หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

สมาคมแลกเปลี่ยนทราฟฟอร์ดยินดีต้อนรับ... คุณพร้อมจะแลกเปลี่ยนกับเราแล้วหรือยัง?

บทที่ 77 คำสั่งเสียที่มีมายาวนาน

ชื่อตอน : บทที่ 77 คำสั่งเสียที่มีมายาวนาน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 01 เม.ย. 2562 18:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 77 คำสั่งเสียที่มีมายาวนาน
แบบอักษร

“คุณ...เป็นใคร?” 

ออสมอนด์ไม่ได้ตื่นตัวระวังซิสเตอร์ชุดคลุมสีดำที่จู่ๆ ก็โผล่มาคนนี้มากนัก อย่างมากก็แค่ประหลาดใจเท่านั้น 

แม้ว่าเขาเพิ่งจะกลับมาที่ตระกูลเชาเชสกู แต่อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าคนในตระกูลมีศรัทธาในใจ คนที่จะไปโบสถ์ในทุกๆ สัปดาห์ก็แทบจะนับนิ้วได้เลย เขาจึงพอเข้าใจได้บ้าง 

“ท่านออสมอนด์เรียกฉันว่าลามีอัสก็ได้ค่ะ” 

แล้วลามีอัสก็มาอยู่ตรงหน้าออสมอนด์ วาดมือแตะที่หน้าผาก ไหล่ทั้งสองข้างและกลางหน้าอกเบาๆ เป็นรูปไม้กางเขน 

ออสมอนด์อดจะระแวดระวังตัวขึ้นมาไม่ได้ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้เลื่อมใสศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าที่เล่าอยู่ในประวัติศาสตร์ยาวนานของชาวตะวันตก แต่คุณแม่ที่ถึงแก่กรรมไปแล้วของเขาก็เป็นชาวคริสต์ที่มีความศรัทธามากคนหนึ่ง 

นอกจากนั้นเขาเห็นบนนิ้วนางข้างขวาของซิสเตอร์ที่ชื่อลามีอัสคนนี้สวมแหวนวงหนึ่งอยู่...สัญลักษณ์ที่มีความหมายพิเศษบางอย่างกับซิสเตอร์ล่ะมั้ง? 

แต่ทำไมถึงได้เป็นแหวนสีดำ? 

“คุณมาพบผมมีธุระอะไรหรือเปล่า?” ออสมอนด์นึกไม่ออกเลย ในเวลานี้ ซิสเตอร์ที่จู่ๆ ก็โผล่มาหาเขามีจุดประสงค์อะไรกันแน่ 

จะว่าไปแล้ว โจนาธานคุณตาของเขาก็ไม่ใช่ชาวคริสต์ซะหน่อย...หรือเพราะว่าใกล้จะถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต ก็เลยคิดจะรับศีลปฎิญาณตนเป็นชาวคริสต์? 

แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ เรียกบาทหลวงมาสักคนก็น่าจะเหมาะกว่าไม่ใช่เหรอ? 

ลามีอัสกลับยิ้มน้อยๆ “มีของอย่างหนึ่งที่อยากจะมอบให้ท่าน” 

ไม่รู้ว่าในมือของลามีอัสมีซองจดหมายสีขาวซองหนึ่งตั้งแต่เมื่อไหร่กัน สิ่งที่ใช้ปิดผนึกคือตราประทับครั่งและสัญลักษณ์ตรานั้นก็คือตราประจำตระกูลเชาเชสกู 

“จดหมาย? ให้ผม...ใครกัน?” 

“คุณแม่ของท่านค่ะ” 

“คุณแม่ของผม?” ออสมอนด์มองดูซองจดหมายสีขาวในมืออย่างงุนงง ตอนที่เงยหน้าคิดจะถามอะไรให้ชัดเจนมากขึ้นสักหน่อย ซิสเตอร์ที่ชื่อลามีอัสคนนั้นก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว 

สายลมพัดโชยมา แนวรั้วดอกกุหลาบในสวนขยับพลิ้วไหวเบาๆ ออสมอนด์ขมวดคิ้ว เปิดซองจดหมายออก เป็นกระดาษจดหมายออกสีเหลืองๆ คิดว่าคงเก็บมานานหลายปีแล้ว 

“ลูกรักของแม่ ออสมอนด์” 

“ตอนที่ลูกอ่านจดหมายนี้ แม่คงได้จากโลกนี้ไปแล้ว แม่รักลูกมากที่สุด ลูกชายของแม่ ลูกรัก ถ้าลูกรู้สึกพอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้ และมีคนรักแล้วล่ะก็ แม่หวังว่าลูกจะไม่อ่านจดหมายที่เหลือต่อ นี่เป็นคำขอร้องของแม่คนหนึ่ง เพราะว่าต่อไป สิ่งที่แม่จะต้องบอกลูกเป็นความลับที่มีมายาวนานของตระกูลเชาเชสกู และเกี่ยวกับสถานะที่แท้จริงของลูก บางทีสิ่งเหล่านี้มันจะเปลี่ยนแปลงชีวิตลูกไปอย่างสิ้นเชิง และบางทีชีวิตของลูกจะไม่ได้ดีขึ้น แต่อาจจะแย่ลงกว่าเดิม” 

เนื้อหาของจดหมายในหน้าแรกจบลงแล้ว และนี้เป็นลายมือของแม่เขาเอง ปกติลายมือของแม่เขาเลียนแบบได้ยาก ความเคยชินที่เขียนเส้นแต่ละเส้นเชื่อมติดกันเพียงเล็กน้อยในหลายๆ จุดนั้นคนนอกน้อยคนนักที่จะสังเกตเห็น 

ออสมอนด์ตกตะลึง เขาเองก็เพิ่งรู้เรื่องที่คุณแม่เป็นลูกสาวตระกูลเชาเชสกูเมื่อปีที่แล้วนี่เอง เนื้อหาส่วนต่อไปก็น่าจะพูดถึงเรื่องนี้ล่ะมั้ง? คุณแม่น่าจะไม่คาดคิดว่าหลังจากที่หนีจากตระกูลเชาเชสกูไป พ่อของเธอได้แก้ไขความสัมพันธ์นี้ให้กลับมาถูกต้องอีกครั้ง 

แต่ทำไมซิสเตอร์ที่ยังดูสาวมากคนนั้นถึงได้มีจดหมายของแม่เขาล่ะ? 

ออสมอนด์ไม่อาจฝืนความรู้สึกได้ จึงเปิดกระดาษจดหมายหน้าที่สองออก 

“แม่ ไม่ใช่ลูกสาวของตระกูลเชาเชสกู...” 

... 

... 

ลั่วชิวไม่ได้พูดกับโจนาธานมากนัก 

เพราะตอนแรกก็แค่คิดจะมาเก็บค่าธรรมเนียมเท่านั้น ดังนั้นปกติหลังจากได้พบแล้วก็จะรีบจากไปทันที ความจริง สิ่งที่เจ้าของร้านลั่วรู้สึกสนใจมากกว่าการมารับวิญญาณของโจนาธานก็คือปีศาจที่ถูกตระกูลเชาเชสกูผนึกไว้ห้าร้อยกว่าปี 

“เจ้าชายวลาดนักเสียบ ก็อยู่ใต้บ่อน้ำโบราณนี้?” 

ตรงกลางเขาวงกตรั้วดอกกุหลาบนี้ ลั่วชิวกำลังพิจารณาบ่อน้ำโบราณนี้ที่ถูกหินก้อนโตปิดทับไว้ด้วยความใคร่รู้ 

“ถ้าจะพูดให้ถูก น่าจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเจ้าชายวลาดนักเสียบเท่านั้นค่ะ” โยวเย่พูดด้วยอันเสียงแผ่วเบาเป็นพิเศษ “นายท่านรู้ประวัติเจ้าชายวลาดนักเสียบด้วยเหรอคะ?” 

ลั่วซิวคิดอยู่พักหนึ่งถึงได้เอ่ยขึ้น “เหมือนจำได้ว่าสุดท้ายแพ้สงคราม...ศพถูกตัด เธอจะบอกว่า ที่ถูกปิดผนึกไว้ข้างในคือชิ้นส่วนร่างกายของเจ้าชายวลาดนักเสียบเหรอ?” 

โยวเย่พยักหน้า “แขนซ้ายค่ะ” 

เธอก็เริ่มเล่าเรื่องราวบางส่วนที่ไม่ได้บันทึกในประวัติศาสตร์ “หลายร้อยปีก่อน เจ้าชายวลาดนักเสียบมีชื่อเสียงเรื่องความโหดเหี้ยมอำมหิต เรื่องเล่าขานเกี่ยวกับเขาในผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่แห่งนี้มีมากมาย แต่มาถึงตอนนี้คนส่วนใหญ่ก็แค่คิดว่านี่เป็นเรื่องที่ศิลปินดัดแปลงแต่งเพิ่มขึ้นในตอนหลัง แต่พวกเรารู้ว่า นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อะไรขนาดนั้น ไม่ใช่เหรอคะ?” 

ความสนใจของลั่วชิวค่อยเพิ่มมากขึ้น “ในเมื่อข้อมูลประวัติศาสตร์บันทึกว่าเจ้าชายวลาดนักเสียบถูกตัดแขนขา และที่ถูกปิดผนึกไว้ในนี้ก็เป็นแขนซ้ายของเจ้าชายวลาดนักเสียบ...จะบอกว่าบรรพบุรุษของตระกูลเชาเชสกูตอนนั้นก็เคยร่วมศึกกับเจ้าชายวลาดนักเสียบงั้นเหรอ?” 

“ทายาทแห่งสุลต่านราชวงศ์ที่เคยถูกโค่นล้ม ตระกูลเชาเชสกู ต่อมาก็มีสมาคมเก่าแก่ที่ใช้สัญลักษณ์ธงแห่งความยุติธรรม พวกเขาร่วมมือกันฆ่าเจ้าชายวลาดนักเสียบ ตัดแยกชิ้นส่วนร่างของเขา แต่ทว่าเจ้าชายวลาดนักเสียบไม่ได้ตายเพราะถูกตัดแยกชิ้นส่วนร่างกาย เพราะแท้จริงแล้วเขาแข็งแกร่งมากเกินกว่าที่คิด ดังนั้นคนที่ร่วมมือกันฆ่าในตอนนั้น ต่างคนต่างก็ได้แต่แบ่งเอาชิ้นส่วนร่างกายของเจ้าชายวลาดไปแบ่งกันรับผิดชอบดูแล เจ้าชายวลาดนักเสียบแม้ว่าเหี้ยมโหดอำมหิต แต่ที่จริงเขาก็เป็นวีรบุรุษที่ปกป้องรักษาอาณาจักรเหมือนกัน ดังนั้นหลังจากที่เจ้าชายวลาดนักเสียบพ่ายแพ้สงคราม พวกเขาได้ทำการเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของเจ้าชายวลาดนักเสียบ แต่ก็เป็นเพียงแค่การเซ่นไว้ในรูปแบบหนึ่งเท่านั้น ด้วยดวงวิญญาณของเจ้าชายวลาดนักเสียบได้ถูกแยกเป็นหลายส่วนซ่อนอยู่ตามชิ้นส่วนต่างๆ ของร่างกายเขาเมื่อครั้งที่ถูกตัดแขนขาไปตั้งนานแล้ว” 

โยวเย่ยื่นมือสัมผัสลูบไปที่หินก้อนใหญ่ที่ตั้งอยู่บนปากบ่อน้ำ “พวกเขาได้นำชิ้นส่วนต่างๆ ของร่างกายที่มีดวงวิญญาณของเจ้าชายวลาดนักเสียบสถิตอยู่ไปด้วย คิดว่าในเมื่อตัดกำลังให้เขาอ่อนแอลงได้แล้ว ถ้าเช่นนั้นในระยะเวลาอันยาวนานก็คงจะหาวิธีทำลายเจ้าชายวลาดนักเสียบที่แท้จริงได้ แต่ว่าวิญญาณดวงนี้เดิมทีก็เป็นของสมาคม...จะปล่อยให้ถูกทำลายไปง่ายๆ ได้อย่างไรกัน?” 

ลั่วชิวตกตะลึง “เธอหมายถึง...เจ้าชายวลาดนักเสียบเคยแลกเปลี่ยนกับสมาคม?” 

โยวเย่พยักหน้า “เรื่องนี้ฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจนักค่ะ เพราะว่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนที่ฉันจะเข้ามาสมาคม แต่นายท่านคนก่อนบังเอิญพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เขาละทิ้งความเชื่อศรัทธาทั้งหมดที่มีอยู่ในใจ เอาชีวิตจำนวนมากมายกับดวงวิญญาณของตนเองมาแลก เพื่อให้ได้พลังในการแก้แค้น” 

“ในสมุดบัญชี น่าจะมีบันทึกของเจ้าชายวลาดนักเสียบอยู่หรือเปล่า?” ลั่วชิวพูดขึ้นในทันที 

โยวเย่พยักหน้าพูด “มีค่ะ อยู่อีกเล่มหนึ่ง” 

ตามหลักแล้ว ลั่วชิวคิดว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตนเองยังทำได้ไม่ดีพอ...ปัญหาอยู่ที่สมุดบัญชีพวกนี้แหละ

กี่สิบเล่มกัน? ก็คงมากกว่าร้อยเล่มได้ล่ะมั้ง?

แต่ละเล่มล้วนมีความหนาพอๆ กับก้อนอิฐ และทุกเล่มก็เหมือนเข็มในมหาสมุทร...พวกมันวางกองอยู่ในชั้นหนึ่งตรงไหนสักที่ในสมาคมอย่างเงียบสงบ 

กลับไปต้องหาเวลาค้นตารางกำหนดการในสมุดบัญชีมาจัดการแล้วล่ะมั้ง? 

“ทำไมตระกูลเชาเชสกูถึงได้ใช้ดวงวิญญาณของสมาชิกในตระกูลตนเองมาแลกเปลี่ยน ทำการปิดผนึกแขนซ้ายของเจ้าชายวลาดนักเสียบด้วยล่ะ?” 

“หลังจากผู้นำตระกูลเชาเชสกูในตอนนั้นนำแขนซ้ายของเจ้าชายวลาดนักเสียบกลับมา ก็พยายามทำทุกวิถีทาง แต่ก็ไม่สามารถทำลายแขนซ้ายข้างนี้ได้สำเร็จจริงๆ สักที ขนาดภรรยาของเขาก็ยังถูกล่อหลอกจากดวงวิญญาณส่วนนี้ที่สถิตอยู่ในแขนซ้ายของเจ้าชายวลาดนักเสียบ ให้ดื่มเลือดจากแขนซ้ายของเขาอย่างเงียบๆ จนกลายเป็นผีดูดเลือดตนหนึ่ง” โยวเย่พูดด้วยเสียงเรียบเฉยต่อ “ภายหลังที่ผู้นำตระกูลในสมัยนั้นรู้เรื่องเข้า ก็พยายามอดกลั้นต่อความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ แล้วฆ่าภรรยาของตนเองตาย” 

จู่ๆ โยวเย่ก็กระโดดขึ้นเบาๆ นั่งลงบนก้อนหินใหญ่ก้อนนั้น มองปราสาทโบราณที่อยู่ไกลจากรั้วดอกไม้ยิ้มน้อยๆ พูดขึ้น “ไม่อาจให้อภัยเจ้าชายวลาดนักเสียบที่ก่อเรื่องราวโศกนาฎกรรมทั้งหมดนี้ได้ ในเมื่อไม่สามารถกำจัดเขาได้ ก็จะให้เขาทนทุกข์ทรมานอย่างไม่มีวันสิ้นสุดตลอดกาล ผู้นำตระกูลเชาเชสกูในตอนนั้นให้คำสั่งเสียก่อนตายไว้ว่า หากทายาทของข้าต้องการได้รับมรดกอันมากมายของตระกูลเชาเชสกู มีเพียงเงื่อนไขเดียวเท่านั้น นั่นก็คือต้องอุทิศดวงวิญญาณของตน เพื่อให้ปีศาจตนนี้ใช้ชีวิตอยู่กับความทุกข์ทรมานอย่างไม่มีวันสิ้นสุดตลอดกาล...”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น