ตะกอนไข่มุก

ขอกำลังใจจากผู้อ่านทุกคนด้วยนะคะ ติชมกันมาได้เลย ตอนนี้ที่ต้องการที่สุดคือแรงผลักดันคา แหะๆ

บทที่ 8 งานเลี้ยงสุดท้าย [ฉาก 18+]

ชื่อตอน : บทที่ 8 งานเลี้ยงสุดท้าย [ฉาก 18+]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 40

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.พ. 2562 13:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 8 งานเลี้ยงสุดท้าย [ฉาก 18+]
แบบอักษร

ฉันเดินโซเซมาพร้อมกับประป๋องน้ำบาดาลบนไหล่ มันถูกยกด้วยไม้คล็อกสำหรับใช้งานของพวกคนครัวอย่างฉัน ไม่ช้าฉันก็แบกมันมาจนถึงซุ้มครัวเสบียงของค่ายทหารซึ่งเป็นหน้าที่ใหม่ เมื่อแจ็คเห็นฉันเดินมาด้วยความทุลักทุเล เขาก็บอกให้ฉันจุดไฟต้มน้ำในกระป๋องทันที

“คืนนี้ เจ้าชายมาคัส กับพวกทหารฝ่ายกองทัพหน้าที่ไปล่าหมีกัน เราจะต้องจัดสำรับให้สมเกียรติ ก่อนที่พวกเขาจะกลับมา คืนนี้เรามีงานเลี้ยงฉลองอีกแน่” ชายแก่พูดพรางไปพร้อมกับกำลังคนกระบวงต้มน้ำซุปที่ทำมาจากไขสัตว์ ก่อนที่จะนำนิ้วสกปรกของเขา จิ้มลงไปในน้ำซุปนั้น อมเข้าปากตนเองแล้วร้องขึ้นด้วยความพอใจในรสชาติของมัน

“เมื่อไรทัพเราจะเคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้านมุสทาร์แห่งนี้เสียที “ แจ็คเอ่ย ตนกำลังหั่นเนื้อไก่งวงจัดใส่จาน

“ถ้าเคลื่อนทัพไปเมืองเวทมนตร์ ทั้งที่ยังไม่กำจัดพวกคนเถื่อนแถวนี้ก่อน คงจะเป็นการยากลำบาก เจ้าก็รู้ว่าเจ้าชายมาคัสเสด็จเป็นคนอย่างไร”

“ไอลูกนอกคอกมาคัส ไม่มีศักดิ์เป็นเจ้าชายด้วยซ้ำ มันก็คือลูกของกบฏมาร์คที่ตั้งตนเป็นราชาปัจจุบัน กับราชินีชาลอน พระธิดาของกษัตริย์อาเธอร์องค์ก่อนที่ถูกสามีตนเองฆ่าตาย ”

“อย่างน้อยองค์ชายมาคัสก็มีดีด้านยุทธศาสตร์การสู้รบมาเกือบพันสนามรบ ต่างจากพระบิดาที่สัพเพเหระมั่วนางโลมไม่เว้นแต่ละวัน”

“พวกเจ้านินทาเชื้อพระวงค์ ระวังจะไม่มีหัวอยู่บนบ่า ทำงานของพวกเจ้าให้เสร็จก่อนกองทัพจะกลับมา” ชายแก่ห้ามปรามวงสนทนาของทหารคนครัว

“ ข้ารู้ว่าคนเถื่อนอยู่ที่ใด” ฉันพูดกับแจ็คที่กำลังจัดไก่งวงใส่จาน เขาหันมามองหน้าฉันก่อนจะขยิบตาให้พูดเสียงเบากว่านี้

“งั้นเจ้าคงต้องเอาเรื่องนี้ไปบอกกับแม่ทัพลากอส เขาจะเชื่อเจ้าไม่เชื่อเจ้าก็คงต้องลองดู“ แจ็คเอ่ย ฉันพยักหน้า

“นี่คือเหรียญที่ข้าเก็บมาจากศพของพวกคนเถื่อน” ฉันยื่นเหรียญให้แจ็คดู เขาก็คว้าหมับเข้าไปส่องใกล้ๆ ทันที

“ปีศาจมัลทาการัส ปีศาจเมื่อพันปีก่อน มีพลังแปลงกายสรรพสิ่ง มัลทาการัสกัดกินเนื้อมนุษย์และซากศพ แล้วก็เป็นสัญลักษณ์แห่งความอัปยศ ความโศกเศร้า พวกคนเถื่อนคงใช้มันเป็นสัญลักษณ์ประจำกลุ่ม ข้าไม่ยักรู้พวกคนเถื่อนจะบูชาเครื่องรางอะไรเยี่ยงนี้”

“เหตุใดเจ้าถึงรู้ว่าปีศาจในเครื่องรางนี้ คือมัลทาการัส” ฉันเอ่ยถามแจ็ค ก่อนที่เขาจะชะงักขมวดคิ้วเป็นปมด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“ไม่มีอะไรที่ข้าไม่รู้ในอาณาจักรเฮเลเนียนแห่งนี้” แจ็คเอ่ยแล้วบรรจงก่อฟืน

“เจ้านั่นเป็นนักปราชญ์มาก่อนยุคของพระราชาอาเธอร์ เมื่อกษัติร์ย์ถูกลอบปลงพระชนน์ ก็ถูกส่งมาอยู่กองทัพทำการศึกแทน” ชายแก่พูดแทรกวงสนทนา แจ็คมองไปตามชายแก่แล้วอมยิ้มเล็กน้อยปนทุกข์ สีหน้าของเขาดูไม่จืด

“ยากคนนักที่จะเป็นนักปราชญ์ตราบใดที่พระราชามาร์คปกครอง อาณาจักรจะต้องนองเลือด มันถูกกำหนดไว้แล้ว ทุกชีวิตมีแต่ความสิ้นหวัง นักปราชญ์ถูกหลงลืม ชาวนาจะล้มตาย พืชในนาจะไม่สามารถเก็บเกี่ยวในฤดูเก็บเกี่ยว นักเวทย์จะสาบสูญไปตลอดกาล ราชามาร์คทรงกระหายการสู้รบ และผู้ใดก็ตามที่มาขัดขวางหรือถ่วงดุลอำนาจก็จะถูกกำจัดให้พ้นทาง”

“ข้ามีสิ่งอยากจะถามพวกท่าน” ฉันเอ่ยขึ้นทำให้ทหารในครัวต่างให้ความสนอกสนใจ

“หากข้าตอบเจ้าได้ ข้าก็จะตอบ สิ่งใดที่ข้าตอบเจ้าไม่ได้ ข้าจะบอกเจ้าและคำใบ้”

“ทหารของค่ายนี้ถูกเกณฑ์มาจากชนชั้นล่าง พวกชาวไร่ชาวนา ทั้งหมดเลยหรือ”

“ทหารของค่ายนี้ถูกเกณฑ์มาจากทั่วสารทิศ มีทั้งชาวไร่ชาวนา พ่อค้า รวมไปถึงนักปราชญ์ แต่ก็มีทหารที่เก่งกราดที่ชนะสนามประลองของวังค์ซึ่งจัดทุกฤดู จะถูกยกให้เป็นทหารแนวหน้าหรือถ้าเก่งกล้าความสามารถฝีหัตถ์ยุทธวิธีนำชัยหลายศึกสงคราม ก็จะได้เป็นแม่ทัพของทัพแต่ละค่ายที่กระจายทั่วดินแดน อย่างค่ายแห่งนี้มีแม่ทัพก็คือ ลากอส ส่วนเจ้าบ้าสงครามอย่างอีธาน อันธพาลก็ฝีมือดี ไม่น้อยหน้า แต่มักถนัดการใช้กำปั้นมากกว่าหัวตนเอง พวกไร้ความคิด” ไม่นานทหารคนครัวก็หัวเราะชอบใจ

“ตั้งแต่ลืมตาเกิดข้าฯ ก็อยู่ในรั้ววัง พ่อข้าก็เป็นทหารราชองรักษ์ พอข้าอายุ 16 ปี ก็ถูกเกณฑ์มารับใช้ในวัง” ชายแก่เล่าเรื่องตนเองบ้างแต่ก็ยังไม่เลิกพยายามแกะกระดูกแกะไม่พลาง

“คนครัว! เจ้าชายทรงยกทัพกลับมาจากล่าสัตว์แล้ว เตรียมจัดสำรับที่โต๊ะเดี๋ยวนี้!” ทหารยามวิ่งหน้าตั้งขัดบทสนทนาพอดี ชายแก่กับแจ็คก็กุลีกุจอหยิบถาดมาจัดเตรียมวิ่งออกไปจากครัว

“เฮเลียส เอาของว่างพวกนี้กับเหล้าองุ่นไปจัดวางที่โรงเหล้า คืนนี้อัศวินจะสังสรรค์กันที่นั่น” ฉันรับหยิบจานไก่งวงที่ถูกจัดไม่เท่ากันสักจาน ปรี่ไปที่โรงเหล้าของสโตนอย่างรู้งาน  สโตนเมื่อเห็นฉันเข้ามาภายในร้าน เขาจึงขยับเก้าอี้ชุดใหญ่เตรียมต้อนรับเหล่านักรบในราตรี เขาหยิบเชิงเทียนมาวางตามแนวโต๊ะอย่างขะมักเขม้น และนำไขของถั่วเหลืองมาหยดไปตามทองเหลืองอย่างปราณีต

“ข้าฯ เกรงว่าเหล้าและเบียร์ในร้านจะไม่พอกับนักรบเป็นแน่” สโตนสบถอย่างอารมณ์เสีย เขาหยิบเหยือกเบียร์ขึ้นมาซดครั้งแล้วครั้งเล่าเพราะยังคงอาลัย นิวพ์เพื่อนรักที่เพิ่งจากไปด้วยฝีมือองค์ชายมาคัสผู้โหดเหี้ยม

“หากเจ้าไปเยี่ยมหลุมศพนิวพ์ที่โบสถ์อีก ข้าฝากเจ้าเอาแก้ววิสกี้ ไปไว้หน้าหลุมเขาด้วย แล้วบอกว่าข้าจะตามไปฉลองกับตาแก่นั่นที่หน้าหลุม ข้าเกรงว่าพระผู้เป็นเจ้าจะไม่ยอมให้เขาดื่มอีกบนนั้น” สโตนนำแก้วดังกล่าวใส่กระเป๋าเสื้อของฉัน แววตาเศร้าสร้อย

พอตกเย็น แสงไฟจากกองเพลิงตามสนามหญ้าของหมู้บ้านมุสทาร์แห่งนี้สว่างไสวขึ้น นักรบสำมะเรเทเมาเกลื่อนกลาดแคมป์ เสียงดนตรีเคาะไปตามบทกลอน คล้องจองของเหล่าทหารนักดนตรี ไม่ใกล้ไม่ไกลแคมป์ทหารเหล่านั้น ในโรงเหล้าของสโตนชุกชุมไปด้วยเสียงอึกทึก  โดยงานเลี้ยงซึ่งมีเจ้าชายเป็นเจ้าภาพ

“การไปล่าสัตว์กับสหายของข้าวันนี้ ทำให้ข้าประจักษ์ว่า เรากำลังจะกำชัยจากพวกคนเถื่อน ไม่มีอะไรที่ลูกหลานแห่งดินแดนเฮเลเนียนแห่งนี้ทำไม่ได้ ถ้าพวกเราตั้งใจ ศัตรูคือพวกคนเถื่อนไร้ซึ่งอารยธรรม แต่เรามีพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ เจริญรุ่งเรือง ศึกนี้เราทั้งหลายจะต้องล้างโคนพวกผีดิบกินคนไร้มนุษยธรรม สหายทั้งหลาย พวกเจ้าจะรบเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับข้าหรือไม่!!!” เจ้าชายมาคัสปลุกระดมพลทหารอย่างหึกเหิมภายในวงเหล้าซึ่งมีแต่พลทหารฝีมือดี นั่งเป็นสักขีพยาน ไม่นานหญิงสาวนุ่มน้อยห่มน้อย หน้าตาสะสวยและธรรมหา อายุไร่เรี่ยกันประมาณ 50 คน ก็เดินเรียงหน้ากระดานเข้ามาบำเรอกามเหล่านักรบผู้กล้าที่อยู่ในวงเหล้า ก่อนจะจับคู่แยกย้ายไปทำกิจกรรมเข้าจังหวะภายในเต้นท์ด้านนอกสนาม ก็เหลือแต่ทหารไม่กี่นายที่ไม่ได้หญิงหมู่บ้านมุสทาร์ไปร่วมหลับนอน  ก่อนที่องค์ชายมาคัส กับบริวารที่กลับขึ้นทางบันไดโรงเตี๊ยมเพื่อไปพักผ่อนเนื่องจากเหน็ดเหนื่อยจากการล่าสัตว์เต็มที

ฉันแอบเข้ามาดูสถานการณ์ภายในโรงเหล้าของสโตนซึ่งทหารได้แยกย้ายกันไปเกือบหมดแล้ว พบหนุ่มผมสีดำเข้มที่ใบหน้าแดงสดเพราะฤทธิ์สุราของสโตน เมื่อเห็นฉันเดินเข้ามาเขาก็โบกมือให้ฉันเข้าไปหาทันที

“เจ้ารู้ไหม ข้าไปล่าสัตว์ในป่า...แต่ข้าก็ไหวพริบหามีพอไม่ พวกนักรบคนอื่นๆ ยังไม่เคยเผชิญหน้ากับพวกคนเถื่อนเหมือนข้า กับเจ้า พวกเราก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดกลับมา... ” กรินพูดตะกุกตะกัก เพราะลิ้นของเขาแข็งเต็มที

“....” ภายในโรงเหล้าที่มีเพียงแสงสว่างที่ส่องมาจากเชิงเทียนใกล้มอด ฉันเงียบแล้วฟังกรินที่ตัดพ้อตนเอง

“ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า เฮเลียส ...ที่ช่วยชีวิตข้าจากพวกคนเถื่อนวันนั้นเอาไว้ ข้าคงตายไปแล้ว ข้าเป็นหนี้บุญคุณเจ้า...” กรินพูดจบ ศีรษะของเขาก็ตกไปที่โต๊ะเป็นสัญญาณบอกว่าเขาเมาสุรามากแล้ว

ใบหน้าของเขาดูลึกลับแต่ก็แฝงไปด้วยความกล้าหาญ เลือดในกายเขาสูบฉีดแรงกล้า ของหนุ่มวัยคะนอง ไม่นานเขาศีรษะของเขาก็โน้มตกลงมาที่ไหล่ของฉันแทน ฉันจึงกระซิบที่หูของเขาอย่างแผ่วเบาว่า

“ข้า รู้ว่าลังของพวกคนเถื่อนอยู่ที่ใด” กรินเผยอตามองด้วยความตกใจ

“ที่ใด” เขาเอ่ยถามอย่างอยากรู้

“พวกมันอาศัยอยู่ใต้บาดาล ไม่กี่ไมล์ ของหมู่บ้านข้าเห็นมีบ่อน้ำ นั่นหมายถึงข้างล่างใต้ดินของหมู่บ้านต้องมีแหล่งธารน้ำ” ฉันกระซิบบอกกริน ไม่นานอีธานที่กำลังร่วมรักกับหญิงสาวอยู่โต๊ะข้างๆ อย่างเข้าด้ายเข้าเข็ม เขากับหญิงสาวเปลือยกายร่อนจ้อน เสียงครางอันชวนสยิวของหญิงสาวเพราะแท่งของเขากำลังสวบสาบเปรียบดังสุนัขกระหายอาหารของมันเป็นแรมปี ในขณะเสียบเข้าเสียบออกที่รูของนาง เขาก็หันมาแสยะยิ้มให้ฉันกับกรินที่เมาเต็มทีที่กำลังนั่งดูฉากร่วมรักอันสุดโต่ง อย่างไม่ละอาย อีธานหยุดจังหวะร่วมรักและถอดแท่งของเขาออกมาจากรูของนาง แล้วเผยมันให้ฉันดู แกมเยอะเย้ย เขาชักมันเข้าออกต่อหน้าต่อตาฉันหลายรอบ ไม่นานน้ำรักของเขาก็พุ่งทะยานมาเปรอะชุดเกราะที่ฉันสวมอยู่ ฉันสะดุ้งโหยงรีบหยิบเหยิือกไวท์มาเทราดตัวทันที แต่อีธานเจ้าตัวก็ไม่รู้สึกผิดแต่อย่างใด

“โทษทีสหาย” เขาแลบลิ้นและเลียละโลมไปที่ง่ามขาอ่อนของหญิงสาวที่เขาเพิ่งเสร็จกิจ

กรินที่ตอนนี้ไม่รู้สึกตัว เพื่อไม่อยากสบอารมณ์กับอีธานตรงหน้า ฉันจึงประคองกรินเดินกลับไปยังแคมป์ที่พักหวังจะให้เขาพักฟื้นให้สร่าง กรินเป็นหนุ่มร่างกำยำร่างใหญ่ หนวดเคราเต็มใบหน้าดูเก้กัง ฉันนำน้ำในกระบอกเช็ดไปตามเนื้อตัวมอมแมมของคนตรงหน้า กรินสังเกตเห็นฉันที่ปรนนิบัติเขาอยู่ ก็ขัดจังหวะ

“เจ้าจะทำอะไร”

“ข้าจะล้างตัวให้เจ้า “

“ขอบใจเจ้ามาก ไว้ข้าจะตอบแทนเจ้าบ้าง” ชายตรงหน้าพอมีสติขึ้นมาแล้ว

“เจ้าเป็นคนที่ไหนหรือ” ฉันถามกรินที่นอนพักบนฟูกขนแกะท่าทางอิดโรย

“ข้ามาจากเมืองชิวา ที่นั่นเงียบสงบไม่มีผู้ใดในอาณาจักรเคยสำรวจมาก่อน เพราะภูมิประเทศที่ต้องข้ามทะเลเพื่อไปที่นั่น ที่เมืองข้าจึงมีผู้คนเหลือรอดอยู่ ไม่เหมือนกับเมืองอื่นๆ ที่ราบเป็นหน้ากอง”

“ทำไมเจ้าถึงมาเกณฑ์ทหารที่นี่ พวกนักรบของพระราชา ข้าได้ยินมาว่ามาจากหลายชนชั้นในอาณาจักร จริงหรือไม่”

“ข้าถูกจับมาพร้อมภรรยา ระหว่างเดินทางไปค้าขายที่เมืองเวทมนต์ พวกเราถูกจับมาเป็นเชลย และคาดกันระหว่างทาง”

“นางยังมีชีวิตอยู่หรือไม่”

“ข้าไม่แน่ใจ ข้ามีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ก็หาเพื่อตามนาง ไม่ว่าชีวิตข้าจะหาไม่ก็ตาม ข้าจะตายไม่ได้หากข้ายังไม่ได้พบนาง แต่ชะตาชีวิตของข้า คงขึ้นอยู่กับพวกคนเถื่อน พวกมันอันตรายและข้าจะประหม่าเสียไม่ได้”

“เจ้าจะได้เจอนางอีก” ฉันเอ่ย กรินยิ้มด้วยแววตาหม่นหมอง

“เจ้าทำให้ข้านึกถึงนาง...”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น