ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : EP 02 หนี Loading…75%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ก.พ. 2562 17:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
EP 02 หนี Loading…75%
แบบอักษร

image

EP 02

หนี Loading…75%


ฉันนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น ในหัวใจมีแต่ภาพของพี่โยชิดะและรอยยิ้มของเขา มันทำให้ยากต่อการจะกลั้นไม่ให้น้ำตาไหลออกมา สุดท้ายแล้วฉันก็ต้องรีบยกหลังมือขึ้นมาปาดมันออก เพราะรู้ดีว่าแต่ไหนแต่ไรมาพี่โยชิดะไม่ชอบเห็นฉันร้องไห้ เขาพูดเสมอว่าเสือไม่ร้องไห้ง่ายๆ มันทำให้ฉันรู้สึกว่าช่วงหลังมานี้ฉันทำผิดกับเขามากเหลือเกิน


นานหลายนาทีที่ฉันนั่งคุกเข่าอยู่ตรงนั้น จนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าของใครสักคนเดินเข้ามาทางด้านหลัง


“คุณนามิครับ”


เสียงที่ได้ยินทำให้ฉันต้องกะพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่หยดน้ำตาออกไป รีบสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วหันกลับไปมองหน้าผู้ชายคนนั้นให้ชัดๆ


แม้ว่าก่อนหน้านี้ฉันจะไม่มั่นใจว่าจะได้เจอเขาอีกรึเปล่า แต่ตลอดทางที่เดินออกมาจากโรงพยาบาล เขาคือความหวังเดียวที่ฉันมี


ตุ้บ!


เสียงหัวเข่าของ ‘ชินจิ’ กระทบกับพื้นเมื่อเขาคุกเข่าลงตรงหน้าฉัน เขาเป็นคนสนิทของพี่โยชิดะ เป็นคนที่พี่โยชิดะไว้ใจที่สุดรวมถึงฉันเองก็ไว้ใจเขาที่สุดเหมือนกัน นั่นทำให้ฉันรู้ว่าเขาเองก็คงเสียใจต่อการจากไปของพี่โยชิดะไม่น้อยไปกว่าฉัน และนับจากวันนี้ไป เขาจึงเป็นเพียงคนเดียวที่ไว้ใจได้


“ผมขอโทษครับคุณนามิ”


“ไม่ใช่ความผิดของนายหรอกชินจิ” ฉันรีบบอก


ฉันรู้ว่าเขาพยายามอย่างดีที่สุดแล้ว แต่ทั้งหมดมันเป็นการตัดสินใจของพี่โยชิดะ และถ้าเรื่องนี้จะมีใครสักคนที่ผิด ก็คงตอบได้ไม่ยากว่าใคร!


“รีบไปขึ้นรถก่อนเถอะครับ เรามีเวลาไม่มาก” ชินจิพูดพลางก้มหัวให้ฉัน ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืนแล้วเปิดทางให้ฉันเดินนำออกไป เขาผายมือไปทางด้านหลังซึ่งเมื่อฉันมองออกไปก็เห็นว่ารถของเขาจอดเลยออกไปไม่ไกลนัก


อย่างน้อยคำอธิษฐานของฉันที่ขอให้ได้เจอเขาที่นี่ก็เป็นจริง ฉันรู้ว่าชินจิจงรักภักดีกับพี่โยชิดะมาตลอด เขาจะไม่มีทางทรยศ และคนอย่างเขาไม่มีทางทิ้งเสือขาวแม้ในวันที่ยากลำบาก


ฉันรีบเดินนำชินจิมาที่รถ ซึ่งเขาก็รีบเดินตามมาพร้อมกับทำหน้าที่เปิดประตูรถให้ฉันเหมือนทุกครั้งเวลาที่เขามีหน้าที่พาฉันไปส่งที่ไหนสักที่


“พักผ่อนเถอะครับคุณนามิ ถึงแล้วผมจะปลุก” ชินจิบอกก่อนจะปิดประตูรถลงหลังจากที่ฉันเข้ามานั่งในรถเรียบร้อยแล้ว จากนั้นเขาก็เดินอ้อมตัวรถกลับเข้ามานั่งประจำที่คนขับ ก่อนจะออกรถทันที แต่ในวินาทีนี้ ต่อให้ฉันจะไว้ใจชินจิมากแค่ไหน หรือเหนื่อยล้าจนอยากจะหลับตาพักยังไง ฉันก็ไม่สามารถข่มตาหลับลงได้หรอก


ยิ่งได้กลับมาเห็นภาพของเซฟเฮ้าส์ที่ฉันเคยวิ่งเล่นกับพี่โยชิดะมาก่อน ภาพของพี่โยชิดะและเสียงปืนนัดนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัวของฉันตลอดเวลา ไม่มีเลยสักคืนที่ฉันจะไม่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงปืนนัดนั้น!


            สายตาของฉันมองออกไปด้านนอกตลอดระยะเวลาที่ชินจิขับรถไปเรื่อยๆ ในสมองกำลังคิดและคาดเดาถึงเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เพราะมันต้องไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แน่ ฉันมั่นใจว่าโอยามะและไดสึเกะต้องสั่งให้คนตามล่าฉันแน่นอน การพลิกมารุเพื่อตามหาฉันไม่ใช่อะไรที่ยากเกินกว่าที่สองคนนั้นจะทำ เพราะถ้าเทียบกับสิ่งที่เขาต้องการจากเสือขาวแล้วมันคุ้มต่อการลงทุน

            อย่างที่บอกว่าโอยามะต้องการกิจการของเสือขาว ในขณะที่ไดสึเกะเองก็ต้องการผลประโยชน์จากกิจการนั้นเมื่อมันถูกรวมเป็นหนึ่งเดียวกับแบล็กสกอร์เปี้ยน รวมถึงต้องการปกปิดเรื่องก่อนหน้านี้ที่ตัวเองก่อเอาไว้ไม่ให้รู้ไปถึงหูของโอซึนซึเกะ ดังนั้นการตามล่าผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างฉันที่เป็นคนกุมทุกสิ่งที่พวกเขากำลังต้องการเอาไว้มันจึงเป็นเรื่องที่พวกเขาต้องพร้อมใจกันทำแน่


            ครืดดด~


เสียงยางรถยนต์บดเบียดไปกับพื้นถนนที่เป็นเม็ดหินดังเข้ามาภายในตัวรถ ก่อนที่ตัวรถจะจอดสนิทอยู่กับที่ที่หน้าบ้านหลังเล็กๆ หลังหนึ่งที่ฉันเองก็ไม่เคยมาที่นี่มาก่อน แต่คิดว่ามันน่าจะปลอดภัยที่สุดในเวลานี้


ชินจิเปิดประตูรถแล้วก้าวลงไปเปิดประตูรั้วบ้านหลังนั้น ก่อนจะเดินกลับมาขับรถเข้าไปจอดในตัวบ้าน


สภาพบ้านหลังนี้ดูเก่า แต่ไม่ถึงกับทรุดโทรม ทั้งด้านในตัวบ้านและด้านนอกมืดสนิทเพราะชินจิคงตั้งใจจะไม่เปิดไฟทิ้งเอาไว้


“เชิญครับคุณนามิ”


ประตูรถถูกเปิดออกอีกครั้งโดยชินจิที่ยังคงทำหน้าที่คนขับรถได้เป็นอย่างดี ฉันก้าวเท้าลงมาพร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง ทุกก้าวที่เดิน ทุกวินาทีที่กำลังผ่านไปช้าๆ มันหมายถึงวินาทีของชีวิตที่ฉันจะพลาดไม่ได้


“ที่นี่เป็นบ้านของญาติผมเองครับ ไว้ใจได้”


“ขอบใจ” ฉันบอกเบาๆ ก่อนจะเดินนำชินจิเข้ามาในบ้านเงียบๆ


ในเวลาที่ทุกความเคลื่อนไหวต้องเงียบเชียบแต่รวดเร็วแบบนี้มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรสักอย่างเต้นอยู่ในหัวอยู่ตลอดเวลา ปวดหัวจนรู้สึกเหมือนมันหนักอึ้งเกินกว่าจะแบกมันเอาไว้บนบ่า


ฟุ่บ!


“คุณนามิ!” ชินจิร้องเสียงดังพร้อมกับก้าวเข้ามารับฉันเอาไว้ได้ทันก่อนที่ฉันจะล้มลงไป


“ฉันแค่เวียนหัวน่ะ ไม่เป็นไร” ฉันพยายามบอกก่อนจะผละตัวออกมาจากชินจิ ยิ้มให้เขานิดหน่อยแล้วพยายามเดินเข้ามาในบ้านแบบที่ตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่แรกอีกครั้ง แม้จะรู้สึกเหมือนพื้นบ้านเอียงไปบ้าง แต่ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ฉันจะมัวมาอ่อนแอไม่ได้


หลังจากที่ได้ก้าวเท้าเข้ามาในบ้าน ฉันก็พาตัวเองมานั่งที่โซฟาที่ตั้งอยู่ที่มุมห้อง ได้ยินเสียงชินจิกำลังปิดประตูรั้ว จากนั้นเขาก็เดินตามฉันเข้ามา


นี่ใกล้จะเช้าแล้ว แสงแดดอ่อนๆ ที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่างที่ถึงแม้จะถูกปิดเอาไว้ รวมถึงมีผ้าม่านสีอ่อนกั้นเอาไว้อีกชั้นก็ทำให้ฉันมองเห็นสีหน้าที่เหนื่อยล้าของเขาได้รางๆ


“นายเองก็คงไม่ได้พักผ่อนมาหลายวันแล้วสินะ” ฉันถามเสียงสั่น แม้จะรู้ดีว่าพี่โยชิดะไม่ชอบให้ร้องไห้ แต่คิดถึงเขาขึ้นมาทีไร ฉันก็อดจะร้องไห้ไม่ได้ทุกที ยิ่งได้เห็นแววตาของชินจิที่คงกำลังคิดถึงเขาไม่ต่างจากฉัน มันก็ยิ่งยากที่จะหลอกตัวเองว่าฉันเข้มแข็งทั้งที่ข้างในอ่อนแอไม่มีชิ้นดี


“ผมจะปกป้องคุณนามิด้วยชีวิตของผมครับ” ชินจิรับปาก และฉันเชื่อว่าเขาจะทำได้อย่างที่พูดแน่นอน ฉันเดาว่าก่อนหน้านี้เขาเองก็คงไปรอรับฉันอยู่ที่เซฟเฮ้าส์ทุกวัน และฉันคิดไม่ผิดที่เลือกจะเสี่ยงกลับไปที่นั่น


“อย่าให้นายต้องเป็นอะไรไปเพราะฉันอีกคนเลยชินจิ”


“ไม่ใช่ความผิดของคุณนามิหรอกครับ” ชินจิรีบบอกซึ่งถึงแม้ว่าฉันจะพยายามบอกตัวเองเท่าไหร่ว่าสาเหตุมันมาจากไดสึเกะ แต่ลึกๆ แล้วฉันก็ไม่เคยหลอกตัวเองได้เลยว่าฉันเองก็มีส่วนที่ทำให้พี่โยชิดะต้องตาย


ถ้าฉันพยายามห้ามเขาเรื่องทั้งหมดก็คงไม่เป็นแบบนี้ ถ้าฉันไม่มัวแต่โกรธหรือคิดแต่จะแก้แค้นไดสึเกะ พี่โยชิดะก็คงไม่ตาย


“มีอะไรกินบ้างมั้ย” ฉันแสร้งถาม


ทั้งฉันและชินจิรู้ดีว่าในเวลาแบบนี้มันไม่ใช่เวลาที่เราจะมาพรั่งพรูความรู้สึกใส่กัน อีกไม่นานทุกตารางนิ้วของมารุจะต้องเต็มไปด้วยคนของแบล็กสกอร์เปี้ยนที่ออกตามล่าตัวฉันแน่ๆ


“สักครู่ครับ ผมจะไปเตรียมมาให้”


“ขอบใจ” ฉันบอกยิ้มๆ


ชินจิยิ้มตอบก่อนที่เขาจะเดินแยกออกไป ฉันไม่รู้หรอกว่าในเวลาแบบนี้ฉันสามารถเลือกกินอะไรได้บ้าง และถึงแม้จะไม่รู้สึกหิวเลยสักนิด แต่ยังไงซะกองทัพก็ต้องเดินด้วยท้อง แต่ฉันกลับไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้วนอกจากน้ำเปล่าจนทำให้รู้สึกเวียนหัวง่ายๆ ซึ่งถ้าปล่อยเอาไว้มันอาจเป็นอุปสรรคต่อการหนี


หลังจากที่ชินจิเดินแยกออกไป ฉันก็เอนหลังลงพิงกับพนักพิงของโซฟาที่ถึงแม้ว่ามันจะเก่าและแคบ แถมยังไม่นุ่ม แต่ในเวลาแบบนี้ฉันกลับรู้สึกว่ามันทำให้ฉันสบายใจมากกว่าการที่ได้นอนอยู่ในห้องแอร์ของโรงพยาบาลอย่างเมื่อหลายวันก่อนซะอีก


ความเงียบภายในตัวบ้านทำให้ฉันได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเองดังชัดเจน มันดังสลับกับเสียงที่ดังมาจากในครัวเป็นระยะๆ สักพักฉันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของชินจิที่เดินเข้ามาใกล้ ทำให้ฉันต้องยกเปลือกตาขึ้นมามองเขาอีกครั้ง


“ขอโทษที่ผมทำได้ดีที่สุดเท่านี้ครับ” ชินจิบอกอย่างนั้นหลังจากที่เขาวางถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปลงบนโต๊ะตัวเล็กๆ ตรงหน้าฉัน


“มันดีกว่าอาหารโรงพยาบาลเป็นไหนๆ” ฉันบอกยิ้มๆ อีกครั้ง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบถ้วยบะหมี่นั่นขึ้นมา ส่วนชินจิก็ส่งยิ้มกลับมาก่อนที่เขาจะถอยห่างจากฉันนิดหน่อยอย่างตั้งใจจะเว้นระยะเอาไว้ เขายังคงยืนอยู่ในระยะที่มองเห็นและฉันมั่นใจว่าเขาจะไม่ไปไหน เพราะจะต้องคอยดูแลและปกป้องฉันแบบที่เขารับปาก


“หลายวันมานี้นายเองได้กินอะไรบ้างรึเปล่าชินจิ” ฉันอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความเป็นห่วง


“ถ้าเทียบกับคุณนามิ ผมยังสบายกว่ามากครับ” ชินจิตอบเสียงเรียบ ก่อนที่เราทั้งคู่จะต่างฝ่ายต่างถอนหายใจออกมา


“คนของเรายังเหลืออยู่บ้างรึเปล่า หรือว่าติดต่อใครไม่ได้เลย”


“ไม่ได้เลยครับ”


คำตอบนั้นของชินจิทำให้ฉันกลืนบะหมี่ที่เพิ่งจะคีบใส่ปากได้อย่างยากลำบาก


“นายไปพักผ่อนเถอะ ฉันคิดว่าเราคงต้องเดินทางกันตอนกลางคืน” ฉันบอกออกไปเบาๆ ก่อนจะยื่นถ้วยบะหมี่ที่เพิ่งจะกินไปได้ไม่กี่คำกลับลงบนโต๊ะตามเดิมเพราะฝืนกินมันต่อไปไม่ลงจริงๆ


ตุ้บ!


แต่แล้วอยู่ๆ ชินจิก็คุกเข่าลงกับพื้น นั่นทำให้ฉันต้องช้อนตาขึ้นมองเขานิ่งๆ


ร่างสูงนั่งตัวตรงดิก สายตาของชินจิจ้องมองฉันอย่างไม่คิดจะหลบสายตา ซึ่งนั่นไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย


“ผมขอโทษครับ”


หัวใจกระตุกวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อรู้ดีถึงความหมายของสิ่งที่ชินจิกำลังพยายามสื่อสารออกมา ทั้งทางการกระทำและคำพูด


“ฉันจะพูดอีกครั้งว่ามันไม่ใช่ความผิดของนาย” ฉันบอกเบาๆ ทั้งที่เสียงเริ่มสั่น ก่อนจะค่อยๆ ละสายตาออกจากใบหน้าของชินจิแล้วมองไปยังประตูห้องครัวที่ชินจิเพิ่งจะเดินออกมา


ร่างกายสั่นระริกเมื่อเห็นว่าในบ้านหลังนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ฉันกับชินจิแบบที่คิดเอาไว้ และเดาว่านอกจากผู้ชายที่ยืนมองฉันด้วยสายตาวาวโรจน์อยู่ที่หน้าห้องครัวแล้ว ที่ด้านนอกก็คงเต็มไปด้วยคนของเขานั่นแหละ…ไดสึเกะ


ความคิดเห็น