HolinPe

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Chapter 9 : พี่คิดอะไรอยู่ ( 100% )

ชื่อตอน : Chapter 9 : พี่คิดอะไรอยู่ ( 100% )

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 28

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.พ. 2562 20:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 9 : พี่คิดอะไรอยู่ ( 100% )
แบบอักษร

Chapter 9

พี่คิดอะไรอยู่


          ปุ่นมารับลิลิตามที่บอกไว้ในตอนสายของวันรุ่งขึ้น เขานั่งจิบกาแฟฆ่าเวลาระหว่างรออีกคนแต่งตัว ผ่านไปครู่หนึ่งเด็กน้อยที่เขาโทรสั่งให้เตรียมตัวรอล่วงหน้าก็เปิดประตูห้องนอนออกมา เจ้าตัวอยู่ในชุดเอี้ยมสีฟ้าอ่อนกับเสื้อคอเต่าแขนยาวสีขาวปกปิดร่องรอยที่เมื่อวานเขาจงใจฝากไว้ หนึ่งในบรรดาชุดที่เขาสั่งให้นิวไปซื้อมาให้ใหม่ในคืนที่ผ่านมา

          ร่างสูงอมยิ้มเล็กน้อยเมื่อคนตัวเล็กเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าด้วยท่าทางไม่มั่นใจ ไม่รู้ว่ากังวลกับชุดที่ใส่หรือกำลังประหม่ากับสายตาของเขากันแน่

          “เราใช่ชุดนี้แล้วตลกเหรอ”

          “ก็ไม่นิ”

          “แล้วพี่ยิ้มทำไม”

          “ยิ้มไม่ได้?”

          คนถูกย้อนถามคว่ำปาก

          “ถ้าเราตอบว่าไม่ พี่จะฆ่าเราป่ะ”

          “ฆ่า”

          “ง่ะ”

          “บนเตียง”

          “พี่ร้อนใช่ไหม อากาศข้างนอกต้องเหมือนเตาอบแน่ๆ”

          พอถูกดึงเข้าเรื่องอย่างว่า ร่างบางก็รีบเปลี่ยนเรื่องคุยหาทางหนีทันที แต่ไม่รู้ว่าคิดผิดหรือคิดถูก เวลามองไปที่แผงอกขาวๆเพราะกระดุมเสื้อเชิ้ตที่ชายหนุ่มใส่ซึ่งมันไม่ได้ติดกระดุมถึงสามเม็ดแล้วหญิงสาวก็รู้สึกร้อนหน้าแปลกๆ

          “อืม ร้อน”

          “...”

          “ยิ่งเห็นหนูก็ยิ่งร้อน”

          “ไม่ต้องมาเต๊าะเราเลย เราไม่หลงกลพี่หรอก”

          ลิลิรู้น่า ว่าคำว่าร้อนของอีกฝ่ายหมายถึงอะไร

          “มานั่งนี่มา”

          มือหนาตบลงบนโซฟาพลางเรียกเสียงทุ้ม ยกยิ้มมุมปากเมื่อลิลินั่งลงอย่างว่าง่าย แถมยังหันหน้าเข้ามาหา ดวงตากลมวาวจดจ้องใบหน้าเขาแล้วยิ้มน้อยๆ น่ารัก...น่าหลงใหลพอๆกับกลิ่นกายหอมอ่อนคล้ายกับแป้งเด็กของเจ้าตัวที่กำลังส่งกลิ่นหอมฟุ้งเลยทีเดียว

          อืม...ชักเริ่มจะชอบกลิ่นมะลิขึ้นมาแล้วสิ

          “อะไร?”

          ปุ่นเลิกคิ้วขึ้น เมื่อจู่ๆคนข้างๆก็หุบยิ้ม จากนั้นก็ก็เริ่มเม้มปาก

          “คอพี่...”

          “หื้ม? ทำไมครับ”

          “มีรอยเหมือนเราเลย”

          ได้ยินแล้วก็ชะงัก สีหน้าของปุ่นพลันเรียบเฉยทันทีทันใด เขารู้สาเหตุของรอยที่ลิลิเห็นดี แต่แค่ไม่รู้ว่าแอนแอบทำรอยตอนไหน

          “อยากรู้ไหมว่าใครทำ”

          มะลินิ่งไปอึดใจ ก่อนจะส่ายหน้า เธอไม่มีสิทธิ์รู้หรอก ผู้หญิงที่เป็นแค่นางบำเรออย่างเธอย่อมรู้ตัวเองว่าควรยืนอยู่จุดไหน ไม่คิดจะล้ำเส้นเข้าไป ต่อให้อยากรู้ขนาดไหนหรือต่อให้หัวใจรู้สึกอะไรบางอย่างก็ตาม เธอก็ไม่มีวันถาม

          “ก็ดี”

          หลังจากที่ปุ่นพูดจบทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ นัยน์ตาคมจ้องใบหน้างามที่กำลังหลบสายตาตัวเองอย่างใช้ความคิด วูบหนึ่งที่ความหงุดหงิดผุดขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล ก่อนที่มันจะเลือนหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น

          “ติดกระดุมเสื้อให้หน่อยดิ”

          ร่างบางพยักหน้า แต่ก็ไม่ยอมสบตากับคนที่เธอกำลังเอื้อมมือไปติดกระดุมให้อยู่ดี แถมยังกลั้นหายใจไปด้วยเพราะไม่อยากได้กลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยจากเรือนกายของอีกฝ่ายที่อาจจะมีกลิ่นของคนอื่นติดปนมาด้วย

          “อื้ออออ”

          มะลิครางประท้วงพร้อมกับยกมือขึ้นปัดนิ้วใหญ่ที่อยู่ดีๆก็ยกขึ้นมาบีบจมูกกัน ถลึงตาใส่เจ้าของนิ้วที่กำลังยิ้มมุมปากด้วยท่าทางกวนๆ ก่อนจะทำหน้างอแง

          “ไม่ชอบที่พี่นอนกับคนอื่น?”

          “เราเปล่า”

          “แล้วทำหน้าแบบนั้นทำไม”

          “หน้าแบบไหน”

          “เหมือนกำลังหึง”

          “อย่ามากล่าวหาเรา”

          มะลิเชิดหน้าเถียง ใครเขาจะหึงผู้ชายอย่างคุณกันเล่า

          “ไม่หึงจริงดิ”

          “อือ จะหึงทำไม เราไม่ได้รักกันซะหน่อย”

          ไม่มีสิทธิ์จะหึงทำไม...

          ปุ่นพยักหน้าแกล้งเออออว่าเชื่อที่เจ้าตัวพูด เขายืดตัวลุกขึ้นจากโซฟาด้วยท่าทางสบายๆคล้ายกับไม่สนใจอะไร บอกคนตัวเล็กว่าจะเข้าห้องน้ำแล้วเดินเข้าห้องนอนไป ทันทีที่ประตูปิดสนิทก็หยิบมือถือเครื่องบางขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกง นัยน์ตาเย็นชากดมองรายชื่อของใครบางคนที่กำลังโทรหา ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่น้ำเสียงของเขามันกระด้าง เผลอขึ้นเสียงใส่ปลายสายอย่างไร้เหตุผล

          .

          .

          ความหงุดหงิดของปุ่นมันลากยาวมาจนถึงห้างสรรพสินค้าที่เขาพาลิลิมาเลือกซื้อเสื้อผ้า ตั้งแต่ขึ้นรถมาจนถึงซื้อชุดนักศึกษาเสร็จคนตัวเล็กปริปากพูดกับเขานับคำเลยก็ว่าได้ ไม่ถามเจ้าตัวก็ไม่ตอบหรือพูดอะไร การกระทำมึนตึงนั่นมันพาลให้คนที่รู้สึกเหมือนกำลังถูกเมินไม่พอใจขึ้นมาดื้อๆ

          “เอาอะไรอีกไหม”

          ร่างบางส่ายหน้าแทนคำตอบ ไม่สบตาและเอาแต่มองไปที่อื่นที่ไม่ใช่คนข้างๆ เจ้าของฝ่ามือที่เธอคิดว่ามันร้อนมากกว่าอุ่นในตอนนี้

          “กินไอติมป่ะ”

          “ไม่เอา เราอยากกลับ”

          ปุ่นหยุดเดินเป็นผลให้มะลิหยุดตามไปด้วย เขากระแทกหายใจเพราะความหงุดหงิด ไม่บ่อยนักที่เขาจะพาคู่นอนมาเดินเล่นหรือทำอะไรร่วมกันแบบนี้ ที่ผ่านมาได้แล้วก็ทางใครทางมัน ถูกใจมากหน่อยก็ควงต่อสักสามสี่วัน ไม่ปล่อยให้ใครอยู่วุ่นวายเกินอาทิตย์สักคน จะมีก็ลิลินี่แหละที่อยู่กับเขานานกว่าคนอื่น อาจจะเป็นเพราะใบหน้าคล้ายใครคนนั้น หรือส่วนหนึ่งก็เพราะความไม่เรื่องมาก ไม่ทำตัวเป็นเจ้าของให้รู้สึกอึดอัด อยู่ด้วยแล้วสบายใจ เขาเลยอยากเก็บเจ้าตัวไว้ข้างกายต่อ แต่พออีกฝ่ายทำตัวงี่เง่าอะไรแบบนี้ก็ชักจะโมโห ไม่ใช่ว่ารำคาญหรือเบื่อหน่าย ก็แค่ไม่ชอบที่ผู้หญิงตรงหน้าทำเหมือนไม่สนใจหรือไม่รู้สึกอะไรกับเขาเลยสักนิดก็แค่นั้น

          “กลับไปหาไอ้นิวอ่ะนะ”

          มันน่าหงุดหงิดไม่น้อยที่ทุกครั้งเวลาไปที่ห้องทีไรแล้วต้องเห็นลิลิกำลังยิ้ม หัวเราะ หรือพูดจาสนิทสนมกับมือซ้ายคนสนิทอยู่ตลอด แตกต่างจากตอนอยู่กับเขาลิบลับ

          “ชอบมันหรือไง”

          “อืม เราชอบคุณนิว”

          “ลิลิ!”

          มะลิสะดุ้งโหยง ตกใจที่คนตัวสูงตะคอกใส่ จนคนที่เดินผ่านไปมาเหลียวมอง การกระทำของอีกฝ่ายทำเธอรู้สึกแย่ ขอบตาพลันร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ สายตาเกรี้ยวกราดของเขาที่มองมาชวนให้เธอเกิดความน้อยใจ

          “เราผิดอะไร”

          น้ำเสียงของเมะลิเต็มไปด้วยการตัดพ้อ ในขณะที่น้ำตาเริ่มจะคลอหน่วย เธอพูดอะไรผิดงั้นเหรอ เขาถึงได้ทำเหมือนโกรธเคืองกันเป็นฟืนเป็นไฟได้ขนาดนี้ เธอไม่อยากทำตัวงี่เง่าเพราะรู้สถานะตัวเองดี แต่การถูกตะคอกกลางที่สาธารณะแบบไร้เหตุผลแบบนี้มันไม่ควรเกิดขึ้น

          “โธ่เว้ย!”

          ปุ่นสบถพลางยกมือขึ้นเสยผมด้วยความหงุดหงิด ตอนนี้ตัวเองแม่งโคตรไร้เหตุผล เขาถอนหายใจและพยายามระงับอารมณ์พลุ่งพล่าน ระหว่างนั้นก็มองคนตัวเล็กที่กำลังจะยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดน้ำตาเหมือนเด็กไปด้วย

          มือหนาเอื้อมไปจับฝ่ามือเล็กของเจ้าตัวเอาไว้ หยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าเสื้อขึ้นมาเช็ดหยาดน้ำที่กำลังไหลลงมาอาบแก้มขาวให้ ลิลิเป็นคนแรกที่เขาทำอะไรน่าอายแบบนี้ด้วย

          “ขอโทษ”

          และก็เป็นคู่นอนคนแรกที่เขายอมพูดคำๆนี้...ซึ่งมันออกมาจากใจ ไม่ใช่เพียงเพื่อพูดให้มันผ่านไป


50%

“ฮึก”

          มะลิสะอื้นฮึก ไม่ได้หวังว่าจะได้ยินคำนี้และไม่ได้คิดว่าคนที่ไม่สนใจโลกอย่างผู้ชายใจร้ายตรงหน้าจะดึงเธอเข้าไปกอดไว้แนบอก มือบางกำเสื้อของอีกฝ่ายแน่น พยายามไม่ให้ตัวเองร้องไห้ไปมากกว่านี้ มันดูไม่ดีที่จะมาปล่อยโฮเป็นเด็กกลางห้าง แต่ไม่รู้ทำไมแค่ฝ่ามือใหญ่ลงที่ศีรษะ สัมผัสกึ่งกระด้างและอ่อนโยนนั่นกลับทำเธอสะอื้นจนตัวโยน

          “ไม่ร้องดิ อายเขา”

          เขายังมีหน้าพูดแบบนี้อีก ได้ยินแล้วมือที่กำเสื้ออยู่ก็ทุบอกของคนพูดด้วยความโกรธปนน้อยใจ

          “ไฟ มารอกูหน้าห้างเลย”

          ร่างบางถูใบหน้ากับอกกว้างเช็ดน้ำมูกน้ำตาใส่เสื้อเชิ้ตราคาแพงเป็นการเอาคืน เขาสั่งให้คุณไฟมารับนั่นก็แปลว่าเธอจะได้กลับคอนโดแล้ว ซึ่งก็ดี เพราะเธอไม่มีอารมณ์เดินเล่นอะไรอีกต่อไป

          “ลิลิ”

          คิดว่าพอตัวเองผละออกแล้วอีกคนเห็นเสื้อเลอะจากนั้นจะต้องโวยวาย แต่ก็ไม่ใช่ นอกจากเขาจะไม่มีทีท่าโกรธเคืองใดๆแล้ว กระทั่งน้ำเสียงที่เรียกชื่อเธอยังอ่อนโยนแตกต่างกลับก่อนหน้าเป็นคนละโทน

          “แย่ว่ะ ทำเสื้อคนอื่นเปื้อน”

          “ฮึก ด่าเราสิ”

          ปุ่นมองหน้าคนที่พยายามดันตัวออกจากอ้อมกอดของเขาแล้วกระตุกยิ้มแทนคำตอบ เขาเหมือนคนบ้าที่นาทีก่อนยังฟิวส์ขาดฟาดงวงฟาดงาใส่คนตัวเล็ก แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็นอารมณ์ดีขึ้นมาเพียงแค่เด็กน้อยในอ้อมแขนยอมสบตาด้วย

          “ไม่อยากรังแกเด็ก”

          “พี่ทำอยู่”

          “ขอโทษครับ”

          คำขอโทษที่ได้ยินจากน้ำเสียงทุ้มของคนตัวโตมันมีผลกับใจของมะลิไม่น้อย

          “ร้อนง่ายไปหน่อย”

          “เราอยู่ในห้าง แอร์เย็น”

          เธอเถียงเขากลับไปเสียงเครือเพราะพึ่งจะหยุดร้องไห้ แต่ต่อให้ยังไม่หยุดร้องเธอก็จะเถียง ว่ากันด้วยเรื่องต่อปากต่อคำมะลิคนนี้ยอมไม่ได้ ขนาดเพื่อนสนิทอย่างน้ำชายังเคยยกมือไหว้ให้อายุสั้นตั้งหลายครั้ง

          “หัวร้อนต้องสนอากาศด้วยเหรอ”

          ปุ่นถามกลับไป คนถูกถามทำหน้าครุ่นคิด เหมือนจะฉลาดแต่ลิลิตัวน้อยของเขาแม่งก็ยังซื่อบื้ออยู่วันยันค่ำ

          “พี่เหวี่ยงเราเพราะอยากกินไอติม แต่เราขัดใจใช่ไหม”

          “...”

          “บอกเราตรงๆก็ได้ ไม่เห็นจะต้องตะคอกเราเลย”

          “มะลิ”

          ร่างสูงเรียกชื่อเต็มของอีกคนเพื่อให้หยุดพูดพลางกรอกตาเหนื่อยหน่าย เอาเป็นว่าเขาจะไม่อธิบายเรื่องเมื่อครู่ว่าสาเหตุจริงๆมันคืออะไร จะให้ผู้หญิงอ่อนปัญญาคนนี้เข้าใจตามที่อยากเข้าใจก็แล้วกัน

          มือหนาคว้าข้อมือเล็กก่อนจะเดินจูงไปขึ้นรถที่ไฟจอดรออยู่ คิดว่าหายหงุดหงิดแล้วค่อยคุยกับคนตัวหอมที่นั่งอยู่ข้างๆ แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นไปตามที่หวังไว้

          “คุณไฟวันนี้กินส้มตำอีกไหม เราอยากกินร้านที่คุณไฟไปซื้อมาให้วันก่อนน่ะ อร่อยมากเลย”

          “...”

          “ซื้อตำข้าวโพดไข่เค็มมาเผื่อคุณนิวด้วยเนอะ ตลกอ่ะ เราไม่คิดว่าคุณนิวจะกินเผ็ดไม่ได้”

          “...”

          “ถ้าคุณไฟจะไป เราฝากซื้อน้ำหวานเฮลบลูบอยมาด้วยนะ เดี๋ยวเราทำหวานเย็นถุงให้กิน”

          ปุ่นคิดว่าเสียงเจื้อยแจ้วที่กำลังคุยกับมือขวาคนสนิทเป็นบททดสอบความอดทนชั้นดี เขาพยายามระงับความหงุดหงิดด้วยการส่งสายตาดุดันไปให้ลูกน้องผ่านกระจกมองหลัง ซึ่งมันก็ได้ผล เพราะนอกจากไฟจะพยักหน้าแล้วลูกน้องผู้แสนรู้ใจก็ไม่มีปากมีเสียงให้ได้ยิน

          “คุณไฟตอบเราหน่อย”

          “มันขับรถอยู่ อย่าไปกวน อยากคุยอะไรก็คุยกับพี่นี่”

          “ไม่คุยหรอก พี่ไม่ได้อยู่ในเพื่อนร่วมวงกินส้มตำกับเราเหมือนคุณไฟคุณนิว”

          “คุยเหอะ ไฟมันรำคาญเธอดูไม่ออกหรือไง”

          มะลิมุ่ยหน้า มองไปทางคุณไฟด้วยความอยากรู้คำตอบ ความเงียบของคุณไฟทำเธอใจแป้วไม่น้อย เธอพูดเยอะไปจนน่ารำคาญงั้นเหรอ หรือคุณไฟไม่ได้ชอบกินส้มตำเหมือนเธอ

          “รู้หรือยัง”

          ปุ่นถามพลางลอบมองปฏิกิริยาจากคนตัวเล็ก พอเห็นหน้าหงอยๆของเจ้าตัวก็แอบอมยิ้ม ทำไมลิลิแม่งหลอกง่าย...ง่ายจนอยากเก็บไว้หลอกหยอกเล่นไปตลอด

          “รู้ แต่เราไม่อยากคุยกับพี่”

          “ทำไม”

          “พี่ไม่ใช่เพื่อนร่วมวง”

          “ก็ใช่ไง”

          “นั่นแหละ พี่ควรเข้าใจ อย่ามาจิ๊จ๊ะกับเรา”

          “ห้ามได้เหรอ พี่ผัวเธอนะ”

          “เราไม่ใช่เมียพี่”

          “มันเขี้ยวว่ะ”

          โคตรของโคตรอยากกระชากปากเก่งๆนั่นมาจูบหนักๆ เอาให้เถียงเขาไม่ได้เป็นห้าหกวัน ยิ่งอยู่กับเขานานไป สกิลพยศของเจ้าตัวก็ยิ่งอัพขั้น มันน่าปิดปากซะจริงเชียว

          “เราเกาให้ไหม”

          “เกาด้วยลิ้นหนูอ่ะนะ”

          “พี่แย่อ่ะ”

          พูดประโยคนี้ด้วยแก้มที่เริ่มขึ้นสีแดง ก่อนจะเบือนสายตามองออกไปนอกหน้าต่างพร้อมกับแอบย่นจมูกใส่เจ้าของเสียงหัวเราะทุ้มต่ำร้ายกาจในลำคอด้วยความหมั่นไส้...แต่ทำอะไรไม่ได้

          .

          .

          เป็นเพราะว่ามะลิมัวแต่เหม่อมองวิวข้างถนนเพลินหรือยังไง มารู้ตัวอีกทีรถยนต์คันหรูของคนตัวโตที่คุณไฟทำหน้าที่เป็นคนขับก็มาจอดสนิทอยู่ตรงหน้าร้านขายดอกไม้ชื่อดังที่มะลิจำได้ดีว่าเคยเดินผ่านหลายครั้งแล้วแอบวาดฝันจะได้เดินเข้าไปชมความสวยงามของบรรดาดอกไม้ล้ำค่าเหล่านั้น

          ดวงตาของหญิงสาวเป็นประกายสุกใส รู้สึกตื่นเต้นจนเผลอหันไปส่งยิ้มกว้างให้กับคนข้างๆ ปุ่นมองรอยยิ้มของอีกฝ่าย ก่อนจะจิ๊ปากแล้วดีดนิ้วใส่หน้าผากเจ้าตัว เด็กน้อยของเขาคว่ำปากใส่แล้วรีบลงจากรถทันทีที่ไฟเดินมาเปิดประตูให้

          “ลมอะไรหอบมึงมาวะเนี่ย”

          ร่างสูงแสยะยิ้มให้กับคำทักทายแรกของเจ้าของร้าน เขายักคิ้วกวนบาทาเพื่อนสนิทที่ยืนทำหน้าสงสัยอยู่ จากนั้นก็เดินไปตบหัวมันเล่นๆทีนึง

          “จะถามเพื่อ”

          “เอ้า! ก็กูอยากรู้ ร้อยวันพันปีไม่เห็นโผล่หัวมา อยากเจอมึงทีก็ต้องไปที่สนาม กาสิโน ไม่ก็ร้านเหล้า แล้วแม่งวันนี้อยู่ดีๆโผล่มาร้านกู กูก็ต้องสงสัยป่ะวะ”

          คิง ชายหนุ่มที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทและเจ้าของร้านดอกไม้แห่งนี้เอ่ยขึ้น จะว่าก็ว่าเถอะเขาโคตรแปลกใจเลยที่ปุ่นมาที่นี้ ตอนเขาคิดจะเปิดร้านมันเป็นหนึ่งในเพื่อนที่รุมด่าเขาว่าประสาทแดก แถมยังเคยพูดว่าถ้าไม่สำคัญมันจะไม่มาเหยียบร้านที่เต็มไปด้วยดอกไม้เหม็นๆพวกนี้ พอมันมาปรากฏตัวให้เห็นเลยคิดว่าผิดธรรมชาติ

          “พูดมากไอ้สัด!”

          “ด่ากูอีก”

          คิงมองบน มองเพื่อนหน้าหล่ออย่างนึกระอา ก่อนจะเบนสายตาไปให้ความสนใจกับคนตัวเล็กที่ยืนหลบอยู่หลังเพื่อนสนิท

          “นั่นใคร เด็กมึง?”

          “อืม”

          ปุ่นตอบเพื่อนสั้นๆ พลางชักสีหน้าใส่เมื่อเห็นสายตากรุ้มกริ่มของไอ้เพื่อนจอมรู้ทัน

          “ธรรมดาหรือพิเศษวะ”

          “กูไม่แดกก๋วยเตี๋ยว”

          “อ่ะ แถเก่ง”

          กำลังจะด่าเพื่อน แต่เหมือนว่าโชคจะเข้าข้างไอ้เพื่อนเวรนี่ไม่น้อย เพราะยังไม่ทันจะอ้าปากไฟก็เปิดประตูร้านเข้ามายื่นโทรศัพท์ให้บอกว่าเฮียปอน พี่ชายสุดที่รักของเขามีเรื่องจะคุยด้วย เขาเลยต้องรีบรับโทรศัพท์แล้วเดินตรงไปคุยที่เงียบๆหลังร้าน

          ครั้นเห็นว่าเพื่อนหายลับตาไปแล้ว คิงก็หันมาจ้องใบหน้าน่ารักที่ดูจะเกร็งกับเขาเป็นพิเศษเขม็ง ปกติแล้วเขาไม่ใช่คนดุ แต่กลับคนแปลกหน้าเพื่อนสอนว่าต้องดุไว้ก่อน

          “ชื่อไรอ่ะเรา”

          “มะลิค่ะ”

          “มะลิ”

          ชายหนุ่มทวนคำ ก่อนจะเดินไปที่เคาน์เตอร์หยิบบางอย่างออกมาส่งให้คนเด็กกว่าที่มองตาไม่กระพริบ แถมยังเผยอปากน้อยๆ ดูน่ารักไม่หยอก

          “ใช่มะลิเดียวกันไหม”

          “ฮื่อออ สวยมากเลย”

          มะลิพยักหน้าพลางเอ่ยชมพวงมาลัยที่ร้อยด้วยดอกมะลิและดอกไม้ต่างๆเป็นลวดลายสวยงามส่งกลิ่นหอมฟุ้ง มองสิ่งที่พึ่งจะเอื้อมมือไปรับมาด้วยความชื่นชม

          “พี่ชื่อคิงนะ เป็นเพื่อนไอ้เชี่ยปุ่น”

          “สวัสดีค่ะพี่คิง”

          คนตัวเล็กว่าพร้อมกับยกมือที่ยังถือพวงมาลัยขึ้นไหว้ ทำเอาคิงขำพรืดเพราะรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นพ่อขึ้นมาดื้อๆ คิดในใจว่าเด็กคนนี้ของไอ้ปุ่นเพื่อนเหี้ยโคตรจะคนละไทป์กับที่มันควงไปกินตับตามผับเลย

          “คิดไงมาคบกับไอ้ปุ่นอ่ะ”

          “ไม่ได้คบค่ะ”

          “อ้าว! ก็มันบอกพี่ว่าเราเด็กมัน”

          มะลิยิ้มแหย ไม่รู้จะพูดยังไงหรืออธิบายให้พี่คิงฟังแบบไหนดี

          “ยังไง เอากันเฉยๆแต่ไม่คบงี้เหรอ”

          คราวนี้ร่างบางอ้าปากเหวอ พี่คิงจะตรงชนเสาไฟฟ้าแบบนี้ไม่ได้ เธออ้าปากสลับกับเม้มปากเพราะทำอะไรไม่ถูก หันไปมองคุณไฟก็เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังยืนสูบบุหรี่อยู่นอกร้านไม่มีทีท่าว่าจะหันมาทางนี้สักนิด แต่ก่อนที่สถานการณ์จะน่าอึดอัดไปมากกว่านี้ พี่คิงก็บ่นพึมพำอะไรบางอย่างขึ้นมา

          “ว่าไปแล้วหน้าเราคุ้นๆนะ เหมือนพี่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน”

          “เราเดินผ่านร้านพี่คิงบ่อย”

          “ไม่ใช่แบบนั้นดิ”

          มะลิเอียงคอน้อยๆ มองเจ้าของร้านหน้าที่กำลังเอามือลูบคางพลางครุ่นคิด ระหว่างนั้นก็แอบมองพวงมาลัยในมือไปด้วย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสานบทสนทนากับอีกคนต่อ

          “คิดออกแล้ว”

          “คะ?”

          “ก็ว่าอยู่หน้าเหมือนใคร”

          “เราเหมือนใครเหรอ”

          “รู้แล้วเหยียบไว้นะ”

          หญิงสาวพยักหน้าหงึกหงัก พี่คิงทำเหมือนเป็นความลับแต่ทำไมใบหน้ากลับมีรอยยิ้มขันประดับอยู่ มันทำให้มะลิไม่เข้าใจและแอบกังวลกับคำตอบที่จะได้รู้ไปด้วย

          “ผู้หญิงคนนี้เป็นคนเดียวที่ไอ้ปุ่นลงทุนซื้อดอกไม้ให้ แถมเลือกด้วยตัวมันเองด้วยนะ ทั้งที่แม่งเกลียดอะไรแบบนี้ฉิบหาย ตอนแรกพี่ก็ลุ้นว่าใครคือผู้โชคดี แต่พอรู้เท่านั้นแหละ แม่ง...”

          “...”

          “มันซื้อให้พี่สะใภ้มันเว้ย”

          “...”

          “แล้วรู้ป่ะ หน้ามะลิอ่ะโคตรคล้ายพี่เขาเลย”



***********************************

อ้าว ทำไมเป็นงี้อ่ะ พี่สะใภ้อิพี่มีสองคน เจ๊มี่หรือเจ๊เมล่ะเนี่ย

สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะคะ ไรท์อาจจะหายไปเที่ยวสองสามวัน อย่างอแง คิดถึงไรท์ล่ะ

เม้น ไลท์ เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยเด้อรีดที่น่ารักทั้งหลาย


รักเด้อค่ะ / เป้เอง

ความคิดเห็น