๊ะ มะ...ไม่นะ!” เสียงร้องท้วงของปานธิดาไม่เป็นผลใดๆต่อชายร่างหนาคนนี้เลย

 อัครินไม่ยอมพูดพร่ำทำเพลงใดๆ เขาจัดการซุกไซร้ใบหน้าของตนเองลงที่ซอกคอของสาวเจ้า จับตัวของปานธิดาไว้แน่น ส่วนจมูกนั้นก็สูดดมอย่างรู้สึกฉุนเฉียว ปากเรียวหนาของอัครินขบเม้มไปทั่วซอกคอของปานธิดา อย่างเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ในยามนี้เขารู้สึกหวงเธอ หวงมาก ไม่อยากให้ใครได้เชยชมร่างนี้ ร่างกายของผู้หญิงคนนี้มันต้องมีเขาเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นที่จะได้จับต้อง! มันจะไม่ต้องเป็นชายหน้าไหน ต้องเป็นเขาแค่เพียงคนเดียวเท่านั้น!!!

 “อื้อ! ปล่อยฉันนะคุณริน ปล่อย!” มือของปานธิดานั้นระรัวทุบลงไปที่หลังของอัครินอย่างไม่มียั้ง หวังเพื่อให้เขาอย่ากระทำพฤติกรรมเช่นนี้กับเธอ

 “อยากขายนักนิ ฉันก็จะให้เธอขายอย่างสมใจยังไง!!!” ตอนนี้เขาหน้ามืดตามัวไปหมด ไม่สนแล้วว่าสาวเจ้านั้นจะโกรธจะเกลียดตนเองมากแค่ไหน ตอนนี้เขาสนเพียงแค่ว่า ร่างๆนี้มันต้องเป็นของเขา การที่ปานธิดาพูดเช่นนั้นออกมามันทำให้เขาหน้ามืดตามัวเพราะความโกรธไปหมด

 “แต่ฉันไม่มีวันขายให้คนอย่างคุณ!” น้ำเสียงกดต่ำแต่ทว่ามันกลับหนักแน่น แววตาที่มันฉายชัดของปานธิดาในยามนี้คือเจ็บ ความเจ็บปวดที่มันกัดกร่อนกินเข้าไปทั่วทุกอณู

 “ฮึ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ลองให้ฉันเอาแบบฟรีๆก่อนจะไปถึงมือใครก็แล้วกัน!” ปากเรียวหน้าขบเขาที่ใบหูของปานธิดา จนสาวเจ้ารู้สึกเสียวซ่านไปทั้งร่าง

 “อ๊ะ! ไม่นะ ไม่!!”

 “ตุ๊บ!”

 อัครินผลักปานธิดาให้ล้มลงไปที่พื้นแข็งอย่างแรง ก่อนที่เขาจะขึ้นคร่อมสาวเจ้า แล้วจับรั้งข้อมือทั้งสองเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ร่างของทั้งสองแนบชิดใกล้กันห่างเพียงแค่กระดาษกั้น ลมหายใจที่ร้อนรุ่มของอัครินรดปะทะเข้าที่ใบหน้าของปานธิดา จนสาวเจ้าขนลุกซู่ หวาดกลัวต่อเหตุการณ์ที่มันกำลังจะเกิดขึ้น

 “ฉันจะทำให้เธอรู้ว่าร่างกายนี้มันเป็นของใคร!”

 “อื้อ!!!” อัครินระดมจูบลงที่ริมฝีปากของปานธิดา ดูดเม้มและกัดปากของสาวเจ้าจนเธอนั้นรู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวเลือด

 ปานธิดาทั้งตบทั้งตีอัครินอย่างไม่ลดละแรงที่มีลง แต่ทว่าเขากลับไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย หนำซ้ำยังเป็นเสมือนชนวนให้เขาเร่งมือกระทำการรุนแรงต่อเธอมากยิ่งขึ้น จนร่างทั้งร่างในยามนี้มันทั้งสั่นไหวและหวาดกลัว เจ็บราวระทม

 “อ๊ะ! คุณริน ยิ่งคุณทำแบบนี้ มันจะยิ่งทำให้ฉันเกลียดคุณ ได้ยินมั้ย ว่าเกลียด!!!” เธอทำอะไรไม่ได้แล้วนอกจาคำพูด ที่เธอต้องตอกย้ำเข้าไป เพื่อหวังให้เขานั้นปล่อยให้เธอได้รอดไปอีกสักครา

 “เกลียดเหรอปานธิดา...” คำๆนี้มันคล้ายว่าจะเรียกคืนสติที่มันเตลิดของอัครินให้หวนคืนกลับมาอีกครา

 “ใช่ เกลียด! ฉันเกลียดคุณ!!!” แล้วมันก็เป็นผลเมื่อคำพูดประโยคนี้มันทำให้เขาผละตัวออกห่างจากเธอ แล้วไปยืนเต็มความสูงแทน

 “เพลี๊ยะ!!!”

 “ทุเรศ เลวที่สุด ในโลกนี้มันไม่มีใครที่เลวได้เท่าคุณแล้ว!” ปานธิดาลุกขึ้นเต็มความสูงและเดินเข้ามายกมือเรียวฟาดลงไปที่ใบหน้าหนาของอัครินทันที และด่าทอเขาด้วยถ้อยคำที่เจ็บปวด แต่ทว่าคนที่เจ็บอาจจะไม่ใช่เขาแต่เป็นเธอแทน

 “ฉะ...ฉันขอโทษ”

 “เก็บคำขอโทษของคุณเอาไว้เถอะค่ะ สิ่งที่คุณทำในวันนี้มันยิ่งทำให้ฉันคิดได้ว่าคนอย่างคุณมันไม่สมควรแก่การให้อภัยเลยสักนิด”


 “เชิญออกไปจากบ้านฉัน” ปานธิดาเองก็กลั้นใจเผยความเข้มแข็งออกมาให้มากที่สุดเท่าที่เธอนั้นจะสามารถทำได้

 อัครินที่ไม่อาจจะต่อต้านอะไรได้อีก เขาก็ต้องทำตามเธอแต่โดยดี เรียวเท้าหนาก้าวเดินออกไปจากบ้านของปานธิดาด้วยความรู้สึกผิด แต่ที่มันเกิดก็เพราะคำพูดของสาวเจ้าที่บอกว่าจะยอมเสียศักดิ์ศรีตัวเองเพื่อแลกกับเงิน ซึ่งเขาไม่สามารถจะยอมรับเรื่องนี้ได้


 “โธ่เว๊ย!!!”


 เขาเดินมาขึ้นรถของตนเองที่จอดอยู่ไปไกล ก่อนที่จะระเบิดอารมณ์ที่มันประทุของตนเองออกมาอย่างสุดจะอัดกลั้นได้ เขารู้ว่าตัวเองนั้นวู่วามมากเพียงไหน แต่สุดท้ายเขาเองที่ทำให้ทุกอย่างมันแย่ลงไปกว่าเดิม...



 “อ้าว! พี่วิน” เสียงนี้เป็นของวานิสาที่เรียกชายหนุ่มที่คุ้นเคยกันดี พอเจอเห็นแต่ไกลก็ไม่วายที่จะรีบวิ่งเข้าหาราวกับว่ากำลังเจอเงินเจอทองอย่างไงอย่างนั้น


 คนที่ถูกเรียกก็หันไปมองตามเสียง แล้วก็พบว่าเจ้าของเสียงนั้นเป็นน้องสาวของวิชุดาหรือวานิสานั้นเอง เขาเองก็นึกแปลกใจที่มาเจอหญิงสาวเอาที่นี่


 “พี่วินมาทำอะไรเหรอคะ”


 “พี่พาเขมมิกามาหาหมอน่ะ แล้วสาล่ะมาทำอะไรที่โรงพยาบาล”


 “หรือคะ พอดีว่าสาก็พาคุณแม่มาตรวจสุขภาพน่ะค่ะ แต่ว่าท่านกลับไปก่อนแล้ว” พาได้ยินชื่อของคนที่เกลียดอารมณ์หงุดหงิดใจมันก็มาทันทีทันใด ไม่รู้ว่าเมื่อไรมารตัวนี้มันจะตายๆไปสักที อัศวินก็เหมือนว่านับวันก็ยังจะหลงรักอีฆาตกรนั้นแล้ว!


 วานิสาพยายามเก็บกลั้นความร้อนรุ่มในจิตใจเอาไว้อย่างสุดที่ แล้วเสแสร้งเผยใบหน้าที่ยิ้มแย้มออกมาให้ชายหนุ่มหน้าได้ยลโฉมแทน ความขุ่นเคืองที่มันอยู่ในจิตใจ


 “แล้วคุณเขมเธอมาหาหมอทำไมเหรอคะ” เธอเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเจ็บไข้ได้ป่วยขนาดไหนถึงหอบพากันมาโรงพยาบาลได้


 “เอ่อคือ...” เขาไม่รู้ว่าจะพูดออกไปยังไงดี


 “พี่พาเขมมิกามาตรวจร่างกายน่ะ” สุดท้ายยังไงแล้วเขาก็ต้องพูด ต่อให้คนตรงหน้าจะมีสถานะเป็นอะไรก็ตาม


 “ตรวจร่างกายหรือคะ”


 “ใช่” เขาก็ไม่อยากจะพูดอะไรมาก รู้ดีว่าวานิสานั้นรู้สึกอย่างไร


 “เนื่องจากสาเหตุอะไรค่ะหรือว่าพี่ดันทำยัยนั้นท้องขึ้นมา” ประโยชน์นี้มันคือคำประชดประชันที่เธอนึกอยากจะพูดขึ้นมา


 “แล้วถ้าพี่จะบอกว่าใช่ล่ะ” เขาไม่มีอะไรต้องปิดในเมื่อเรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว


 “!!!!”


 “พะ...พี่วิน”


 เธอตกใจอย่างเป็นที่สุด ผู้หญิงที่ผู้ชายตรงหน้าพร่ำบอกเสมอว่าเกลียดแสนเกลียดในตอนนั้น ตอนนี้กำลังจะมีเด็กที่เกิดขึ้นกับชายที่เป็นแฟนเก่าพี่สาวเธอและยังเป็นเป้าหมายของเธอ มันเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง ทำไม! ทำไม! เรื่องทุกอย่างมันไม่เป็นไปตามที่เธอหวัง!!!


 “มะ...มันเป็นแบบนี้ได้ยังไงค่ะ พี่วินลืมทุกอย่างไปแล้วใช่มั้ย” เสแสร้งทำเป็นผิดหวังในตัวของอัศวิน แต่ทว่าในใจจริงของเธอนั้นมันอยากจะฆ่าเขมมิกาให้ตายๆไปซะ!!!


 “.......”


 “พี่รักนังนั้น พี่ทำลายความเชื่อใจทั้งหมดของสาและคุณแม่ พี่หักหลังพี่วิ!”


 “มันไม่ใช่อย่างนั้นนะสา พี่ไม่เคยลืมเรื่องที่มันเกิดขึ้น เพียงแค่ในตอนนี้พี่ว่าเราสมควรที่จะหยุดได้แล้ว”


 “ไม่! พี่วิน พะ...พี่วิน ทำลายความเชื่อใจที่สามีทั้งหมด” สิ่งที่เกิดขึ้นมันล้วนมาจากความรุมร้อนในใจของเธอทั้งนั้น หยาดน้ำตาที่มันคลอหน่วงอยู่มันก็เกิดจากการบีบน้ำตาของเธอล้วนๆ


 “สา พี่ว่ามันสมควรจะหยุดได้แล้ว พี่เชื่อว่าวิรับรู้เรื่องทั้งหมด” ในตอนนี้เขาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน


 “คนตายเขาจะไปรู้อะไรเท่าคนเป็น คนเป็นเท่านั้นแหละค่ะที่เจ็บปวดที่สุด พี่วินกำลังรักคนที่ฆ่าคนรักของตัวเองพี่ลืมไปแล้วใช่มั้ย พี่กำลังรักคนที่ฆ่าคนรักของตัวเอง เขมมิกามันฆ่าพี่วิตาย!” เธอจะตอกย้ำให้อัศวินได้รับรู้อีกครั้ง


 “มันไม่ได้เป็นแบบนั้นสา”


 “ถ้ามันไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้วมันจะเป็นแบบไหน พี่วินกล้าพูดได้แบบเต็มปากมั้ยล่ะค่ะว่าพี่ไม่ได้รักมัน”


 “พี่...”


 “พอเถอะค่ะ ทุกอย่างมันชัดเจนแล้วต่อไปนี้เรื่องราวที่เกิดขึ้นมันก็คงจะเป็นแค่ฝ่ายสาเท่านั้นที่สูญเสียอยู่เพียงแค่ฝ่ายเดียวเพราะพี่ในตอนนี้ก็รักมันแล้ว” ทำท่าทีอ่อนแรง ถอดหายใจเฮือกใหญ่ผิดหวังกับผู้ชายตรงหน้า ซึ่งเขาก็ดูจะเชื่อว่าเธอนั้นรู้สึกจริงๆ แต่จริงๆแล้วเธอกำลังแค้นใจหนักกว่าเดิม


 “พี่...พี่ไม่ได้รักเขมมิกาเพียงแค่...ต้องรับผิดชอบ”


 ถ้อยคำประโยคนี้มันได้ยินชัดเจนทั้งสองรูหูทั้งของวานิสาและหญิงสาวอีกคนที่กำลังยืนอ้ำอึ้งอยู่ไม่ไกล ดวงตาเอ่อหน่วงไปด้วยหยาดน้ำใส สิ่งที่เธอเพิ่งจะได้ยินไปเมื่อครู่มันคือเรื่องจริงทั้งหมด ตลอดเวลาที่เธอคิดว่าเขารู้สึกดีกับเธอขึ้นมาก มันคงจะเป็นเพียงแค่เธอเท่านั้นที่คิดอยู่เพียงฝ่ายเดียว สิ่งที่เขาทำทั้งหมดมันก็เพื่อจะรับผิดชอบ คำพูดและคำสัญญาของผู้ชายคนนี้มันไม่มีอยู่จริง ไม่มีแม้แต่เสี้ยวของความรัก

 “พี่แน่ใจในคำพูดของตัวเองดีแล้วใช่มั้ยคะ ว่าพี่ไม่เคยรักผู้หญิงคนนั้น”

 “......” อัศวินจ้องหน้ามองไปที่วานิสาด้วยแววตาที่เขาไม่อาจจะแน่ใจได้อย่างแน่ชัด โดยที่ไม่รู้เลยว่าตอนนี้มันกำลังมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลัง

 “ชะ...ใช่” สุดท้ายแล้วคำตอบที่เขาเลือกจะให้กับวานิสาก็คือคำที่ว่าไม่เคยรัก คำๆนี้มันกำลังทิ่มแทงเข้าไปในหัวใจของคนพูดและคนได้ยิน แต่คนที่ดูสะใจมากที่สุดก็คงจะไม่พ้นวานิสาเอง

 “ขอบคุณสำหรับคำตอบที่ชัดเจนนะคะ และสาก็หวังว่าคุณเขมคงจะได้ยินคำตอบที่ชัดเจนเหมือนกันนะคะ” เธอเห็นเขมมิกาตั้งแต่แรก และรู้ว่าเธอนั้นมายืนอยู่ตรงนี้ได้นานแค่ไหนแล้ว แต่เลือกที่จะไม่บอกกับอัศวิน การที่เธอมองเห็นหยาดน้ำตาของเขมมิกามันทำให้เธอนั้นสะใจเป็นที่สุด

 อัศวินเมื่อได้ยินแบบนั้นเขาก็รีบหันมองไปที่ด้านหลังทันที ภาวนาขอให้เขมมิกาอย่ายืนอยู่ตรงนี้เลย แต่ทว่า...สิ่งที่เขาเฝ้าวอนขอนั้นมันจบลง เมื่อมองเห็นร่างของสาวเจ้ายืนอยู่ไม่ไกล พร้อมทั้งใบหน้านั้นยังอาบไปด้วยหยาดน้ำใสที่ไหลออกมา จนมันรู้สึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจของเขา เขาทำให้ผู้หญิงคนนั้นร้องไห้อีกแล้ว...

 “ขะ...เขมมิกา”

 “สาคิดว่าพี่วินคงจะมีเรื่องอะไรที่ต้องการพูดอีกมากกับคุณเขมมิกา ถ้าอย่างนั้นสาขอตัวก่อนนะคะ” สาวเจ้าคล้ายว่าวางระเบิดไว้ลูกใหญ่ก่อนจะจากไปอย่างหน้าตาเฉย

 วานิสาเดินจากออกไปไกลแล้ว แต่ทว่าในตอนนี้ทุกอย่างกำลังหยุดนิ่ง ไม่มีสิ่งใดเอ่ยต่อกันระหว่างอัศวินและเขมมิกา...มีเพียงแค่ความเงียบเท่านั้นที่เขาและเธอมีให้กัน ทั้งๆที่อัศวินนั้นอยากจะอธิบายสิ่งที่มันเกิดขึ้นแทบใจจะขาดแต่ทว่าเขากลับพูดไม่ออกเลยสักประโยคเดียว

 เขมมิกาเองก็ไม่รู้ว่าจะยืนอยู่ต่อไปอีกทำไมในเมื่อทุกอย่างที่เธอได้ยินมันก็ชัดเจนทั้งหมดแล้ว สิ่งที่เขาทำไปมันก็เพื่อความรับผิดชอบ เพียงแค่วานิสาพูดหรือทำให้นึกถึงเรื่องราวเก่าๆมันก็หวนให้เขาโล่เล

 “ขอตัวก่อนนะคะ” เธอไม่รีรอให้อัศวินพูดอะไร เธอก็รีบกล่าวด้วยคำพูดเรียบๆ แล้วเดินหนีออกมาทันที ทุกก้าวที่เขมมิกาก้าวเดินนั้นมันแสนยากลำบากแต่ทว่าเธอต้องทำเป็นหนักแน่นและเข้มแข็งเข้าไว้

 เรียวเท้าที่เดินของเขมมิกาต้องรีบก้าวเดินอย่างฉับไว เพราะหยดน้ำตาของเธอในยามนี้มันเริ่มที่จะไหลออกมาจนมันพล่ามัวไปหมด เสียงเรียกของอัศวินที่มันไล่หลังมามันดังก้องชัดทั้งสองโสตประสาทหู แต่ทว่ามันไม่อาจจะทำให้เธอนั้นหันไปเหลียวแลได้

 “เขมมิกา!” เขาวิ่งตามสาวเจ้าออกมาจนนอกโรงพยาบาลพยายามตะโกนเรียกเธอเท่าไหร่แต่เขมมิกานั้นก็ไม่อาจจะหันกลับมาเลย จนมันยิ่งทำให้หัวใจของเขานั้นรู้สึกผิด มันเป็นเพราะเขาเองที่ไม่มั่นคงในหัวใจของตัวเอง จนทำให้คนที่เขารักต้องเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 “เขมมิกา!” ยังคงเป็นเขาที่ยังคงตะโกนเรียกเธอต่อไป แต่สิ่งที่เขมมิกาให้กับเขาก็คือความเงียบเท่านั้น...แต่ทว่าเพียงแค่เสียงนาทีร่างบางของสาวเจ้าที่เขาเดินตามมาติดๆนั้น จู่ๆก็หายไป จนเขาเริ่มวิตกกังวล เริ่มตรงดิ่งไปที่รถคันหรูของตัวเองก่อนจะรีบพุ่งทะยานด้วยความเร็วสูงเหมือนดั่งใจของเขาที่ก็ร้อนๆพอๆกันกับแรงเครื่องยนต์

 เขมมิกาวิ่งออกมา น้ำตาของเธอมันก็ยังคงไหลนอง หัวไหล่ทั้งสองข้างสั่นไหวด้วยแรงสะอื้น เธอรู้ว่าการที่รักผู้ชายคนนี้มันจะเจ็บ แต่เธอไม่เคยรู้เลยว่ามันจะต้องเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้...เส้นทางข้างหน้าที่เดินไปเธอไม่รู้เลยว่ามันไกลมากขนาดไหนแล้วจากโรงพยาบาลจนถึงจุดๆนี้ ก่อนที่จะมาถึงตรงนี้เขมมิกาเห็นเขานั้นวิ่งตามเธอด้วยท่าทีที่ตกตื่น แต่เธอเองก็ไม่อาจจะทนมองใบหน้าของเขาในยามนี้ได้ สิ่งที่ทำได้คือการหลบหลีก หลบหลีกให้พ้นจากเขาและให้หัวใจของเธอได้ร้องไห้จนสุดกำลังแล้วเธอจะกลับมาพร้อมกับความเข้มแข็งอีกครั้ง เธอสัญญา...

 อัศวินที่ดวงใจร้อนรุ่มเพราะยิ่งมองหาสาวเจ้าตามข้างทางเท่าไหร่เขาก็ไม่พบเธอ ไม่เห็นแม้เพียงเงา ไม่รู้เลยว่าในยามนี้แล้ว เขมมิกานั้นอยู่ โทรศัพท์ที่หยิบขึ้นมาโทรถี่ๆซ้ำๆก็ใช่ว่าหญิงสาวจะรับ

 สายตาที่ที่เหลียวมองเท่าไรก็มองหาเธอไม่เจอเลย...ในยามนี้หัวสมองของเขามันแทบจะว่างเปล่า เสมือนหัวใจมันใกล้จะแตกเป็นเสี่ยงๆ

 เรียวเท้าที่กำลังทอดน่องเดินอยู่บนถนนกว้างท่ามกลางแสงไฟสีส้มที่สาดสว่างให้เธอมองเห็นทาง คราบน้ำตาที่มันแห้งเหือดมันยังคงเกาะกังอยู่ที่ใบหน้าของเขมมกา มือเรียวๆลูบลงไปที่หน้าท้องของตนเองที่มันเริ่มจะนูนออกมาบางแล้วเล็กน้อย สายตาคู่เศร้าที่จ้องมองไปยังคนที่กำลังอยู่ในท้องยามนี้ได้เพียงแต่ฝืนยิ้มออกมา เพื่อเสริมสร้างกำลังแห่งความแข้งแรงให้ตัวเอง ถึงแม้ว่าเธอจะไม่มีเขาแต่ยังไงแล้วสุดท้ายเธอก็ยังมีคนที่ให้อยู่เพื่อความรักอีกคน

 “แม่จะเข้มแข็ง จะไม่อ่อนแอเหมือนที่ผ่านมาแล้วนะคะ เราจะก้าวผ่านมันไปด้วยกันนะ” รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าเป็นสัญญาณชัดเจนว่าเธอนั้นจะทำอย่างที่พูดไว้ เอจะไม่ยอมอ่อนแอเด็ดขาด...

 สายตาทอดมองไปข้างหน้าเสร็จเธอก็เร่งฝีเท้าของตัวเองให้เร็วขึ้นเพื่อเดินไปขึ้นรถเมล์ ป้ายรถประจำทางที่ตั้งอยู่เธอมองเห็นอยู่ไม่ไกล แม้ว่าบนรถนั้นมันจะแน่นขนัดเพียงใด เธอก็ไม่หวั่นแม้เพียงเล็กน้อย การที่เธอต้องเจอเรื่องราวเพียงแค่นี้มันยังเทียบเท่ากับสิ่งที่เจอมาตลอดไม่ได้เลย มันเทียบกันไม่ได้เลยจริงๆ

 อัศวินที่ก้าวเดินเข้าไปภายในบ้านหลังใหญ่ด้วยหัวใจที่อ่อนล้าเพราะเขาหาร่างของคนที่เมียของตัวเองไม่เจอ แม้ว่าจะตามไปในที่ที่คิดว่าสาวเจ้าจะไปแล้วแต่มันก็ไม่พบสักที่หนึ่ง แต่ท่ว่ายามเมื่อเขาเดินเข้ามาถึงประตูบ้านก็พบว่าคนที่กำลังตามหาอยู่นั้นไม่ได้ไปไหนไกล ในยามนี้เธอกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขา ยืนอยู่ตรงหน้าของเขาแล้ว พร้อมกับ...พร้อมกับกระเป๋า!!!

 “เธอจะไปไหนเขม...” เขารีบเดินเข้าไปกระชากกระเป๋าที่เธอถืออยู่ออกจากมือทันที ก่อนที่มันจะกระเด็นออกไปไกล

 “ไปในที่ที่หัวใจของฉันได้รับการพักผ่อนและไม่มีคนอย่างคุณ” ครานี้เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่ไร้เยื่อใย และเย็นชาจนอัศวินนั้นสัมผัสถึงมันได้อย่างชัดเจน

 “ไม่! ฉันไม่อนุญาต ขอร้องล่ะ อย่าไปเลยนะ ขอร้อง” คำวิงวอนแล้วร้องขอของเขา อ้อนวอนต่อหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า

 “แล้วฉันมีเหตุผลอะไรที่ไม่ให้ไปได้บ้างคะ ความรักหรือ ก็ไม่!...” ความเฉยชาที่เธอมีมันมากล้นจนอัศวินเองก็กลัวใจของสาวเจ้าเสียเหลือเกิน

 “เพราะมันเป็นเพียงแค่ฉันคนเดียวที่หวนหา ที่คุณทำมันก็เพื่อความรับผิดชอบ”

 “ฉะ...ฉันพูดเพื่อให้สาสบายใจ” 

 “คุณพูดให้คุณสาสบายใจ ในขณะที่หัวใจฉันมันสลายไร้กำลัง” เธอไม่ว่าเขาหากว่าต้องการให้วานิสานั้นรู้สึกดีกับสิ่งที่มันกำลังจะเป็นอยู่ แต่ขอร้องให้เขาช่วยบอกเธอสักหน่อยไม่ได้หรือช่วยบอกกันสักคำหนึ่ง อย่าให้หัวใจของเธอมันต้องเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า คิดฟุ้งซ่านพร่ำเพ้อไปวันๆ ว่าสิ่งที่เขาทำอยู่มันคือความรัก หากแต่มันไม่ใช่เลย ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นเพียงแค่ความรับผิดชอบ

 “ฉันไม่ได้ตั้งใจที่จะพูดแบบนั้น ฉันไม่ได้แค่อยากจะรับผิดชอบเธอเท่านั้น แต่ฉันอยากจะดูแลเธอ”

 “ก็เพียงแค่หน้าที่ในการรับผิดชอบเท่านั้นและฉันจะบอกว่าหน้าที่นั้นของคุณมันจบลงแล้วล่ะค่ะ”

 เขมมิกาเดินผ่านเขาไป เธอเดินไปหยิบกระเป๋าเดินทางของตัวเองขึ้นมาก่อนที่จะลากมันออกไปแต่ทว่าก็ยังไม่วายที่จะมีมือหนาของอัศวินเข้ามาขัดขวาง ยื้อดึงไม่ให้เธอได้เดินต่อไป...

 “ขอร้องอย่าไป ฉันทนไม่ได้จริงๆ ในยามนี้เธอเปรียบเสมือนลมหายใจของฉัน ถ้าเธอไปอีกคนฉันจะอยู่ยังไง” เขาคงทนอยู่ไม่ได้หากว่าไม่มีลมหายใจของหญิงสาวคนนี้ ใบหน้าที่แสนเศร้าของเธอ เขาจะไม่มีวันได้เชยชมอีกแล้วหรือ...

 “ก็อยู่เหมือนที่คุณเคยอยู่ ลมหายใจของคุณ ฉันไม่ได้เป็นเจ้าของ” รวมทั้งหัวใจของเขาด้วย...

 “เขม ฉันรู้ว่าฉันผิดมาก ฉันมันเลว ขอร้องว่าอย่าไปจะได้มั้ย หัวใจของฉันมันเป็นของเธอไปแล้ว...”

 “.......” คำๆนี้มันทำให้หัวใจของเขมมิกาไหววูบ ทำไมคำพูดของเขามันถึงได้มีผลต่อจิตใจของเธอได้ขนาดนี้กันนะ

 “ไม่ค่ะ มันเป็นของคุณวิ”

 “........” ครานี้ก็เป็นอัศวินที่พูดไม่ออก

 “ขอตัวนะคะ และหวังว่าเราอย่าได้พบกันอีกเลย”

 “ไม่! ฉันไม่ยอม!!!” อัศวินเข้ามาก่อนร่างของเขมมิกาไว้แนบแน่น ลมหายใจที่ร้อนรุ่มรดรินลงที่ต้นคอของหญิงสาว น้ำตาใสที่มันไม่เคยไหลมานาน คลอหน่วงอยู่ที่ดวงตาแกร่งแล้วค่อยไล่เลี่ยลงมาที่ใบหน้าคมคาย

 “ฉันรักเธอกับลูกนะ ไม่ไปได้มั้ย...? ให้ฉันได้เห็นหน้าเขาได้มั้ย ให้โอกาสให้ฉันได้ชดใช้ได้หรือเปล่า” น้ำเสียงที่ติดเสียงสั่นๆ กำกลืนพูดออกมาเพื่อเหนี่ยวรั้งไม่ให้เธอไป

 “ฉันจะไปอยู่กับแม่” คำๆนี้เป็นเหมือนสวรรค์ของอัศวินเพราะสาวเจ้านั้นบอกว่าเธอจะไปอยู่ที่ไหน แต่ยังไงเธอก็ไม่ยอมอยู่ที่นี่ทั้งๆที่เขานั้นอยากให้อยู่ด้วยใจแทบขาด

 เขมมิกาผลักร่างหนาที่ตอนนี้คล้ายว่าจะไร้เรี่ยวแรงออกจากการของเธอ ก่อนที่จะเดินไปหยิบกระเป๋าของตัวเองอีกรอบ...

 “ฉันขอไปส่งจะได้มั้ย” ในเมื่อเหนี่ยวรั้งให้อยู่ไม่ได้ เขาก็ขออาสาไปส่งเธอจะได้หรือไม่

 “ตามใจคุณเถอะค่ะ” จากนั้นเธอก็เดินลากกระเป๋าออกไป แต่ทว่าอัศวินก็เข้ามาดึงออกจากมือเธอแล้วเป็นเขาที่ถือแทนและเดินตรงดิ่งไปที่รถ

 “ขอบคุณที่มาส่งนะคะ เชิญคุณกลับไปเถอะ เรื่องหย่าอีกสองสามวันฉันจะติดต่อไป” ลงจากรถได้เขมมิกาก็หันไปพูดกับอัศวินพร้อมทั้งกับเรื่องหย่า

 “ระ...เรื่องนั้น” จุดๆนี้เขาไม่อยากจะหย่าแล้ว ไม่อยากจะให้ใบหน้าของเขมมิกาต้องหลุดหายออกไปจากวงโคจรของชีวิตเขา เขาต้องการเธอ ในยามนี้มีเพียงเธอเท่านั้น

 “เจอกันอีกทีที่เขตค่ะ” จากนั้นเธอก็เดินเข้าบ้านไปทันที ไม่รีรอให้อัศวินได้พูดได้จาอะไรทั้งสิ้น ทิ้งไว้เพียงความขมขื่นไว้ให้แก่คนร่างหนา...

 “มะ...ไม่ ฉันจะยืนอยู่ตรงนี้จนกว่าเธอจะถอนใจ”

 “คิดจะทำอะไรก็ทำเพราะฉันห้ามความคิดและกรกระทำของคุณไม่ได้ต่อให้คุณยืนจนเป็นลมไป ก็จำไว้ว่าฉันไม่มีวันเปลี่ยนใจ เรื่องของเรามันจบแล้ว ฉันไม่อยากเจ็บซ้ำๆอยู่อย่างนี้” ใช่ว่าใจหนึ่งของเธอนั้นจะอยากหย่ากับชายตรงหน้า แต่ที่เลือกมันก็เพราะมันคือทางออกที่ดีที่สุดที่คนสองคนจะตัดขาดความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาได้อย่างชัดเจนและอีกหนึ่งเหตุผลคือ...เพราะเธอรักเธอจึงทำ ทำเพื่อให้ทั้งเขาและเธอไม่ต้องเจอหน้ากันอีกแม้ว่ามันจะทรมานแค่ไหนก็ตาม...

 “........”

 อัศวินรู้สึกตื้นอยู่ที่อก เขมมิกาเดินจากเขาไปแล้ว เรี่ยวแรงที่จะฉุดรั้งร่างนั้นไว้มันแทบจะไม่มีเหลืออยู่เลย ความรู้สึกหน้ามืดตามัวมันอย่างไรเขาก็เพิ่งจะเข้าใจ หัวใจมันเต้นไม่เป็นส่ำ กระสับกระส่ายจนรู้สึกร้อนพราวไปหมด ท่อนขาที่จะเดินขึ้นไปที่รถยังยากลำบาก สายตาคมจ้องมองไปยังคนที่เดินจากเขาเข้าไปข้างในแล้ว แม้เพียงแค่เหลียวหลังกลับมาเธอยังไม่มีให้หัวใจเขาได้ชุ่มชื้นใจเลยสักนิด...

 เสมือนว่าฟ้านั้นจะเริ่มกลั้นแกล้งเขาเข้าเสียแล้ว เมื่อในยามนี้จากท้องฟ้าที่มันปกติดีตอนนี้ก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม หมู่มวลเมฆตั้งเคล้า แสงฟาดของฟ้าสู่เบื้องปฐพีก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงฟ้าที่คำรามกร้าวระห่ำ เพียงไม่ถึงนาที เม็ดฝนเม็ดใหญ่ก็โปรยปรายลงมาท่วมท้นลงสู่ร่างหนาที่ยืนนิ่งอยู่หน้าบ้านของคนที่เขารัก 

สายฝนที่กระทบลงที่ร่างของอัศวินมิอาจจะทำให้หัวใจของเขานั้นสงบสุขได้เลย ในเมื่อเขานั้นเป็นคนเลือกเองเสียทุกอย่าง การกระทำที่ไม่ได้ใช้ความคิดในการไตร่ตรองสักนิด สุดท้าย...ผลที่มันได้ก็คือไม่ใช่เพียงแค่เขมมิกาเท่านั้นที่เจ็บ...เพราะสุดท้ายแล้วเขาเองก็เจ็บไม่ต่างกัน...

 ดวงตาคู่สวยที่ทอดมองมาจากหน้าต่างห้องของตนเอง มองเห็นชายหนุ่มที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมหลังจากที่เธอเดินจากมาแล้ว เม็ดฝนที่มันร่วงโรยลงมานั้น ทำให้ร่างของเขานั้นเปียกชื้นไปหมดทุดสัดส่วน เธอไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมยังต้องยืนอยู่อย่างนั้น ทั้งๆที่เธอพยายามจะตัดใจแล้ว 

แต่ทว่าเขานั้นกลับทำให้หัวใจของเธอโลเล หัวใจที่มันก็ไม่ค่อยจะแน่วแน่ในการตัดใจมันก็พยายามอย่างหนักเพื่อลบเลือนชายคนนั้นออกไป แต่ในยามนี้ทำไม ทำไม เขาต้องทำกับเธอเช่นนี้ จะมาพร่ำบอกคำว่ารักให้กันทำไม ทั้งๆที่มันไม่อาจจะมีให้กันแต่แรกแล้ว...

 “จะปล่อยไว้แบบนั้นจริงๆหรือลูก”

 “เขมก็ไม่ได้เอาอะไรรั้งเขาไว้นิคะ” ทำใจแข็งเข้าไว้ ต่อให้อัศวินจะยืนจนเช้าเธอก็จะไม่มีทางที่ใจนั้นจะโอนอ่อนลง


มาเเล้วจ้าาา

รักเขาแต่ก็ยังไม่กล้าพูด

คนเเบบนี้จะน่าสงสารหรือสังเวชกันดีน้าาาา​

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น