only_offgun

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : The Ordinary Day

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.3k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.พ. 2562 13:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
The Ordinary Day
แบบอักษร

“สีหน้ายามหลับของเค้า ยังคงเป็นสิ่งที่ผมชอบมองมากสุด”

“ตั้งแต่วันนั้นที่ผมรักเค้า จนถึงวันนี้ที่เรารักกัน”

image



#PickRome

17.11.2018

By Only_OffGun



“ตื่นได้แล้วพี่ปิ๊ก”


กระซิบออกไปเบาๆไม่ได้คาดหวังให้คนตรงหน้าตื่นขึ้นมาหรอก พี่ปิ๊กของผมน่ารักที่สุดตอนหลับนี่แหละครับ เค้าเหมือนเด็กเล็กๆที่หงุดหงิดงอแงจนเหนื่อย ต้องหลับชาร์ตพลังเพื่อตื่นมาขมวดคิ้วยุ่งๆใส่ผมใหม่ เวลาหลับถึงได้เป็นเวลาเดียวที่ผมจะได้นอนมองเค้าใกล้ๆแบบนี้ แอบยิ้มให้คนที่หลับแบบไม่เหลือมาดคนเกรี้ยวกราด แอบหอมแก้มนิ่มๆที่คนห่วงหล่อเอาแต่บ่นอยู่ทุกวันว่ามันกลมขึ้น แต่ก็ยังชอบให้ผมทำเค้กให้กินอยู่บ่อยๆ เค้าไม่เคยชมนะ แต่ก็กินจนเกลี้ยงทุกทีนั่นแหละ


รักจะตายอยู่แล้วไอ้อ้วนเอ้ย


“พี่ปิ๊ก เดี๋ยวไปทำงานสายผมไม่รู้ด้วยนะ”


“อืออ”


เสียงตอบรับงัวเงียดังออกมาก่อนจะพลิกตัวนอนตะแคงเข้าหาแต่ก็คว้าหมอนข้างมากอดแล้วซุกหน้าลงไปเหมือนเป็นการบอกกลายๆว่า ‘อย่ายุ่ง กูจะนอน’


ผมก็ยังเป็นผมครับ เป็นไอ้โรมที่ไม่เก่งอะไรเลยนอกจากเรื่องยอมพี่ปิ๊ก สุดท้ายก็ทำได้แค่ส่ายหน้าให้คนเอาแต่ใจ แอบหอมแก้มอีกคนไปฟอดใหญ่ แล้วลุกจากเตียงเพื่อเตรียมอาหารเช้าให้คนตื่นสายเอาไปกินที่ทำงาน


ปล่อยให้เค้านอนให้พอใจเถอะ เดี๋ยวตื่นมาก็โวยวายเองแหละ


.


.


.


“เชี่ยยย ไอ้โรมมม ทำไมไม่ปลุกกูวะ”


แปดโมงครึ่งคือเวลาที่ผมได้ยินเสียงตึงตังจากในห้องนอนตามด้วยเสียงปิดประตูห้องน้ำโครมใหญ่ เดาไม่ยากว่าคนในห้องคงวิ่งผ่านน้ำออกมายืนปั้นหน้ายุ่งๆใส่ผมภายในเวลาไม่ถึงสิบนาทีแน่ๆ


แซนวิชชิ้นสุดท้ายถูกใส่ลงกล่องพร้อมปิดฝาเป็นอันเรียบร้อยพร้อมเดินทาง จริงๆผมไม่ได้ทำอาหารเก่งเลยนะ ชอบทำพวกเบเกอรี่มากกว่า แต่ช่วงนี้ก็ฝึกอยู่ครับ อยากกินข้าวกับพี่ปิ๊กที่บ้านบ้าง


“โรม เชิ้ตสีน้ำเงินกูอยู่ไหนวะ”


“ก็ในตู้ไง ผมแขวนไว้เอง”


“ไม่มี”


“เฮ้อ”


สุดท้ายก็ต้องลุกเดินเข้าห้องไปช่วยคนตื่นสายที่ลนลานหาเชิ้ตตัวเก่ง เชื่อเถอะ มันอยู่ในตู้ตามที่ผมบอกนั่นแหละ พี่มันแค่ยังไม่ได้หา


เข้าไปก็เจอคุณปกรณ์กับกางเกงสแลกตัวเดียวพร้อมกับช่วงบนเปลือยเปล่าอวดพุงน้อยๆที่ผมชอบแกล้งบีบให้เจ้าตัวหงุดหงิดเล่น เดินเข้าไปก็แวะยัดแซนวิชที่หยิบติดมาใส่ปากคนหน้ายุ่ง แล้วหลบไปหาเสื้อเชิ้ตในตู้เสื้อผ้าที่แขวนเด่นหราจนแทบจะฟาดหน้าทันทีที่เปิดตู้


“เนี่ย บอกกี่ครั้งแล้วพี่ปิ๊กว่าให้ใช้ตาหาอย่าใช้ปากหา”


“บ่นไรวะเตี้ย”


“พี่นี่นะ”


เดินไปประชิดตัวคนตัวสูงที่ยื่นแขนรอให้ผมเอาเสื้อไปใส่ให้ พร้อมติดกระดุมให้เสร็จสรรพ ตัวเองก็ทำแค่ยืนเคี้ยวแซนวิชตุ้ยๆ


สบายเค้าล่ะ


“วันนี้มึงเลิกงานกี่โมง”


“เย็นเลยมั้ง เดี๋ยวผมกลับเองก็ได้ครับ”


“เลิกแล้วไลน์มาแล้วกัน”


พูดแค่นั้นแล้วขายาวๆก็ก้าวออกไปจากห้องทันที ผมจะทำอะไรได้นอกจากยืนยิ้มล่ะ คบกันมาปีกว่าก็ยังไม่ชินกับความเอาใจใส่แบบซึนๆของพี่มันซักที บอกตรงๆว่าทุกวันนี้ยังไม่อยากเชื่อเลยว่าตัวเองได้เป็นแฟนพี่ปิ๊กแล้ว


“จะยืนเอ๋ออีกนานมั้ยเตี้ย เร็วๆ กูรีบ”


“ครับๆ ไปแล้วๆ”


ชีวิตประจำวันของผมกับพี่ปิ๊กก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างกับเมื่อก่อนมากนัก ผมก็ยังเป็นผมที่คอยวิ่งตามเค้า เดินตามเค้า ยอมเค้า บอกรักเค้า พี่ปิ๊กก็ยังเป็นพี่ปิ๊ก ที่ปากแข็ง ขี้หงุดหงิด แต่ก็ดูแลผมอย่างดี และตั้งใจฟังคำว่ารักของผมอย่างดีเหมือนกัน


เราไม่ใช่คู่รักที่หวือหวาหรือสวีทหวานแหววอะไรอย่างคู่อื่น อย่างที่บอก ผมเป็นผู้ชายพี่ปิ๊กเองก็เป็นผู้ชายห่ามๆคนนึง อย่าไปถามหาความหวานอะไรจากเค้าเลยครับ รายนั้นให้บอกรักทีนี่แทบหาจอบหาเสียมมาง้างปาก แต่ถึงอย่างนั้น ทุกวันนี้ผมก็มีความสุขมาก เพราะผมเองก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการได้ตื่นขึ้นมาพร้อมกัน ไปทำงานพร้อมกัน กลับมาบ้านพร้อมกัน แล้วเข้านอนพร้อมกัน


แค่มีพี่ปิ๊กคอยดูแล แล้วก็ได้คอยดูแลพี่ปิ๊กแบบนี้

ผมก็กลายเป็น “ไอ้โรม” ที่มีความสุขที่สุดในโลกแล้วครับ


#PickRome


“ตั้งใจทำงานนะครับพี่ปิ๊ก”


คำพูดมาพร้อมกับรอยยิ้มหวานจ๋อยของไอ้เด็กข้างๆที่ส่งมาให้ทุกวันก่อนไปทำงานทำให้ผมได้แต่พยักหน้ารับ ให้ทำไงล่ะวะ กูพูดอะไรแบบนี้เป็นซะที่ไหน ยิ่งรอยยิ้มโง่ๆที่น่ารักชิบหายนั่นอีก ขอซื้อได้มั้ยวะรอยยิ้มนี้ อยากเก็บไว้คนเดียวอ่ะ กูหวง


“เออ ไปทำงานได้แล้วไป เดี๋ยวเย็นๆมารับ”


“ครับ”


มองไอ้เตี้ยที่เปิดประตูรถออกไป แต่ความคิดในหัวก็ยังตีกันให้วุ่นวาย เพราะอะไรหรอ เพราะตากูเสือกไปเห็นรุ่นพี่ที่ทำงานของมันยืนยิ้มหวานรอรับอยู่หน้าร้าน คือไอ้โรมแม่งเป็นแค่พนักงานเสิร์ฟมั้ย มึงถึงขั้นต้องออกมายืนรอรับกันเลยหรอวะ


“เฮ้ย เตี้ย”


“ครับ”


คนโดนเรียกหันกลับมามองแบบงงๆเมื่อผมลดกระจกลงไปแล้วกวักมือเรียกมันกลับมา พร้อมส่งสายตากวนตีนให้ไอ้เหี้ยนั่นที่ผมไม่รู้จักชื่อ


“พี่ปิ๊กมีไรรึเปล่า”


“มานี่ มาใกล้ๆ”


“หือ?”


หน้าโง่ๆยอมยื่นเข้ามาใกล้ๆผมตามที่สั่ง ก่อนจะ


จุ๊บ


“อื้อ...พี่ปิ๊ก!”


“ไร? ไปดิ ไปทำงานได้แล้ว”


สะบัดมือไล่เด็กหน้าแดงที่ยกมือกุมปากไม่ปล่อย แน่แหละ ก็ผมเคยทำอะไรแบบนี้ต่อหน้าคนอื่นซะที่ไหน แต่กูหมันไส้ไอ้เหี้ยนั่นไง จ้องเด็กกูอย่างกับจะแดก ก็เลยชิงแดกให้ดูแม่ม


“กูไปละ”


“อื้อ”


“เลิกเขินได้แล้ว”


“ก็พี่อ่ะ”


“หึ”


ละสายตาจากไอ้เตี้ยไปมองไอ้เหี้ยนั่น ก่อนจะพงกหัวรับไหว้มันแบบกวนตีนไปที ทำไม ก็กูไม่ชอบอ่ะ


.


.


.


กว่าจะมาถึงคลินิคก็เกือบสิบโมงครับ แน่นอนว่าโดนพี่เจกับพี่หนึ่งบ่นจนหูชา แต่โชคดีที่พุดเดิ้ลตัวน้อยมาช่วยชีวิตไว้ ผมถึงได้โอกาสชิ่งไปดูคนไข้ขนฟูที่นอนซึมชนิดที่ไม่ต้องบอกก็รู้แล้วว่าป่วย


ผมเรียนจบมาปีกว่าก็เข้าทำงานที่คลินิคนี้เลย เพราะพี่เจเป็นรุ่นพี่ที่มอ.แล้วสงสัยผมกวนตีนดีมั้ง พี่มันเลยชวนมาทำงานด้วยกัน ซึ่งตัวผมเองก็คิดว่ามันโอเค เพราะช่วงนั้นไอ้โรมก็ยังเรียนไม่จบ คลินิคก็ไม่ได้ไกลจากมอ.มาก เอาง่ายๆก็คืออยู่ในระยะที่กูสามารถไปรับไปส่งมันที่มอ.ได้จนเรียนจบนั่นแหละ


เออผมลืมบอก ตอนนี้ผมกับไอ้โรมย้ายมาอยู่บ้านเดียวกันแล้วครับ ก็ไม่ได้รีบนะ แค่บังคับให้มันย้ายมาอยู่ด้วยกันทันทีที่เรียนจบ แค่นั้นอ่ะ ตอนแรกไอ้เตี้ยมันก็งอแงจะขอผ่อนบ้านด้วย ไม่สำเหนียกตัวเองเลยว่าเป็นแค่นักศึกษาจบใหม่ งานการก็ยังไม่มี ถึงแม้บ้านมันจะรวยชิบหายก็เถอะ


‘งั้นเอางี้ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในบ้านผมจะเป็นคนออก’


‘ไม่’


‘ไม่รู้แหละ พี่จะให้ผมมาอยู่ฟรีกินฟรีแบบนี้ผมไม่อยู่ด้วยหรอกนะ’


‘ก็กูบอกอยู่ว่ากูจ่ายได้ เงินเดือนสัตวแพทย์แม่งดีชิบหายมึงก็รู้’


‘ผมเป็นผู้ชายนะเว้ยพี่ปิ๊ก จะมานั่งๆนอนๆให้พี่เลี้ยงมันก็ไม่ใช่ป่ะ’


ผมยังจำภาพเด็กหน้าบึ้งที่นั่งกอดอกหันหลังให้ผมอยู่ที่โซฟากลางบ้านตั้งแต่วันแรกที่เราย้ายมาอยู่ด้วยกัน ใช่ครับ กูกับมันทะเลาะกันตั้งแต่วันแรกที่ย้ายเข้าบ้านเลย


ฤกษ์ดีชิบหายเลยเนี่ย


‘งั้นพรุ่งนี้ไปหางานกัน ถ้ามึงได้งาน กูจะยอมให้มึงจ่ายครึ่งนึง’


‘ไม่’


‘เออๆๆ ค่าใช้จ่ายในบ้านทั้งหมด พอใจยัง’


‘ครับ’


หันมาตอบรับเสียงใสพร้อมยิ้มหน้าบานมาให้จนอดไม่ได้ที่จะเดินไปดีดเหม่งมันทีนึง หมันไส้แม่ง เมื่อกี๊แล้วหน้างอจะเป็นจะตาย พอกูยอมหน่อยแล้วยิ้มตาใสเชียวนะมึง


นั่นแหละครับ ปรากฎว่าเช้าวันถัดไปไอ้เตี้ยนี่เสือกได้งานเฉย เป็นร้านเบเกอรี่ที่ผมพึ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้ว่าเป็นของรุ่นพี่มันเหมือนกัน แถมมันไปสมัครงานกับเค้าไว้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ไงล่ะ เสียรู้ไอ้ตากลมนี่ไปดิกู สรุปว่าทุกวันนี้ผมก็ผ่อนบ้าน ส่วนไอ้โรมก็รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในบ้านไป สมใจเค้าล่ะ ส่วนเรื่องเงินก็แยกกระเป๋าใครกระเป๋ามันครับ มีบ้างที่ผมจะควักเงินซื้อของให้มันในกรณีที่มันยอมให้ผมจ่ายอ่ะนะ เวลาไปกินข้าวก็สลับกันจ่าย บอกแล้วว่าพวกผมแม่งก็เหมือนเดิม วันแรกยังไง วันนี้ก็ยังแบบนั้น


“ปิ๊ก ห้องผ่าตัด เร็ว!”


พี่เจโผล่หน้าเข้ามาในช่วงบ่ายกว่าๆ ท่าทีตื่นตระหนกนั่นบอกให้รู้ทันทีว่ามีเคสด่วนเข้ามาและดูเหมือนว่าวันนี้จะเป็นวันยากๆอีกวันของผมอีกแล้ว หลังจากพี่เจวิ่งออกไปผมก็รีบคีย์ยาส่งไปให้เจ้าหน้าที่จ่ายยา พร้อมกับให้คำแนะนำเจ้าของโกลเด้นตัวโตที่นอนซึมเป็นหมาป่วยถึงวิธีดูแลให้เจ้าหมายักษ์นี่กลับมาวิ่งเล่นทั่วบ้านได้อีกครั้ง


“รับยาด้านหน้าได้เลยนะครับ เดี๋ยวหมอขอไปดูเคสใหม่ก่อน”


หมุนตัวออกมาทันทีไม่รอคำตอบรับ เปลี่ยนเสื้อผ้าให้พร้อมสำหรับการผ่าตัด ก่อนจะผลักประตูเข้าไปเพื่อเจอกับชิสุตัวเล็กที่นอนหายใจรวยรินอาจเพราะฤทธิ์ของยาสลบที่พึ่งรับไป


“เนื้องอกในหลอดอาหาร”


“ส่งโรงบาลดีมั้ยพี่หนึ่ง เราทำไหวหรอวะ”


“ถ้าส่งไปน้องทนไม่ไหวแน่ๆ ก้อนเนื้อแม่งเบียดหลอดลมว่ะ สอดท่อไม่ได้ด้วย ต้องผ่าออกตอนนี้เลย”


ประตูห้องผ่าตัดปิดลง พร้อมกับผมที่เข้ายืนประจำตำแหน่ง สูดหายใจเข้าลึกๆเรียกความมั่นใจให้ตัวเอง


...เป็นกำลังใจให้กูด้วยนะ ไอ้โรม



#PickRome


กรุ๊งกริ๊ง~


“อ้าว น้องโรม มาหาหมอปิ๊กหรอคะ”


“ครับ ผมเลิกงานตั้งนานแล้ว แต่โทรหาแล้วเค้าไม่รับสายก็เลยมาดูหน่อย”


“หมอปิ๊กติดเคสผ่าตัดด่วนค่ะ เข้าไปตั้งแต่บ่ายกว่า ตอนนี้ยังไม่ออกมาเลย”


ฟังคำตอบแล้วได้แต่ก้มมองนาฬิกาข้อมือ นี่มันเกือบจะห้าโมงเข้าไปแล้ว นั่นหมายความว่าพี่ปิ๊กอยู่ในห้องผ่าตัดไปแล้วสี่ชั่วโมง คงเจอเคสยากน่าดูเลยสิ


“น้องโรมเข้าไปรอที่ห้องหมอปิ๊กก็ได้ค่ะ เดี๋ยวพี่เอาน้ำไปให้”


“ขอบคุณครับ”


เดินตรงเข้ามาก็เจอห้องตรวจของพี่หนึ่งกับพี่เจ ถัดมาก็เป็นห้องของพี่ปิ๊ก และแน่นอนว่าอีกห้องที่ยังปิดสนิทอยู่นั้นคือห้องผ่าตัด อดไม่ได้ที่จะชะเง้อมองแต่ก็ไม่เห็นอะไรอยู่ดีนั่นแหละ นึกอยากจะออกไปหาอะไรมาให้คุณหมอที่แน่นอนว่าคงหิวโซออกมาจากห้องผ่า แต่มาคิดอีกทีก็คงต้องให้เค้าออกมาเลือกเองว่าอยากกินอะไร ไม่งั้นก็คงได้พาลหงุดหงิดใส่ผมอีก


นั่นแหละครับ สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากหมุนตัวเดินกลับเข้าห้องทำงานนั่งรอจนกว่าคุณหมอเจ้าของห้องจะเผ่าตัดเสร็จ จึงได้โอกาสสำรวจห้องทำงานของพี่ปิ๊กที่ปกติเวลาผมมา ไม่มีทางที่เจ้าตัวจะยอมให้ผมเดินดูนั่นดูนี่แบบนี้หรอก


“น้ำค่ะน้องโรม”


“อ้อ ขอบคุณครับ จริงๆโรมไปเอาเองก็ได้ พี่ฝนไม่ต้องลำบากเลย”


“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ขืนพี่ดูแลน้องโรมไม่ดี หมอปิ๊กหักเงินเดือนพี่แน่ๆ”


“พี่ฝนเวอร์อ่ะ”


ผู้ช่วยคนเก่งหัวเราะเสียงใสให้กับท่าทีเขินๆของผม ให้ทำไงล่ะ เวลาได้ยินใครพูดแบบนี้มันอดเขินไม่ทุกที มันเหมือนว่าพี่ปิ๊กรักผมมาก เหมือนว่าผมเป็นคนสำคัญมากๆของเค้า


“หมอปิ๊กรักน้องโรมมากเลยนะคะ พี่นี่อิจฉามากๆเลย”


“หรอครับ”


“ทำไมทำหน้างงแบบนั้นละคะ อย่าบอกนะคะว่าไม่รู้ตัว”


“ก็...ไม่รู้สิครับ พี่ปิ๊กเค้าไม่ค่อยแสดงออก”


“งั้นน้องโรมลองมองไปรอบๆตัวนะคะ พี่ใบ้แค่นี้แหละ”


พี่ฝนส่งยิ้มฟินๆมาให้จนผมงง แต่ก็พูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้นแล้วก็ปิดประตูเดินออกไป ผมก็ทำได้แค่กวาดสายตาไปรอบๆตัวอย่างที่พี่ฝนบอก ก่อนจะไปสะดุดกับบอร์ดด้านหลังโต๊ะทำงาน ที่เต็มไปข้อความเตือนความจำเกี่ยวกับงานของเขาบนแผ่นโพสอิทเล็กๆมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เผลอยิ้มออกมาคือรูปคู่ของเราบนมุมหนึ่งของบอร์ด


จำได้ว่ารูปนี้เราถ่ายตอนที่พี่ปิ๊กไปช่วยผมทำธีสิสจบ ซึ่งต้องพรีเซ้นต์ด้วยการจัดเป็นนิทรรศการรูปภาพของตัวเอง กลุ่มผมมีกันสามคน แต่คนที่คอยช่วยขนของ เลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำตอนที่พวกผมทำงานหามรุ่งหามค่ำก็คือพี่ปิ๊กนี่แหละ ในภาพคือคืนสุดท้ายก่อนวันพรีเซ้นต์พี่ปิ๊กก็มาช่วยเก็บรายละเอียดจนเกือบเช้า


‘เหนื่อยมั้ยครับพี่ปิ๊ก’


‘เฉยๆว่ะ ปกติตอนเรียนก็ไม่ได้นอนแบบนี้แหละ’


หลุดขำเมื่อนึกถึงหน้าเพลียๆของคนตอบในคืนนั้น ตาเล็กๆของพี่ปิ๊กแทบจะปิดแหล่ไม่ปิดแหล่ แต่ความปากดีนี่ยอมเค้าเลย


‘พี่ปิ๊ก’


‘อือ’


‘ขอบคุณนะครับ’


พี่ปิ๊กไม่ตอบอะไรกลับมา มีเพียงฝ่ามือที่ขยับเข้ามากุมมือผมไว้เงียบๆ และตอนที่ถ่ายรูปนี้ มือของเราก็ยังประสานกันอยู่แบบนั้น


ผมจำไม่ได้แล้วว่าตอนนั้นตัวเองกลั้นยิ้มสำเร็จมั้ย แต่ที่จำได้คือหัวใจเต้นแรงไม่ต่างกับตอนนี้เลย


เดินนวดแก้มตัวเองกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานของพี่ปิ๊ก ตาก็เหลือบไปเห็นกรอบรูปบนโต๊ะที่มีอยู่แค่อันเดียว และใช่ มันเป็นรูปคู่ผมกับเค้าอีกแล้ว ไหนยังหน้าจอมือถือที่ผมพึ่งได้เห็นว่าคนปากแข็งเค้าพึ่งจะเปลี่ยนภาพล็อคหน้าจอเป็นรูปคู่ของเราที่นอนถ่ายเล่นกันบนเตียง ทั้งๆที่วันนั้นพี่ปิ๊กเอาแต่พูดว่าไม่ถ่ายๆ แต่สุดท้ายก็แอบเอามือถือผมไปส่งรูปจนได้สินะ


โถ่เอ้ย ไอ้คนอ้วน


แกร๊ก


“อ้าว มาทำไมวะ”


อื้อหือ ดูเอาเถอะ ดูคำที่พี่มันใช้ทักแฟนเถอะ คนเค้าอุสส่ามาหาเพราะเป็นห่วง ชื่นใจแย่แล้วเนี่ย


“ผมโทรหาแล้วพี่ปิ๊กไม่รับสาย ก็เลยมาหา”


“ติดเคสด่วนว่ะ โทษที”


พี่ปิ๊กทิ้งตัวลงบนโซฟาก่อนจะหลับตาลงแล้วยกมือขึ้นนวดคลึงดวงตาของตัวเองเบาๆ ท่าทีเหนื่อยๆของเค้าทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะย้ายตัวเองไปนั่งข้างๆแล้วเอาน้ำของผมให้เค้าดื่มแทน


“หิวมั้ย อยากกินอะไรเดี๋ยวผมไปซื้อให้”


“หึ กลับบ้านกัน วันนี้มึงทำกับข้าวนะ”


“เอ่อ คะ...ครับ”


รู้เลยว่าเสียงสั่น ทำไมหรอครับ ก็เพราะประโยคสุดท้ายของพี่ปิ๊กมาพร้อมกับน้ำเสียงและสายตาอ้อนๆในแบบที่ผมไม่เคยเห็น วันนี้เค้าคงเหนื่อยมากจริงๆนั่นแหละ


แต่พี่ปิ๊กอ้อนผมจริงๆหรอวะ พี่ปิ๊กเนี่ยะนะ พี่ปิ๊กอ้อมผมอ่ะ ฮืออออออ


.


.


.


“พี่ปิ๊กมากินข้าว”


“อือ”


คนตัวสูงเดินหงอยๆมานั่งลงตรงหน้า วันนี้ผมเลือกทำแต่อะไรง่ายๆเพราะถามเจ้าตัวแล้วเค้าบอกว่าไม่ได้อยากกินอะไรเป็นพิเศษ ต้มจืด หมูทอด ผัดผัก จึงวางเรียงกันเพื่อเอาใจคนเหนื่อยด้วยหวังว่ามันจะเพิ่มแรงให้พี่หมอคนเก่งของผมได้บ้าง


“วันนี้เจอเคสยากมากเลยหรอครับ”


“อืม เนื้องอกในหลอดอาหารอ่ะ เบียดหลอดลมด้วย”


“โห หนักขนาดนี้ทำไมไม่ส่งโรงบาลละครับ”


“พี่หนึ่งกลัวมันรอไม่ไหว แต่ก็ดีแล้วแหละที่ไม่ส่งไป เปิดท้องไปเลือดคั่งเต็มท้องเลย”


ผมพยักหน้ารับไม่อยากถามอะไรต่อ ไม่ใช่ว่าฟังเรื่องแบบนี้แล้วกินข้าวไม่ลงหรืออะไร ผมชินแล้วครับ ผมกับพี่ปิ๊กจะผลัดกันเล่าเรื่องที่ทำงานให้ฟังตอนกินข้าวเย็นด้วยกันแบบนี้ทุกวันหลังเลิกงาน พี่ปิ๊กมีเรื่องเคสที่เจอในแต่ละวัน ส่วนผมก็จะเล่าเรื่องตลกๆของลูกค้า หรือปัญหาที่เจอให้เค้าฟังเช่นกัน ซึ่งผมชอบฟังนะ เราทำงานกันคนละสาย เรียกว่าต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่เพราะแบบนี้ผมกับเค้าก็จะมองปัญหากันคนละมุม กลายเป็นว่าทั้งเค้าและผมก็จะมีวิธีคิด วิธีแก้ปัญหาในแบบที่ต่างคนต่างคิดไม่ถึงมาให้กันอยู่ตลอด


“อิ่มแล้วหรอพี่ปิ๊ก”


“อืม โทษทีว่ะ สงสัยไม่ได้กินนานแล้วอาหารมันไม่ย่อย”


“งั้นพี่ปิ๊กไปนั่งรอที่โซฟาเลย ผมล้างจานแปปเดียว”


“กูล้างเอง”


“ไม่เป็นไรครับ พี่ปิ๊กไปนั่งรอนะ มีผลไม้อยู่ในตู้เย็นอ่ะ หยิบไปกินด้วย”


ไม่มีเสียงตอบรับกลับมานอกจากเสียงเดินลากเท้าไปหยิบผลไม้ออกจากตู้เย็นแล้วเดินออกจากครัวไป วันนี้ดูผิดปกติไปจากทุกวัน มันไม่ใช่อาการของคนเหนื่อย เพราะปกติพี่ปิ๊กก็เหนื่อยทุกวันอยู่แล้ว พี่ปิ๊กเป็นคนที่เหนื่อยแล้วจะขี้หงุดหงิด ยิ่งหิวๆมาด้วยนี่ยิ่งเอาแต่ใจจนน่าปวดหัว แต่วันนี้ไม่เป็นแบบนั้น มันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ผมจะไม่ถามเค้าหรอก ใครๆก็มีเรื่องที่อยากเก็บไว้ในใจ ผมโอเคนะถ้าเค้าจะไม่บอก เพราะไม่ได้อยากรู้ว่าเค้าเป็นอะไร


ผมอยากรู้แค่ว่าตอนนี้ ‘ไอ้โรม’ อย่างผมสามารถทำอะไรให้เค้าได้บ้างแค่นั้น




#PickRome


“ดูหนังกันมั้ยพี่ปิ๊ก”


เสียงไอ้เตี้ยกับแรงยวบบนโซฟาปลุกผมให้หลุดออกมาจากความคิด รอยยิ้มสดใสที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของมันถูกส่งมาให้ ก่อนที่เจ้าตัวจะเอื้อมไปเปิด Netflix ทันทีที่ผมพยักหน้ารับ ไอ้โรมลุกออกไปอีกครั้งทิ้งผมไว้กับซีรีส์ตลกๆที่เราดูค้างไว้ด้วยกัน ก่อนจะกลับมาพร้อมกับนมอุ่นๆที่เจ้าตัวยื่นมาให้ตรงหน้าพร้อมกับยิ้มหวานๆที่ขยันส่งให้ผมได้ตั้งแต่เช้ายันค่ำ


“มานั่งนี่มา”


“ครับ”


ซีรีส์ตลกเรื่องโปรดของเราควรจะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเราทั้งคู่เหมือนทุกครั้งแต่ไม่ใช่เลย ทุกอย่างนิ่งสนิท เหมือนต่างคนต่างจมอยู่กับความคิดของตัวเองมากกว่า ผมรู้ว่าไอ้โรมดูออก แต่มันก็เลือกที่จะไม่ถาม และมันไม่มีทางถามผมหรอกจนกว่าผมจะบอกเอง ผมรู็จักแฟนตัวเองดี ต่อให้คบกันมานานแค่ไหน แต่คนข้างๆก็ยังเคารพในพื้นที่ส่วนตัวของผมเสมอ


“พี่ปิ๊ก”


พรึบ


ตัดสินใจทิ้งหัวลงบนบ่าแคบๆซึ่งก็ทำให้เสียงใสๆนั้นเงียบไปทันที ตาของผมยังคงจ้องมองตัวละครในทีวีจอยักษ์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่หายไปไหน


“พี่ปิ๊กครับ”


“ขออยู่แบบนี้ซักพัก”


“เรา...กอดกันดีมั้ย”


เพียงเท่านั้น ผมก็ยอมให้อีกคนรั้งหัวไปซบตรงอก รับรู้ถึงฝ่ามือเล็กที่ลูบอยู่บนหัวเบาๆเหมือนกำลังปลอบประโลม ซึ่งมันก็น่าแปลกที่เสียงในหัวของผมหายไปทันทีที่ร่างกายถูกโอบล้อมไปด้วยกลิ่นหอมๆประจำตัวของคนตรงหน้า


“กูช่วยมันไม่ได้ว่ะโรม”


“...”


“หรือกูแม่งยังเก่งไม่พอวะ อุปกรณ์ที่มีวันนี้มันพร้อมมากเลยเว้ย ไม่ขาดอะไรซักอย่าง กูเอาแต่คิดว่าถ้าเราส่งมันไปโรงพยาบาล ไปเจอหมอเก่งๆ ป่านนี้มันคงนอนหลับสบายรอวันหายดี ไม่ใช่มาตายคามือหมอโง่ๆอย่างกูแบบนี้อ่ะ”


คำพูดมากมายพรั่งพรูออกมาเหมือนคนสติแตก กระชับอ้อมกอดรั้งคนตรงหน้าเข้ามาหาเหมือนต้องการที่พึ่ง ขณะที่ไอ้โรมก็กอดผมแน่นขึ้นเช่นกัน คนฟังไม่ได้พูดอะไร ทำเพียงแค่รับฟังผมพ่นคำพูดที่อยู่ในหัวออกมาเงียบๆ และมือเล็กก็ยังคงลูบหัวผมช้าๆอยู่อย่างนั้น


“แต่พี่ปิ๊กก็ทำเต็มที่แล้วไม่ใช่หรอครับ”


“กูพยายามเต็มที่แล้ว แต่มึงเข้าใจมั้ยถ้ากูเก่งกว่านี้...”


“แล้วในสี่ชั่วโมงนั้น พี่ปิ๊กทำอะไรได้มากกว่าการพยายามทำให้เต็มที่ได้อีกหรอครับ”


นั่นสิ ผมพยายามใช้ทุกอย่างที่เรียนมา ขุดทุกอย่างที่มีอยู่ในหัวเท่าที่ไอ้หมอหมาจบใหม่อย่างผมพอจะทำได้ พี่หนึ่งกับพี่เจเองก็พยายามทำทุกทางเหมือนกัน สองคนปรึกษากันให้วุ่นวายลองทำทุกอย่างทั้งที่ผมเข้าใจและไม่เข้าใจ และก็ใช่ สุดท้ายสิ่งที่เราทำทั้งหมดก็ล้มเหลวอย่างที่เห็น


“พี่ปิ๊กจำช่วงที่ผมทำธีสิสจบได้มั้ย”


“จำได้ดิ งอแงเป็นลูกหมาทุกวัน”


“นั่นแหละ เพราะตอนนั้นผมเหนื่อยมากๆ ถอดใจทุกวันไม่อยากทำแล้ว”


น้ำเสียงเอื่อยๆของคนตรงหน้าทำให้ผมยอมเงียบฟังเรื่องเล่าของมัน ทั้งที่ไม่รู้ว่ามันเล่าทำไม รู้แค่ว่าอยากฟัง รู้แค่ว่าอยากอยู่แบบนี้ ดมกลิ่นหอมๆของมัน ปล่อยให้มันนั่งลูบหัวแบบนี้ไปเรื่อยๆ


“แต่เพราะคำพูดของพี่ปิ๊ก วันนั้นพี่ดุผม แล้วบอกให้ผมกลับไปคิดว่าผมมีทางเลือกอื่นอีกมั้ยนอกจากพยายามทำมันต่อไป”


“...”


“และใช่ ผมไม่มี เพราะงั้นสิ่งเดียวที่ผมทำได้ในตอนนั้นคือทำมันต่อไป”


“...”


“และในเมื่อผมทำได้แค่นั้น หน้าที่ของผมก็เหลือแค่อย่างเดียวคือพยายามทำมันให้ดีที่สุด”


อ้อมแขนคลายออกก่อนที่มือเล็กๆจะประคองใบหน้าผมให้มองหน้ามัน รอยยิ้มแก้มบุ๋มประจำตัวถูกส่งให้ผมอีกครั้ง


“ในห้องผ่าตัด พี่ปิ๊กก็มีแค่ตัวเลือกเดียวเหมือนกันคือพยายามรักษามันให้สุดความสามารถ...แล้วพี่ก็พยายามทำมันอย่างดีที่สุดแล้วไม่ใช่หรอครับ”


อืม พอมาคิดดูอีกทีผมก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการพยายามรักษามันให้ดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ และผมก็ทำมันเต็มที่ตลอดสี่ชั่วโมงเต็ม ถึงแม้มันจะไม่สำเร็จ แต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านั้นแล้วไม่ใช่หรอวะ


“ไม่มีหมอคนไหนช่วยชีวิตคนไข้ไว้ได้ทุกคนหรอกนะพี่ปิ๊ก”


“...”


“พี่เป็นแค่คนธรรมดาที่ทำได้แค่พยายามรักษาหนึ่งชีวิตไว้ให้ดีที่สุด เท่าที่คนธรรมดาคนนึงจะทำได้ ก็แค่นั้น”


หมด หายหมดเลยความรู้สึกหนักอึ้งในใจที่แบกเอาไว้มาเกือบครึ่งวัน ไม่รู้ว่าไอ้เด็กตรงหน้ามันมีเวทมนต์อะไรรึเปล่า แต่ไอ้คำว่า ‘ก็แค่นั้น’ ของมัน ก็ทำให้ทุกอย่างที่ผมเจอมาวันนี้กลายเป็น เรื่อง ‘แค่นั้น’ อย่างที่มันบอกทันที


ยอมรับตรงๆเลยว่าถ้าไม่มีมัน ผมก็ไม่รู้จะผ่านวันยากๆนี้ไปได้ยังไง ผมโชคดีที่บังเอิญได้เป็นคนที่มันรัก แต่มันคงโชคร้ายหน่อยที่ดันมารักผมที่ไม่เก่งอะไรเลยนอกจากปากหมาไปวันๆ


“พูดเก่งจัง ขอดูดปากทีดิ”


“ไอ้พี่ปิ๊ก!”


บรรยากาศตึงเครียดถูกทำลายจนหายวับทันทีที่ผมโถมตัวเข้าใส่แล้วล็อคแขนเล็กไว้กับพนักพิง คนโดนแกล้งเอียงหน้าหนีเป็นพัลวัลเมื่อผมแกล้งฟัดแก้มมันแรงๆซ้ายทีขวาที หมั่นเขี้ยวเมียครับไม่ใช่อะไร


ทำไมเด็กกูมันน่ารักจังวะ


“พี่ปิ๊กพอแล้วว ไม่เล่นแล้วว”


“เขินอ่ะดิ หน้าแดงใหญ่แล้วครับน้องโรมม”


“อืออ พี่ปิ๊กอย่างแกล้ง”


มือเล็กปัดปลายนิ้วผมที่แกล้งเขี่ยแก้มแดงๆของมันออก สีหน้างอง้ำที่ส่งมาให้ยิ่งทำให้อดไม่ได้ที่จะก้มลงไปหอมแก้มมันอีกฟอดใหญ่พอให้ลูกแมวโวยวายเล่น เอาจริงๆผมกับมันไม่ค่อยมีโมเม้นแบบนี้นะ อย่างที่รู้กันว่าผมมันก็แค่ไอ้ปิ๊กคนเหี้ย ทำอะไรหวานๆไม่เป็นกับเค้าหรอก จะให้มาหอมแก้มฟัดแก้มเมียแบบนี้นี่โคตรเป็นไปได้ยาก ถ้าให้เอากันเลยก็ว่าไปอย่าง


แต่วันนี้ไม่รู้ว่ะ รู้สึกอยากฟัดเด็ก


“ปล่อยได้แล้ว”


“อะไร ปกติชอบนักไม่ใช่หรอให้กูลวนลามอ่ะ”


“อะไร พี่ปิ๊กมั่วเหอะ”


“จ้า เมื่อก่อนนี่จูบกูเก่ง”


คนชอบจูบได้แต่นอนหลบตาหน้าแดงอยู่กับพนักโซฟา แม่งเอ้ย นี่ถ้ากูรู้ว่าเวลาโดนหยอกแล้วน่ารักขนาดนี้นะ กูไม่ปล่อยให้มันรุกกูฝ่ายเดียวมาตั้งนานสองนานหรอก


“น่ารักขนาดนี้นานยังอ่ะคับ”


“โอ้ยย พอแล้วพี่ปิ๊ก ใจจะวายแล้วเนี่ย”


“เอ้า นี่ถามจริงๆ น่ารักจนกูดูโง่เลยที่ปล่อยมึงไว้ได้ตั้งนาน”


ปากแดงเม้มเข้าหากันแน่น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าไอ้เด็กตรงหน้านี่กำลังเขินขนาดไหน เพราะไร เพราะกูก็เขินไงครับ พูดเองเขินเองเหมือนกันเนี่ย แม่ง แต่ไม่หยุดหรอก ไหนๆไปแล้วต้องไปให้สุด


“อารมไหนของพี่เนี่ย ผมตามไม่ทันแล้วนะ”


“ทำไม กูจะหวานกับมึงซักวันไม่ได้เลยหรอ”


“แม่ง ยอกย้อน”


หลุดยิ้มกับเสียงบ่นพึมพำของคนตรงหน้า มือเล็กวางแปะลงบนอกพร้อมออกแรงดันเบาๆในตอนที่ผมค่อยๆโน้มตัวลงไปจนปลายจมูกเราชนกัน


“แต่คราวนี้ กูคงไม่ทำแค่จ้องมึงทั้งคืนหรอกนะ”


“พี่ปิ๊ก...อื้ออ”


ไม่เปิดโอกาสให้อีกคนได้พูดอะไรมากกว่านั้น ปากอิ่มถูกครอบครองโดยผมผู้เป็นเจ้าของมันโดย ‘ชอบธรรม’ และคนใต้ร่างเองก็ดูเหมือนจะ ‘ชอบให้ทำ’ เพราะทันทีที่ผมขบเม้มความนุ่มหยุ่นนั้นเบาๆ กลีบปากแดงก็ยอมแยกออกจากกันยอมให้ปลายลิ้นของผมรุกล้ำเข้าไปฉกชิมความหวานภายในได้แต่โดยดี


เสียงครางอื้ออึงในลำคอบอกให้รู้ว่าคนใต้ร่างพอใจกับจูบครั้งนี้มากแค่ไหน ดวงตาหวานฉ่ำปรือปรอยมองผมในตอนที่ผมผละจูบออกมาเพื่อให้เราได้มองหน้ากัน ซึ่งขอโทษเถอะ มีใครเคยบอกมันมั้ยว่าสีหน้าแบบนี้แม่งโคตรน่าเอา


“พี่ปิ๊ก”


“เรียกแบบนี้เดี๋ยวก็ไม่จบแค่จูบหรอกมึง”


พูดพร้อมกับแกล้งงับหูมันไปที ซึ่งแน่นอนว่าได้เสียงครางหวานๆมาให้ชื่นใจเล่น ฝ่ามือขาวยกขึ้นมาดันหน้าผมออกในตอนที่ผมตั้งใจจะก้มไปจูบมันอีกรอบ ตาใสมองตรงมาที่ผมก่อนจะหลบตาไปแล้วพูดออกมาเบาๆ


“ละ...แล้วพี่ปิ๊กจะจบแค่จูบหรอครับ”


.


.


.


อ่ะ ไหนคุณลองทายดูซิ


.


.


.


ว่าคืนนี้พี่ปิ๊กอย่างผม


.


.


.


จะยอมจบแค่จูบมั้ยครับ?








แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น