ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

EP 03 เกินขนาด Loading…30%

ชื่อตอน : EP 03 เกินขนาด Loading…30%

คำค้น : ฺBlackscorpion,มาเฟียเสพติดรัก,ไดสึเกะ,นามิ,PinkPen

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.3k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.พ. 2562 12:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
EP 03 เกินขนาด Loading…30%
แบบอักษร

sds

EP 03

เกินขนาด Loading…30%


การเดินทางที่แสนจะอึดอัดยาวนานเกือบหนึ่งชั่วโมง ซึ่งทันทีที่คนขับรถเลี้ยวเข้ามายังจุดหมายปลายทาง ก็ไม่ต่างกับการที่ฉันก้าวเท้าเข้ามาอยู่ในคุกที่เปรียบเสมือนนรกบนดินแบบที่ไดสึเกะเคยพูด


ฉันนั่งเงียบมาตลอด ไดสึเกะเองก็เช่นกัน เขาไม่พูดและไม่ถามอะไรฉันอีกเลยแม้แต่คำพูดเดียว ไม่แม้แต่จะขยับเข้าใกล้ฉันด้วยซ้ำ ระหว่างเรามีความว่างเปล่ากั้นเอาไว้ซึ่งถึงมันจะห่างพอสมควร แต่มันกลับไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกว่าหายใจได้คล่องเลยสักนิดเดียว


หลังจากที่ไดสึเกะสั่งให้คนของเขาพาตัวชินจิออกไป ตัวเขาเองก็พาฉันเดินกลับออกมา เราต่างฝ่ายต่างมองออกไปด้านนอก ปฏิสัมพันธ์ของเรามันเป็นแค่การแสดง เราจะพูดคุยกันหรือจะเรียกว่ามีปากมีเสียงกันเฉพาะเวลาที่อยู่ต่อหน้าคนอื่นเท่านั้น เพราะจนถึงตอนนี้ที่รถจอดสนิทเทียบบันไดหน้าบ้าน เขาก็ยังไม่แม้แต่จะหันมามองหน้าฉันด้วยซ้ำ


ฉันไม่รู้หรอกว่าที่นี่เป็นบ้านของใคร แต่จำได้ว่าก่อนหน้านี้โอยามะบอกว่าจะให้ไดสึเกะพาฉันไปอยู่ที่แบล็กซิโน ซึ่งที่นี่ไม่ใช่ และถ้าถามว่าฉันจะเอ่ยปากถามเขามั้ยก็คงต้องตอบว่าไม่เหมือนกัน เพราะไม่ว่าจะที่นี่หรือแบล็กซิโน ความรู้สึกของฉันก็ไม่ต่างกัน


ฉันคิดไม่ผิดหรอกว่าทั้งหมดเป็นแผนการของไดสึเกะ เขาลงทุนยอมปล่อยให้ฉันหนีออกจากโรงพยาบาลเพื่อใช้ฉันเป็นเหยื่อล่อคนของฉันออกมา เขาวางแผนทั้งหมดเอาไว้แล้ว และคงรู้ว่าต้องมีคนมาช่วยฉันแน่ๆ เขาถึงได้สะกดรอยตามฉันไปเงียบๆ ฉันมันโง่เองที่ทำให้ชินจิต้องเดือดร้อน นี่ถ้ายังมีคนอื่นๆ นอกจากชินจิอยู่ด้วย ฉันคงทำให้คนของเสือขาวตายกันหมด


“นายให้คนของนายพาชินจิไปที่ไหน”


ในที่สุดฉันก็ต้องเป็นฝ่ายถามออกไป ไดสึเกะที่กำลังก้าวลงมาจากรถเงยหน้าขึ้นมามองฉันแล้วกระตุกยิ้มมุมปาก แต่กลับไม่ยอมตอบคำถามของฉันทั้งที่เขาได้ยินคำถามชัดเจน


“ฉันถามว่านายพาชินจิไปไว้ที่ไหนไดสึเกะ”


“เอาเป็นว่าฉันยังไม่ได้สั่งฆ่ามันก็แล้วกัน แต่ถ้าเธออยากให้ทำ ลองถามถึงมันอีกคำเดียว ฉันจะสั่งเดี๋ยวนี้” ไดสึเกะพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย แววตาที่เขามองมาไม่ได้ฉายแววหยอกล้อออกมาเลยสักนิด


“อย่าทำอะไรเขา”


“เหอะ!”


“ฉัน...ขอร้อง” ฉันจำต้องพูดออกไปเพราะรู้ดีว่าตอนนี้ฉันไม่มีทางเลือกอื่น ชินจิเป็นเพียงคนเดียวที่ฉันเหลืออยู่ ต่อให้เราอาจจะไม่ได้พบกันอีก ฉันก็ไม่อยากให้เขาต้องเป็นอะไรไปเพราะฉัน


“คุกเข่าอ้อนวอนฉันสินามิ” ไดสึเกะท้าทาย เขาพูดพร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อบอกฉันเป็นนัยว่าที่ตรงนี้ไม่ได้มีเราอยู่กันแค่สองคน แต่ยังมีคนของเขาอีกนับสิบที่ยืนอยู่รายรอบ ดังนั้นถ้าฉันยอมคุกเข่าลงตรงนี้ ก็เท่ากับการที่ฉันยอมทิ้งศักดิ์ศรีของรองประธานเสือขาวต่อเขา ต่อพวกแบล็กสกอร์เปี้ยน


ตึก!


แต่ฉันก็ทำ เพราะตอนนี้ชินจิเป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งญาติเพียงคนเดียวที่ฉันรู้สึกไว้ใจ นอกจากชินจิแล้ว ฉันก็มองไม่เห็นใครอีก


“นามิ!”


“ฉันขอร้อง โอ๊ย!” ฉันยังไม่ทันจะอ้อนวอนจบประโยค ไดสึเกะก็เดินเข้ามากระชากต้นแขนของฉันแล้วลากฉันเดินเข้ามาในตัวบ้านทันที


แรงบีบที่ต้นแขนมีมากจนทำให้ฉันรู้สึกปวด แต่ไม่กล้าจะโวยวาย ทำได้เพียงร้องออกไปตอนแรกที่ถูกเขากระชากให้ลุกขึ้นจากพื้นเพราะความตกใจเท่านั้น


“เอาของขึ้นไปให้ฉันข้างบน” ไดสึเกะสั่งคนของเขาก่อนจะลากฉันเดินตามเขาขึ้นมาที่ชั้นสอง ตลอดทางที่เขาลากฉันมา แรงบีบที่ต้นแขนไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่นิดเดียว จนกระทั่งฉันถูกเขาเหวี่ยงเข้ามาในห้องห้องหนึ่งที่อยู่บนชั้นสอง ทางด้านปีกซ้ายของตัวบ้าน


ตุ้บ!


ฉันเซเข้าไปด้านในจนเกือบล้ม แต่นับตั้งแต่ที่ตัดสินใจจะหนี ฉันก็ย้ำกับตัวเองมาตลอดว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันจะไม่อ้อนวอนให้เขาเห็นใจหรือสงสาร ตอนนี้เรื่องเดียวที่ฉันจะขอจากเขาคือเรื่องชินจิเท่านั้น!


“เธอคงถนัดเรื่องการแลกเปลี่ยนสินะ ครั้งก่อนก็เอาตัวเข้าแลกเพื่อข้อมูลของกระเรียนทองกรุ๊ป ครั้งนี้ก็เอาศักดิ์ศรีเข้าแลกเพื่อปกป้องผู้ชาย แต่เธอคงลืมไปสินะว่าไอ้ผู้ชายคนนั้นมันไม่ใช่คนที่เธอจะต้องแต่งงานด้วย เพราะฉะนั้นจะคิดจะทำอะไร ไว้หน้าฉันสักนิดนามิ” น้ำเสียงของไดสึเกะดุดันจนน่ากลัว แต่นั่นกลับทำให้ฉันรู้สึกสะใจอยู่ลึกๆ เพราะแท้ที่จริงแล้ว สาเหตุที่เขาไม่พอใจที่ฉันยอมคุกเข่าเพื่อปกป้องชินจิ ก็เพราะเขากลัวว่าตัวเองจะเสียหน้านี่เอง


“ก็นายเป็นคนพูดออกมาเองว่าถ้าฉันยอมคุกเข่า นายจะไม่ทำอะไรเขา”


“หึ! แปลว่าต่อให้ฉันจะพูดอะไรออกไป เพื่อแลกกับชีวิตไร้ค่าหนึ่งชีวิตของพวกเสือขาว เธอก็จะทำงั้นสิ”


ชีวิตไร้ค่างั้นเหรอ!


“ว่าไงล่ะ ตกลงว่าเธอจะยอมรึเปล่า”


“นายจะให้ฉันทำอะไรก็พูดมา แต่ห้ามทำอะไรชินจิ” ฉันยืนยันออกไปอย่างชัดเจน ตอนนี้อาการเจ็บหรือปวดตรงไหนก็ไม่สามารถทำให้ฉันหยุดความรู้สึกเกลียดที่ฉันมีต่อไดสึเกะได้อีกแล้ว


ไดสึเกะจ้องมองฉันด้วยสายตาคมกริบ เสียงลมหายใจที่ดังครืดคราดของเขาบอกได้ดีว่าเขาคงกำลังอดทนมากกับฉัน


“คุกเข่า”


คำเดียวเพียงสั้นๆ ที่ไดสึเกะพูดออกมาทำให้ฉันกัดริมฝีปากของตัวเองแน่น ซึ่งสำหรับฉันไม่ว่าจะตอนก่อนหน้านี้หรือตอนนี้ การคุกเข่าเพื่อแลกกับชีวิตของชินจิ มันไม่ใช่เรื่องยากเลย


ฟุ่บ!


แล้วฉันก็คุกเข่าลงตรงหน้าเขาแบบที่เขาต้องการ ซึ่งถึงแม้ว่าสายตาของไดสึเกะจะมองอย่างไม่ชอบใจ เพราะนั่นหมายถึงการที่ฉันยอมทิ้งศักดิ์ศรีเพื่อปกป้องชินจิ แต่ในขณะเดียวกันการที่ฉันยอมทำขนาดนี้ ก็ไม่ต่างจากการที่ฉันทำลายเกียรติของเขาด้วยเหมือนกัน


ฉันกำลังจะแต่งงานกับเขา แต่กลับกำลังทำทุกอย่างเพื่อปกป้องคนอื่น!


ก๊อกๆ ๆ


ระหว่างที่ฉันกับไดสึเกะกำลังเล่นเกมจ้องตากันอยู่นั้น เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นทำให้ไดสึเกะผละตัวออกไปอย่างหุนหันพลันแล่น ฉันเห็นว่าเขากระชากประตูห้องให้เปิดออกก่อนจะพูดคุยบางอย่างกับคนของเขาที่ยืนอยู่ด้านนอก พูดกันอยู่ไม่กี่คำเขาก็รับถาดเล็กๆ ที่มีของบางอย่างอยู่ด้านในจากคนของเขาแล้วเดินกลับเข้ามา


ปัง!


บานประตูห้องถูกเหวี่ยงให้ปิดลงระบายความหงุดหงิด ไดสึเกะเดินผ่านฉันเข้าไปหยุดยืนอยู่ที่ด้านหน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เขาวางของในมือลงก่อนจะหันกลับมามองฉันเต็มๆ ตาอีกครั้ง ซึ่งระหว่างที่เขาเดินผ่านฉันไปนั้น ฉันถึงได้มองเห็นว่าของที่เขารับมาจากคนของเขาคืออะไร


“รู้ใช่มั้ยว่าอะไร”


“นายมันสารเลว” ฉันก่นด่าออกไปทั้งที่เสียงสั่นไปหมด หัวใจสั่นระริกเมื่อคิดว่ารู้จักของที่อยู่ตรงหน้าดีมากพอๆ กับที่รู้จักความชั่วร้ายของผู้ชายที่ชื่อไดสึเกะ


ไดสึเกะยกมุมปากยิ้มนิดๆ ก่อนจะนั่งลงบนโต๊ะทำงานตัวนั้นด้วยท่าทีสบายๆ ต่างจากฉันที่เริ่มประหม่าขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่อุณหภูมิภายในห้องตอนนี้เย็นเฉียบแต่ฉันกลับรู้สึกร้อน มือชื้นไปด้วยเหงื่อ


“ฉันว่าเราคงไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอกนามิ ไม่อย่างนั้นเราคงไม่ทันกันแบบนี้” ไดสึเกะพูดพลางเคาะนิ้วลงกับโต๊ะเป็นจังหวะช้าๆ สะกดให้หัวใจของฉันกระตุกไปตามเสียงเคาะนั่นอย่างเลี่ยงไม่ได้


ฉันจ้องมองใบหน้าของไดสึเกะสลับกับถาดบนโต๊ะด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น ในถาดใบนั้นมีถ้วยแก้วใบเล็กๆ ที่ด้านในมีเม็ดยาสีขาวๆ สองเม็ดอยู่ในนั้น พร้อมกับแก้วน้ำที่มีน้ำสะอาดอยู่เกือบเต็มแก้ววางอยู่ใกล้กัน


ฉันไม่คิดจะปฏิเสธเลยว่าฉันรู้จักมันดี เพราะมันคือยาไคลแม็กซ์หรือถ้าภาษานักเที่ยวมันก็คือยาปลุกเซ็กซ์ ส่วนสาเหตุที่ฉันรู้จักมันน่ะเหรอ ก็เพราะมันเป็นหนึ่งในธุรกิจของเสือขาวน่ะสิ!


“เท่าที่ฉันรู้มา มันทำรายได้ให้กับเสือขาวดีมากทีเดียวใช่รึเปล่า” ไดสึเกะถามพลางหยิบถ้วยแก้วใบเล็กนั่นขึ้นมาก่อนที่เขาจะเทเม็ดยาสองเม็ดใส่มือ ซึ่งถึงแม้ว่าเขาจะทำทุกอย่างด้วยท่าทีใจเย็น แต่มันกลับทำให้ร่างกายของฉันสั่นขึ้นเรื่อยๆ

ทุกอย่างที่ไดสึเกะพูดมามันถูกหมดนั่นแหละ เพราะถึงแม้ว่าเบื้องหน้าธุรกิจของเสือขาวจะเป็นการเปิดให้เช่าเรือสำราญ รวมถึงมีเรือนำเที่ยวอยู่อีกหลายลำ แต่รายได้จากการเช่าเรือไม่ใช่รายได้หลักของเรา เพราะแท้จริงแล้ว สิ่งที่ทำกำไรมหาศาลคือบริการแฝงบนเรือมากกว่า และหนึ่งในนั้นก็คือการค้าบริการ ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่ายาไคลแม็กซ์เองก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการทำรายได้ให้กับเสือขาวมาตลอด ฉันรู้จักกับมันก่อนจะรู้จักยาแก้ปวดด้วยซ้ำ เพียงแต่ไม่เคยคิดจะใช้มันกับตัวเองมาก่อนเท่านั้นเอง


“อย่าคิดว่าฉันจะทำตามที่นายต้องการ” ฉันบอกออกไปทั้งที่เสียงสั่นเมื่อรู้ดีว่าไดสึเกะกำลังต้องการอะไร แต่กลับยิ่งต้องรู้สึกหวั่นใจเมื่อคำพูดของฉันกลับทำให้คนตรงหน้ายิ้มอย่างย่ามใจมากขึ้นกว่าเดิม


“เพราะแบบนี้ไงฉันถึงได้บอกว่าเราไม่ต่างกัน ไล่กันเท่าไหร่ก็ไม่จนกันสักที” ไดสึเกะพยายามจะปั่นหัวฉันด้วยรอยยิ้มร้ายกาจ เขาโยนเม็ดยาในมือขึ้นเบาๆ ราวกับมันคือลูกอมรสหวานทั้งที่สำหรับฉันแล้ว มันไม่ต่างจากยาพิษ หรือต่อให้มันจะเป็นลูกอมจริงๆ แต่ถ้ามันตกอยู่ในมือของไดสึเกะแล้วละก็ คุณสมบัติของมันก็คงไม่ต่างกัน


“คนอย่างนายนี่มันเลวไม่มีใครเทียบจริงๆ”


“ก็ถ้าไม่นับรวมพี่ชายของเธอที่ตายไปแล้ว ฉันจะยอมรับตำแหน่งนั้นไว้ก็ได้ แต่รู้เอาไว้นะนามิ ว่าสิ่งที่เธอเห็นและคิดว่ารู้จักฉันดีน่ะ มันยังไม่ได้เศษเสี้ยวของสิ่งที่เธอยังไม่รู้” ไดสึเกะยิ้มเย็นพร้อมกับเอื้อมมืออีกข้างไปคว้าแก้วน้ำในถาดขึ้นมา จากนั้นเขาก็เดินเข้ามาหาฉัน ร่างสูงหยุดยืนตรงหน้าฉันที่ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้นตามคำสั่งของเขาตั้งแต่ต้น


“เธอรู้จักฉัน แค่ที่ฉันอยากให้รู้จักเท่านั้น นั่นแปลว่าฉันยังมีความเลวอีกมากที่ซ่อนไว้”


“ไม่นะ ไดสึเกะ!”


สองตาของฉันเบิกโพลงขึ้นในฉับพลันเมื่อสิ่งที่ไดสึเกะต้องการไม่ใช่อย่างที่ฉันคิด เขาไม่ได้หยิบยื่นยาสองเม็ดนั้นมาให้ฉันหรือบังคับให้ฉันกินมัน แต่เขากลับเป็นคนกินมันด้วยตัวเอง!

ความคิดเห็น