พราวนภา/เนตรอัปสรา/มณีหยาดฟ้า

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เผชิญหน้า (70%)...เริ่มรุก >///<

ชื่อตอน : เผชิญหน้า (70%)...เริ่มรุก >///<

คำค้น : รักโคตรร้าย ผู้ชายฮาร์ดคอร์ ,ป๋าพงษ์ , หมอครีม ,แอบรัก

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.5k

ความคิดเห็น : 41

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ก.พ. 2562 19:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เผชิญหน้า (70%)...เริ่มรุก >///<
แบบอักษร



“โดนไล่ปล้ำขนาดนั้นใครจะมีเวลาไปใช้วะ”

“มึงว่าไงนะ” ธีรเดชหรี่ตาขณะถามไถ่  

“กูบอกว่าไม่ได้ป้องกันโว้ย!” คนพลาดโพล่งออกมาอย่างหัวเสีย   

“อ้าวเวร! แล้วถ้าเกิดเขาท้องขึ้นมาล่ะ”

คุณชายหมอหลุดอุทานด้วยถ้อยคำหยาบคายอย่างที่นานๆ ครั้งจะได้ยินที หากเป็นเวลาปกติพงษ์สวัสดิ์คงหัวเราะด้วยความชอบใจ แต่ตอนนี้อย่าว่าแต่หัวเราะเลยแค่ฝืนยิ้มเขายังทำไม่ได้ ให้ตายสิ!      

“คงไม่โชคร้ายขนาดนั้นหรอกมั้ง”

“เฮ้! เดี๋ยวนะ เมื่อกี้มึงบอกว่าสาวที่แก่กว่าใช่ไหม”

“อือฮึ…”

“หัวสมองกลับด้านหรือไงวะ มึงไม่จีบสาวที่อายุมากกว่าตั้งแต่สมัยม.ปลายแล้วนี่หว่า”

คราวนี้ธีรเดชถึงกับหันขวับไปจ้องหน้าเพื่อนรักเขม็ง ตั้งข้อสังเกตโดยเลี่ยงที่จะไม่เอ่ยไปถึงสาเหตุที่อีกฝ่ายไม่ข้องแวะกับสาวที่อายุมากกว่าอันเกิดจากใครบางคนที่ยังติดอยู่ในความทรงจำ ซึ่งเขา เผ่า และคิมหันต์ชอบเรียกว่าพี่สาว และนั่นก็ทำให้คนที่หลุดปากออกมาเสียเยอะได้สติรู้ตัวว่าพลาดอย่างมหันต์         

“เฮ้ย! กูถามให้เพื่อนโว้ย ไม่ได้ถามให้ตัวเอง” พงษ์สวัสดิ์ทำหน้าตายกลบเกลื่อนความจริง ทว่าหูแดงๆ ที่เจ้าตัวปิดความรู้สึกไม่มิดยิ่งทำให้คนมองรู้สึกกังขา  

“แน่ใจนะว่าถามให้เพื่อน” คนชอบไล่ต้อนคู่กรณีให้จนมุมหรี่ตา ขณะเอ่ยเป็นเชิงคาดคั้นด้วยท่าทางเหมือนจับพิรุธ ทำให้พงษ์สวัสดิ์ยิ่งต้องระวังตัวมากขึ้น     

“ก็เออดิวะ”    

ขาดคำเขาก็กระแทกหลังลงกับโซฟาแรงๆ ด้วยความหงุดหงิดงุ่นง่าน หัวสมองเอาแต่คิดหมกมุ่นไปถึงผู้หญิงเชยๆ ที่ยั่วให้เขาเอาทำเมียไปหลายรอบในคืนที่ผ่านมา ผู้หญิงที่ปฏิเสธหน้าตายว่าไม่รู้จักเขาไปกว่าพี่น้องร่วมคณะที่เพิ่งมาเจอกันในมหา’ลัย ผู้หญิงที่ทำเหมือนเขาเป็นคนแปลกหน้าทั้งที่เขาโคตรดีใจที่ได้เจอเธอตอนเข้าปีหนึ่ง ผู้หญิงเย็นชา ไร้ความรู้สึกเหมือนหุ่นยนต์ แถมยังสมองเลอะเลือนแบบนั้นหรือที่เขาควรใส่ใจ      

“ไม่เป็นมึงก็ดี เพราะถ้าเขาท้องขึ้นมาคงยุ่งตายห่า” น้ำเสียงทุ้มนุ่มหูแต่มีคำพูดห่ามๆ ในท้ายประโยคที่โพล่งขึ้นทำให้คนที่กำลังคิดหนักหลุดจากภวังค์  

“อืม…”  

“เกือบลืมบอกไปแน่ะ ไอ้น้ำก็ทำงานที่โรงพยาบาลเดียวกับเรานะโว้ย” คนที่เพิ่งนึกขึ้นได้เอ่ยออกมา และวาจาที่ได้รับฟังก็ทำให้พงษ์สวัสดิ์มีสีหน้าดีขึ้น แค่ได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยไปถึงธารธารา คุณหมอสาวที่ดูดีมีสไตล์ในลุคทอมบอยทว่ามีความอ่อนหวานซุกซ่อนอยู่ก็ทำให้เขาอารมณ์ดีอย่างพิลึก  

“เออดี…กูจะได้จีบมาเป็นแฟน” คนที่กำลังออกอาการเซ็งๆ และกระวนกระวายใจเมื่อครู่โพล่งขึ้น ท่าทางที่ดูเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทำให้อีกฝ่ายอดนึกหมั่นไส้ไม่ได้     

“เอาเป็นแฟนเลยเหรอวะ”

“เออ…คราวนี้จะรุกให้หนัก”  

“เล่นใหญ่ไปไหม”

“กูชอบจัดใหญ่”

“มึงไม่กลัวไอ้เมศซัดปากหรือไง”  

“กลัวที่ไหน มันซัดมากูซัดกลับ แค่นั้นก็สิ้นเรื่อง” คนประกาศว่าชอบจัดใหญ่เอ่ยอย่างเหิมเกริมพลางไหวไหล่ ท่าทางกร่างๆ เหมือนสมัยเรียนทำให้อีกฝ่ายได้แต่นึกขัน

“แต่นั่นมันรองผู้อำนวยการเลยนะโว้ย”

ธีรเดชเอ่ยถึงคู่อริของอีกฝ่ายอย่างยิ้มๆ เท่าที่จับความรู้สึกได้คือพงษ์สวัสดิ์ก็แค่เข้าหาธารธาราเพราะอยากกวนประสาทไอ้คนเย็นชาหน้าตายอย่างปรเมศเสียมากกว่า อีกอย่างก็คงชอบนิสัยแมนๆ ลุยๆ ของธารธารา เพราะมันดูไม่น่ารำคาญเหมือนสาวคนอื่น ดูเหมือนจะถูกใจแต่คงไม่ได้คิดเกินเลยอะไร หากจะให้เอามาเป็นแฟนจริงๆ จังๆ คงไม่ใช่ เพราะถ้าอีกฝ่ายคิดอย่างนั้นคงไม่แค่หยอดธารธาราเล่นๆ มาตั้งแต่สมัยเรียนมหา’ลัย ดูๆ ไปก็คงแค่ต้องการจะแหย่ให้ไอ้คนฟอร์มจัดแต่หวงก้างมากเวอร์อย่างปรเมศหึงจนสติแตกเสียมากกว่า       

“รองผู้อำนวยการแล้วไง ไอ้เวรนั่นมันหวงก้างดีนักกูจะทำให้มันคลั่งเป็นหมาบ้าเลยคอยดู”

คนชอบเอาชนะกระตุกยิ้มมาดร้ายระคนคึกคะนอง ขณะผุดลุกขึ้นด้วยท่าทางกระปรี้กระเปร่า แค่หัวสมองกระหวัดคิดไปถึงท่าทางหวงสาวแต่ยังทำฟอร์มของคนที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับเขามาตลอด ก็ทำให้พงษ์สวัสดิ์นึกอยากจะยั่วให้ปรเมศสติแตกจนแทบรอที่จะเจอหน้าไอ้ท่านรองผู้อำนวยการอย่างมันไม่ไหว         

“มึงอย่าเป็นหมาเพราะพี่สาวเขาก็แล้วกัน”

คุณชายหมอทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำกระแทกใจ ก่อนจะรีบก้าวยาวๆ ไปยังห้องนอนเพราะได้ยินเสียงโทรศัพท์ ส่วนคนที่โดนแทงใจดำเต็มๆ ก็ถึงกับสะอึกอึ้งไปชั่วขณะ สีหน้าที่ผ่อนคลายเมื่อครู่พลันเรียบสนิท สมองกลับเข้าสู่ภาวะเครียดในเสี้ยวนาทีเพียงแค่กระหวัดคิดไปถึงคนที่เขานอนด้วยเมื่อคืน        

บ้าเอ๊ย! สุดท้ายเขาก็เป็นคนทำลายเธอเหรอวะ ถ้ารู้ว่าเรื่องมันจะลงเอยแบบนี้ทำเป็นเมินเฉย ทำเป็นไม่เห็น ไม่ยุ่ง และอยู่ให้ห่างๆ เธอเหมือนตอนสมัยเรียนมหา’ลัยเสียยังดีกว่า ตอนนั้นที่ทำเช่นนั้นก็เพราะว่าทนสายตาเย็นชาว่างเปล่าที่ทอดมองมาไม่ได้ อีกทั้งป้องกันไม่ให้ตัวเองเผลอไปทำร้ายเธอเข้าเหมือนเมื่อครั้งเหตุการณ์อันเลวร้ายตอนมัธยมปลาย เพราะเขาไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นคนทำร้ายเธออีก  

ทั้งคู่เดินคนละเส้นทางประดุจเส้นขนานที่ไม่มีวันมาบรรจบอยู่แล้วแท้ๆ และมันก็คงจะเป็นอย่างนั้นไปตลอดกาล หากมนุษยธรรมอันดีแต่โคตรเฮงซวยไม่ผลักดันให้เขายื่นมือเข้าไปช่วย ช่วยเพราะน้ำตาของเธอ ช่วยเพราะสายตาตัดพ้อ ช่วยเพราะไม่อยากรู้สึกผิดเช่นในอดีต แต่ให้ตายห่าเถอะวะ! การช่วยของเขาในค่ำคืนที่ผ่านมากลับผิดคาดไปหมด สุดท้ายมันยิ่งทำให้เขารู้สึกผิดกว่าเดิมเป็นเท่าทวี               

เขาควรจะเดินเข้าไปยืดอกแมนๆ รับผิดชอบเธอไหมวะ แต่แน่ใจเหรอว่าถ้าทำอย่างนั้นแล้วจะไม่โดนตอกหน้าเช่นสมัยเรียนมหา’ลัย ที่เคยเดินเข้าไปทักอีกฝ่ายว่าจำเขาได้ไหม แล้วเธอก็ทำให้เขาหน้าหงายด้วยการตอบว่าไม่เคยรู้จักเขามาก่อน บอกตรงๆ ว่าคำตอบของเธอมันทำให้เขาแสนจะผิดหวังและโคตรเสียหน้า จากนั้นก็ไม่กล้าที่จะเข้าใกล้เธออีกเลย จนกลายเป็นว่าที่ไหนมีเธอที่นั่นย่อมไม่มีเขา หากบังเอิญเจอกันเขาก็จะแสดงท่าทีเย็นชา หรือไม่ก็มองด้วยสายตารังเกียจเหมือนเกลียดขี้หน้าอีกฝ่ายเข้าไส้


เธอจะท้องไหม?

นั่นคือสิ่งที่คิริมาคิดวกไปวนมาอยู่ในหัวจนนอนไม่หลับ ฟุ้งซ่านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต ข้อความในกระดาษโน้ตเเผ่นนั้นทำให้เธอจิตตก เพราะถึงแม้หลังจากกู้สติตัวเองกลับคืนมาจะรีบแจ้นออกจากโรงแรม แล้วพุ่งไปยังร้านขายยาที่ใกล้ที่สุด แต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยหายห่วงร้อยเปอร์เซ็นต์ ในเมื่อเธอผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาตั้งหลายชั่วโมงถึงได้มีโอกาสกินยาคุมฉุกเฉิน จากนั้นก็มีคำถามผุดขึ้นมาในหัวซ้ำๆ อีกว่า   

ถ้าเธอเกิดท้องขึ้นมาล่ะ จะทำยังไง?

ไปๆ มาๆ คิริมาก็มีอาการจิตตกฟุ้งซ่านจนแทบทำอะไรไม่ได้ หนักเข้าก็ถึงขั้นต้องนั่งหลับตาทำสมาธิ เพราะไม่มีกะจิตกะใจที่จะทำอะไรสักอย่าง   

วันอาทิตย์แต่เธอยังต้องมาทำงาน เพราะมีเอกสารที่ค้างคามาจากต้นสัปดาห์รอให้สะสาง ซึ่งบางอย่างก็เป็นเรื่องด่วนทำให้มิอาจเพิกเฉยหรือพักผ่อนอยู่บ้านอย่างที่เคยทำเป็นประจำในช่วงวันหยุด อีกอย่างก็คิดว่าการมาทำงานจะทำให้สมองเลิกฟุ้งซ่านได้บ้างไม่มากก็น้อย    

ตั้งแต่ก้าวเข้าสู่โรงพยาบาลในช่วงเช้าตรู่ที่ผ่านมาเธอก็รู้สึกเสียวสันหลังอย่างไรชอบกล ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็เหมือนมีใครบางคนจับตามอง หรือไม่ก็สะกดรอยตามอย่างน่าประหลาด ทั้งที่พอหันขวับไปยังเบื้องหลังกลับว่างเปล่าไม่มีใครตามเธอมาสักคน สถานการณ์ชวนผวาทำให้คิริมาวิตกกังวลอย่างมิอาจควบคุมได้ ทนไม่ไหวก็จำต้องขลุกตัวอยู่แต่ในห้องทำงานของตัวเอง ไม่ออกไปไหน แม้กระทั่งแวะไปเยี่ยมคนไข้พิเศษที่เธอรักษามากว่าห้าปี เพราะเกรงว่าจะมีความรู้สึกเหมือนมีคนตามจนจิตตกไปมากกว่านั้น        

“ท่านรองคะ มีคนมาขอพบค่ะ”

เลขาสาวนามว่ามนต์มีนา อาภาศิริกุล ซึ่งช่วงนี้ตามติดเจ้านายแจเพราะต้องการหลบหน้าใครบางคนกรอกน้ำเสียงสุภาพผ่านเครื่องอินเตอร์คอม ถึงแม้จะค่อนข้างสนิทสนม อีกทั้งคิริมาให้ความเป็นกันเองมากกว่าเจ้านายกับลูกน้อง แต่เธอก็ไม่เคยเอ่ยเรียกอีกฝ่ายด้วยสรรพนามอื่นใดนอกจากคำว่าท่านรอง   

มนต์มีนาเป็นเลขาที่มีประสิทธิภาพจนน่าทึ่ง อีกฝ่ายดูมีความพิเศษบางอย่าง ฉะนั้นเธอจึงตั้งฉายาให้ว่าเลขาต่างดาว เพราะนายแพทย์ดนัย อาภาศิริกุล พบอีกฝ่ายที่กองขยะข้างทางก่อนกลับบ้าน เลยให้การช่วยเหลือ แต่พอฟื้นคืนสติสาวน้อยกลับไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน ไปๆ มาๆ หมอดนัยก็ต้องจำใจรับอุปการะเอาไว้ นอกจากจะตั้งชื่อให้ซะเพราะพริ้งว่ามนต์มีนา เพราะเจอเธอในช่วงต้นเดือนมีนา ดนัยยังยอมให้ใช้นามสกุลร่วมด้วย เพราะสืบหายังไงก็ไม่พบครอบครัวของสาวน้อยที่อยู่ๆ ก็เข้ามาในชีวิตเขา แต่กลับไม่ให้อยู่ใกล้ ผลักไสให้เธอออกไปอยู่ห้องเช่าเล็กๆ ให้เงินใช้รายเดือนไม่ต่างจากการเลี้ยงต้อย แต่ไม่เปิดเผยให้ใครรู้ว่าเธอมีตัวตน    

กระทั่งวันหนึ่งมนต์มีนาแอบตามคุณหมอหนุ่มมาถึงโรงพยาบาล และถูกดนัยตะเพิดไล่อย่างไม่ไว้หน้า ก่อนที่เธอจะซมซานหนีไปนั่งตากฝนอยู่ข้างทาง คิริมาขับรถผ่านเห็นเข้าก็นึกสงสารจึงช่วยเหลือเอาไว้ พอได้พูดคุยทำความรู้จักก็รู้สึกถูกชะตา สุดท้ายคิริมาก็ชักชวนมนต์มีนามาทำงานในตำแหน่งเลขาของตน รู้ทั้งรู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีประสบการณ์เลย แต่เธอก็มองคนไม่ผิด ระดับมันสมองอันน่าทึ่งที่ไม่น่าจะพบในเด็กวัยประมาณยี่สิบทำให้คิริมาอดนึกไม่ได้ว่าอีกฝ่ายมีอะไรบางอย่างที่พิเศษค่อนข้างเหนือมนุษย์ ซึ่งถ้าเปรยๆ เรื่องนี้กับน้องชายอย่างปรเมศทีไรพ่อคนช่างแหย่ก็จะชอบแซวเธอว่าดูหนังพวกแวมไพร์และมนุษย์ต่างดาวมากเกินไป        

“ใครเหรอมีนา พี่ไม่ได้นัดใครไว้นี่นา”  

หลังจากขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัยเพราะแน่ใจว่าวันนี้ตนไม่ได้นัดกับใครเอาไว้ คิริมาก็เอ่ยถามเสียงราบเรียบดูสุขุมและไร้อารมณ์อย่างเป็นปกติ       

“เขาบอกว่าท่านรองขโมยน้ำเขามาค่ะ” วาจาที่หนุ่มหล่อมาดแบดบอยเอ่ยบอกอย่างยิ้มๆ ดูมีเลศนัยทำให้เลขาสาวทำหน้างงๆ ขณะกรอกเสียงมาตามสาย   

“หา…” คนฟังหลุดอุทานออกมาอย่างไร้การควบคุม ก่อนจะกะพริบตาเล็กน้อยเรียกสติที่ไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอย จากนั้นก็เอ่ยถามเป็นเชิงย้ำ “เมื้อกี้ว่าไงนะ”   

“เขาบอกว่าท่านรองขโมยน้ำเขามาค่ะ”

“น้ำ…อย่างนั้นเหรอ?”

“ใช่ค่ะ”

“ลองถามเขาใหม่อีกที”

เลขาสาวรับคำอย่างไวว่อง หลังจากเงียบไปอึดใจ มนต์มีนาก็เอ่ยรายงานอีกครั้ง 

“เอ่อ…เมื่อกี้เขาบอกผิดค่ะ”

“แล้วสรุปเขาว่าไง”

“เขาบอกว่าเขาเป็นคนที่ท่านรองขโมยกระดาษโน้ตมาค่ะ”

วาจาที่หลุดออกมาจากปากผู้เป็นลูกน้องทำให้คิริมาถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ แค่ได้ยินคำว่า ‘กระดาษโน้ต’ ทำไมเธอต้องใจสั่นและมือเย็นเฉียบแบบนี้ด้วยเล่า    

“แน่ใจนะว่าไม่ใช่คนบ้า เพราะพี่ไม่เคยไปขโมยอะไรของใครมาทั้งนั้น” คิริมาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่มั่นคงนัก หัวใจดวงน้อยเต้นไม่เป็นส่ำด้วยความประหวั่นพรั่นพรึงแปลกๆ   

“ไม่ใช่คนบ้าแน่นอนค่ะ เพราะผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้ามีนาหล่อมาก แถมยังมีความโอปป้าแบบวัวตายควายล้มอีกด้วยค่ะ” เลขาสาวเอ่ยยืนยันอย่างหนักแน่น ก่อนจะลดเสียงลงเป็นกระซิบกระซาบ เพราะที่พูดมาล้วนไม่ต่างอะไรจากการนินทาคนที่ยืนล้วงกระเป๋าเก๊กท่าหล่อบาดใจในระยะเผาขน

“นี่เราเกิดบ้าผู้ชายขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันแม่เลขาต่างดาว แต่ก่อนเห็นบ้าแต่หมอดนัยคนเดียวไม่ใช่หรือไง” น้ำคำเพ้อๆ ของเลขาสาวทำให้คิริมาอดที่จะซักถามไม่ได้

“แหม…ก็เขาหล่อจริงๆ นี่คะ ชายไทยที่มีเลือดผสมของเชื้อสายจีนอย่างลงตัว ดูดีมีไสตล์ สูงร้อยเจ็ดสิบหก น้ำหนักเจ็ดสิบเจ็ด ผิวขาวออร่า ตาตี่แต่แอบร้าย เจาะหู…”    

“พอได้แล้วมีนา หยุดบ้าผู้ชายได้แล้ว”

คิริมาเอ่ยห้ามปรามเสียงแข็งๆ ยิ่งอีกฝ่ายสาธยายถึงลักษณะของแขกไม่ได้รับเชิญมากเท่าไรเธอก็ยิ่งเหมือนจะสติแตก ก็รู้อยู่หรอกว่ามนต์มีนามีความสามารถพิเศษเป็นเลิศในเรื่องการสแกนทุกอย่างที่ขวางหน้าประหนึ่งหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมเซตค่าเอาไว้ แถมยังแม่นยำแบบสุดๆ แต่ทำไมหัวใจของเธอต้องเต้นผิดจังหวะด้วย เขาก็แค่ลักษณะเหมือนใครบางคน ก็แค่เหมือนไม่มีอะไรมากกว่านั้นเสียหน่อย               

“งั้นพอก็ได้ค่ะ แล้วท่านรองจะให้เขาเข้าพบไหมคะ” หลังจากหัวเราะแหะๆ ด้วยนึกละอายกับความไร้สาระออกนอกเรื่องของตัวเองมนต์มีนาก็เอ่ยถามอย่างเป็นงานเป็นการ   

“ไม่! บอกเขาไปว่าพี่ไม่เคยขโมยอะไรของใครมา ถ้าพูดจาไม่รู้เรื่องก็เรียกให้รปภ.มาลากตัวไปซะ” รองผู้อำนวยการสาวเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำ แล้วสั่งแบบเฉียบขาดในตอนท้าย       

“แต่เขายืนยันนะคะ ว่าท่านรองขโมยกระดาษโน้ตของเขามาในวันที่ท่านรองเมา เขาบอกว่าถ้าจำไม่ได้ก็อนุญาตให้เขาเข้าไปทบทวนความทรงจำให้ก็ได้ค่ะ”  

“เพ้อเจ้อใหญ่แล้ว! ไล่เขาไปซะ!”

คราวนี้คิริมาถึงกับหลุดเสียงเข้ม แค่ได้ยินว่าผู้ชายคนนั้นจะเข้ามาหา แค่คิดว่าจะต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่อาจจะเป็นคนคนเดียวกับที่เธอนอนด้วยก็แทบทำอะไรไม่ถูก

จากนั้นแม่เลขาสาวที่จัดการอะไรได้อย่างใจทุกประการแต่ดูเหมือนว่าจะแพ้รังสีความหล่อออร่าของแขกไม่ได้รับเชิญก็เงียบไปสักพัก จนคิริมาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก เพราะคิดว่าผู้ชายคนนั้นคงไปจากหน้าห้องทำงานของตนแล้ว หากว่ามนต์มีนาไม่เอ่ยรายงานเสียก่อน     

“เอ่อ…ไล่แล้วค่ะ แต่เขาไม่ยอมไป”

เลขาสาวทำเสียงอ่อยๆ เริ่มลำบากใจกับความดื้อแพ่งของพ่อหนุ่มหล่อหน้าใสดูดีมีไสตล์ที่กำลังยืนยิ้มเผล่อยู่ตรงหน้า แล้วก็ต้องทำตาโตเมื่ออยู่ๆ อีกฝ่ายก็ปรี่ไปยังประตูห้องทำงานของเจ้านาย  

“คุณคะ! เข้าไม่ได้นะคะ!”


อ๊ายยยยย อิป๋าเริ่มรุกแล้วจ้า แถมยังดูท่าว่าจะรุกหนักซะด้วย เอิ๊กๆๆๆ แต่ไม่รู้ว่าจะได้เข้าห้องไปทบทวนความทรงจำกับหนูครีมหรือไม่ อันนี้ต้องไปตามลุ้นกันต่อไปในตอนหน้าจ้า เอ้า…ใครรออยู่ ใครยังตามอ่านตลอดๆ เม้นท์มาทักทายและแสดงตัวกันบ้างจ้า ^^

###ปล.หายไปหลายวันเพราะเอแพ้อากาศหนักมาก ทั้งผื่นขึ้น ปวดขา และนอนไม่หลับ ที่จริงว่าจะหยุดอัพไปสักอาทิตย์แต่กลัวคนอ่านจะรอ เอาเป็นว่าใครรอ ใครอยากให้อัพต่อเม้นท์มาบอกกันบ้างจ้า มาบอกก็ได้ว่านิยายสนุกไหม อ่านแล้วเป็นยังไงบ้างน้อ ^^


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น