เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 54 ผลาญวิญญาณแลกชีวิต

ชื่อตอน : บทที่ 54 ผลาญวิญญาณแลกชีวิต

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 311

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.พ. 2562 18:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 54 ผลาญวิญญาณแลกชีวิต
แบบอักษร

ตู้มมมม!!

ร่างของเฟิงหงหู่ถูกเงาโครงกระดูกลึกลับกดลงกระแทกพื้นด้วยแรงอันมหาศาล! พื้นดินถึงกับสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งบริเวณ โครงกระดูกนั้นได้อ้าปากออกมา! ละอองแสงในชั้นวิญญาณของเฟิงหงหู่ถูกดึงดูดออกไปและกลืนกินโดยโครงกระดูกนั้น เฟิงหงหู่รู้สึกราวกับเหนื่อยล้าขึ้นหลายปี พลังชีวิตและอายุขัยหดหายไปอย่างต่อเนื่อง!

นี่เป็นพลังแห่งความตายอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้เขารู้สึกขนหัวลุก แต่ในตอนนั้นเองที่ตรามารทมิฬในร่างขององค์ชายได้สาดประกายแสงสีม่วงแดงในชั้นวิญญาณออกมา ร่างเงาดำที่เบื้องหลังของเฟิงหงหู่ได้กระชากเขาให้ลอยกระเด็นไปไกลจากร่างของโครงกระดูกอันน่าหวาดกลัวนั่น!

“องค์ชาย! รีบสลายปราการแล้วหนีไป! วิญญาณขององค์ชายใหญ่น่าหวาดกลัวจนเกินไป! นี่มิใช่วิญญาณของมนุษย์แล้ว!!” เสียงของเงาดำกล่าวพร้อมกับกางปราการในชั้นวิญญาณขวางไว้เบื้องหน้า พลังของตรามารทมิฬถูกใช้ไปเยอะพอสมควร อีกไม่นานนักเขาน่าจะไม่สามารถช่วยเหลืออะไรศิษย์ของตนได้มากนัก ได้แต่ให้องค์ชายรองได้หนีไป

องค์ชายรองมีใบหน้าที่ซีดขาวจากความตกใจ เขารีบมสวมใส่หน้ากากไร้อารมณ์ของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นเองที่เกิดความผิดปกติขึ้น บรรยากาศรอบด้านของพายุหมอกแห่งความตายเกิดการบิดเบี้ยวราวกับโดยโจมตีอย่างหนัก ความหนาวเย็นแทรกเข้ามาราวกับที่นี่กลายเป็นโลกน้ำแข็งไป และในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองที่ได้มีเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าบานอสนีบาตดังขึ้น! กำแพงแห่งความตายรอบด้านไม่อาจคงอยู่ได้อีกต่อไป พวกมันระเบิดออกเป็นเสี่ยง!

ตู้มมมม!

ร่างเงาสีขาวที่ปกคลุมด้วยกระแสไฟฟ้าอันยิ่งใหญ่พุ่งทะลวงผ่านม่านปราการพร้อมทั้งทำลายมันลง ร่างนั้นพุ่งลงกระแทกพื้นตรงอดีตใจกลางพายุอย่างรุนแรง เฟิงชิงเถาภายใต้ภูษาอสูรสีขาวมองภาพตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ เงาสีดำดุจมารร้ายสองตนกำลังประจันหน้ากัน ไกลออกไปคือคนผู้หนึ่งที่สวมใส่หน้ากากอยู่

ดวงตาสีฟ้าภายใต้หมวกเกราะสีขาวอันมิดชิดกวาดมองไปโดยรอบและเขาให้ความสนใจกับร่างของชายในหน้ากากมากที่สุด นั่นเพราะท่าทางของคนๆนี้ช่างดูคุ้นเคยยิ่งนัก รวมกับเฟิงฉีที่ออกมาขัดขวางเขา เขาเดาได้อย่างไม่ยากเย็นเลยว่าคนผู้นี้ก็คือองค์ชายที่เขาตามมาอารักษ์อานั่นเอง

เฟิงชิงเถารู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก “องค์ชายรอง ท่านคิดว่าท่านกำลังทำอะไรอยู่กันแน่ แคว้นนี้ไม่ใช่ดินแดนของพวกเราที่ท่านจะทำอะไรตามใจตนเองได้” เฟิงชิงเถาติเตียนเฟิงหงหู่อย่างไม่ไว้หน้า แต่อีกฝ่ายหาได้ตอบรับอันใดไม่ เขายังคงไม่ยอมรับอย่างง่ายๆแน่ว่าเขาคือใคร และในตอนนั้นเองที่ด้านหลังของเฟิงชิงเถาเกิดพลังงานอันเย็นเยียบ

ตู้มมม!!

เงาขาวอีกร่างพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว! เฟิงชงเถายกแขนที่ปกคลุมด้วยเกราะอันแข็งแกร่งขึ้นปกป้อง ในพริบตานั้นเองที่เงาสีขาวได้ปรากฎสู่สายตา! นั่นเป็นภูษาอสูรอีกหนึ่งร่างที่วาดฝ่ามือใส่ร่างของเขา เฟิงชงเถาถูกฝ่ามือนั้นกระแทกไปไกลก่อนที่จะหยุดลงบนพื้น เฟิงชิงเถาหันกลับไปมองยังร่างตรงหน้าที่สวมใส่เกราะพยัคฆ์สีขาวที่ดูคล้ายกับภูษาอสูรของเขาอย่างมาก แต่ก็มีจุดที่แตกต่างกันอยู่ และร่างตรงหน้ายังส่งไอเย็นออกมาราวกับเป็นปีศาจเหมันต์ตนหนึ่ง

“เฟิงฉี! เจ้าช่างน่ารำคาญยิ่งนัก!” เฟิงชิงเถาชักจะเริ่มโมโหขึ้นมาแล้ว ชายวัยกลางคนทั้งสองไม่พูดพร่ำทำเพลงอีก ทั้งสองใช้ทั้งหมัดและฝ่ามือปะทะกันอย่างรุนแรงจนห้วงอากาศเกิดการระเบิดอย่างสนั่นหวั่นไหว ห้วงอากาศที่ระเบิดออกมานั้นทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปในบริเวณนั้น

สำหรับยอดฝีมือที่แท้จริงในใต้หล้า พวกเขาต่างก็ต้องมีคุณสมบัติขั้นพื้นฐานที่จะต้องครอบครองภูษาอสูร เหตุผลนั้นก็เพราะพลังของภูษาอสูรคือรูปแบบสูงสุดแห่งพลังของจิตวิญญาณ พลังของมันสามารถทำให้จอมยุทธ์ผู้หนึ่งสามารถต่อกรกับผู้อยู่ในขอบเขตที่สูงกว่าถึงหนึ่งชั้นใหญ่ด้วยซ้ำไป!

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองที่โครงกระดูกได้เข้าต่อสู้กับยอดยุทธ์แห่งวังมารทมิฬ แต่เศษเสี้ยงพลังของยอดฝีมือผู้หนึ่งเหลือน้อยเต็มทีจนแทบจะสูญสิ้นไปอยู่แล้ว หากเสี้ยววิญญาณของเขาเพียงแค่หนึ่งในร้อยอยู่ครบละก็ วิญญาณของถังเฟยหู่คงไม่อาจทำอันใดได้เลยแม้แต่น้อย ยอดฝีมือพรรคมารสามารถสัมผัสได้ถึงวิญญาณที่ทรงพลังของถังเฟยหู่ แต่เขาก็รู้สึกได้เช่นเดียวกันว่าวิญญาณนี้มีบาดแผลทางวิญญาณที่ร้ายแรงเช่นเดียวกัน

ยอดฝีมือพรรคมารไม่ต้องการต่อสู้ให้ยืดเยื้อเพื่อสิ้นเปลืองพลังที่เหลือน้อยนิด เขาได้ใช้พลังมรณะที่เหลืออยู่ทั้งหมดในการสร้างม่านพลังป้องกันวิญญาณปีศาจตรงหน้านี้ไว้ แต่วิญญาณของถังเฟยหู่ก็อ้าปากดูดกลืนพลังของยอดฝีมือพรรคมารอย่างไม่หยุดหย่อน เฟิงหงหู่มองภาพนั้นด้วยแววตาที่โกรธแค้น

เขากลับถูกคนต่ำชั้นกว่าเช่นถังเฟยหู่เล่นงานได้! เขาคือผู้ที่ฝึกฝนในศาสตร์มรณะและวิญญาณจึงทำให้รู้ว่านี่คือการดิ้นรนสุดท้ายของวิญญาณผู้ที่ตายด้วยความแค้นอย่างถึงที่สุด เขาคิดว่าถังเฟยหู่ได้กลายเป็นปีศาจไปจริงๆเพราะจิตด้านลบก่อนตาย เขาได้นำแผ่นยันต์อาคมออกมาและเผ่ามันทิ้งในทันที

ในตอนนั้นเองที่ห้วงอากาศรอบตัวของเฟิงหงหู่เกิดการสั่นสะเทือน ร่างของเขาจางหายไปในทันที นี่เป็นแผ่นยันต์อาคมมิติที่มีราคาแพงเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่ยอดยุทธ์บางคนหรือแม้แต่บางสำนัก แม้จะขายสมบัติทั้งชีวิตทิ้งยังไม่อาจหาซื้อของสิ่งนี้มาได้ ยันต์อาคมมิติมีความสำคัญอย่างมากในการช่วยชีวิตในห้วงคับขัน อีกทั้งยังต้องใช้ปรมาจารย์อาคมที่เชี่ยวชาญในศาสตร์ของมิติในเขียนยันต์นี้ขึ้น ในชั่วพริบตานั้นเฟิงหงหู่ก็หายไปจากครรลองสายตาของทุกคน

แม้เฟิงชิงเถาอยากจะขัดขวางมากแค่ไหนก็ตามที แต่เฟิงฉีก็ไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ เฟิงฉีลงมือขัดขวางทุกวิถีทางแม้แต่ใช้สายเลือดเซียนพยัคฆ์เหมันต์ในการลดความเร็วของเฟิงชิงเถา ส่วนเฟิงชงเถาก็ใช้สายเลือดเซียนพยัคฆ์อัสนีในการเข้าหักล้างเช่นกัน ความเร็วจึงไม่ใช่ข้อได้เปรียบของเขาในตอนนี้

เฟิงชิงเถาวาดฝ่ามือที่เต็มไปด้วยเส้นสายอัสนีออกมาจนเกิดเสียงระเบิดของสายฟ้าในอากาศ พลังแห่งการทำลายล้างกระจายออกไปทั่วทั้งบริเวณ เฟิงฉีวาดฝ่ามือทั้งสองข้างออกไปวงกลมที่ซ้อนไปมาที่เบื้องหน้าพร้อมกับปลดปล่อยละอองปราณสุดเยือกแข็งออกมา พลังปราณเหล่านั้นถูกสร้างเป็นกำแพงน้ำแข็งขวางไว้ที่ด้านหน้าของเฟิงฉีหลายสิบชั้นในชั่วพริบตาเดียว!

ตู้มมมมม!!!

หนึ่งพลังทำลายและหนึ่งพลังป้องกันเข้าหักล้างกัน พลังอัสนีที่เต็มไปด้วยศาสตร์ทำลายล้างเผาไหม้ห้วงอากาศและทำลายกำแพงน้ำแข็งนับสิบชั้นในชั่วพริบตา เฟิงฉีที่เห็นว่าท่าไม่ดีแล้วจึงได้ถีบเท้าถอยตัวออกมาอย่างรวดเร็ว แต่เฟิงชิงเถาที่บุกทะลวงเข้ามาก็ไม่ยอมปล่อยอีกฝ่ายไปง่ายๆ

ในตอนนั้นเองที่เฟิงฉีที่ได้ลอยอยู่กลางอากาศก็ได้หมุนตัวเปลี่ยนทิศทางพร้อมกับใช้หางของเกราะภูษาอสูรฟาดเข้าใส่เฟิงชิงเถาอย่างแรง! กระบวนท่าผ่ามือถูกหักล้างด้วยชิ้นส่วนที่แข็งแกร่งของภูษาอสูร สำหรับภูษาอสูรของเฟิงฉีนั้นมีจุดเด่นที่ห่างอันแหลมคมราวกับหอกที่สามารถใช้แทนอาวุธ

ส่วนภูษาอสูรของเฟิงชิงเถานั้นมีชิ้นส่วนที่เกราะแขนซึ่งส่งเสริมพลังอัสนีให้ทวีความรุนแรงขึ้นในกระบวนท่าฝ่ามือ เมื่อทั้งสองต่างโจมตีกันและกันก็ได้สร้างแรงปะทะอันมหาศาลที่ส่งร่างของทั้งคู่ให้แยกจากกัน เฟิงฉีสะบัดมืออกไปด้านข้าง ละอองเกล็ดน้ำแข็งจำนวนมากถูกส่งออกมาจากฝ่ามือข้างนั้นและรวบรวมไว้ ละอองปราณน้ำแข็งได้ก่อรูปร่างขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่นานนักก็ได้บังเกิดเป็นอาวุธจิตวิญญาณรูปร่างหอกในมือของเฟิงฉี โดยทั่วไปและอาวุธจิตวิญญาณคือศาสตร์ที่ผสานระหว่างการสร้างอาวุธ อาคม และจิตวิญญาณเข้าไว้ด้วยกันจนเกิดเป็นอาวุธที่มีชีวิต

อาวุธจิตวิญญาณคือร่างแปลงของจิตวิญญาณสรรพสัตว์ทั้งหลาย แต่เมื่อผู้คนใช้ภูษาอสูร มันก็คือการสวมใส่เสื้อผ้าที่สร้างจากจิตวิญญาณ พวกเขากลายเป็นกึ่งจิตวิญญาณที่มีพลังย้อนคืนกลับไปทางบรรพบุรุษ ร่างของพวกเขาที่สวมใส่จิตวิญญาณก็เปรียบเสมือนอาวุธที่เคลื่อนไหว เป็นจิตวิญญาณที่มีร่างมนุษย์ ความสามารถในการควบคุมรวมถึงพลังวิญญาณจะมากขึ้นถึงขนาดสามารถแบ่งมันออกมาเพื่อให้อาวุธจิตวิญญาณก่อร่างขึ้นมาได้

เฟิงฉีกระชับหอกในมือและควงมันไปมา กระบวนท่าที่เขาแสดงนั้นนับว่าใกล้เคียงกับเฟิงหงหู่ยิ่งนัก หากจะถามว่าทำไม ก็เพราะกระบวนท่าที่เขากำลังใช้อยู่ในขณะนี้ก็คือทวนพยัคฆ์ล่องเมฆ! เขาก็คือผู้ที่ถ่ายทอดกระบวนท่านี้ให้แก่องค์ชายรอง เพียงแต่ว่าองค์ชายรองนั้นได้ฝึกในแบบฉบับคัดย่อที่เขาดัดแปลงให้เหมาะแก่ขอบเขตพลังขององค์ชาย เมื่อวิชานี้ถูกใช้โดยเฟิงฉีมันจะสำแดงอานุภาพที่แท้จริงออกมา!

วรยุทธ์ระดับหก! ทวนพยัคฆ์ล่องเมฆฉบับสมบูรณ์! วังวนซ้อนเมฆา!!!

ตู้มมมม!

ไอความหนาวเย็นพวยพุ่งออกจากร่างของเฟิงฉีไม่หยุดหย่อน ไอเย็นเหล่านั้นไหลเวียนไปในทิศทางเดียวรอบๆร่างของเฟิงฉีราวกับเขาเป็นจุดศูนย์กลางของวังวนไอเย็นนี้ และในตอนนั้นเองที่เฟิงฉีได้ระเบิดพลังปราณของตนออกมาในชั่วพริบตาเดียว! พร้อมกันกับที่วังวนนั้นหมุนเร็วยิ่งขึ้นราวกับพายุอันบ้าคลั่ง ยิ่งรวดเร็วยิ่งเยือกเย็น ละอองน้ำที่ล่องลอยในอากาศโดยรอบเริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็งและตกกระทบพื้นอย่างต่อเนื้อง

เฟิงฉีพุ่งทะยานร่างเข้าไปหาเฟิงชิงเถาพร้อมกับวาดทวนออกไปโดยรอบซึ่งทุกรอบที่วาดผ่านไป หอกสีขาวในมือของเฟิงฉีก็จะดูดซับไอเย็นและทวีความรุนแรงมากขึ้น จนเมื่อมาถึงด้านหน้าของเฟิงชิงเถา หอกของเฟิงฉีก็ถูกรวบรวมไว้ด้วยพลังเย็นจำนวนมหาศาล เฟิงฉีฟาดหอกนั้นเข้าใส่ร่างของเฟิงชิงเถาในทันที! เฟิงชิงเถาเองก็ได้ปลดปล่อยพลังงานสายฟ้าออกมาเป็นจำนวนมากในอากาศเช่นกัน เขากำหมัดไว้แน่น สายฟ้าจำนวนมากถูกรวบรวมไว้ในหมัดขวาจนส่องประกายเจิดจ้า!

วรยุทธ์ระดับหก เจ็ดสิบสองหมัดฟ้าคำราม!!!

เปรี้ยงงงงง!!!!

ไกลออกไปนั้นเหล่าเจ้าหน้าที่ศาลและผู้คนทั้งหลายที่ได้หนีออกไปไกลด้วยความหวาดกลัวแต่ก็ไม่วายยังต้องขอดูการต่อสู้ของยอดยุทธ์สักครั้ง แม้แต่ผู้นำของสองสกุลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองฟูเจี้ยนทั้งสองยังได้เดินทางมาถึงแล้ว แม้แต่ชายชราทั้งสองยังรู้สึกหวาดกลัวการต่อสู้ในครั้งนี้ยิ่งนัก นั่นก็เพราะแม้แต่พวกเขาก็ยังไม่อาจครอบครองพลังของภูษาอสูรได้! พลังสูงสุดแห่งการใช้จิตวิญญาณ

หากให้ชายชราไปต่อสู้กับยอดยุทธ์ทั้งสองตรงหน้าก็คงไม่วายต้องถูกตีให้ตายในฝ่ามือเดียวไปแน่ พวกเขานั้นแพ้อย่างหมดรูปไม่ว่าจะเป็นความหนาแน่นของลมปราณ สายเลือด วรยุทธ์ แม้แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างภูษาอสูร

เมื่อมองจากสายตาของผู้ที่เฝ้ามองอยู่ไกลจะเห็นพลังอันมหาศาลทั้งสองเข้าปะทะกัน หนึ่งคือพลังอัสนีที่ทำลายทุกสิ่ง อีกหนึ่งคือไอเย็นเยือกที่สูงเทียมฟ้า การต่อสู้ของทั้งสองทำให้พื้นที่ตรงนั้นราวกับเป็นอาณาเขตต้องห้ามที่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้

แม้แต่องค์หญิงแห่งเจียงหนานยังไม่อาจเข้าแทรกแซงการต่อสู้นี้ได้ ทั้งยังไม่มีความสามารถกระทำเช่นนั้นได้ด้วย แม้นางจะแตะชายขอบภูษาอสูรเช่นเดียวกัน แต่แค่นางใช้ภูษาอสูรครอบคลุมบางส่วนบนร่างก็ทำให้หมดแรงแล้ว การต่อสู้ของผู้ห่มชุดคลุมอสูรเช่นนี้ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าต้องครอบครองพลังมากเพียงใด

“เจ้าทึ่ม…” องค์หญิงกล่าวออกมาด้วยความว้าวุ่นใจ ตั้งแต่ม่านปราการแห่งความตายตรงหน้าได้สลายไป นางก็กวาดสายตาพยายามมองหาสหายของนางผู้นี้มาโดยตลอด แม้จะดูเหมือนยาวนานแต่ทุกอย่างเกิดขึ้นในชั่วพริบตา การต่อสู้ของยอดยุทธ์ทั้งสองได้บดบังทัศนวิสัยทั้งหมดไปเสียสิ้น แต่นางก็ยังไม่ละความพยายาม นางพยายามตามหาเพื่อนของนางให้พบให้จงได้ ในสายตาของนางนั้นไม่อาจเห็นเงาดำจากวังมารทมิฬรวมถึงแม้แต่วิญญาณของถังเฟยหู่ก็ตาม

นั่นก็เพราะชั้นวิญญาณของนางยังไม่กล้าแข็งพอที่จะสามารถสัมผัสหรือมองเห็นวิญญาณได้โดยตรง แต่ก็มีข้อยกเว้นสำหรับผู้ที่อยู่ในขอบเขตพลังระดับต่ำที่จะสามารถมองเห็นชั้นวิญญาณได้ เช่นผู้ที่ฝึกฝนในศาสตร์มรณะหรือวิญญาณที่สูงมากพอจะสามารถสัมผัสและมองเห็นวัตถุในชั้นวิญญาณ

ในตอนนั้นเองที่นางเห็นอะไรบางอย่างเข้า นางสังเกตเห็นมือของมนุษย์ที่ซีดขาวโผล่พ้นกองหินที่เกิดจากการปะทะกันของยอดฝีมือทั้งสอง เมื่อเห็นภาพนั้นก็ทำให้หัวใจของนางเจ็บแปลบขึ้นมาทันที ใบหน้าของนางซีดขาวลงอย่างเห็นได้ชัด นางเร่งรีบพุ่งทะยานออกไปในทันที!

“องค์หญิง!” แต่ยังไม่ทันได้ทะยานออกไปก็ได้มีมือข้างหนึ่งกดไหล่ของนางไว้ด้วยพลังปราณทำให้นางยากจะขัดขืน เมื่อหันกลับไปก็พบว่าเป็นหัวหน้าของจินอี้เว่ยที่ได้ตามมาสมทบแล้วเช่นกัน ชายชราผู้เป็นหัวหน้าจินอี้เว่ยส่ายหน้าห้ามไม่ให้นางเข้าไป

“จูหนิงเทียน!!! ปล่อยข้า!” องค์หญิงตะโกนตอกหน้าชายชราอย่างไม่ไว้หน้า แต่จูหนิงเทียนหาได้ยินยอมทำเช่นนั้นไม่ เขาเป็นห่วงความปลอดภัยของนางเหนือสิ่งอื่นใด อีกทั้งเขายังเป็นเพียงจินอี้เว้ยที่ประจำการอยู่ในเมืองห่างไกล เขาไม่ได้มีความสามารถมากพอที่จะต่อกรกับยอดยุทธ์ทั้งสองตรงหน้าได้

“ข้าไม่อาจทำเช่นนั้นได้” เมื่อกล่าวเสร็จ หัวหน้าจินอี้เว้ยผู้ชราก็ได้ใช้ปราณที่มากกว่าเดิมในการสกัดการเคลื่อนไหวขององค์หญิงเพื่อไม่ให้นางทำสิ่งใดโง่ๆอย่างการกระโดดเข้าสู่ความตาย เขาได้เรียกจิตวิญญาณของตนออกมาและแปรเปลี่ยนเป็นอาวุธจิตวิญญาณรูปแบบโซ่ที่มีไว้เพื่อจับกุม

จูหนิงเทียนใช้โซ่นั้นพันธนาการร่างขององค์หญิงไว้อย่างแน่นหนา อีกทั้งเขายังได้สลักอาคมอีกมากมายลงไปเพื่อไม่ให้นางหลุดรอดไปโดยง่าย แม้จะรู้สึกผิดอยู่บ้างที่ทำเช่นนี้กับเจ้านายของตน แต่เขาไม่ยินยอมปล่อยให้นางไปตายโดยเด็ดขาด หากนางตายไปไม่ทราบว่าความพิโรธของอ๋องแห่งเจียงหนานนั้นจะมากมายถึงเพียงใดกัน แม่แน่ว่าทั้งเมืองหรือมณฑลในแถบนี้อาจจะหายไปจากแผนที่เลยก็เป็นได้

จูหนิงเทียนคว้าร่างขององค์หญิงไว้จากนั้นก็พุ่งตัวหนีไปให้ไกลในทันที เขาเร่งรีบกลับไปยังหอการค้าหงส์แดงพร้อมกับจินอี้เว้ยทั้งหลาย ความเร็วของพวกเขาไม่อาจดูถูกได้ ถึงแม้จะไม่เทียบเท่ากับยอดฝีมืออันดับสูงของกองทัพทั้งสองจากต่างแคว้นที่กำลังต่อสู้กันอยู่ ซึ่งถ้าหากตัดสองคนนั้นออกไปก็นับว่าพวกเขาคือผู้เป็นเลิศด้านความเร็วที่สุดเท่าที่มีอยู่ในเมืองตอนนี้เช่นกัน!

หอหงส์แดงคือถิ่นของพวกเขาอย่างแท้จริง ที่แห่งนั้นมีค่ายกลป้องกันมากมายซึ่งหากกระตุ้นค่ายกลให้ทำงานก็จะทำให้สถานที่แห่งนั้นปลอดภัยอย่างถึงที่สุด จินอี้เว้ยเหล่านั้นไม่สนความเป็นตายของผู้ใดนอกจากเชื้อพระวงศ์ พวกเขาเกิดมาเพื่อปกป้องราชวงศ์และราชบัลลังก์แห่งเจียงหนาน!

กลับมาทางด้านสนามรบ เฟิงชิงเถาพยายามหันกลับไปมองเงาดำที่เหมือนปีศาจซึ่งต่อสู้กันอยู่บริเวณหนึ่งตลอด เงาดำเหล่านั้นช่างเรียกความสนใจจากเขานัก แต่นั้นไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ทางด้านวิญญาณจึงไม่ทราบว่าวิญญาณที่อยู่ไม่ไกลนั้นคือสิ่งใด แต่เงาทั้งสองดูเหมือนตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างแท้จริง

พวกมันทั้งสองไม่สนใจสิ่งใดนอกจากต่อสู้ห้ำหั่นกันเอง! โครงกระดูกในเงาดำที่ลอยอยู่นั้นดูเหมือนพยายามจะกลืนกินเงาดำอีกหนึ่งตรงหน้าที่แปรเปลี่ยนตัวเองเป็นม่านพลังกักขังอีกฝ่าย แต่พลังของเงาดำมรณะนั้นดูอ่อนจางลงไปเรื่อยๆ

นั้นก็เพราะเฟิงหงหู่ได้จากไปแล้ว เงามรณะจากวังมารทมิฬใช้ตรามารทมิฬจากร่างของเฟิงหงหู่เป็นสื่อในการปรากฎร่าง เมื่อไร้ซึ่งตรามาร พลังของร่างวิญญาณที่แบ่งมาก็อ่อนลงเรื่อยๆจนแทบจะสลายหายไปอยู่รอมร่อ

ในตอนนั้นเองที่อยู่ๆก็บังเกิดเสียงสายโซ่อันน่าพิศวงดังขึ้นในชั้นวิญญาณ เสียงนี้เป็นการคงอยู่ของวัตถุในชั้นวิญญาณที่สูงส่งเป็นอย่างมาก แม้แต่เฟิงชิงเถาและเฟิงฉียังไม่อาจสัมผัสหรือได้ยินมัน แต่แตกต่างจากยอดฝีมือวังมารทมิฬและวิญญาณของถังเฟยหู่ เสียงนี้พวกเขาทั้งสองได้ยินอย่างชัดเจน เงาดำมรณะนั้นดูยินดีเป็นอย่างมาก เขาลดกำลังที่ใช้ขัดขวางวิญญาณของถังเฟยหู่ลงในพริบตา

“เหอะ! วิญญาณที่ถึงฆาตแล้วสมควรไปตามทางของมัน องค์ชายใหญ่ ท่านก็ไม่แตกต่างจากทุกวิญญาณที่จำเป็นต้องตามยมทูตไปยังปรภพ ดูท่าวิญญาณที่แปดเปื้อนด้วยความแค้นของท่านจะกลายเป็นปีศาจไปแล้ว นาเหลาเจี๋ยคงจะรอท่านอยู่เป็นแน่ ถึงอย่างไรข้าก็ต้องขอบใจเจ้าที่สงเสริมลูกศิษย์ของข้า ฮ่าๆๆ!” เมื่อกล่าวเสร็จเงามรณะนั้นก็สลายหายไปในทันที

วิญญาณของถังเฟยหู่ไขว่คว้าไปในอากาศราวกับพยายามจะจับเงาดำที่กำลังสลายหายไปให้ได้ แต่นั่นก็ไม่เป็นผลเลยแม้แต่น้อย เงามรณะนั้นเดิมไม่มีร่างที่แท้จริงอยู่แล้ว ที่ปรากฏร่างออกมาในชั้นวิญญาณได้ก็เพราะแบ่งวิญญาณออกมาผ่านทางตรามาร

ในชั่วพริบตานั้นเองที่ได้มีสายโซ่สีดำที่อาบด้วยกลิ่นอายแห่งความตายพุ่งเข้ามาและพันธนาการข้อมือที่เป็นกระดูกของถังเฟยหู่ไว้ เมื่อโครงกระดูกลึกลับหันกลับไปก็พบว่าปลายอีกด้านของสายโซ่ก็คือเฮยไป๋อู่ฉาง ยมทูตขาวดำซึ่งมีหน้าที่นำพาวิญญาณสู่ปรโลกนั่นเอง ทั้งสองดูแปลกใจเป็นอย่างมากเมื่อเห็นวิญญาณตรงหน้า

“นายท่าน…” ยมทูตขาวเซี่ยปี้อันกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เขาไม่นึกเลยว่าจะพบกับวิญญาณของคนผู้นี้อีกรวดเร็วเยี่ยงนี้ แต่นั้นตอนนั้นเองที่ได้มีฝ่ามือหนึ่งตบลงมาบ่นบ่าของเซี่ยปี้อันเพื่อดึงสติเขากลับมา เป็นยมทูตดำฟั่นอู๋จิ้วนั่นเอง

“หยุดซะเซี่ยปี้อัน เราหลีกหนีความจริงไม่พ้นอีกแล้ว คราวนี้เราจำเป็นต้องจับกุมเขากลับไปจริงๆเสียที สิบห้าปีผ่านไปช่างรวดเร็วเหลือเกิน เราควรสะสางงานที่ค้างคาของเราไว้ ไม่อาจปล่อยให้เขาทำตามใจชอบอีก”

ฟั่นอู๋จิ้วกล่าวเตือนสหาย ซึ่งเซี่ยปี้อันก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ คนทั้งสองวาดสายโซ่ออกไปพันธนาการร่างวิญญาณของถังเฟยหู่มากขึ้นจนเขาไม่อาจขยับตัวได้เลยแม้แต่น้อย แต่แล้วทั้งสองก็มีสีหน้าแปลกใจมากกว่าเดิมนัก นั้นก็เพราะแทนที่การเกิดใหม่ของคนผู้นี้จะทำให้สภาพวิญญาณมั่นคงมากกว่าเดิม…พวกเขากลับพบว่าวิญญาณของคนผู้นี้อ่านแอลงกว่าเมื่อสิบห้าปีก่อนเสียอีก ทั้งสองไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อยว่าเกิดอะไรขึ้นกับวิญญาณของอดีตเจ้านายตน

“มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี่ย! เขาใช่วิญญาณของนายท่านแน่เหรอ” เซี่ยปี้อันกล่าวออกมาอย่างสงสัย

ฟั่นอู๋จิ้วมองวิญญาณตรงหน้าอย่างวิเคราะห์ “ข้าเชื่อว่านี่คือวิญญาณของเขาจริงๆ แต่วิญญาณของเขาอ่อนแอลงไปอย่างมาก นี่มันราวกับวิญญาณของเขาถูกอะไรบางอย่างกัดกินไปจนมีสภาพแบบนี้”

“…มันเป็นไปได้งั้นเหรอ?” เซี่ยปี้อันกล่าว

“…ถึงอย่างไรก็ช่างเถอะ” ฟั่นอู๋จิ้วถอนหายใจและกล่าวออกมา “ถึงอย่างไรสถานการณ์ในตอนนี้ก็เป็นประโยชน์กับเรานัก พลังของเขาอ่อนแอลงจนไม่อาจคงสติสัมปชัญญะดั้งเดิมของวิญญาณไว้ได้เลยด้วยซ้ำ นี่จึงทำให้เราจับกุมเขาอย่างง่ายดาย ไม่อย่างนั้นเขาคงหนีหายไปหรือแม้แต่ไปหาร่างกำเนิดใหม่อีกก็ได้”

“นั่นสิ…อย่างงั้นเรากลับกันเถอะ”

เซี่ยปี้อันกล่าวเสร็จก็ได้กระชากสายโซ่ในมือเพื่อดึงร่างวิญญาณของถังเฟยหู่ไป แต่ร่างของถังเฟยหู่หาได้ขยับไม่ เขาไม่ยินยอมไป! ถึงแม้สติดั่งเดิมของวิญญาณนี้จะไม่อยู่แล้ว แต่สติของถังเฟยหู่ยังคงอยู่! หัวใจที่เต็มไปด้วยความแค้นของเขาไม่อาจปล่อยวางเช่นนี้ได้ เขาไม่ยินยอม!

ดวงตาไฟวิญญาณสีแดงฉานนั้นเต็มไปด้วยวังวนความแค้นที่สูงเทียมฟ้า! และในตอนนั้นเองที่ได้บังเกิดแสงสว่างในชั้นวิญญาณขึ้น! เป็นแสงสว่างที่เจิดจ้าจนแม้แต่เซี่ยปี้อันและฟั่นอู๋จิ้วยังไม่อาจทานทนได้ พวกเขาจำต้องนำมือมาบังสายตาของตน แต่นั่นก็ยังไม่พอ แสงสว่างนี้ช่างบริสุทธิ์เหนือสิ่งใด!

สิ่งนี้ช่างเป็นของแสลงกับผู้ที่อาศัยอยู่ในปรโลกที่เป็นโลกของวิญญาณเช่นพวกเขายิ่งนัก ร่างกายของยมทูตทั้งสองเต็มไปด้วยไอหยินแห่งความตาย ผิวหนังของทั้งสองเริ่มบังเกิดกลิ่นไหม้และแผลขึ้น พวกเขาถึงกับปล่อยโซ่สีดำในมือออกโดยไม่รู้ตัวด้วยความเจ็บปวด แสงอันเจิดจ้านี้สมควรจะเผาทำลายวิญญาณของถังเฟยหู่ไปด้วย…แต่ช่างน่าประหลาดนักที่แสงสว่างนี้ไม่แม้แต่จะระคายผิวของเขา…

“อ๊ากกกก! นี่มันบ้าอะไรกัน!” เซี่ยปี้อันร้องออกมาอย่างเจ็บปวด วิญญาณอันดำมืดของพวกเขาแทบจะทานทนไม่ไหวอยู่แล้ว ฟั่นอู๋จิ้วก็มีสภาพไม่ต่างกันนัก แม้พวกเขาจะพยายามมองต้นกำเนิดแสงมากเพียงใดก็ไม่อาจมองได้ จนในที่สุดวิญญาณของพวกเขาก็สลายเป็นควันและพุ่งหายเข้าไปทางใต้พิภพ หนีกลับไปยังนาเหลาเจี๋ยในทันที

เมื่อเหล่ายมทูตจากไปแล้ว ที่เบื้องหน้าของถังเฟยหู่ได้ปรากฏร่างวิญญาณของมารดาตน เป็นถังมู่หลิวที่ช่วยขับไล่ยมทูตทั้งสองไป วิญญาณของนางมาที่เบื้องหน้าบุตรชายตนและสัมผัสไปที่ใบหน้าของโครงกระดูกนั้นอย่างแผ่วเบา

“ลูกแม่…จงมีชีวิตอยู่ต่อไป” เสียงของนางช่างอ่อนแรง แต่ช่างเป็นเสียงที่ถังเฟยหู่ต้องการได้ยินที่สุดในเวลานี้ ยังไม่ทันที่ถังเฟยหู่จะได้ตอบอะไรกลับไป ดวงวิญญาณของนางก็ลุกเป็นไฟสีขาวที่สว่างเจิดจ้าอย่างที่สุดอีกครั้ง ถังมู่หลิวไม่เคยสนใจฝึกยุทธ์ใดๆเพราะฉะนั้นนี่จึงไม่ใช่วิชายุทธ์อย่างแน่นอน!

นี่หาใช่สุดยอดวิชาในใต้หล้าอันใดไม่ที่ขับไล่ยมทูตร้ายทั้งสองไป อีกทั้งยังไม่ใช่อาคมวิเศษใดๆ นี่คือสิ่งที่เรียบง่ายยิ่งกว่านั้น เรียบง่ายเกินกว่าสิ่งใดจะเปรียบ เป็นสิ่งที่มารดาผู้หนึ่งมอบให้บุตรตั้งแต่กำเนิด เป็นความรักอันบริสุทธิ์เหนือสิ่งอื่นใด! ถังมู่หลิวเผาผลาญวิญญาณของตัวเองเพื่อแลกชีวิตของบุตรชาย!

การกระทำของนางช่างยิ่งใหญ่เกินจะเปรียบ การกระทำเช่นนี้เพื่อผู้อื่นไม่อาจจะจินตนาการได้ว่าต้องเสียสละมากเพียงใด การกระทำของนางจะทำให้วิญญาณของนางแตกดับไปตลอดกาลและไม่อาจเกิดใหม่ได้อีกตลอดกาล หลงเหลือเพียงความว่างเปล่า แต่สำหรับนางมันมิใช่ความว่างเปล่าที่เหลืออยู่

นางได้หลงเหลือทิ้งไว้คือความรักอันบริสุทธิ์ที่สุดของมารดาที่ยินดีช่วยเหลือบุตรชายทุกอย่าง สละได้แม้แต่ชีวิตของตนเอง ในชั่วพริบตาวิญญาณของนางก็แตกดับไปโดยที่ไม่มีใครทราบแม้แต่ผู้เดียวนอกจากถังเฟยหู่ วิญญาณของนางที่กลายเป็นเปลวไฟสีขาวในชั้นวิญญาณนั้นสูงล้ำเกินกว่ามนุษย์ธรรมดาจะมองเห็น เปลวไฟอันบริสุทธิ์ที่บังเกิดจากวิญญาณของนางได้ตกลงสู่พื้นเบื้องล่าง

เปลวไฟนั้นทะลุผ่านทุกวัตถุในชั้นกายเหนือโดยง่าย เปลวไฟสีขาวได้ไหลไปแล้วเข้าครอบคลุมร่างของถังเฟยหู่ไว้ เปลวไฟสีขาวพยายามที่จะกระตุ้นให้หัวใจของชายหนุ่มทำงานอีกครั้ง แต่นั่นก็ไม่เป็นผล แม้การเสียสละของถังมู่หลิวจะน่าชื่นชม แต่การที่นางคิดฟื้นคืนชีพคนตายเป็นการกระทำผิดต่อกฎฟ้า!

สวรรค์ไม่ยินยอมให้นางกระทำ! ไม่เช่นนั้นใครๆก็คืนชีพจากความตายได้อย่างงั้นเหรอ? เหอะ! ฝันไปเถอะ! ฟ้าเบื้องบนไม่ยินยอมอย่างแน่นอน

ในตอนนั้นเองที่ความหวังทั้งหมดใกล้จะดับลงเต็มที มุกมารทั้งสามในร่างของถังเฟยหู่บังเกิดปฏิกิริยากับเปลวไฟวิญญาณอันบริสุทธิ์นั้น พวกมันสั่นสะเทือนอยู่ภายในร่างของถังเฟยหู่จากนั้นพวกมันก็ได้ส่งพลังอันมหาศาลในการดูดกลืนไฟวิญญาณพวกนั้นไปอย่างกระหายไร้ที่สิ้นสุด!

ตึก ตึก

ในตอนนั้นเองที่บังเกิดเสียงแปลกประหลาด นี่มิใช่เสียงของหัวใจที่ทำงาน มันเป็นเสียงของมุกมารทั้งสามที่ได้เกิดการขยับขึ้นภายในร่างกายของถังเฟยหู่ เสียงนี้ช่างแปลกประหลาดราวกับพวกมันเป็น…หัวใจ

ตึก! ตึก!

เสียงของมันดังขึ้นกว่าเดิม รุนแรงกว่าเดิม! พวกมันบังเกิดการเปลี่ยนแปลงสุดอัศจรรย์ขึ้น! พวกมันไม่ได้ดูดกลืนปราณมรณะในชั้นวิญญาณอีก ครั้งนี้ที่มันดูดกลืนก็คือเลือดของถังเฟยหู่! เมื่อพวกมันดูดกลืนเลือดและหมุนเวียนอยู่ภายในมุกมารทั้งสามแล้วมันก็ได้สูบฉีดเลือดเหล่านั้นออกมาราวกับพวกมันเป็นหัวใจไปจริงๆแล้ว!

และในตอนนั้นเองที่วิญญาณของถังเฟยหู่ที่หลงเหลือสติอันน้อยนิดได้ถูกแรงดึงดูดอันมหาศาลกระชากร่างวิญญาณไป! แรงดึงดูดนั้นถูกส่งออกมาจากร่างกายของเขาเอง ร่างกายของเขาได้เรียกวิญญาณของตนให้กลับเข้าร่างอีกครั้งหนึ่ง และในชั่วพริบตาที่วิญญาณได้เข้าร่างไป ร่างของถังเฟยหู่ภายใต้กองหินก็ได้เกิดการเคลื่อนไหวขึ้น หน้าอกของเขาได้ขยับขึ้นลง อากาศจำนวนมากได้หลั่งไหลเข้าไปในปอด หนังตาของเขาเกิดการขยับและไม่นานนักดวงตาของเขาก็ได้เปิดขึ้น ที่หางตาของเขามีน้ำตาสายหนึ่งไหลออกมา

“ท่านแม่…” ถังเฟยหู่ไม่อาจจดจำเรื่องราวในชั้นวิญญาณได้เลยแม้แต่น้อย เขาไม่รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่เขายังคงหลงเหลือความรู้สึกเล็กๆอยู่ภายในใจ เป็นความอบอุ่นอย่างแปลกประหลาดเหมือนเวลาอยู่กับมารดา เขารู้สึกราวกับมารดาของตนได้ช่วยชีวิตของเขาไว้…​

ความคิดเห็น