หอหมื่นอักษร

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 114 การฝึกฝนไกลบ้าน

ชื่อตอน : บทที่ 114 การฝึกฝนไกลบ้าน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.พ. 2562 15:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 114 การฝึกฝนไกลบ้าน
แบบอักษร

​อ้ายฮุยไม่อยากให้ความสนใจกับพวกแปลกประหลาด ต่อให้มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นจริงๆ มันก็ไม่ใช่เขาอย่างแน่นอนที่จะไปกู้โลก แล้วเขาจะต้องเป็นห่วงไปทำไม เขาเป็นคนที่อ่อนแอไร้ความสำคัญราวกับไม่มีตัวตนอยู่แล้ว

เขายังคงฝังตัวเองอยู่กับการฝึกฝน มีเพียงแค่การฝึกฝนเท่านั้นที่ทำให้เขารู้สึกว่าเป็นการใช้เวลาให้คุ้มค่าอย่างแท้จริง เขาเพิ่งจะเปิดได้เพียงสองตำหนัก และระดับพลังพื้นฐานของเขาก็ไม่นับว่าสูงส่งอะไรในสนามเหนี่ยวนำแห่งนี้ นอกเสียจากว่าเขาจะมีวิชาลับขั้นสูงแบบจู๋เหยี่ยน

แต่ทว่าการฝึกฝนของเขาถูกขัดขวางในวันที่สอง

“การฝึกฝนไกลบ้านคืออะไร”

ทุกคนมีคำถามอยู่ในใจเมื่อมองไปยังอาจารย์สวี่ ซึ่งเรียกตัวทุกคนมาในวันนี้

อาจารย์สวี่อธิบาย “ใช่แล้ว ทุกปีเราจะจัดให้มีการเดินทางไกลของนักเรียนทุกคนในชั้น วัตถุประสงค์หลักก็คือให้ทุกคนได้ออกไปเห็นโลกกว้าง อาจารย์จะเป็นคนนำกลุ่มและทางโรงเรียนจะส่งอาจารย์อีกสองสามคนมากับเราด้วย นอกจากนี้ยังมีครูฝึกจากกลุ่มผู้มีพรสวรรค์อีกสองคนมาร่วมเดินทางกับเราในครั้งนี้ เราจะเดินทางไปยังบริเวณรอบนอกของสนามเหนี่ยวนำ”

ในขณะที่นักเรียนรส่วนใหญ่กระตือรือร้นที่จะออกเดินทาง ตวนมู่หวงฮุนกลับขมวดคิ้ว “อาจารย์ ข้าไม่ขอร่วมการเดินทางไกลครั้งนี้ได้หรือไม่ ข้ามีการฝึกฝนที่สำคัญมากที่ต้องทำในตอนนี้”

คนเนรคุณ! คนเนรคุณ! คนเนรคุณ!

อ้ายฮุยสบถออกมาในใจสามครั้งติดต่อกันก่อนที่จะหันหน้าไปมองอาจารย์สวี่ด้วยสีหน้าคาดหวัง หากอาจารย์สวี่อนุมัติ ถ้าอย่างนั้นเขาก็สามารถใช้ข้ออ้างเดียวกันเพื่ออยู่ต่อได้เช่นกัน

ไม่มีใครคัดค้านคำพูดของตวนมู่หวงฮุน เมื่อดูจากระดับพลังของเขาแล้ว มันเป็นความจริงที่ว่าการเดินทางไกลนี้ไม่มีประโยชน์อะไรต่อการฝึกฝนของเขานัก

เสียแต่อาจารย์สวี่ส่ายหน้า “ไม่ นักเรียนตวนมู่ นี่เป็นครั้งแรกที่ชั้นเรียนของเรามีกิจกรรมร่วมกัน ทุกคนต้องเข้าร่วม เจ้าเป็นหัวหน้าห้องและเจ้าต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี”

ตวนมู่หวงฮุนอ้าปากค้าง แต่เขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่เอ่ยอะไรออกไป

เมื่อได้ยินดังนั้นอ้ายฮุยก็ยอมแพ้เช่นกัน

หากอาจารย์ไม่ยอมอนุมัติคำขอของไอ้คนเนรคุณนั่น เขาก็คงไม่มีหวังที่จะขอได้สำเร็จ ในขณะที่อ้ายฮุยรังเกียจพฤติกรรมเนรคุณของตวนมู่หวงฮุน เขาต้องยอมรับอย่างช่วยไม่ได้ว่าไอ้คนเนรคุณนั่นได้รับการยอมรับจากพวกอาจารย์มากกว่าตัวเขาไม่รู้ตั้งกี่เท่า

โชคร้ายอะไรเช่นนี้....

ในเมื่อเขาไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้ อ้ายฮุยก็เริ่มวางแผนการไปทัศนศึกษาครั้งนี้

ดูเหมือนว่าเขาจะต้องเสียเวลาไปสองสามวัน เขาควรให้โหลวหลานเตรียมเสบียงกรังที่จะใช้ในการฟื้นฟูพลัง เขาจะได้ฝึกฝนระหว่างการเข้าค่าย

อ้อ แล้วเขายังต้องไปหาผู้จัดการหลี่เพื่อเลือกกระบี่ที่เหมาะมือสักอัน ถึงแม้ว่าสนามเหนี่ยวนำจะเป็นที่ปลอดภัย แต่มันก็เป็นการดีกว่าหากจะเตรียมพร้อมเอาไว้ก่อน ทักษะป้องกันตัวเองมีความสำคัญที่สุด

อาหารแห้งและกระบี่หนึ่งเล่ม อ้ายฮุยหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น ต้องใช้เงินไม่น้อยเลย

เขาเหลือเงินประมาณสามแสนหยวนและนั่นก็เป็นเพราะว่าเขาได้รับเงินล่วงหน้าจากผู้จัดการหลี่ เขาดูเหมือนจะไม่เคยมีเงินเพียงพอให้ใช้เลย ซ้ำยังเป็นหนี้อาจารย์หญิงอีกก้อนโต ซึ่งเขาจะต้องหาเงินมาใช้คืนอย่างแน่นอน อ้ายฮุยไม่กล้าที่จะคิดถึงเงินแปดสิบล้านหยวนของสาวน้อยร้านบะหมี่เลย

ขนกระต่าย หนอ ขนกระต่าย เจ้าต้องขายดีนะ!

เมื่อกลับไปถึงโรงฝึก อ้ายฮุยก็มอบเงินห้าหมื่นหยวนให้กับโหลวหลานเพื่อนำไปซื้อวัตถุดิบในทำเค้กเสริมพลังธาตุ ต้องขอบคุณน้ำแกงพลังธาตุของโหลวหลาน อ้ายฮุยจึงสามารถฟื้นฟูจากการฝึกเมื่อคืนได้อย่างรวดเร็ว ประสิทธิภาพของน้ำแกงพลังธาตุนั้นจะคงอยู่เป็นเวลานานสามวันแต่จะลดประสิทธิภาพลงทุกวัน ถึงแม้ว่าน้ำแกงพลังธาตุนั้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเค้กเสริมพลัง แต่น้ำแกงก็มีราคาแพงกว่ามาก

หลังจากนั้นอ้ายฮุยก็เดินทางไปยังร้านของผู้จัดการหลี่ตามลำพัง

อันที่จริงแล้วนี่เป็นครั้งแรกที่อ้ายฮุยก้าวเท้าเข้ามาในร้านขายอาวุธของผู้จัดการหลี่ มันอยู่ไม่ไกลจากโรงฝึกเท่าไรนัก แต่อันที่จริงแล้วเมืองซงเจียนก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรอยู่แล้ว

แสงแวววับจากอาวุธที่จัดวางไว้บนชั้นทำให้อ้ายฮุยตาลุกวาว

เมื่อเห็นความปรารถนาของอ้ายฮุยและได้ยินว่าอ้ายฮุยวางแผนที่จะซื้ออาวุธ ผู้จัดการหลี่ก็ต้อนรับเขาด้วยความกระตือรือร้น “แหม เชิญทดลองได้ตามสบาย หากพบชิ้นไหนที่ถูกใจก็บอกได้เลย ข้าจะลดราคาให้เป็นพิเศษ”

อ้ายฮุยมองไปยังกระบี่ต่างๆ ที่จัดวางเรียงรายอยู่แล้วน้ำลายไหล ในฐานะคนที่เคยผ่านการสู้รบมามากมาย เขาก็มีความหลงใหลในอาวุธที่ฝังแน่นอยู่ภายใน สำหรับเขาแล้ว อาวุธมีน้ำหนักที่สุดในการตัดสินระหว่างชีวิตกับความตาย

ในแดนร้าง เขาใช้กระบี่หญ้าเป็นอาวุธซึ่งจัดอยู่ในระดับพื้นฐานที่สุด มันมีราคาประมาณสองถึงสามพันหยวนเท่านั้น เทียบเท่าบะหมี่สิบกว่าชามเท่านั้นเอง

กระบี่หญ้าเองก็มีหลายระดับ แต่กระบี่หญ้าคุณภาพสูงนั้นราคาก็ไม่ค่อยถูกนัก

ในแวบแรก อ้ายฮุยมองไปที่กระบี่หญ้าฟันเลื่อยที่มีราคาหนึ่งแสนสองหมื่นหยวน ในอดีตเขาเคยได้ทดลองใช้กระบี่ที่คล้ายคลึงกับกระบี่หญ้าฟันเลื่อยมาก่อน แต่เขาไม่มีปัญญาหาซื้อมันในตอนนั้น กระบี่หญ้าฟันเลื่อยนั้นมีน้ำหนักค่อนข้างมาก อ้ายฮุยมีความไวต่อสัมผัสของอาวุธและเขาเดาว่ากระบี่นี้มีน้ำหนักมากกว่ากระบี่หญ้าฟันเลื่อยที่เขาเคยใช้ถึงสองเท่าครึ่ง หากเป็นในอดีต เขาอาจต้องใช้ความพยายามไม่น้อยในการยกมันขึ้น แต่ในตอนนี้ด้วยพลังที่เพิ่มขึ้นในร่างกายของเขาทำให้ร่างกายของเขาแข็งแรงมากขึ้น ดังนั้นการใช้กระบี่หนักกลับช่วยเพิ่มข้อได้เปรียบให้แก่เขา

คมกระบี่เป็นสีเทาเข้ม ส่วนฟันเลื่อยนั้นเป็นสีแดงเข้มเรียวบางและแหลมคมอย่างยิ่ง หญ้าฟันเลื่อยปลูกกันอย่างแพร่หลายโดยผู้ใช้ธาตุไม้และมันต้องใช้ดินโลหะในการปลูก มันใช้เวลาหนึ่งปีในการเติบโตและสามารถใช้ในการผลิตเป็นกระบี่หรือดาบในห้องผลิตระดับหนึ่งของหน่วยหญ้า เมื่อเทียบกับกระบี่หญ้าฟันเลื่อยแล้ว ดาบหญ้าฟันเลื่อยมีประโยชน์ใช้สอยที่หลากหลายกว่า และมันก็มีพลังทำลายล้างที่สูงกว่าอีกด้วย

สีและความเงาของหญ้าฟันเลื่อยนั้นเปลี่ยนไปตามอายุของมัน ยิ่งมันมีอายุมากเท่าไร สีก็ยิ่งเข้มขึ้นเท่านั้น หากหญ้าฟันเลื่อยมีอายุมากกว่าสิบปี สีของมันจะเปลี่ยนเป็นสีดำและมันมีราคาสูงมากทีเดียว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้อ้ายฮุยตกตะลึงมากที่สุดก็คือราคาของกระบี่หญ้าฟันเลื่อย ด้วยราคาหนึ่งแสนสองหมื่นหยวน ซึ่งนับว่าถูกมาก หากมีขายในร้านเติมเสบียงที่ตั้งอยู่ในแดนร้างแล้วละก็ ราคาของมันจะต้องอยู่ที่ประมาณสามแสนห้าหมื่นหยวนอย่างแน่นอน

ถึงแม้ว่าเมืองซงเจียนจะอยู่แนวหลังไม่ใช่แนวรบ แต่ราคาหนึ่งแสนสองหมื่นหยวนก็ยังถูกเกินไปอยู่ดี อ้ายฮุยตัดสินใจซื้ออย่างไม่ลังเล

น้ำหนักกระบี่นี้หนักกว่ากระบี่หญ้าทั่วไปมาก หากไม่มีความแข็งแกร่งระดับหนึ่งแล้วละก็ คงเป็นการยากที่จะใช้มัน ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องปกติที่จะมีนักเรียนบางคนสามารถใช้กระบี่เช่นนี้ได้ แต่ราคาที่ต่ำแบบนี้คงไม่มีใครหาได้

หลังจากถามเหตุผลจากผู้จัดการหลี่แล้ว อ้ายฮุยก็พูดอะไรไม่ออก เหตุผลนั้นเป็นเพราะสีของกระบี่ไม่สวย ดังนั้นมันจึงไม่เป็นที่นิยมของนักเรียนซึ่งเป็นเหตุให้ราคาต่ำลง

ผู้จัดการหลี่ทำการแนะนำกระบี่หญ้าชนิดอื่นที่เรียกว่า “แดงเพลิง” ที่เขาอ้างว่าเป็นสินค้าขายดี กระบี่มีสีแดงสดทั่วทั้งตัวกระบี่ ส่องประกายสีแดงระยิบระยับ ดูเหมือนเหล็กที่ถูกเผาจนแดงจ้า ยามกวัดแกว่งจะมีประกายไฟพวยพุ่งออกมา ดูราวกับการแสดงดอกไม้ไฟอันสวยสดงดงาม

นี่เป็นครั้งแรกที่อ้ายฮุยเห็นกระบี่หญ้าที่เปล่งประกายแพรวพราวขนาดนี้ และนั่นทำให้เขาประหลาดใจ เมื่อมองใกล้ๆ ก็ยิ่งทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป ใบกระบี่ที่เปล่งแสงสีแดงเจิดจ้านั้นไม่ทำให้รู้สึกร้อนเมื่อสัมผัสแต่กลับให้ความรู้สึกเย็นเยียบ ประกายไฟที่พวยพุ่งออกมานั้น อันที่จริงแล้วเป็นเมล็ดพันธุ์หญ้า

ผู้จัดการหลี่บอกว่าผู้ใช้พลังธาตุดินที่เพาะพันธุ์หญ้าแดงนี้ไม่ต้องการที่จะขายมันในตอนแรก คุณภาพของหญ้าแดงนั้นค่อนข้างต่ำดังนั้นกระบี่ที่สร้างออกมาจึงมีคุณภาพปานกลางเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการหลี่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เขาจึงตัดสินใจซื้อสิทธิ์ในการจัดจำหน่ายมา เมื่อเขานำกระบี่เข้ามาขายในสนามเหนี่ยวนำมันก็กลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว ผู้มีประสบการณ์ที่ท่องไปในแดนร้างอาจไม่คิดว่ากระบี่ที่เจิดจ้าและคุณภาพปานกลางจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ แต่พวกนักเรียนที่ไม่ได้ใช้กระบี่ในการรบจริงกลับชอบกระบี่เช่นนี้และรู้สึกว่ากระบี่หญ้าแดงเพลิงนั้นช่างหรูหราและงดงาม

อ้ายฮุยยกนิ้วโป้งให้

ข้าชอบความคิดไร้ยางอายของท่านจริงๆ

ขนกระต่ายเอ๋ย ข้าต้องพึ่งเจ้าแล้ว!

หลังจากกลับมาถึงโรงฝึกก็แกะห่อของที่อาจารย์สวี่ได้มอบให้กับเขา แต่เมื่อเขาได้เห็นตำแหน่งของสถานที่ซึ่งจะไปทัศนาจรกันจริงๆ แล้วเขาก็รู้สึกเสียขวัญเล็กน้อย

สนามเหนี่ยวนำเคยเป็นแนวรบมาก่อน แต่เนื่องจากการขยายตัวของอู่สิงเทียนทำให้สนามเหนี่ยวนำกลายเป็นแนวหลังไปในที่สุด แต่ที่ตั้งของมันอยุ่ใกล้กับดินแดนเก่า และเป้าหมายในการเดินทางครั้งนี้ก็คือบริเวณรอยต่อนั้น

ดินแดนเก่า…

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น