โซซอล
facebook-icon

ซอลลี่นำความสนุกจากซีรีส์เกาหลีสุดฮิต 'What's Wrong with Secretary Kim' มาให้ทุกคนได้อ่านในรูปแบบตัวอักษรกันแล้วค่า~

ตอนที่ 9-1 บล็อกบัสเตอร์

ชื่อตอน : ตอนที่ 9-1 บล็อกบัสเตอร์

คำค้น : เลขาคิม นิยายเกาหลี

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.4k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 22 เม.ย. 2562 18:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9-1 บล็อกบัสเตอร์
แบบอักษร

​#9. บล็อกบัสเตอร์


ด้วยวิวแบบพาโนรามมสามร้อยหกสิบองศาจากหน้าต่างทาวเวอร์เรสเตอรองจึงทำให้มองเห็นวิวทั่วทั้งสวนสนุกที่กว้างขวางได้อย่างชัดเจน สถานที่พักผ่อนอันใหญ่โตภายใต้การดูแลของยูอิลกรุ๊ปอย่างยูอิลแลนด์สว่างไสวท่ามกลางความมืดมิดราวกับเป็นเพชรเม็ดงาม

มีโซลอบมองยองจุนขณะที่ลูบตุ๊กตาตัวลูกวัว ‘มันชิกกี’ ที่เป็นคาแรกเตอร์มาสคอตของยูอิลแลนด์ไปด้วย

ยองจุนมองไปนอกหน้าต่างแล้วค่อยๆ ยกสเต็กเนื้อชั้นเลิศเข้าปากอย่างเชื่องช้าท่าทางราวกับในภาพวาด ก่อนจะยกผ้าเช็ดปากขึ้นมาเช็ดมุมปากและบ่นพึมพำออกมาเมื่อได้ลิ้มรสเนื้อชั้นดีชิ้นนั้น

“เหมือนจะเหนียวไปหน่อยนะ”

อาจจะเป็นเพราะมีโซต่อมรับรสไม่ดีก็ได้ เพราะเนื้อชิ้นนั้นมันนุ่มจนแทบละลายในปากของเธอทีเดียว

“เรียกเชฟไหมคะ”

มีโซถามแล้วลุกขึ้นทันทีด้วยความเคยชิน แต่ยองจุนก็ยกมือขวาขึ้นมาห้ามเธอเอาไว้

“ไม่เป็นไร ทานตามสบายเถอะ”

“อ่า… ค่ะ”

มีโซจึงก้มมองจานตรงหน้าอีกครั้ง เธอห่อไหล่ลงเล็กน้อยก่อนจะฝืนยิ้มแล้วพูดขึ้น

“ถ้ารู้ก่อนว่าจะมาสถานที่แบบนี้ ฉันคงจะแต่งตัวให้ดีกว่านี้นะคะ”

“ไม่มีใครเลยนี่ ไม่เป็นไรหรอก”

สถานที่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกและทิวทัศน์งดงามราวกับศิลปะแห่งนี้คือร้านอาหารแบบไพรเวทซึ่งเป็นสถานที่ไว้ใช้รับรองแขกวีไอพี ซึ่งผู้มีตำแหน่งสูงกว่าผู้อำนวยการของยูอิลกรุ๊ปขึ้นไปเท่านั้นถึงจะสามารถจองได้ ด้านในมีเพียงโต๊ะไม่กี่ตัวจนน่าเสียดายพื้นที่ที่มีดีไซน์แสนหรูหราสวยงามและกว้างขวางแห่งนี้ และหลังจากหันไปมองบริเวณรอบๆ ที่ว่างเปล่าแล้ว มีโซก็อยากประณามตัวเองเหลือเกิน ที่เธออยู่ที่นี่ด้วยสภาพเสื้อยืด กางเกงยีนส์และเสื้อจั๊มกันลมอีกหนึ่งตัว

“ว่าแต่ว่า… อยู่ๆ มีเรื่องอะไรเหรอคะ”

“ไม่มีอะไรหรอก แค่ฉันยังไม่เคยขอบคุณเลขาคิมอย่างจริงจังเลย ทั้งๆ ที่เธอทำงานหนักมาตั้งนานขนาดนั้น เพราะฉะนั้นนี่ก็ถือเป็นของขวัญตอบแทนความเหน็ดเหนื่อยที่ผ่านมาแล้วกัน”

“โอ๊ะ ท่านรองประธาน…”

แก้มของมีโซขึ้นริ้วชมพูอีกครั้งกับคำพูดชวนประทับใจ แม้เป็นใบหน้าที่เคยเห็นมาตลอดภายใต้แสงไฟเช่นนี้ตั้งแต่ที่ทำงานจนถึงที่บ้าน ทว่าวันนี้ใบหน้าของเธอกลับดูพิเศษกว่าทุกวัน

ยองจุนหน้าร้อนขึ้นชั่วพริบตาหลังเฝ้ามองใบหน้าของมีโซ

“อ่า…”

ทำไมอยู่ๆ ฉันกลายเป็นแบบนี้เนี่ย ยองจุนที่เข้าสู่สภาวะทำตัวไม่ถูกจึงแก้ปัญหาด้วยการดื่มน้ำเย็นตามด้วยกระแอมออกมาเบาๆ โชคดีที่อาการหน้าร้อนหายไปรวดเร็ว ก่อนจะกลับเข้าสภาวะปกติเหมือนเดิม

“ไม่ได้ทานข้าวสบายๆ สองคนแบบนี้นานมากแล้วสินะ”

“ค่ะ”

“ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กัน”

“เมื่อตอนเดือนเมษาปีนี้ค่ะ”

“อ๋อ วันเกิดเลขาคิม”

“ค่ะ”

มีโซประหม่าอยู่ครูนึ่ง เธอสังเกตท่าทางของยองจุนอย่างเงียบๆ ก่อนจะเริ่มพูดต่อ

“คือว่า… ท่านรองประธานคะ ฉันเพิ่งจะมาบอกตอนนี้ คือวันนั้นเค้กที่ท่านรองให้ฉันที่บ้านน่ะค่ะ…”

เค้กชิ้นนั้นยองจุนออกแบบเองและมอบหมายให้ช่างทำขนมผู้มีชื่อเสียงทำขึ้นเป็นพิเศษพร้อมใส่ข้อความ ‘เลขาคิม ขอให้มีอายุยืนยาว’ ลงไปบนนั้นด้วย

“อันนั้น ทำไม”

“ฉันตั้งใจจะหยิบมาถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก แต่มันกลับคว่ำลงพื้นแบบเต็มๆ เลย…”

ยองจุนหุบยิ้มและขมวดคิ้วแน่นทันทีเมื่อได้ยิน นี่ดิสกันเพราะคิดว่าจะลาออกแล้วงั้นเหรอ

“อ่า ไม่เป็นไรๆ มันผ่านไปแล้วนี่”

“ขอโทษนะคะ”

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องใส่ใจหรอก”

หลังบทสนทนาจบลงทั้งสองคนก็หันมองหน้าต่างด้วยความอึดอัด

ระหว่างที่ไร้เสียงพูดคุยและมีเพียงการกระทบกันของมีดส้อมผ่านไปพักใหญ่ ไม่นานความมืดก็ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาอย่างไม่รู้ตัวเพราะถึงเวลาปิดให้บริการแล้ว

หลังจากเสียงประกาศแจ้งเตือนเวลาปิดทำการ เพลงโอลด์ป๊อบถูกเปิดขึ้น ทำให้มีโซรู้สึกเหงาจนพูดถึงเรื่องเก่าๆ ขึ้นมา

“อือ ฉันก็เคยอาศัยอยู่แถวๆ นี้จนถึงประมาณห้าขวบค่ะ”

ยองจุนตอบแล้วพยักหน้าหงึกหงักราวกับเคยเห็นด้วยตาตัวเอง

“ใช่ ตอนนั้นแถวนี้เป็นที่อยู่อาศัยทั้งหมดเลย”

“ใช่ค่ะ ฉันจำไม่ได้ทั้งหมดก็จริง แต่ยังจำวิวถนนหน้าบ้านได้ดีเลยค่ะ มีเสาไฟฟ้าตรงปากซอยเข้าบ้าน แล้วตรงนั้นก็จะมีลวดลายแปลกๆ เหมือนสัตว์ประหลาดด้วยค่ะ พอตกดึกเงามันก็จะยืดออกน่ากลัวมากเลย แล้วท้ายซอยก็มีบ้าน…”

มีโซปิดปากเงียบลงทั้งๆ ที่ยังพูดไม่จบประโยค สีหน้าเคร่งขรึมลงราวกับมีเรื่องอะไรสักอย่างที่ไม่น่าจดจำอยู่ในคำพูดนั้น จากนั้นก็ส่ายหน้าเบาๆ ก่อนเริ่มพูดต่อ        

“อยู่ๆ ฉันพูดเรื่องบ้านท้ายซอยทำไมกันนะคะ”

“ถามฉันได้ไงล่ะ แล้วบ้านนั้นมันทำไม”

“จำไม่ได้ค่ะ”

“ทึ่ม”

พอได้ยินคำที่ยองจุนสวนกลับ มีโซจึงยิ้มหวานละมุนทั้งที่รู้สึกหน้าผากกระตุกขึ้นมาแล้วตอบกลับไป

“ตายแล้ว ท่านรองประธานผู้ยิ่งใหญ่ของพวกเราก็คงจำเรื่องตอนเด็กๆ ได้แม่นแน่นอนเลยสินะคะ”

“ใช่ ทั้งขวดนมมันดูดยาก ทั้งกินอยู่ก็หลับไปเพราะเหนื่อยตลอด”

ยองจุนมักจะพูดเรื่องพวกนี้ด้วยหน้าตาย ซึ่งมันทำให้เชื่อได้ไม่ยากว่าอาจจะเป็นเรื่องจริง

“โอ้โห ค่ะ อย่างนั้นเหรอคะ”

มีโซหัวเราะรับมุกด้วยท่าทางขบขัน ยองจุนจึงยิ้มมุมปากและพูดต่อ

“แล้วย้ายไปตอนไหน”

“ไม่แน่ใจนะคะ แต่ได้ยินว่าบ้านฉันเกือบจะเป็นบ้านสุดท้ายที่ย้ายออกเลยค่ะ”

“จริงเหรอ ทำไมล่ะ”

“ไม่เกี่ยวกับเรื่องค่าทดแทนนะคะ แต่แม่ป่วยหนักมากค่ะ ตอนนั้นเพราะพ่อต้องดูแลแม่จนแทบจะไม่อยู่บ้านเลยตอนกลางคืน ฉันก็เลยมักจะเล่นกับพวกพี่ๆ จนดึกดื่นแล้วก็หลับไปค่ะ ก็น่าจะย้ายหลังจากแม่เสียแล้วมั้งคะ”

“เสียใจด้วยนะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเองก็จำหน้าแม่ไม่ค่อยได้แล้วเหมือนกันค่ะ”

มีโซไหวไหล่พร้อมรอยยิ้มอ่อนหวาน ซึ่งคราวนี้ยองจุนเลือกจะพยักหน้าเงียบๆ แทนการหยอกล้ออย่างสร้างบรรยากาศเหมือนที่ผ่านมา

“ตอนนั้นท่านรองคงอายุเก้าขวบใช่ไหมคะ ฉันจินตนาการภาพท่านรองตอนเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสาไม่ออกเลยค่ะ”

“ก็ไม่ต้องคิด เพราะฉันไม่ไร้เดียงสาสักนิด”

“โอ้ จริงเหรอคะ”

“ตอนนั้นฉันก็ภูมิใจในความสามารถรอบด้านของตัวเองเหมือนตอนนี้แล้ว”

“อ๋อ... ค่า ค่า ชัดเจนแจ่มแจ้งดีค่ะ”

“ก็มันจริงๆ นี่ แต่ว่า…”

“แต่ว่าอะไรคะ”

“มันไม่สนุกเท่าไหร่หรอกช่วงนั้นน่ะ โดยเฉพาะตอนป. 4”

“ทำไมล่ะคะ”

มีโซทำตาโตจ้องมองยองจุนด้วยความอยากรู้อยากเห็น ยองจุนยกน้ำขึ้นดื่มเพราะปากแห้งพร้อมไหวไหล่

“มันก็... หลายอย่างอะ เพราะฉันสอบเทียบข้ามไปสองปี เลยได้เรียนอยู่ปีเดียวกับพี่ชาย พวกผู้ใหญ่คงคิดว่าการให้อยู่ห้องเดียวกับพี่คงดีกับฉัน แต่มันกลับยิ่งทำให้ลำบากกว่าเดิมอีก ฉันทะเลาะกับเพื่อนพี่บ่อยมาก พวกเขสบอกว่าฉันอวดดีทั้งที่ยังเป็นเด็ก แล้วก็ทำร้ายกันอีก... ฉันก็กัดฟันสุดชีวิตตอบโต้เพราะไม่ชอบการพ่ายแพ้”

“แต่โชคดีที่ยังมีพี่ชายนะคะ”

“ดีที่ไหนล่ะ เจ้าหมอนั่นอยู่ฝั่งเดียวกับคนพวกนั้นด้วยซ้ำ ไอ้คนขี้ขลาดเอ๊ย”

สำหรับยองจุน การหัวเราะคิกคักหยอกเล่นไม่ต่างกับการมองเห็นเด็กเล่นซุกซนเลย

พวกเขาเหมือนย้อนกลับไปช่วงสนิทกันอีกครั้งก่อนจะมีเรื่องลาออก และคำถามสบายๆ จากมีโซถูกถามขึ้นอีกครั้ง

“ท่านรองบอกว่าพี่ชายอยู่ที่นีซใช่ไหมคะ”

“อืม”

“แต่ตอนไปทำงานที่ฝรั่งเศส ท่านรองก็ไม่เคยบอกที่ชายเลยสักครั้งนี่คะ… คือ… หรือว่าไม่ค่อยถูกกันหรือเปล่าคะ”

สายตายองจุนเข้มขึ้นทันทีเมื่อได้ยินคำถามนั้น หลังจากทอดสอดตามองจานนิ่งอยู่พักหนึ่ง เขาก็วางมีดกับส้อมลงอย่างเรียบร้อยแล้วพูดเปลี่ยนเรื่องไป

“เคยเลี้ยงหมาไหม”

“คะ?”

“หมาน่ะ สัตว์เลี้ยง”

เปลี่ยนเรื่องงั้นเหรอ นานทีปีหนจะเกิดเรื่องแบบนี้ เพราะยองจุนเป็นคนมั่นใจในตัวเองสูง ไม่เคยปล่อยให้อะไรกวนใจแม้แต่นิด แล้วก็เกลียดความไม่ชัดเจนด้วย เธอเลยนึกไม่ถึงว่าจะถูกอีกฝ่ายหลีกเลี่ยงไม่ตอบคำถาม

“ไม่ค่ะ”

“เมื่อก่อนฉันเคยเลี้ยงโกลเด้นรีทีฟเวอร์พันธุ์แท้ชั้นดีตัวนึง ชื่อบิ๊กแบงอันโดรเมด้าซุปเปอร์โนว่าโซนิก”

ได้ยินแล้วรู้สึกได้ยินเสียงการ์ตูนซุปเปอร์ฮีโร่ ช่างเป็นชื่อชวนให้ปวดหัวเสียจริง

“ตอนเด็กๆ ท่านรองเป็นคนตั้งชื่อหมาเองใช่ไหมคะ”

“รู้ได้ไง”

มีโซกำมือแน่นเพื่อกลั้นไม่ให้ตัวเองระเบิดหัวเราะออกมา ก่อนยองจุนจะฉีกยิ้มแล้วเริ่มพูดต่อ

“บิ๊กแบงอันโดรเมด้าซุปเปอร์โนว่าโซนิกน่ะ ทั้งสุภาพแล้วก็เป็นเด็กดี เชื่อฟังคำพูดฉันด้วย แต่ว่าบิ๊กแบงอันโดร…”

“เรียกย่อแค่บิ๊กแบงเฉยๆ ไม่ได้เหรอคะ”

ยองจุนมองมีโซด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์เมื่อได้ฟังคำขอของเธอที่ขัดขึ้นมากลางประโยค แล้วเริ่มต้นพูดต่ออีกครั้ง

“เอาเถอะ เจ้าหมานั่นน่ะ มีนิสัยแปลกๆ คือถ้าให้กระดูกของเล่น มันจะเอาไปฝังใต้ดินไว้ คงคิดว่าไม่มีใครรู้ล่ะมั้ง ซึ่งมันก็ไม่เป็นไรถ้าฝังแล้วไปขุดขึ้นมาทีหลัง แต่นี่กลับฝังจนลืมไปเลยต่างหาก”

“เทียบกับคน คือพวกขี้หลงลืมเหรอคะ”

“ก็อาจจะใช่”

“แล้วเรื่องนั้นทำไมเหรอคะ”

“บิ๊กแบงตายตอนสิบขวบพอดีเพราะปอดบวม”

“เสียใจด้วยนะคะ ได้ร้องไห้หรือเปล่าคะ”

“ฉันเหมือนจะร้องเหรอ ฉันอะนะ”

“ไม่ค่ะ”

มีโซกะพริบตาปริบๆ ด้วยความสงสัย เธอไม่เข้าใจความหมายที่ยองจุนต้องการพูดถึงสักนิด จนเวลาผ่านพักใหญ่เขาถึงได้พูดต่อ

“บิ๊กแบงอาจจะตายไปนานแล้ว แต่ตอนนี้ที่บ้านฉันก็คงเหลือกระดูกที่เจ้านั่นฝังเอาไว้อยู่สักที่จริงไหม”

“น่าจะนะคะ”

“ความทรงจำ”

เขาปิดปากเงียบเมื่อพูดจบคำก่อนจะเริ่มพูดต่อด้วยน้ำเสียงราวกับเจ็บปวด

“ความทรงจำมันก็เหมือนจะเป็นแบบนั้น คิดว่าโดนมองข้ามเพราะถูกฝังไปลึกแล้ว แต่จริงๆ สุดท้ายมันก็ยังอยู่ ไม่ได้หายไปไหน”

“คงจะเป็นแบบนั้นนะคะ”

“ฉันไม่ได้ไม่ถูกกับพี่ชาย แต่กับพี่น่ะ… ก็เหมือนความสัมพันธ์ระหว่างบิ๊กแบงกับกระดูกนั่นแหละ เข้าใจใช่ไหม”

เหมือนความสัมพันธ์ของบิ๊กแบงอันโดรเมด้าซุปเปอร์โนว่าโซนิกกับกระดูกงั้นเหรอ แล้วพูดว่า ‘ความสัมพันธ์ฉันกับพี่ไม่ดีเท่าไหร่’ ไม่ได้เหรอ

หลังจากยิ้มละมุนมองยองจุนอยู่ครู่หนึ่ง มีโซจึงพูดขึ้น

“ค่ะ เข้าใจอย่างถ่องแท้เลยค่ะ”

“งั้นก็จบ”

ตอนนี้มีโซที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจว่าอะไรคืออะไรก็หันหน้ามองนอกหน้าต่าง เธอพึมพำระหว่างจ้องยูอิลแลนด์อันว่างเปล่า

“น่าจะมาเร็วกว่านี้หน่อยนะคะ”

“เคยไปยูอิลแลนด์ไหม”

“เคยตอนเด็กๆ แค่ครั้งเดียวค่ะ คุณพ่อพามาตอนป. 2 พวกพี่ๆ เล่นเครื่องเล่นกันอย่างสนุกสนาน ส่วนฉันได้แค่ดูเฉยๆ ค่ะ”

“ทำไมล่ะ”

“ฉันจำเหตุผลไม่ได้เพราะนานแล้ว แต่โตมาแล้วถึงพอเข้าใจค่ะ”

“ว่า”

“มีเด็กมาตั้งสามคน ถ้าซื้อบัตรแบบรวมเครื่องเล่นให้ทุกคนมันก็แพงนี่คะ แล้วมันก็สิ้นเปลืองเปล่าๆ ด้วย เพราะตอนนั้นฉันยังเด็กแถมยังขี้กลัว ก็คงเล่นอะไรไม่ค่อยได้อยู่แล้วแหละค่ะ”

ยองจุนฮึมในลำคอพร้อมถอนหายใจ มีโซจึงพูดต่อคล้ายเป็นคำแก้ตัว

“แต่ได้เล่นม้าหมุนนะคะ”

“สนุกไหม”

“ค่ะ มากเลย”

“ไปเล่นด้วยกันไหม”

“ถ้ามีโอกาสครั้งหน้านะคะ”

อ่า คิดดูอีกที คงไม่มี... ครั้งหน้าแล้ว

ถ้าหากลาออก เธอคงไม่มีเรื่องให้ต้องเจอรองประธานยูอิลกรุ๊ปอีก แล้วยิ่งสักวันหนึ่งหากยองจุนเลื่อนขั้นจากรองประธานกลายเป็นประธานบริษัท ระหว่างพวกเราเปอร์เซ็นถูกฟ้าผ่าในห้องน้ำคงสูงกว่าอัตราส่วนการได้พบหน้ากันซะอีก

มีโซมีสีหน้าเศร้าลงอย่างไม่รู้ตัว  

“ถ้าทำหน้าตาน่าเกลียดจะทิ้งไว้นี่นะ”

“คะ?”  

“ถ้ากินข้าวเสร็จแล้วไปเล่นเลยเดี๋ยวเธอก็เมาไง”

“เดี๋ยวนะคะ… อย่าบอกนะ…”

“ฉันบอกแล้วไงว่าเป็นของขวัญให้มีโซ”

มีโซทำตาโตกับสิ่งที่ได้เห็นตรงหน้าทันที เมื่อยองจุนชี้นิ้วไปทางหน้าต่างด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ

“วันนี้ฉันสั่งให้เปิดทำการตอนกลางคืนเป็นพิเศษ แล้วก็ฟรีพาส…”

หลังจากวาดเส้นอันยิ่งใหญ่ไปบนอากาศ ยองจุนก็หันนิ้วชี้ตรงกลับมาที่ใบหน้าหล่อเหลาของตัวเอง

“ก็อยู่นี่แล้วไง”


ความคิดเห็น