เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 56 โลงศพบรรจุคนเป็น

ชื่อตอน : บทที่ 56 โลงศพบรรจุคนเป็น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 346

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.พ. 2562 17:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 56 โลงศพบรรจุคนเป็น
แบบอักษร

​“ต้าเซี่ย…” คำต้องห้ามที่หลุดออกมาจากปากนายทหารทำให้ทุกคนตื่นตกใจเป็นอย่างมาก นั่นรวมถึงเฟิงชิงเถาผู้เป็นเจ้าของแหวนอาคม เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมนายทหารคนนั้นถึงได้กล่าวคำนี้ออกมา สายตาของเขาจ้องมองไปยังจดหมายในมือของนายทหารผู้นั้น

 “นั้นไม่ใช่ของข้า!” เฟิงชิงเถาตะโกนออกมา นี่เป็นการใส่ร้ายที่ร้ายแรงเป็นอย่างมาก เขากำมือทั้งสองข้างแน่นด้วยความโกรธ! เขาจ้องมองไปยังเฟิงฉีและมองขึ้นไปด้านบนที่เฟิงหงหู่กำลังยืนมองลงมาด้วยท่าทีเรียบเฉย

 เขาเข้าใจดีว่านี่คือกับดัก! เป็นหลุมพลางของคนชั่ว!

 “ขอข้าดูจดหมายหน่อย” เฟิงหงหู่กล่าวออกมา ทหารผู้นั้นเมื่อได้ยินดังนั้นก็ได้ขว้างซัดจดหมายไปด้วยปราณอันแข็งแกร่ง เฟิงหงหู่บนหลังอินทรียื่นมือออกไปด้านหน้าและคว้าจับจดหมายนั้นมาไว้ในมือ เฟิงหงหู่เปิดจดหมายนั้นและกวาดตาเพื่ออ่านตัวหนังสือที่เขียนอยู่ในจดหมายฉบับนั้น

 “นี่มัน!” เฟิงหงหู่กล่าวออกมาเมื่ออ่านข้อความในจดหมายซึ่งนั่นเรียกความสนใจของทุกคน เฟิงหงหู่เมื่อเห็นดังนั้นจึงได้กล่าวต่อไป “รองหัวหน้าชิงเถา ท่านกลับกล้าทำถึงเพียงนี้เชียวเหรอ ท่านกลับขายความลับของคนที่พวกเราตามหาและฆ่าทิ้งตามคำสั่งของซีเซี่ย และนี่ก็คือหลักฐานการติดต่อกับซีเซี่ย” เฟิงหงหู่ชูจดหมายนั้นขึ้นเหนือหัวเพื่อให้ทุกคนสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน เฟิงหงหู่ปล่อยจดหมายนั้นออกจากมือและใช้ลมปราณควบคุมจดหมายให้กางออกเพื่อทุกคนจะสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน ด้วยสายตาของผู้ฝึกยุทธ์ที่ดีเยี่ยม ด้วยระยะห่างเพียงแค่นี้ย่อมสามารถมองเห็นทุกตัวอักษรได้อย่างชัดเจน อักษรเหล่านั้นได้เขียนอย่างชัดเจนถึงเรื่ององค์ชายใหญ่ที่หายตัวไป การฆ่าคนผู้นี้จะทำให้เกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่ออ๋องเฟิงหมิงและในจดหมายนั้นยังได้บอกอีกว่าเฟิงชิงเถาจะเป็นผู้ใช้โอกาสนั้นในการลอบปลงพระชนม์!

 “นี่มันอะไรกัน!”

 “กบฏ! นี่มันเป็นกบฏชัดๆเลย!”

 “เฟิงชิงเถา! เจ้ากลับคิดฆ่าท่านอ๋อง คนชั่วช้า!”

 “เจ้าคนขายชาติ! เจ้าฆ่าอ๋องน้อยไปแล้ว! ข้าจะฆ่าเจ้า!”

 เสียงก่นด่าจำนวนนับไม่ถ้วนจากเหล่าทหารดังขึ้นระงม ใบหน้าของเฟิงชิงเถานั้นดูไม่ได้เลยทีเดียว สำหรับคนที่จงรักภักดีเช่นเขา นี่คือคำกล่าวหาที่ร้ายแรงจนเกินไป! แต่เขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะพูดอะไรออกมาให้มากความ พลังของเขาคนเดียวนั้นนับว่าพอสูสีกับเฟิงฉี เพียงแต่ว่าเขาทั้งสองคนเก่งกาจกันคนละด้าน

 แต่สถานการณ์ในตอนนี้ไม่เหมือนเดิม กองทหารพยัคฆ์ขาวทั้งหมดที่เดินทางมาพร้อมกันในครั้งนี้ไม่ได้มีฝีมืออ่อนแอเลยแม้แต่น้อย ด้วยจำนวนมากมายถึงเพียงนี้รวมกับเฟิงฉีแล้ว เขายิ่งไม่มีโอกาสจะต่อต้านเลยแม้แต่น้อย มองๆดูไปแล้วหนทางที่จะรอดไปได้ก็อาจจะต้องจับองค์ชายเป็นตัวประกันเพื่อนหนีไป

 แต่หากเขาทำเช่นนั้น นั่นยิ่งไม่เท่ากับยอมรับว่าเขาเป็นคนร้ายหรอกเหรอ และหากเขาทำเช่นนั้นย่อมเป็นการล่วงเกินเชื้อพระวงศ์ มีโทษตายไม่ต่างกัน ห้วงความคิดของเฟิงชิงเถาวิ่งอย่างรวดเร็วด้วยพลังของสายเลือดอัสนี แต่ผลที่ได้ก็คือเขาคิดเพียงแต่การกระทำนี้ต้องเกี่ยวข้องกับเฟิงหงหู่และเฟิงฉี ทั้งการใส่ร้ายและลอบปลงพระชนม์องค์ชายใหญ่ ภายในใจของเขารับรู้แล้วว่านี่คือแผนการของเฟิงหงหู่

 มันคิดได้อย่างไม่ยากเลย เมื่อก่อนเฟิงหงหู่คือผู้มีสิทธิ์ในตำแหน่งองค์ชายพยัคฆ์แห่งราชวงศ์ แต่เมื่อองค์ชายใหญ่ได้ปรากฏร่องรอยขึ้นมา นั่นทำให้ตำแหน่งของเฟิงหงหู่กลับสั่นคลอน แต่ใครเล่าจะนึกถึง? เฟิงหงหู่คือสุภาพชนตามที่ทุกคนเข้าใจ หากเฟิงชิงเถาไม่พบเจอเรื่องราวทั้งหมดเขาก็คงจะนึกไม่ถึงว่าเป็นฝีมือใคร

 เขากลายเป็นแพะรับบาปของแผนการนี้ เขากลับอยู่ผิดที่ผิดเวลาไปหมด ไม่ว่าจะเป็นทางไหนเขาก็รอดยากทั้งนั้น ในตอนนี้เขาควรจะตามน้ำไปก่อน ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องไปขึ้นศาลและถูกตัดสินโทษจากกรมราชทัณฑ์ บางทีเขาอาจพลิกคดีในตอนนั้นก็ได้ ตอนนี้ได้แต่เพียงอดกลั้นไปก่อน

 เฟิงชิงเถาลดอาการต่อต้านลง เขาไม่เดินปราณอีกต่อไปรวมถึงไม่มีท่าทีขัดขืนแม้แต่น้อย เขายื่นแขนทั้งสองข้างออกไปด้านหน้าและหงายแขนขึ้น เมื่อเห็นดังนั้นทหารคนหนึ่งจึงได้นำโซ่อาคมออกมาและล่ามมันไว้กับแขนทั้งสองข้างของเฟิงชิงเถา

 ในสายตาของเหล่าทหาร แม้ยากจะเชื่อ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีส่วนหนึ่งในจิตใจของพวกเขาที่ไม่อาจยอมรับเรื่องเช่นนี้ได้และมองเฟิงชิงเถาในด้านลบ รองหัวหน้ากองกำลังผู้นี้ถูกนำตัวกลับไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางสายตาของชาวเมืองที่สอดส่องอยู่ในระยะที่ห่างออกไปช่วงหนึ่ง

 พวกเขาไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเมืองเล็กๆอย่างฟูเจี้ยน ในตอนนั้นเองที่กองกำลังที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งได้ทำการสำรวจเศษซากจากการสู้รบของยอดฝีมือทั้งสองแห่งตระกูลเฟิง กองหินจำนวนมากทับถมกันอย่างระเกะระกะ พวกทหารลงมือขนย้ายหินพวกนั้นออกไปอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ

 ภายในกองหินเหล่านั้นที่ถังเฟยหู่นอนอยู่ เมื่อมีการเคลื่อนไหวของกองหินรอบตัวเหล่านั้น เรื่องสั่นสะเทือนได้ส่งมาจนถึงผิวกายของเขา ถังเฟยหู่พลั้นลืมตาขึ้นมา เขาค้นพบว่าเสียงรอบตัวนี้คือเสียงของผู้คนที่พยายามค้นหาบางอย่างในกองหิน หากหัวใจของเขายังเต้นอยู่มันคงจะเต้นระรัวเป็นอย่างมาก

 เขาหลับตาลงอีกครั้งเพื่อค้นหาวิธีการเอาตัวรอดให้ผ่านเหตุการณ์ในตอนนี้ไปให้ได้ ภายในห้วงความคิดของเขาซึ่งบรรจุความรู้ต่างๆชั่วชีวิตได้หมุนเร็วราวกับพายุที่คลุ้มคลั่ง เขาตัดวิชาการสู้รบต่างๆออกไปจนหมด เขาค้นลึกเข้าไปในวิชาการแพทย์ที่ท่านตาของเขาเคยถ่ายทอดให้

 เมื่อนึกถึงตาของเขาก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมาก แต่เขาจำเป็นต้องรอดไปให้ได้ เขาพยายามนึกถึงวิธีการเอาตัวรอด ในตอนนี้เขาพยายามทำตัวให้เหมือนกับศพที่ตายไปแล้ว แต่นั้นก็เป็นเพียงการมองอย่างผิวเผินเท่านั้น ชีพจรของเขายังเต้นอยู่ดี หากตรวจสอบอย่างจริงจังต้องถูกค้นพบความจริงอย่างแน่นอน

 ในชั่วพริบตานั้นเองที่เขานึกถึงวิชาการแพทย์หนึ่ง ในครั้งอดีตในตอนที่เขายังไม่เกิดขึ้นมา ถังหยางหลิวตาของเขาได้เจอโรคประหลาดหนึ่งเข้า ผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดที่หัวใจอย่างรุนแรง ไม่ว่าตรวจอย่างไรก็หาสาเหตุไม่เจอ แต่ในภายหลังก็ค้นพบว่านี่หาใช่โรคป่วยประหลาดอันใด แต่เป็นฝีมือของสัตว์อสูรหายากประเภทหนึ่งซึ่งเรียกว่าหนอนมารกินใจ แม้มันจะเป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่งแต่ก็มีลักษณะพิเศษที่ถูกเรียกว่าปรสิต

 สัตว์อสูรจำพวกปรสิตมักจะต้องการอาศัยร่างของผู้อื่นเพื่อมีชีวิตอยู่ เป็นกาฝากประเภทหนึ่งซึ่งในจำพวกปรสิตด้วยกันนั้น หนอนมารกินใจนับว่าเป็นหนึ่งในจำพวกที่กำจัดออกไปได้ยากที่สุดตัวนึงเลยทีเดียว

 ถังหยางหลิวใช้เวลาหลายวันก่อนที่จะคิดวิธีการอันแหกคอกออกมาได้วิธีการหนึ่ง หนอนมารกินใจอยู่ได้โดยอาศัยร่างของผู้ป่วย เพราะฉะนั้นหากผู้ป่วยตายไป หนอนมารกินใจก็ไม่อาจจะอยู่ได้อีกต่อไปเช่นกัน ถังหยางหลิวใช้วิชาฝังเข็มในการรักษาครั้งนั้น ซึ่งวิชาเข็มทั้งหมดได้ฝังเข้าไปในชีพจรหัวใจ ทำให้สภาพผู้ป่วยนั้นเหมือนตายไปจริงๆ ชีพจรและหัวใจ ระบบทุกอย่างได้หยุดทำงานไปหลายชั่วยามก่อนจะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

 เมื่อผู้ป่วยรายนั้นหัวใจหยุดเต้นไป หนอนมารกินใจก็ได้หนีออกมาจากร่างกายของผู้ป่วยและตายในที่สุด ต่อมาเมื่อผ่านไปอีกหลายชั่วยาม จุดที่ได้ฝังเข็มลงไปก็ได้คลายออกและกระตุ้นให้หัวใจทำงานอีกครั้งหนึ่ง แต่ปัญหาของถังเฟยหู่ในตอนนี้คือเขาไม่มีหัวใจให้ทำเช่นนั้นได้ แต่ในตอนนั้นเองเขากลับเกิดความคิดบางอย่างขึ้น ในตอนนี้มุกมารทั้งสามในชีพจรของเขาทำหน้าที่เหมือนกับหัวใจของเขาไปแล้ว หากเขาใช้วิธีเดียวกันกับตาของเขาๆก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการสักหน่อย

 จุดชีพจรรอบๆมุกมารทั้งสามนั้นแตกต่างจากชีพจรหัวใจมากนัก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่จะปรับเปลี่ยน ภาพในความคิดของถังเฟยหู่นั้นราวกับมีภาพภายในร่างกายของตนเองลอยขึ้นมา เขาปรับเปลี่ยนภาพในหัวของตนเองจนราวกับร่างกายของตนในห้วงความคิดดูโปร่งใสขึ้นจนเห็นภายในได้อย่างง่ายดาย เขามองลึกลงไปในชีพจรของตนเอง ในตอนนั้นเองที่ชีพจรหัวใจในความคิดพลันสว่างขึ้นมา

 จุดแสงที่แสดงขึ้นมาในความคิดของเขาคือจุดที่ต้องฝังเข็มลงไปเพื่อให้มีสภาพเหมือนดั่งตายไป ถังเฟยหู่แยกจุดแสงเหล่านั้นออกมาจากชีพจรหัวใจ ในห้วงความคิดของเขาได้คัดลอกจุดแสงเหล่านั้นและเพิ่มจำนวนพวกมันให้เป็นสามกลุ่ม

 ในความคิดของถังเฟยหู่นั้นได้ย้ายจุดแสงทั้งสามกลุ่มนั้นเข้าสู่ชีพจรทั้งสามรอบมุกมารสามเม็ด จุดแสงสามกลุ่มเคลื่อนย้ายไปมาในมุมมองและวิธีการที่ต่างกันอย่างรวดเร็ว ถังเฟยหู่ต้องรีบหาคำตอบให้ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับสิ่งนี้ เขาจำเป็นต้องแข่งกับเวลา ทุกวินาทีที่เสียไปคือโอกาสที่ริบหรี่ลงเรื่อยๆ

 ถังเฟยหู่สัมผัสได้โดยตลอดว่าเหล่าคนที่กำลังค้นหาบางอย่างในกองหินเหล่านี้กำลังเข้าใกล้ร่างของเขาเรื่อยๆ ความคิดของเขาหมุนเร็วราวกับพายุคลั่ง ดวงแสงในความคิดสลับสับเปลี่ยนไปมาหลายร้อยรูปแบบ และในตอนนั้นเองที่ราวกับบังเกิดแสงสว่างจ้าขึ้นภายในความคิดของเขา!

 เขาค้นพบแล้ว!

 ดวงแสงเหล่านั้นพุ่งลงสู่ชีพจรรอบมุกมารทั้งสาม จุดทั้งสามจุดจำเป็นต้องใช้การฝังเข็มที่ต่างรูปแบบโดยสิ้นเชิง ถังเฟยหู่เมื่อได้วิธีการแล้วเขาก็ไม่รั้งรออีกต่อไป เขาทำการควบคุมปราณที่เล็กและละเอียดที่สุดเท่าที่ทำได้ ปราณเหล่านั้นราวกับเข็มที่เล็กเพียงหนึ่งในร้อยของเส้นผม ปราณเหล่านั้นมุ่งหน้าเข้าสู่จุดชีพจรที่เขาตั้งเป้าหมายไว้

 โอกาสของเขามีเพียงหนึ่ง! เขาไม่อาจพลาดได้!

 เข็มปราณที่เล็กละเอียดพุ่งเข้าสู่ชีพจรทั้งหมดรอบมุกมารพร้อมกัน! แต่ในตอนนั้นเองที่บังเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันขึ้น มุกมารทั้งสามได้ทำลายเข็มปราณของเขาทิ้งและดูดกลืนมันไปเสียหมดสิ้น แต่เขายังคงไม่ยอมแพ้ง่ายๆแค่นี้แน่นอน!

 เขายังคงมีโอกาสอยู่บ้าง และในตอนนั้นเองที่เขาบังเกิดความคิดบางอย่างขึ้น ในเมื่อเขาลองใช้ปราณชนิดอื่นกับมุกมารและไม่ได้ผล อาจจะเป็นเพราะมุกมารทั้งสามได้กำเนิดขึ้นมาจากปราณแห่งความตาย การใช้ปราณปกติที่เต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิตนั้นอาจจะไม่ผลมากนนัก เขาได้แต่ต้องลองดู

 พลังจากมุกมารทั้งสามได้ไหลเวียนออกมา พวกมันไปรวมกันอยู่ในตันเถียนก่อนที่จะวิ่งพล่านไปทั่วร่าง เมื่อปราณสีม่วงดำเหล่านั้นสมดุลดีแล้วเขาจึงได้ใช้ปราณมรณะในการสร้างเข็มปราณที่เล็กและละเอียดอีกครั้งหนึ่ง อีกเพียงไม่กี่จั้งเท่านั้น เสียงการขุดค้นเหล่านั้นใกล้ร่างของเขาเต็มทีแล้ว

 เข็มปราณที่เล็กเพียงเสี้ยววิ่งเข้าสู่จุดชีพจรทั้งหมดที่เขาต้องการ ในครั้งนี้มันต่างออกไป มุกมารทั้งสามไม่เกิดการต่อต้านอีก พวกมันยอมรับเข็มปราณของเขาในครั้งนี้ เข็มที่สร้างจากปราณมรณะทั้งหมดได้พุ่งเข้าสู่ชีพจรทั้งหมดที่เป็นเป้าหมายพร้อมกัน! มุกมารทั้งสามดูมีการต่อต้านอยู่บ้างเมื่อกระทำเช่นนี้

 ราวกับพวกมันไม่ต้องการที่จะหยุดสูบฉีดเลือดให้ร่างของเขา แต่จิตใจของถังเฟยหู่เองก็มุ่งมั่นเป็นอย่างมากเช่นกัน ในตอนนั้นเองที่มุกมารทั้งหมดเหมือนจะเริ่มตอบรับความต้องการของเขา พวกมันที่กลายเป็นเหมือนหัวใจของเขาได้ถูกกดดันจากปราณที่กดดันมาทางชีพจรโดยรอบและเริ่มสูบฉีดเลือดช้าลงเรื่อยๆ

 ภายในจุดชีพจรที่ฝังเข็มไปทั้งหมดเริ่มมีการสะสมก้อนปราณเล็กๆไว้ภายในนั้น จากนั้นไม่นานนักสติของเขาก็เริ่มที่เลือนรางลงพร้อมกับที่มุกมารทั้งสามได้หยุดการเคลื่อนไหวลง ในตอนนี้เขามีสภาพที่เหมือนคนตายโดยสมบูรณ์ ไร้ซึ่งชีพจรชีวิต ไร้ซึ่งลมหายใจ ไร้ซึ่งเสียงเต้นของหัวใจ ไร้ซึ่งความร้อนภายในร่างเนื่องจากการเดินปราณเยือกแข็งมาชั่วเวลาหนึ่ง ร่างของเขานอนสงบนิ่งอยู่ภายใต้กองหิน ไม่นานนักเหล่าทหารที่ย้ายกองหินอย่างระมัดระวังก็ได้ค้นพบบางอย่างซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่สติของถังเฟยหู่ได้ดับวูบไปพร้อมๆกัน

 “ข้าเจอแล้ว!” เสียงของทหารนายหนึ่งเอ่ยขึ้นเมื่อเขายกหินก้อนหนึ่งขึ้นและพบเจอแขนข้างหนึ่งของมนุษย์ภายใต้หินก้อนนั้น ทุกคนที่ได้ยินเช่นนั้นก็เร่งรีบเข้าไปหาทหารนายนั้นในทันที พวกเขาทั้งหมดได้ช่วยกันยกหินบริเวณนั้นออกไปอย่างระวังและด้วยความเคารพสูงสุด นั่นเพราะร่างภายใต้กองหินคือสิ่งพิสูจน์ทุกอย่าง พิสูจน์ว่าเฟิงชิงเถาได้ฆ่าองค์ชายไปจริงหรือไม่ หรือเป็นแค่การใส่ร้ายที่ไร้หลักฐาน!

 อยู่ต้องพบคน ตายต้องเห็นศพ!

 เพียงไม่นานนักร่างของถังเฟยหู่ก็ได้ปรากฏสู่สายตาของทุกคน เหล่าทหารที่ได้พบเห็นเป็นพวกแรกดูมีสีหน้าที่ตกตะลึงเป็นอย่างมาก เพราะไม่ว่าอย่างไรเมื่อดูจากใบหน้าของศพตรงหน้าพวกเขา ช่างเหมือนเสียเหลือเกิน ใบหน้าของศพนี้ช่างเหมือนกับท่านอ๋องของพวกเขาเหลือเกิน

 “เป็นเรื่องจริงเหรอเนี่ย…” ทหารผู้หนึ่งกล่าวขึ้นมาเมื่อเห็นใบหน้าของถังเฟยหู่ ในตอนแรกเขายังคงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่ารองหัวหน้าเป็นคนร้าย แต่ในตอนนี้หลักฐานที่พบเจอทั้งหมดต่างก็ชี้ไปในทิศทางเดียว มันช่างยืนยันคำกล่าวหาขององค์ชายสองต่อเฟิงชิงเถาได้อย่างไม่อาจดิ้นหลุด

 ความรู้สึกของนายทหารหลายคนคือรู้สึกผิดหวังและเศร้าใจแทนท่านอ๋อง พวกเขาต่างก็ทราบดีถึงความรักและความหวังทั้งหมดของอ๋องเฟิงหมิงต่อครอบครัว ในตอนนั้นเองที่องค์ชายสองได้เก็บทาสอสูรไปและเดินเข้าสู่ร่างของถังเฟยหู่ สิ่งที่เขาทำเป็นอันดับแรกก็คือการจับไปยังชีพจรที่ข้อมือของถังเฟยหู่

 ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆทั้งสิ้น…

 เฟิงหงหู่แม้จะเห็นว่าวิญญาณของถังเฟยหู่ออกจากร่างไปแล้วชัดๆ แต่เขาก็ยังไม่วางใจมากนัก เขายังคงตรวจสอบอีกหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการเอามือทาบไปยังหัวใจของร่างตรงหน้าเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจ ทั้งจับชีพจรที่คอ รวมถึงการตรวจลมหายใจ แต่ทั้งหมดก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆทั้งสิ้น อีกทั้งร่างนี้ยังเย็นเยียบเป็นอย่างมาก ราวกับตายไปแล้วช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อผลการตรวจสอบทั้งหมดเป็นเช่นนั้น เฟิงหงหู่จึงได้วางใจว่าคนตรงหน้าได้ตายไปแล้วจริงๆ

 “ทหาร…นำพาร่างของเขากลับไปยังสกุลหลิว จัดเตรียมงานศพให้แก่เขา จัดพิธีเซ่นไหว้สักสามวันแล้วค่อยออกเดินทางออกจากเจียงหนานและกลับไปยังซีหนาน” เมื่อกล่าวเสร็จแล้วทหารเหล่านั้นก็ประสานมือน้อมรับคำสั่งแต่โดยดี เหล่าทหารยืนล้อมร่างของถังเฟยหู่ไว้โดยไม่อนุญาติให้ผู้ใดมองเห็นร่างของเขา

 ทหารหลายนายได้พุ่งทะยานออกไปเพื่อเตรียมการต่างๆให้เรียบร้อย ไม่นานนักได้มีทหารผู้หนึ่งกลับมาพร้อมกับผ้าแพรสีทองอันล้ำค่า ทหารทั้งหลายช่วยกันห่อร่างของถังเฟยหู่ด้วยผ้าแพรนั้น ทหารหลายนายได้ช่วยกันแบกร่างของถังเฟยหู่ไว้เหนือหัวและเดินกลับไปยังจวนของสกุลหลิวที่พวกเขาได้พักตอนอยู่ในเมือง

 ทหารอีกพวกหนึ่งได้ไปเตรียมการซื้อโลงศพที่ดีที่สุดมา พวกเขาได้แจ้งต่อสกุลหลิวเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าจะจัดงานศพภายในจวนสกุลหลิว ซึ่งคนสกุลหลิวไม่กล้าที่จะคัดค้านใดๆทั้งสิ้น พวกเขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะถามว่างานศพนี้คืองานของใคร พิธีศพนี้ถูกจัดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่นาน

 ทหารนายหนึ่งได้เชิญนักพรตผู้หนึ่งในเมืองเพื่อมาทำพิธี ในเย็นวันนั้นพิธีต่างๆใช้เวลาไม่เกินหนึ่งชั่วยามก็เสร็จสิ้น โลงศพอันเลิศหรูถูกตั้งไว้กลางห้องโถงที่ใหญ่ที่สุดภายในจวนสกุลหลิว อวงแซจิ้หรือใบเบิกทางคนตายจำนวนมากถูกเผาจนราวกับเป็นกองไฟขนาดใหญ่ยักษ์เบื้องหน้าห้องโถงตรงบริเวณลานกว้าง

 เฟิงหงหู่ที่ได้ประกอบพิธีร่วมกับนายทหารทั้งหลายแม้ใบหน้าจะแสดงถึงความเศร้าออกมา แต่ภายในจิตใจของเขาหาได้รู้สึกรู้สาอันใดไม่ เมื่อพิธีการทั้งหมดได้เสร็จสิ้นแล้วทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน ทหารต่างก็ทำการอารักขาเฟิงหงหู่ต่อไป ส่วนพิธีศพนั้นไม่ได้มีทหารมาทำการเฝ้าแต่อย่างใด มีเพียงแต่นักพรตผู้หนึ่งที่ทำการสวดอุทิศส่วนบุญกุศลให้แก่ร่างในโลงศพ ช่วงเวลาในตอนนี้ใกล้จะเที่ยงคืนอยู่เต็มทีแล้ว นักพรตผู้นี้ดูมีความตั้งใจเป็นอย่างมากต่อพิธีนี้ ในตอนแรกนั้นสำนักพรตของเขาแทบจะล้มละลายอยู่แล้วเพราะพักหลังผู้คนต่างก็ไม่เรียกใช้เขาเลย

 จนวันนี้เมื่อมีทหารในชุดเกราะสีขาวนายหนึ่งได้เข้ามาในสำนักของเขาและจ่ายเงินก้อนโตเพื่อให้จัดพิธีศพให้ นักพรตดีใจเป็นอย่างมากและทำหน้าที่จนดูเกินหน้าเกินตา แต่เขาก็ทำไปเพื่อหวังว่าอาจจะได้เงินเพิ่มเติมเมื่อทำผลงานออกมาดี

 แก๊ก

 เสียงบางอย่างดังขึ้นจากโลงศพจนนักพรตผู้นั้นต้องหันควับไปหา บรรยากาศที่วังเวงและไม่มีผู้คนยิ่งทำให้มันดูน่ากลัวยิ่งขึ้น นักพรตจอมปลอมผู้นี้มือไม้สั่นไปหมด ในหัวของเขาคิดภาพต่างๆเต็มไปหมด ภาพของผีที่ลุกขึ้นมาจากโลงวนเวียนอยู่เต็มหัวไปหมด เขาอยากจะร้องตะโกนออกมาดังๆว่าผีหลอกแต่เขาก็หวาดกลัวเกินกว่าจะทำอะไร

 และในตอนนั้นเองที่มีมือของคนผู้หนึ่งจับที่ขอบโลง นักพรตผู้นั้นเมื่อเห็นมืออันซีดขาวเขาก็ใจเป็นอย่างมาก หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากร่าง เข่าของเขาทรุดลงกระแทกกับพื้นอย่างแรง

 “ผะ..ผะ….ผี…ผะ…..” นักพรตผู้นั้นพูดไม่เป็นภาษาไปหมดแล้ว

 มืออันขาวซีดนั้นคือมือของถังเฟยหู่ ในช่วงเวลาก่อนหน้านั้นสักพักหนึ่ง ร่างที่นิ่งสงบของถังเฟยหู่ได้เกิดการเคลื่อนไหวเล็กๆขึ้นภายในชีพจร จุดที่เขาได้ทำการฝังเข็มไว้ได้คลายออก ภายในจุดเหล่านั้นที่ได้มีลมปราณเล็กๆสะสมไว้ได้ทำการระเบิดเล็กๆขึ้นภายในจุดชีพจร! ลมปราณเล็กๆเหล่านั้นได้กระตุ้นมุกมารทั้งสามให้ตื่นขึ้นและทำงานอีกครั้ง รวมถึงพลังเล็กในชีพจรเหล่านั้นได้พลักดันให้เลือดเกิดการไหลเวียนขึ้น

 ตึก ตึก

 มุกมารทั้งสามได้กลับมาเต้นอีกครั้งหนึ่ง! ขนตาของถังเฟยหู่ขยับขึ้นเล็กน้อย เขาได้ลืมตาตื่นขึ้นมา ภาพที่เขาเห็นก็คือหลังคาของอาคารหลังหนึ่ง เมื่อมองสำรวจดีๆจะพบว่าเขานอนอยู่ในกล่องไม้หนึ่ง สติสัมปชัญญะของเขาเริ่มกลับมาอีกครั้ง ความคิดของเขาเริ่มขยับขับเคลื่อนโดยเร็ว จากการคำนวณของเขาๆคิดว่าเขากำลังอยู่ในโลงศพ บางทีนี่อาจจะเป็นงานศพของเขาก็ได้ เขาเอื้อมมือขึ้นไปและจับไปยังขอบโลงศพ ไม่นานนักเขาก็ได้ชันกายลุกขึ้นมานั่งในที่สุด

 เขากวาดสายตาออกไปมองรอบๆก็พบว่ามีชายไว้หนวดยาวคนหนึ่งในชุดนักพรตกำลังตัวสั่นงันงกและมองมาทางเขาด้วยความหวาดกลัว ทันใดนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้ออกแรงกดที่ขอบโลงให้มากขึ้นเพื่อส่งร่างของตนเองให้ออกมาจากโลง ร่างของเขาพุ่งทะยานออกไปทางนักพรตคนนั้น ทันใดนั้นเองเขาก็ได้ปลดปล่อยปราณสีเขียวข้มอันน่าสยดสยองออกมา ฝ่ามือของเขาประทับลงบนร่างของนักพรตอย่างแผ่วเบา

 ไร้ซึ่งเสียงร้องใดๆ นักพรตผู้นั้นตายในชั่วพริบตาเพราะพิษร้ายที่แล่นเข้าสู่ร่าง ผิวทั้งร่างได้แปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ นักพรตผู้นั้นตายแล้ว! ถังเฟยหู่ได้ฆ่าคนแล้ว…มือของเขาได้เปื้อนเลือด แต่ถังเฟยหู่กลับไปมองไปยังร่างของนักพรตที่นอนอยู่แทบเท้า ในความรู้สึกของเขานั้น…กลับว่างเปล่า

 การฆ่าคนของเขาไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆโดยสิ้นเชิง ราวกับเขาได้ฆ่าหมูฆ่าไก่ก็ไม่ปาน เขาไร้ซึ่งความเมตตาและความเห็นใจ สภาพจิตใจของเขาได้แตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง ว่ากันว่าคนเราจะเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์ทุกอย่างที่พบเจอในชีวิต ดูเหมือนความตายของครอบครัวจะส่งผลต่อเขาอย่างร้ายแรง

 ถังเฟยหู่ได้ทำการถอดเสื้อผ้าของนักพรตผู้นั้นออกและสลับสับเปลี่ยนกับของตนเอง จากนั้นเขาก็ได้นำร่างของนักพรตผู้นั้นใส่ในโลงศพแทนตนเอง เขาได้วางฝ่ามือลงไปบนร่างของนักพรตจากนั้นได้ใช้เคล็ดดูดกลืนพิษของปราณห้าพิษในการสลายพิษทั้งหมดให้ออกไปจากร่างของนักพรตผู้นั้น ไร้ซึ่งร่องรอยให้ตรวจสอบ

 ถังเฟยหู่ได้เรียกปลอกแขนอสูรเมฆาออกมา จากนั้นจึงได้สร้างเข็มดำออกมาหลายเล่ม เขาได้ทำการฝังเข็มลงไปบนใบหน้าของนักพรตผู้นั้นอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักกล้ามเนื้อต่างๆบนใบหน้าของนักพรตก็ได้ขยับสับเปลี่ยนไปมาจนไม่เหลือเค้าโครงเดิมให้สืบสาวอีกต่อไป จากนั้นเขาจึงได้ใช้ด้านคมของปลอกแขนที่เป็นชิ้นส่วนของคันธนูในการโกนหนวดเคราของนักพรตออกไปให้หมด เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ใบหน้าของนักพรตนั้นก็กลับกลายเป็นเหมือนกับถังเฟยหู่อย่างกับฝ่าแฝด เหลือเพียงแค่ดวงตาทั้งสองข้างของนักพรตที่เป็นสีดำซึ่งไม่อาจปลอมแปลงได้

 ถังเฟยหู่คิดคำนวณอีกหลายครั้งก่อนจะหาแผนการที่จะจัดการเรื่องราวเหล่านี้ ในตอนนี้เขาสมควรที่จะออกไปจากที่แห่งนี้ให้ได้เสียก่อน เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าเขาอยู่ในสถานที่แบบไหนกัน ในตอนนั้นเองที่เขาเริ่มฝังเข็มกับใบหน้าของตนเองบ้าง ในครั้งก่อนที่เขาเคยปลอมแปลงเป็นผู้อื่นนั้นได้ลองใช้หน้ากากหนังเพราะการฝังเข็มเปลี่ยนหน้านั้นเจ็บปวดกว่ากันอย่างเทียบไม่ได้ อีกทั้งยังมีโอกาสผิดพลาดได้มาก

 แต่เขาในวันนี้ไม่เหมือนตัวเขาในอดีตอีกแล้ว ความสามารถของเขาในด้านต่างๆนับว่าสูงกว่าแต่ก่อนมาก เมื่อปลอมแปลงใบหน้าเสร็จสิ้น เขาได้นำหนวดที่โกนออกจากนักพรตในการปลอมตัวร่วมด้วย เขาได้ใช้ลมปราณเพื่อดึงดูดเส้นหนวดเหล่านั้นให้อยู่ติดกับใบหน้าของตนเอง

 ถังเฟยหู่พยายามเก็บงำลมปราณอย่างมิดชิดที่สุดและเดินออกไปด้านนอก แม้จะหลงทางเล็กน้อยแต่ไม่นานนักเขาก็ได้พบกับทางออก เขาค้นพบว่าที่แห่งนี้คือสกุลหลิวนี่เอง เขาได้จากไปโดยไม่ถูกใครแม้แต่คนเดียวที่จะสงสัยในตัวเขา ผู้รับใช้ของสกุลหลิวได้เห็นทหารพยัคฆ์ขาวเชิญนักพรตผู้นี้มาทำพิธีกับตาของตน พวกเขาไม่สงสัยแม้แต่น้อย

 เมื่อได้กลับมาสู่ด้านนอกแล้ว ถังเฟยหู่ก็ได้แอบขึ้นไปบนหลังคาบ้านเรือนใกล้ๆกับสกุลหลิว เขามองลงไปยังภายในเพื่อหาห้องโถงที่เขาพึ่งจากมาซึ่งไม่ได้ยากเลยแม้แต่น้อย เพราะที่หน้าห้องโถงยังมีควันไฟจากการเผาอวงแซจิ้อยู่เนื่องๆ เมื่อเห็นควันเหล่านั้นก็ทำให้เขาคิดบางอย่างออกมา หนทางที่จะปกปิดร่องรอยของตนได้อย่างสมบูรณ์แบบ…

ความคิดเห็น