พราวนภา/เนตรอัปสรา/มณีหยาดฟ้า

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เผชิญหน้า (40%)...ถ้าเกิดท้องล่ะ!!!

ชื่อตอน : เผชิญหน้า (40%)...ถ้าเกิดท้องล่ะ!!!

คำค้น : รักโคตรร้าย ผู้ชายฮาร์ดคอร์ ,ป๋าพงษ์ , หมอครีม ,แอบรัก

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.9k

ความคิดเห็น : 53

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.พ. 2562 19:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เผชิญหน้า (40%)...ถ้าเกิดท้องล่ะ!!!
แบบอักษร





คิริมารู้สึกตัวอีกทีในตอนสายของวันถัดมา มือเรียวคลำหาแว่นตาสะเปะสะปะไปตามความเคยชินเพราะคิดว่าอยู่ที่ห้องนอนในบ้านของตัวเอง แล้วก็พบว่ามันวางอยู่ตรงบริเวณหัวเตียงเหนือศีรษะ หลังจากใส่แว่นแล้วร่างอ่อนเปลี้ยก็ผุดลุกขึ้นนั่งด้วยสภาพเนือยๆ ปวดเมื่อยเนื้อตัวไปหมด   

ทันใดนั้นเสียงหวานก็หลุดอุทานออกมา เมื่อเห็นเต็มตาว่าตัวเองอยู่บนเตียงของโรงแรงแห่งหนึ่งเพียงลำพังในสภาพเปลือยเปล่า ครั้นขยับตัวก็สูดปากคราง แทบน้ำตาร่วง เจ็บช่วงล่างเหมือนโดนฉีกทึ้งออกจากกัน นั่งหลับตานึกอยู่สักพักก็ร้องไห้ออกมาเมื่อสิ่งที่ยังติดค้างอยู่ในหัวอันหนักอึ้งเป็นช่วงๆ คือความจริง ร่างกายเธอมันฟ้องอย่างเด่นชัดว่าเมื่อคืนนี้เธอได้สูญเสียความสาวไปแล้ว  แต่ไม่รู้ว่าคนที่ตนเผลอมีสัมพันธ์ลึกซึ้งด้วยนั้นเป็นใคร จำได้เลือนลางแค่อีกฝ่ายบอกว่าเขารู้จักเธอตั้งแต่สมัยเรียนม.ปลาย และเขาก็ตอกหน้าในตอนท้ายว่าเขาก็ไม่รู้จักเธอเหมือนที่เธอไม่รู้จักเขา แต่ที่แน่ๆ คือผมของเขาสีเทา ส่วนหน้าตานั้นเธอจำไม่ได้เลยเนื่องจากมองเห็นแค่เลือนรางเพราะขาดแว่น ที่จำได้ติดหูคือเขาเรียกเธอว่า ‘ป้า’ เหมือนที่ใครบางคนเรียกเธอตั้งแต่สมัยเรียนมหา’ลัย                

เมื่อคืนเธอนอนกับเขาอย่างนั้นหรือ?

คงไม่หรอกมั้ง ถึงจะหัวเทาเหมือนกัน แต่ในประเทศนี้มันมีคนทำผมไฮไลต์สีเทาคนเดียวเสียที่ไหน อีกอย่างเมื่อคืนเธอก็ถามเขาแล้ว เขาบอกว่าไม่ใช่ก็คงไม่ใช่ล่ะมั้ง   

ปลอบใจตัวเองได้แป๊บเดียวก็ต้องทำหน้ายุ่งเมื่อคำถามหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว  

แล้วถ้ามันเกิดเป็นเขาขึ้นมาล่ะ?

บ้าไปแล้ว! ไม่หรอก มันไม่มีทางเป็นไปได้ โลกคงไม่กลมขนาดนั้นหรอก เขาและเธอไม่ได้เจอหน้ากันตั้งหลายปี ครั้งสุดท้ายที่เธอได้ข่าวคราวคืออีกฝ่ายไปเรียนต่อเฉพาะทางที่ต่างประเทศ และคาดว่าหลังจากนั้นจะทำงานที่โน่นเลย แล้วเขาจะมาโผล่ที่ผับนั่นได้ยังไง คงไม่ใช่หรอกมั้ง        

ความคิดฟุ้งซ่านพลันหยุดกึก เมื่อเหลือบไปเห็นกระดาษเล็กๆ แผ่นหนึ่งวางอยู่ข้างโคมไฟโดยมีถุงเสื้อผ้าทับเอาไว้อย่างหมิ่นเหม่ รีบเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาดู แล้วก็ต้องตะลึงงัน          

'ป้า...อย่าลืมหายาคุมฉุกเฉินกินด้วยล่ะ เมื่อคืนผมโดนคุณจับปล้ำเลยไม่ได้สวมถุงยาง อ๋อ...แล้วก็อย่าเที่ยวลากใครไปปล้ำอีกล่ะ ถ้าอยากก็ติดต่อมา 099-xxxxxxx '

คิริมาแทบจะกรีดร้องออกมาเมื่ออ่านประโยคในกระดาษแผ่นเล็กที่อีกฝ่ายทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าจบ แสนจะคับข้องใจและอับอายเหลือคณาที่เมื่อคืนเธอเป็นฝ่ายรุกผู้ชาย แถมยังยั่วจนเขาตบะแตกไม่เหลือชิ้นดี      

โอยยยย..รู้ไปถึงไหนอายไปถึงนั่น

รู้ตัวอีกทีเธอก็นั่งมองกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ นั้นราวกับคนละเมอ คำว่า ‘ป้า’ แบบเน้นๆ ตัวใหญ่เป้งเด่นหราเพราะเจ้าของลายมือหวัดๆ จงใจเน้นย้ำ ทำให้คิริมาอดหวนนึกถึงอดีตไม่ได้ สมองพลันคิดไปถึงใครบางคนที่เรียกเธอว่าป้า เขาสุภาพ ใจดี และเป็นสายเปย์ จนใครต่อใครต่างก็เรียกเขาว่าป๋าแทนชื่อพงษ์สวัสดิ์ เขารับไมตรีจิตและเป็นมิตรกับผู้หญิงทุกคน หากแต่ไม่ใช่กับเธอ แฟชั่นตกยุคของคณะแพทย์ศาสตร์อย่างเธอไม่เคยอยู่ในสายตาหนุ่มฮอตสุดแนวอย่างเขา ทั้งคู่เปรียบประดุจดังเส้นขนานที่มิอาจมาบรรจบ     

ครั้งแรกที่เจอกันพงษ์สวัสดิ์เป็นน้องใหม่เฟรชชี่ ส่วนเธอก็เป็นนักศึกษาแพทย์ปีสอง จำได้ว่าตอนนั้นเขาโผเข้าหา แล้วละล่ำละลักถามไถ่ว่าจำเขาได้ไหมด้วยท่าทางตื่นเต้นท่ามกลางความตะลึงงันของเธอ พอเธอตอบไปว่าเธอไม่เคยรู้จักเขามาก่อน คำตอบก็ทำให้เขาสะอึกและนิ่งอึ้ง ใบหน้าหล่อเหลาที่ฉายไปด้วยความยินดีพลันเย็นชาในชั่วพริบตา ก่อนที่เขาจะด่าเธอว่ายัยป้าสมองเลอะเลือน แล้วเดินจากไปแบบไม่เหลียวหลัง     

จากนั้นพงษ์สวัสดิ์ก็ทำท่าหมางเมินเย็นชา ไม่เฉียดกายเข้าใกล้ และไม่ยุ่งเกี่ยวกับเธออีกเลย มิหนำซ้ำยังแสดงท่าทีรังเกียจ น่าแปลกที่เธอไม่รู้จักเขาก็จริงแต่เมื่อเห็นเขาทำท่ารังเกียจอย่างชัดเจนในทุกครั้งที่บังเอิญเจอกันเธอกลับรู้สึกปวดแปลบที่หน้าอกด้านซ้าย ความรู้สึกอึนๆ ผุดขึ้นมาในหัว  เสมือนว่ามันมีอะไรบางอย่างติดค้างอยู่ในความทรงจำ พอคิดจะค้นหาคำตอบก็ปวดหัวจนแทบระเบิดทุกครา

จมปลักอยู่กับเรื่องราวสมัยมหา’ลัยอยู่สักพัก คิริมาก็วกคิดไปถึงความผิดพลาดที่สุดในชีวิตซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นในค่ำคืนที่ผ่านมา ก่อนจะสะบัดศีรษะแรงๆ แล้วปลอบใจตัวเอง     

เธอคงไม่ได้นอนกับผู้ชายร้ายกาจพรรค์นั้นหรอกมั้ง             

ครั้นเริ่มปลงตกก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองจะต้องรีบไปหายาคุมฉุกเฉินมากิน เธอเป็นหมอก็จริงแต่ไม่เคยพกยาพวกนั้น เพราะไม่เคยใช้ชีวิตที่สุ่มเสี่ยงต่อการท้องโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ครั้งนี้เธอกลับพลาดอย่างมหันต์ และเธอจะพลาดแค่เสียตัว แต่ไม่ยอมพลาดให้ตัวเองท้องไม่มีพ่ออย่างเด็ดขาด คิดได้ดังนั้นคุณหมอสาวก็รีบควานหาโทรศัพท์ เพราะต้องการใช้อินเทอร์เน็ตค้นหาตำแหน่งร้านขายยาที่ใกล้ที่สุด          

จำได้ว่าครั้งสุดท้ายเธอจับโทรศัพท์ยัดใส่กระเป๋า แล้วก็ต้องกุมขมับเพราะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนไม่ได้เอากระเป๋ามาจากผับ ทว่าพอมองไปยังชุดโซฟาสีเบดตรงมุมห้องกลับพบว่ามีกระเป๋าสะพายสีครีมของตัวเองวางอยู่ คาดว่าผู้ชายคนนั้นคงจะไปเอามาให้ตอนที่จับเธอยัดใส่ในรถแล้วหายไปพักหนึ่ง      

คิริมาก้าวลงจากเตียงอย่างทุลักทุเล พอไปถึงโซฟาก็รีบควานหามือถือในกระเป๋า ก่อนจะตีหน้ายุ่งเมื่อนึกขึ้นได้ว่าแบตโทรศัพท์ของตัวเองหมดไปตั้งแต่เมื่อคืน เธอโทรไปขอความช่วยเหลือจากทางโรงแรม ไม่นานก็มีพนักงานเอาที่ชาร์ตแบตมาให้ คุณหมอสาวรีบชาร์ตโทรศัพท์ แล้วพยายามนึกถึงตารางเวรว่าวันนี้ตนมีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง การเสียสาวแบบไม่รู้ว่าใครคือคู่กรณีทำให้เธอเสียศูนย์ไปหมด        

แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าสิ่งแรกที่ตนควรทำมากที่สุดคือต้องรีบโทรไปที่บ้านโดยด่วน ป่านนี้คุณหญิงแม่ของเธอคงร้องไห้ฟูมฟายด้วยความเป็นห่วงที่ลูกสาวติดต่อไม่ได้ คุณพ่อก็คงกำลังให้ลูกน้องออกตามหาตัวเธอจ้าละหวั่น ส่วนน้องชายนั้นไม่ต้องพูดถึง คงทำหน้ายุ่งบ่นเป็นหมีกินผึ้ง หรือไม่ก็เดินไปเดินมาด้วยความกระวนกระวายใจจนนั่งไม่ติด ทว่ายังไม่ทันจะได้ทำอย่างใจคิดโทรศัพท์ที่เพิ่งชาร์ตแบตก็มีเสียงข้อความแจ้งเตือน      

 คิริมาทำตาโตเมื่อมีข้อความผุดขึ้นมารัวๆ ทั้งสายไม่ได้รับที่คนทั้งบ้านกระหน่ำโทรมาเกือบร้อยสาย ทั้งข้อความจากน้องชายอีกเกือบห้าสิบข้อความ  

นาทีต่อมาโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น คิริมารีบกดรับสายมือไม้สั่น พร้อมกันนั้นหัวสมองที่ยังตื้อเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ก็พยายามคิดหาคำแก้ตัวที่สมเหตุสมผลที่สุด  

“ฮัลโหล…ตัวใหญ่! ตัวใหญ่อยู่ที่ไหน! ปลอดภัยดีหรือเปล่า แล้วทำไมเมื่อคืนถึงไม่กลับบ้าน แถมไม่ยอมรับโทรศัพท์อีก ทุกคนเป็นห่วงตัวใหญ่มากรู้ไหม” ทันทีที่ผู้เป็นพี่สาวกดรับสายคนที่ไม่ได้นอนมาตั้งแต่เมื่อคืนก็รัวคำถามใส่เป็นชุด จนคนฟังต้องกะพริบตาปริบๆ อย่างเรียกสติ     

“เอ่อ…เมื่อคืนพี่ไปสังสรรค์กับเพื่อน ตั้งใจจะโทรบอกว่าจะไปนอนกับเพื่อนแต่กินเหล้าเมานิดหน่อยก็เลยลืม” คิริมาเอ่ยอ้อมแอ้ม เพราะนี่เป็นการโกหกครั้งแรก หากที่บ้านรู้ว่าเธอไปกินเหล้าเมาไม่ได้สติ แถมยังถูกวางยา และที่ร้ายแรงไปกว่านั้นคือมานอนในโรงแรมกับใครก็ไม่รู้ บ้านต้องแตกแน่ๆ      

“กินเหล้า! เมา!” ปรเมศทวนคำเสียงสูงด้วยความตกใจ เพราะพี่สาวของเขาประพฤติตัวอยู่ในกรอบอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด ขนาดเขาชวนไปร้านเหล้าเพื่อเปิดประสบการณ์แม่คุณยังส่ายหน้าและปฏิเสธท่าเดียว แล้วเมื่อคืนนี้นึกยังไงถึงไปโผล่ที่ร้านเหล้าและเมาจนไม่กลับบ้านได้    

“อือ…” คิริมารับคำเสียงอ่อยๆ ก่อนจะทำหน้ามุ่ยเมื่อโดนน้องชายบ่นจนหูชา

“ตัวใหญ่นี่ไม่ไหวจริงๆ หนีเที่ยวแล้วยังไม่โทรมาบอกอีก นิสัยไม่ดีแบบนี้ต้องให้แม่ตีก้น” วาจาในท้ายประโยคทำให้คนรู้สึกผิดที่ทำให้ทั้งบ้านเป็นห่วงถึงกับหลุดยิ้มออกมา        

“พี่ขอโทษ คราวหน้าจะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว”

“ไม่มีคราวหน้าแล้ว!” คนที่ขึ้นชื่อว่าสุขุมนุ่มลึกและไม่ชอบแสดงออกทางอารมณ์ถึงกับโวยลั่น ก่อนจะเอ่ยสั่งขึงขัง “เมศขอสั่งตัวใหญ่ว่าห้ามไปเที่ยวกลางคืนอีก ห้ามกินเหล้า ห้ามเลยเด็ดขาด ถ้าไม่ฟังเมศจะโกรธไม่คุยด้วยหนึ่งเดือน ตัวใหญ่ทำให้เค้าเป็นห่วงจนไม่ได้นอนรู้ไหม รีบกลับมากล่อมน้องนอนเลย”     

“น้องบ้า! จะให้พี่ไปกล่อมยังไงล่ะ โตจนจะมีเมียอยู่แล้วนอนเองไปเถอะ พี่มีนัดคนไข้ช่วงบ่าย”

หลังจากหลุดหัวเราะคิกออกมากับน้ำคำของคนช่างเอาแต่ใจ คิริมาก็เอ่ยเป็นเชิงปฏิเสธ เพราะช่วงบ่ายเธอนัดคนไข้รายสำคัญเอาไว้ แต่คนฟังหายอมไม่ 

“ไม่รู้ล่ะ ยังไงตัวใหญ่ก็ต้องกลับมาบ้าน มาให้พ่อกับแม่เห็นหน้า มาให้เค้าสำรวจว่ายังครบสามสิบสองอยู่หรือเปล่า ถ้าตัวใหญ่อยากให้น้องข่มตาหลับตัวใหญ่ต้องมา เพราะถ้าตัวใหญ่ไม่มาน้องก็จะนอนไม่หลับ และไม่มีสมาธิในเคสผ่าตัดสมองในคืนนี้” ปรเมศเอ่ยเสียยืดยาวซึ่งทุกถ้อยคำล้วนเอาแต่ใจตัวเองทั้งสิ้น      

"เดี๋ยวนะ…ตัวเล็กเป็นคนพูดมากตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย"

คนไม่ชอบให้ที่บ้านเรียกว่า ‘ตัวเล็ก’ ทำท่าฮึดฮัด แล้วสวนกลับ

“ก็ตัวใหญ่ทำให้เค้าเป็นห่วง ต่อมพูดมากเค้าเลยกำเริบ” น้ำคำข้างๆ คูๆ ที่ยกขึ้นมาเป็นเหตุผลทำให้คิริมาย่นจมูกใส่โทรศัพท์ด้วยความหมั่นไส้  

“พี่ขอโทษ พี่จะไม่ทำอย่างนั้นอีกแล้ว”

“ขอโทษก็ไม่หาย ตัวใหญ่ต้องกลับมาให้น้องกอด แล้วก็มาลูบหัวน้องก่อนน้องถึงจะนอนหลับ” ตัวแสบประจำบ้านยังคงเรียกร้องจะเอาอย่างใจจนเธอต้องยอมจำนนในที่สุด   

หลังวางสายจากน้องชายตัวแสบคิริมาก็ส่ายหน้าน้อยๆ จะยิ้มก็ยิ้มไม่ออกเพราะหัวสมองดันหวนนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนอีกครั้ง ก่อนจะยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองอย่างเรียกสติไม่ให้ฟุ้งซ่าน บอกตัวเองว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นแล้วถึงแม้จะเสียใจมากแค่ไหนก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ทำได้ก็แค่ปล่อยวาง        

วินาทีที่มือเรียวเผลอคลำไปโดนแผลเป็นเล็กๆ ตรงหางคิ้วด้านขวา ร่างบางก็ถึงกับแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดกึก หัวสมองพลันหวนคิดไปถึงสาเหตุของมัน          

สิบสามปีที่แล้วเธอประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจนแทบเอาชีวิตไม่รอด  หลังจากหลับไปสองสัปดาห์เต็มเธอก็ฟื้นมาพบว่าตัวเองนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชนที่ดีที่สุดของอเมริกา แต่ที่ร้ายแรงจนแทบช็อกคือเธอสูญเสียความทรงจำทั้งหมด ไม่รู้แม้กระทั่งชื่อของตัวเอง และจำใครไม่ได้สักคน รับรู้เรื่องราวของตัวเองจากปากคนที่เดินเข้ามาบอกเธอว่าเป็นพ่อ แม่ และน้องชาย อย่างงงๆ จากนั้นก็ต่อต้านเรื่องราวที่ได้รับฟัง จนถึงขั้นปิดกั้นตัวเองและไม่ยอมพูดคุยกับใคร เอาแต่ร้องไห้ ไม่ยอมกินข้าว และไม่ยอมนอน จนร่างกายทรุดหนัก         

ทว่าพ่อ แม่ และน้องชาย กลับไม่ทอดทิ้งเธอไปไหน ทั้งสามคนยังคงคอยอยู่เคียงข้าง คอยปลอบใจ และคอยให้กำลังใจให้เธอสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาอันแสนเลวร้ายเหมือนตายทั้งเป็น กว่าจะทำใจยอมรับทุกอย่างได้ก็ต้องใช้เวลาเยียวยากันอยู่นานพอสมควร แต่น่าแปลกที่บ่อยครั้งเธอมักฝันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่หน้าละม้ายคล้ายตัวเอง มันเป็นความฝันที่แสนอบอุ่นจนไม่อยากจะตื่น หากว่าเสียงร้องตะโกนใส่หน้าว่าเธอไม่มีแม่ของใครอีกคนจะไม่ดังขึ้นมาขัดจังหวะในทุกครั้งที่กำลังฝันดี ซึ่งทุกครั้งที่ความฝันวนเวียนมาถึงจุดนี้เธอจะปวดหัวจนแทบระเบิด สะดุ้งตื่นในกลางดึกหลายครั้ง หนักสุดก็ถึงขั้นต้องเข้าแอดมิดให้หมอเช็กสมองโดยละเอียด          

ทุกค่ำคืนคิริมาจะตกอยู่ในห้วงความฝันที่ทั้งสุขและทุกข์อย่างนั้นมากว่าหนึ่งปี ไปๆ มาๆ ความฝันซ้ำๆ ก็ทำให้เธอฟุ้งซ่านจิตตกจนนอนไม่หลับ และไม่อาจใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุข จนต้องเข้าปรึกษาจิตแพทย์ หากแต่ทุกอย่างกลับไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร จนกระทั่งมันดำเนินมาถึงจุดที่เธอทนไม่ไหว เพราะฝันเห็นหญิงชายคู่หนึ่งทำร้ายกัน ซึ่งฝ่ายหญิงคือผู้หญิงคนเดิมที่ติดอยู่ในห้วงความฝันซ้ำๆ เนื้อตัวเปื้อนไปด้วยเลือด ส่วนฝ่ายชายที่มีสภาพไม่ต่างกันก็ขยับริมฝีปากสั่นระริกเรียกเธอว่าลูก เธอได้ยินเสียงตัวเองกรีดร้องปนร้องไห้ห้ามปรามไม่ให้พวกเขาทั้งคู่ทำร้ายกัน จากนั้นไม่นานเธอก็ได้ยินเสียงใครบางคนตะโกนว่าเธอไม่มีแม่ ซึ่งมันเป็นอะไรที่ร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ                 

จนในที่สุดคิริมาก็ตัดสินใจสอบถามนายปราบและคุณหญิงปรางทิพย์ คราแรกนั้นท่านทั้งสองต่างทำท่าอึกอัก กระทั่งทนเสียงรบเร้าไม่ไหว สุดท้ายก็ยอมที่จะไขข้อข้องใจ ซึ่งคำตอบที่ได้รับ ความจริงที่รู้ว่าเธอไม่ได้มีสายเลือดจิรกุลโดยกำเนิดก็ทำให้คิริมาเสียศูนย์และช็อก เธอรู้สึกว่าตัวเองมาอยู่ผิดที่ผิดทาง มาอยู่ท่ามกลางคนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกันเลย แถมยังมาเป็นภาระของพวกเขาอีก แต่คนที่เธอเข้าใจว่าเป็นพ่อ แม่ และน้องชาย ล้วนดีกับเธอ ประเสริฐจนเธอไม่รู้ว่าจะทดแทนบุญคุณมากมายมหาศาลนั้นเช่นไร    

พอคิริมาตัดสินใจขอย้ายออกไปอยู่เพียงลำพังเพราะนึกละอายใจและสับสนเหมือนคนหลงทาง ผู้ที่เธอคิดว่าเป็นแม่แท้ๆ เสมอมาก็ถึงกับเอ่ยทั้งน้ำตาว่าอย่าไปจากท่านเลย ถึงแม้เธอจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ แต่พวกท่านก็เลี้ยงดูฟูมฟักมาด้วยความรักโดยไม่คิดจะหวังผลตอบแทน หวังก็แต่ว่าเธอจะยอมรับทั้งสามคนเป็นครอบครัว เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และจะใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ร่มเงาของจิรกุลอย่างมีความสุข โดยไม่ตะขิดตะขวงใจว่าเธอคือคนนอก         

หลังจากนั้นคิริมาก็พยายามที่จะทำใจยอมรับความจริงอยู่นาน บวกกับการไปพบจิตแพทย์ตามนัดเป็นประจำ จนอาการฝันร้ายของเธอเริ่มดีขึ้น ที่สุดเธอก็ไม่ฝันเห็นภาพพ่อกับแม่ผู้ให้กำเนิดนอนจมกองเลือด ส่วนเสียงร้องตะโกนว่าเธอไม่มีแม่นั้นค่อยๆ เลือนรางไปตามกาลเวลา ทว่าสุ้มเสียงนั้นยังคงติดหนึบอยู่ในความทรงจำไม่สร่างซ่า เหมือนเสียงนั้นเธอเคยได้ยินมันจากปากใครสักคน มันเหมือนเสียงใครบางคนที่เธอเคยรู้จัก แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก ยิ่งพยายามนึกก็ยิ่งปวดหัวจนแทบจะระเบิด ที่สุดเธอก็ต้องบอกตัวเองว่าให้ปล่อยวางเรื่องราวอันเลวร้ายในอดีต แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างมีความสุข ใช้ชีวิตในแบบที่พ่อ แม่ และน้องชายต้องการ         

หากแต่ในใจลึกๆ แล้วคิริมายังคงปรารถนาที่จะรับรู้ความเป็นมาของตัวเองเมื่อครั้งในอดีต และได้แต่หวังว่าสักวันความทรงจำในวันวานจะหวนกลับมา ซึ่งเธอเชื่อว่าเมื่อถึงเวลานั้นไม่ว่าสิ่งที่ติดค้างอยู่ในหัวจะเป็นเช่นไร และไม่ว่ามันจะดีหรือร้ายเธอก็จะสามารถรับมือกับมันได้          

ชีวิตของเธอมาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะนายปราบและคุณหญิงปรางทิพย์ ถึงท่านทั้งสองจะไม่ใช่ผู้ให้กำเนิดแต่ก็เต็มใจยื่นมือเข้ามาอุ้มชู ดึงคนที่ประสบอุบัติเหตุปางตายในสภาพที่ไร้ญาติขาดมิตรให้ได้รับการรักษาเยียวยาจากแพทย์ที่เก่งที่สุด จากนั้นก็เลี้ยงดูฟูมฟักประหนึ่งลูกในไส้ ให้ทุกอย่างเท่าที่พ่อแม่จะให้ลูกคนหนึ่งได้ ทำให้คนที่สูญเสียความทรงจำและเหมือนตกอยู่ในโลกมืดได้มีชีวิตใหม่ ทำให้คนที่ทั้งเกลียดและกลัวโรงพยาบาลจับจิตกลายเป็นรักและผูกพัน ปลูกฝังให้เธอเห็นคุณค่าในชีวิตของตัวเองและผู้อื่น และพร้อมจะช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเพื่อนมนุษย์อย่างไม่หวังผลตอบแทน จนที่สุดคิริมาก็กลายมาเป็นหมอที่เก่งที่สุดในรุ่น เป็นหมอที่คนไข้ต่างรักและเทิดทูน เป็นรองผู้อำนวยการของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังที่ผู้ใต้บังคับบัญชาต่างเคารพและยอมรับในความสามารถแบบไร้ข้อกังขา              

แพทย์หญิงคิริมา จิรกุล ในวันนี้แตกต่างจากในอดีตโดยสิ้นเชิง เธอมีครอบครัวที่อบอุ่น มีพ่อ มีแม่ ที่รักและปรารถนาดี มีน้องชายสุดหล่อที่ทั้งรักและหวงพี่สาว


หลังจากปลุกยังไงคิริมาก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นพงษ์สวัสดิ์ก็จำเป็นต้องทิ้งเธอเอาไว้ที่โรงแรม โดยไม่ลืมที่จะฝากผู้จัดการของโรงแรมที่รู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดีให้ช่วยจัดการหาเสื้อผ้าชุดใหม่มาวางไว้ให้คิริมา โดยกำชับว่าไม่ต้องบอกเธอว่าใครเป็นคนสั่ง แล้วหลังจากนั้นเขาก็บึ่งรถออกจากโรงแรมในช่วงประมาณตีสี่ในสภาพเร่งรีบและกระวนกระวายใจ เพราะคนของเขาเพิ่งโทรมาบอกว่าพ่อที่เดินทางมาพักผ่อนในช่วงวันหยุดเกิดล้มป่วยอย่างกะทันหัน โรคเบาหวานของท่านกำเริบจนช็อกหมดสติคาห้องน้ำในรีสอร์ตนอกตัวเมือง       

หลังจากพ่อพ้นขีดอันตรายแต่หมอยังไม่อนุญาตให้ญาติคนไข้เข้าเยี่ยม พงษ์สวัสดิ์ก็ฝากพ่อไว้กับลูกน้องคนสนิท แล้วขับรถออกมาจากโรงพยาบาล นึกอยากจะกลับไปดูคนเมาที่นอนกับเขาแบบไม่ได้สติ แต่ก็จำต้องรีบไปยังสนามบิน เพราะต้องไปรับเพื่อนซี้อย่างคุณชายธีรเดช ซึ่งย้ายมาทำงานด้วยกันที่นี่ ด้วยไม่ชอบความวุ่นวายของเมืองกรุงเหมือนกันทั้งสองจึงตัดสินใจย้ายมาทำงานที่เชียงใหม่ด้วยกัน          

เมื่อมาถึงห้องของธีรเดชทั้งคู่ก็คุยกันสักพัก พงษ์สวัสดิ์ถามไถ่ไปถึงเพื่อนซี้อีกสองคนอย่างเผ่าและคิมหันต์ที่ธีรเดชเดินทางไปเยี่ยมเยือนถึงอังกฤษ ก่อนจะปล่อยให้คนที่เพิ่งลงเครื่องมาไปนอน ส่วนเขาที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืนและเพลียจัดก็เดินกลับไปยังห้องของตัวเองที่อยู่ถัดไปอีกสามห้อง    

พงษ์สวัสดิ์ตั้งใจจะนอนเอาแรง เพราะต้องไปอยู่เฝ้าพ่อในคืนนี้ ทว่าพอหัวถึงหมอนสมองกลับหวนคิดไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ ครั้นโทรไปสอบถามทางโรงแรมได้ความว่าคิริมาออกไปแล้วเขาก็ถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ความรู้สึกที่ยังติดหนึบอยู่ในใจก็ทำให้ร่างสูงใหญ่เดินไปเดินมาด้วยท่าทางกระวนกระวาย สุดท้ายก็มาทิ้งตัวลงบนเตียงด้วยท่าทางกระแทกกระทั้น         

นอนเอามือก่ายหน้าผากจนถึงช่วงบ่าย พงษ์สวัสดิ์ก็ผุดลุกขึ้นเพราะทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาเดินออกจากห้อง แล้วไปเคาะห้องของเพื่อนซี้แบบรัวๆ พอได้ยินอีกฝ่ายร้องตะโกนว่าไม่ได้ล็อกประตูคนที่มีอะไรติดค้างอยู่ในใจและต้องการหาทางระบายออกก็รีบหมุนลูกบิดก้าวล่วงเข้าสู่ภายใน    

“ไอ้ธี…ถ้ามึงเผลอนอนกับสาวที่แก่กว่ามึงจะทำยังไงวะ” วาจาที่โพล่งขึ้นทำให้คนที่กำลังนั่งไขว่ห้างละเลียดชามะลิในช่วงบ่ายด้วยมาดคุณชายถึงกับสำลักชาออกมา ไอโขลกๆ จนหน้าหล่อๆ แดงเถือก เดือนร้อนให้คนที่เป็นฝ่ายตั้งคำถามต้องรีบเดินไปฉวยน้ำในตู้เย็นมายื่นให้     

“เมื่อกี้มึงว่าไงนะ” หลังจากกลับมาวางมาดคุณชายอีกครั้งธีรเดชก็เอ่ยถามด้วยท่าทางใคร่รู้ ขณะจ้องคนที่ออกอาการกระวนกระวายแปลกๆ ไม่วางตา

“กูถามว่าถ้ามึงเผลอนอนกับสาวที่อายุมากกว่ามึงจะทำยังไง” คนที่ต้องทวนคำถามอันแสนกระแทกใจอีกคราถึงกับเกือบหลุดท่าทางฮึดฮัดออกมา  

“ก็ป้องกันสิวะ คอนดอมน่ะมึงใช้ไหม” คุณชายหมอมาดเนี้ยบแต่ไม่ได้อ่อนต่อโลกเอ่ยหน้าตาย เพราะผ่านประสบการณ์วัยฮอร์โมนพลุ่งพล่านเคียงบ่าเคียงไหล่มากับคนที่นั่งทำหน้ายุ่งอยู่ต่อหน้าจึงไม่มีอะไรที่จะต้องมาสงวนท่าทีหรือเหนียมอาย ลูกผู้ชายรู้จักที่จะปลดปล่อยก็ต้องรู้จักที่จะป้องกัน      

“โดนไล่ปล้ำขนาดนั้นใครจะมีเวลาไปใช้วะ”

“มึงว่าไงนะ” ธีรเดชหรี่ตาขณะถามไถ่  

“กูบอกว่าไม่ได้ป้องกันโว้ย!” คนพลาดโพล่งออกมาอย่างหัวเสีย   

“อ้าวเวร! แล้วถ้าเกิดเขาท้องขึ้นมาล่ะ”

คุณชายหมอหลุดอุทานด้วยถ้อยคำหยาบคายอย่างที่นานๆ ครั้งจะได้ยินที หากเป็นเวลาปกติพงษ์สวัสดิ์คงหัวเราะด้วยความชอบใจ แต่ตอนนี้อย่าว่าแต่หัวเราะเลยแค่ฝืนยิ้มเขายังทำไม่ได้ ให้ตายสิ! 


อิอิ แล้วก็ได้รู้แล้วนะคะ ว่าความเป็นมาของเรื่องเป็นยังไง ทำไมหนูครีมถึงความจำเสื่อม และทำไมนางถึงมาเป็นพี่สาวของอิเมศได้ จะบอกว่าอิเมศเวอร์ชั่นนี้น่ารักเวอร์ 555 ต่อไปก็อิเมศนี่แลหะจะกีดกันไม่ให้อิป๋าเข้าหาพี่สาวตัวเอง บอกเลยว่าหลังจากนี้อิป๋าจะเริ่มรุกแล้วจ้า แต่จะรุกแบบไหนไปตามลุ้นกันต่อในตอนหน้าจ้า อิอิ เอ้า…ใครรออยู่ ใครยังตามอ่านตลอดๆ เม้นท์มาแสดงตัวอย่างด่วนๆ จ้า ^^

###ปล.ช่วงนี้หายไปบ้างเพราะแพ้อากาศและอาการปวดหลังกำเริบนะคะ ใครยังตามอ่านเม้นท์มาบอกกันบ้างจ้าว่าอ่านแล้วเป็นยังไง กังวลเรื่องพลอตกลัวไม่สนุกจ้า และใช้สำนวนแบบธรรมดาบ้านๆ มาก ยังไงหากว่าอ่านแล้วเป็นยังไงเม้นท์มาบอกกันบ้างนะคะ ^^

​ 


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น