อาราญา

ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่คอยติดตามงานเขียนของ อาราญา มาโดยตลอดนะคะหากมีข้อผิดพลาดอยากจะติหรือท้วงติงขอให้นักอ่านโปรดวิจารย์ได้เลยนะคะ จะได้นำมาปรับปรุงแก้ไขในเรื่องต่อๆไปค่ะ ขอบคุณค่ะ ><"

ตอนที่ 5 ผูกใจเจ็บ 100%

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 ผูกใจเจ็บ 100%

คำค้น : ตราบาปมารทมิฬ , อาราญา

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.3k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 30 มิ.ย. 2558 20:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 ผูกใจเจ็บ 100%
แบบอักษร

ตอนที่ 5 ผูกใจเจ็บ

 

                งานแต่งงานระหว่างอริสาและภูบดินทร์ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ภายในบริเวณบ้านอภิรักษ์โยธินกุล ทั้งนักข่าวและแขกผู้ใหญ่รวมถึงคุณหญิงคุณนายทั้งหลายต่างได้รับเชิญให้มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง เมื่อแม่งานใหญ่ในครั้งนี้เป็นถึงคุณหญิงกาญจนา อภิรักษ์โยธินกุล คุณแม่ของเจ้าบ่าวนั่นเอง

                อัญญาดาในชุดราตรีสีขาวสะอาดปักลูกไม้ลายสวยช่วยเพิ่มความหรูหราให้ดูโดดเด่นขึ้นไปอีก ในขณะที่ใบหน้าหวานถูกแต่งแต้มบางเบาด้วยสีโทนอ่อนดูน่าหลงใหลแปลกตาไปจากใบหน้าเซ็กซี่อย่างที่เคยเห็นกันอยู่บ่อยครั้ง ในเวลานี้หญิงสาวกำลังเดินดูบรรยากาศรอบๆงานที่ถูกเนรมิตขึ้นมาราวกับดินแดนจากสรวงสวรรค์ รูปถ่ายบ่าวสาวมากมายที่ถูกนำมาจัดแสดงราวกับนิทรรศการภาพถ่ายขนาดย่อมโดยฝีมือของคุณหญิงกาญจนานั้นทำให้อัญญาดาหลุดขำออกมาอย่างไม่อาจห้าม ส่ายหน้าเบาๆให้กับเบื้องหลังภาพถ่ายสวยงามเหล่านี้เพราะถ้าคุณหญิงไม่มัดมือชกลูกชายตัวเองก็คงไม่มีรูปถ่ายคู่สวีทหวานแบบนี้ออกมาให้ได้เห็นเป็นแน่แท้

                หลายคนคงสงสัยว่าทำไมเธอถึงได้ไม่มีหน้าที่อะไรเลยในขณะที่คนอื่นๆวิ่งวุ่นเตรียมงานหรือรับรองแขกกันจนหัวปั่น แน่นอนว่าเพื่อนสาวคนสวยอย่างอัญญาดาคนนี้ไม่ได้มาเป็นแขกร่วมงานแน่ๆ แต่หน้าที่ของเธอในวันนี้ก็คือ อย่างที่อริสราเคยขอ ใช่! เธอเป็นเพื่อนเจ้าสาว!! แม้ว่ามันจะเป็นอะไรที่ดูไม่เข้ากับเธอเอาซะเลยกับการที่ต้องมาปั้นหน้ายิ้มหวานให้คนนั้นทีคนนี้ทีทั้งที่ไม่ได้รู้จักมักจี้อะไรกันมาก่อน แต่ก็จะให้ทำอย่างไรได้ในเมื่อวันนี้เป็นวันสำคัญของเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธอเมื่อเพื่อนขอร้อง จะให้เธอปฏิเสธได้อย่างไร

                “อ้าว!! น้องอัญ โอ้โห วันนี้สวยจนพี่จำไม่ได้เลยนะครับ”

                อัญญาดาหันไปตามต้นเสียงก่อนจะพบกับกลุ่มชายหนุ่มหน้าตาดีสองสามคนและหนึ่งในชายหนุ่มที่ทักเธอก็คือ เอกภพ คุณหมอหนุ่มไฟแรงเพื่อนสนิทของเจ้าบ่าวและรับหน้าที่เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวในวันนี้ หญิงสาวยิ้มรับพลางเดินเข้าไปใกล้เพราะเธอเองก็พอจะรู้จักกับพวกเขาอยู่บ้าง

                “อัญรู้สึกว่า อัญจะสวยทุกวันอยู่แล้วนะคะพี่เอก”

                “เรื่องนั้นก็ไม่เถียง แต่วันนี้สวยเป็นพิเศษไงครับ” ชายหนุ่มหลุดยิ้มกับคำตอบของหญิงสาวแสนสวยตรงหน้า อัญญาดาถือได้ว่าเป็นผู้หญิงที่สวยมากคนหนึ่งแม้จะไม่เรียบร้อยราวกับผ้าผับไว้แต่เธอก็ไม่ได้ดูเจนจัดกร้านโลกอะไรอย่างนั้น กลับดูหวานซ่อนเปรี้ยวน่าค้นหาซะมากกว่า

                “พี่เอกก็ดูดีมากๆเหมือนกันนะคะวันนี้ เอ้! มีคุณหมอหล่อขนาดนี้คนไข้สาวๆไม่ติดตรึมเลยเหรอคะ?”

                “อัญก็เว่อไป ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ”

                “อะแฮ่มๆ อยู่กันตั้งหลายคน แต่นี่คุยกันอยู่สองคนมันน่าน้อยใจว่าไหมว่ะไอ้ที” กวิน หนุ่มคาสโนว่าพูดขึ้นเสียงเล็กเสียงน้อยทำท่าทีน้อยใจพร้อมทั้งหันไปหาเพื่อนรักอีกคนอย่างกวิน หวังคว้าเพื่อนมากอดแต่กวินเหวี่ยงตัวหลบซะก่อนทำเอาหนุ่มคาสโนว่าถึงกับหน้างอ “ดูสิ แม้แต่เพื่อนก็ไม่รัก”

                “เคยโดนเต๊ะไหม?” คำตอบจากนที หนุ่มหล่อจากทางเหนือทำเอากวินถอยห่างแต่ก็ยังทำท่ายียวนเพื่อนไม่เลิกจนสุภาพสตรีเพียงคนเดียวในวงสนทนาต้องเป็นฝ่ายพูดขัดขึ้น

                “เอาละค่ะ พวกพี่ๆหล่อแล้วก็ดูดีกันทุกคนเลยค่ะวันนี้ นี่อัญชมจริงๆนะคะ”

                “แหม! นึกว่าจะไม่ชมกันซะแล้ว” กวินพูดขึ้นแสร้งทำหน้างอ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์เพียงชั่วพริบตา “แต่ก็อย่างที่เห็นๆกันอยู่ พี่ว่าพี่ก็หล่อทุกวันอยู่แล้วนะครับน้องอัญคนสวย”

                อัญญาดาหลุดขำกับท่าทีของชายหนุ่ม ที่หยอกล้อแกล้งกันทำให้เห็นถึงมิตรภาพที่เหนี่ยวแน่น หลังจากที่ฟังจากอริสราพูดถึงภูบดินทร์และเพื่อนๆของเขาให้ฟังอยู่บ่อยๆวันนี้เธอก็ได้สัมผัสกับพวกเขาแล้วในบางส่วนซึ่งแน่นอนว่านี่เป็นเพียงส่วนน้อยที่พวกเขาแสดงออกมาให้เห็นเพียงเท่านั้น เขาว่าคนเราเหมือนเหรียญสองด้านมีทั้งด้านดีและไม่ดี แต่สำหรับเธอไม่ใช่อย่างนั้น เธอไม่คิดว่าคนเราจะมีแค่สองด้านแต่อาจมีหลายๆด้านจนยากที่จะคาดเดา เพียงแต่ว่าสองด้านที่ว่าเป็นเพียงด้านที่เขาเลือกที่จะแสดงให้เราได้เห็นก็เท่านั้นเอง

                “แล้วนี่ไอ้เจ้าบ่าวมันหายหัวไปไหนของมันนะ แขกก็เริ่มมากันเยอะแล้วด้วย” เอกภพ เพื่อนเจ้าบ่าวเริ่มทำหน้าที่ของตัวเองโดยอย่างแรกคือ สอดส่องหาเจ้าบ่าวของงานที่ตอนนี้หายหน้าหายตาไปไหนก็ไม่รู้แทนที่จะมายืนรับแขกอยู่ที่ซุ้มทางเข้าเพื่อรอเจ้าสาว

                “พูดถึงเจ้าบ่าว แล้วเจ้าสาวล่ะครับน้องอัญ ยังแต่งตัวไม่เสร็จอีกเหรอ?” นทีหันไปถามอัญญาดาหลังจากที่เห็นเอกภพพูดถึงเจ้าบ่าว แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ก็เจ้าบ่าวน่ะเขาเห็นจนเบื่อแล้วน่ะสิ

                “อัญก็ว่าจะไปตามอยู่เหมือนกันค่ะ นี่แขกก็เริ่มทยอยมากันเยอะแล้วด้วย”

                “งั้นก็รีบไปเถอะครับ”

                “ค่ะ งั้นอัญขอตัวก่อนนะคะ”

                หลังจากปลีกตัวออกมาจากสามหนุ่มหล่อได้ อัญญาดาก็ตรงไปที่ห้องแต่งตัวของเจ้าสาวทันที ชุดราตรียาวรุ่มร่ามแต่ไม่ได้ทำให้ดูเกะกะแม้แต่น้อย กลับเพิ่มความสวยสง่าให้กับผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี หญิงสาวก้าวเดินอย่างมั่นใจแม้จะอยู่บนรองเท้าส้นสูงห้านิ้วแต่สาวมั่นอย่างอัญญาดาหรือจะหวั่น สูงไม่กลัว กลัวไม่สวยคติประจำใจตอนที่หัดใส่ร้องเท้าส้นสูงพวกนี้ใหม่ๆ คิดแล้วก็นึกขำตัวเองซะเหลือเกิน

 

                งานแต่งดำเนินไปอย่างราบเรียบ ด้วยบรรยากาศที่ดูแสนจะอบอุ่นเป็นกันเองกับคู่บ่าวสาวที่ดูสวยหล่อราวกับเทพบุตรเทพธิดา อริสราสวยมากในชุดเจ้าสาวที่ถูกออกแบบมาอย่างดีจากห้องเสื้อที่โด่งดังและฝีมือดีที่สุด ใบหน้าหวานถูกแต่งแต้มเพียงน้อยนิดแต่กลับทำให้เธอดูสวยสง่ากลายเป็นเจ้าสาวที่สวยมากคนหนึ่ง ใบหน้าหวานเปื้อนยิ้มอยู่ตลอดเวลา แต่ใครเล่าจะล่วงรู้ว่าภายใต้รอยยิ้มพิมพ์ใจนั่น เจ้าสาวคนสวยต้องแบกรับความเจ็บปวดอะไรเอาไว้บ้าง อัญญาดามองเพื่อนรักด้วยความรู้สึกหลากหลาย ความรักนี่ช่างน่ากลัวซะเหลือเกิน ถ้ามีรักดีก็ดีไปแต่ถ้ารักไม่เป็นดั่งใจนั่นแหละเจ็บปวดที่สุด แม้ว่าเรื่องนี้เธอไม่อาจจะออกความเห็นใดใดได้เพราะแค่ลำพังตัวเธอเองก็แทบเอาตัวไม่รอด ก็ได้เพียงแต่หวังว่าเพื่อนรักเพียงคนเดียวอย่างอริสราจะสามารถข้ามผ่านเรื่องราวเหล่านี้ไปได้

                เวลาล่วงเลยมาถึงตอนส่งตัวบ่าวสาว ซึ่งก็หมายถึงหน้าที่ของเธอในวันนี้หมดลงแล้ว อัญญาดายืนมองประตูเรือนหอที่ค่อยๆปิดลง หญิงสาวยิ้มน้อยๆให้กับชีวิตใหม่ของเพื่อนสาวที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ในความโชคร้าย อริสรา ก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง อย่างน้อยเพื่อนสาวของเธอก็ยังได้แต่งงานกับคนที่ตัวเองรักซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่ามันเป็นความใฝ่ฝันของผู้หญิงทุกคนแม้แต่เธอเองก็ยังเฝ้าฝันอยู่เสมอเกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้แต่งงานกับคนที่เรารักและเขาก็รักเรา ช่วยกันสร้างครอบครัวเล็กๆอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างมีความสุข แต่ก็เท่านั้นแหละขึ้นชื่อว่าความฝันมันก็เป็นได้แค่ฝันจะกลายเป็นเรื่องจริงได้อย่างไร หญิงสาวเหยียดยิ้มหยันให้กับโชคชะตาของตัวเอง การใช้ชีวิตเพียงลำพังไม่ใช่เรื่องง่าย มันทั้งท้อ เหนื่อยและเดียวดาย หลายๆครั้งที่เธอต้องนั่งร้องไห้อยู่เพียงลำพังเพราะน้ำตาเป็นเพียงสิ่งเดียวที่จะสามารถระบายความอักอั้นของเธอออกมาได้

                แต่เพราะใครคนหนึ่งที่ทำให้เธอไม่เคยรู้สึกหวาดกลัว เขาเป็นเหมือนสายน้ำเย็นที่คอยชโลมหล่อเลี้ยงหัวใจของเธอให้ชุ่มฉ่ำอยู่ตลอดเวลา แม้บางครั้งมันอาจจะเย็นจนหนาวเหน็บไปบ้าง แต่เธอก็สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้เพียงแค่ได้เห็นรอยยิ้มบางๆจากเขาส่งมาให้ เธออยากดูดีขึ้นก็เพราะเขา อยากมีชีวิตที่ดีขึ้นก็เพราะเขา เพื่อไม่ให้เขาต้องอายใครเวลาที่เดินอยู่เคียงข้างเธอ แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เธอหวังเมื่อข้างกายของเขาไม่ได้มีไว้ให้เพียงแค่เธอ และที่สำคัญเขาอยู่สูงเกินกว่าที่เธอจะดึงเขาลงมา ซึ่งมันก็คงดูเห็นแก่ตัวมากจนเกินไป ความรักของเธออาจจะไม่สุขสมหวังเหมือนใครๆแต่เธอจะไม่มีวันยอมให้คนที่เธอรักต้องลำบากอย่างแน่นอนไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม

                “มีความสุขมากๆนะริษา...” เสียงหวานเอื้อนเอ่ยแผ่วเบาฝากผ่านสายลมเพื่อส่งไปถึงเพื่อนรักที่อยู่ด้านในห้องหออันเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ต่อจากนี้ไป ก่อนที่เธอเองจะหันหลังกลับพร้อมๆกับที่โทรศัพท์เครื่องสวยที่ถืออยู่ในมือส่งเสียงเรียกร้องเร่งเร้าให้เธอกดรับสาย

                “ค่ะ พี่อัฐ อัญกำลังลงไปค่ะ” อัญญาดากดรับพลางเดินลงบันไดเพื่อลงไปยังชั้นล่างของบ้าน ในเวลานี้แขกเริ่มทยอยกลับกันไปหมดแล้วมีบ้างเป็นบางส่วนที่ยังยืนคุยกันอยู่ หญิงสาวเดินลัดเลาะสนามหญ้าข้างลานน้ำพุอันเป็นสถานที่ที่ใช้จัดงานในวันนี้ ไปยังประตูเล็กที่ชอบเห็นเพื่อนสาวใช้เข้าออกอยู่เป็นประจำเวลาที่เธอมารับอริสราไปเที่ยวหรือทำงาน เมื่อเดินออกมาถึงก็เจอกับรถยุโรปคันหรูสีดำจอดรออยู่พอดี อัฐพลเองก็เลื่อนกระจกลงมายิ้มให้ อัญญาดายิ้มรับก่อนจะรีบเดินอ้อมไปขึ้นรถทางฝั่งข้างคนขับทันที

                “วันนี้อัญสวยมากเลยนะ เอาซะพี่หวงเลยนะเนี่ย” ชายหนุ่มทักขึ้นเมื่อหญิงสาวขึ้นมานั่งบนรถเรียบร้อยแล้ว พลางค่อยเคลื่อนรถขับออกไป ในขณะที่อัญญาดาเองก็ตอบกลับทีเล่นทีจริงแต่ข้างในก็ยังแอบหวังอยู่ลึกๆ

                “แล้วปกติไม่หวงเหรอคะ?”

                “ก็...หวงทุกวันนะ อัญสวยขนาดนี้พี่ก็ต้องหวงเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว”  อัฐพลยิ้มหวานพลางหันมายีผมของอัญญาดาเล่น จนหญิงสาวต้องเบี่ยงตัวหลบก็ผมทรงนี้ช่างเขาทำให้ตั้งนานกว่าจะออกมาสวยซะขนาดนี้เดี๋ยวก็ยุ่งหมดกันพอดี เธอสู้อุตส่ารักษามาได้ทั้งวัน

                “แล้วระหว่างอัญกับคุณต้นข้าว พี่อัฐหวงใครมากกว่ากันล่ะคะ?” อัญญาดาถามหยั่งเชิงดู เธอเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าชายหนุ่มให้ความสำคัญกับใครมากกว่า

                “อัญ! พี่เคยบอกแล้วไงว่าอย่าเอามาเปรียบเทียบกัน อัญก็รู้ว่าพี่ไม่ชอบ!

                “อัญขอโทษค่ะ อัญก็แค่อยากรู้” หญิงสาวตอบเสียงแผ่วพลางหันหน้าไปมองทางอื่น แม้ว่าวิวยามค่ำคืนจะไม่น่ามองเท่าไหร่นักก็ตาม

                อัฐพลหน้าเสียทันทีที่หญิงสาวข้างกายเงียบไป นึกอยากจะตบปากตัวเองซะเหลือเกินที่เผลอตะคอกใส่เธอแบบนั้น ทั้งๆที่ทุกอย่างไม่ใช่ความผิดของเธอแม้แต่น้อย

                “พี่ขอโทษ พี่ไม่ได้ตั้งใจขึ้นเสียงใส่อัญแบบนั้นนะ พี่ก็แค่ไม่อยากให้อัญเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเท่านั้นเอง”

                “อัญเข้าใจค่ะ”หญิงสาวตอบรับแต่ก็ไม่ได้หันหน้ากลับมาหาชายหนุ่มแต่อย่างใด

                “อัญอย่าโกรธพี่เลยนะ ถ้าอัญโกรธพี่แบบนี้พี่คงสบายใจถ้าต้องเดินทางไกลๆ” อัฐพลพูดขึ้นเสียงเศร้า เขาไม่ชอบที่หญิงสาวนิ่งเงียบใส่แบบนี้เพราะนั่นหมายความว่าเธอกำลังโกรธอยู่

                “พี่อัฐจะไปไหนเหรอคะ?” เสียงเศร้าของชายหนุ่มไม่ได้ทำให้อัญญาดาใส่ใจ เพราะสิ่งที่หญิงสาวสนใจคือคำพูดของเขาที่บอกว่าต้องเดินทางไกลๆนั่นต่างหาก

                “พี่จะไปอังกฤษพรุ่งนี้เช้า ต้องไปดูงานแทนคุณพ่อน่ะ ครั้งนี้อาจจะไปนานหน่อย”

                “กี่วันคะ?”

                “ก็คงสองสามอาทิตย์หรือไม่ก็เป็นเดือน พี่เลยไม่อยากให้อัญโกรธพี่ไงครับ” อัฐพลถือโอกาสที่รถจอดติดไฟแดงคว้ามือบางมาถือไว้ หญิงสาวเองก็หันหน้ากลับมามองเขาเหมือนกัน “อย่าร้องไห้งอแงคิดถึงพี่เชียวนะ”

                “พี่อัฐก็...อัญโตแล้วนะ” หญิงสาวหลุดยิ้มกับคำพูดติดตลกของชายหนุ่ม ก่อนจะตอบกลับทีเล่นทีจริงบ้าง “แต่ไปนานขนาดนี้ ก็ไม่แน่นะคะ”

                “ไม่เอานะครับ อย่าร้องนะ คิดถึงก็โทรหาพี่ได้นี่หรือยังไงพี่ก็โทรหาอัญทุกวันอยู่แล้ว”อัฐพลเอื้อมมือไปจับศีรษะมนโยกไปมาก่อนจะขับรถออกไป เมื่อสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว

                “พี่อัฐจะไปไหนเหรอคะ? นี่ไม่ใช่ทางกลับคอนโดฯของอัญนิค่ะ” หญิงสาวถามขึ้นอย่างสงสัยเมื่อเห็นชายหนุ่มขับรถออกนอกเส้นทางซึ่งเป็นคนละทางกับที่พักของเธอ

                “พี่จะไปหาต้นข้าวที่โรงพยาบาล เห็นว่าไม่ยอมทานยาพี่ก็เลยจะไปเยี่ยมสักหน่อย”

                “นี่ยังไม่ออกจากโรงพยาบาลอีกเหรอคะ? ไม่ได้ป่วยโรคทางการแพทย์แล้วมั้งคะอัญว่า...” โรคสำออยซะมากกว่า... หญิงสาวต่อคำหลังในใจ แค่กรีดข้อมือตัวเองแค่นี้แต่เล่นกินนอนอยู่โรงพยาบาลจนหมอเบื่อหน้า ไม่บ้าจริงคงทำไม่ได้นะเนี่ย

                “อย่าพูดแบบนั่นสิอัญ ยังไงต้นข้าวเธอก็ไม่สบายอยู่นะ”

                เพียงไม่นานรถยุโรปคันหรูก็มาจอดนิ่งสนิทอยู่ภายในลานจอดรถของโรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งกิตติยารัตน์ คู่หมั้นสาวคนสวยของอัฐพลพักรักษาตัวอยู่

                “อัญเข้าไปกับพี่นะ นี่ก็ดึกมากแล้วพี่ไม่อยากให้อัญอยู่ข้างนอกคนเดียว” อัฐพลหันชักชวนอัญญาดาที่นั่งทำหน้ากลืนไม่เข้าคลายไม่ออกอยู่ข้างๆ

                “จะดีเหรอคะ เจอหน้าอัญคุณต้นข้าวเธอจะไม่กรี๊ดโรงพยาบาลแตกเลยเหรอคะแบบนี้”

                “ไม่หรอกน่า อัญรออยู่หน้าห้องไม่ต้องเข้าไปก็ได้นี่ครับ”

                “เอางั้นก็ได้ค่ะ ไหนๆก็มาแล้วแวะไปเยี่ยมเธอหน่อยก็คงจะดี”หญิงสาวพูดขึ้นอย่างมาดมั่นก่อนจะหันไปเปิดประตูแต่กลับถูกชายหนุ่มคว้าแขนเรียวเอาไว้เสียก่อน

                “มีอะไรรึป่าวคะพี่อัฐ?”

                “อย่าก่อเรื่องเด็ดขาดนะครับ ถือว่าพี่ขอร้อง”

                คำพูดของอัฐพลทำให้หญิงสาวถึงกับถอนหายใจออกมา นี่เขากลัวเธอก่อเรื่องมากขนาดนั้นเลยหรืออย่างไร แล้วแบบนี้จะชวนเธอขึ้นไปด้วยทำไมกัน

                “ค่ะ”

                สองหนุ่มสาวเดินมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องพักผู้ป่วยวีไอพี ก่อนที่อัฐพลจะเป็นคนเปิดประตูขึ้นไปก่อนและอัญญาดายืนชั่งใจอยู่หน้าห้องสักพักก่อนจะตามเข้ามาสมทบ

                “อัฐ! ข้าวดีใจจังค่ะที่คุณมา” กิตติยารัตน์พูดขึ้นอย่างดีใจที่เห็นอัฐพลคู่หมั้นหนุ่มเดินเข้ามา รอยยิ้มหวานสดใสประดับอยู่บนหน้าสวยที่ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก

                “คุณเป็นยังไงบ้างข้าว ได้ยินว่าคุณไม่ยอมกินยาผมเป็นห่วงนะรู้ไหม” อัฐพลเดินเข้าไปใกล้ก่อนจะจับมือสวยที่มีสายน้ำเกลือติดอยู่อย่างระวังแต่หญิงสาวกลับสวมกอดเขาเอาไว้แน่น

                “ข้าวคิดถึงคุณนะคะอัฐ”

                “ก็มาหาแทบทุกวันนี่คะ ยังจะคิดถึงอยู่อีกเหรอ”

                เสียงหนึ่งดังขึ้นที่ด้านหลังของอัฐพล ทำให้กิตติยารัตน์ผละออกมาจากการกอดก่ายเขาก่อนจะชะโงกหน้าไปดูว่าแขกผู้มาใหม่เป็นใครทั้งที่ใจก็รู้อยู่แล้ว ในขณะที่ชายหนุ่มกลับยืนนิ่งไม่พูดไม่จา

                “แก!! อัญญาดา”รอยยิ้มหวานหายไปจากใบหน้าสวยของกิตติยารัตน์ทันที แปรเปลี่ยนเป็นง้ำงอแววตาดุดันฉายแววโกรธเกรียดอย่างไม่ปิดบัง

                “สวัสดีค่ะคุณต้นข้าว ไม่เจอกันนานเลยนะคะ นึกว่าลืมกันไปแล้วซะอีก”

                “นี่คุณกล้าพามันมาเย้ยฉันถึงที่นี่เลยเหรอคุณอัฐ คนบ้า!! ฮือออ!” กิตติยารัตน์ไม่สนใจคำพูดทักทายที่ดูเหมือนจะเป็นมิตรของอัญญาดา หญิงสาวหันไปตบตีชายหนุ่มคนรักอย่างบ้าคลั่งพลางร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความเสียใจ

                “อัญเขาก็แค่อยากจะมาเยี่ยมคุณนะข้าว คุณใจเย็นๆก่อนได้ไหม”อัฐพลยังคงพยายามปัดป้องและจับมือของคู่หมั้นสาวที่ตบตีเขาอยู่เอาไว้ ชายหนุ่มยังคงทำใจเย็นเพื่อควบคุมความร้อนที่กิตติยารัตน์ปล่อยออกมา

                “ไม่!! คุณทำแบบนี้กับฉันได้ยังไง คุณทำได้ยังไง ฮือออ” กิตติยารัตน์ยังคงไม่ฟังอะไรจากใครทั้งนั้น เมื่อสิ่งที่เธอได้รับจากคนที่เธอรักมันทำให้เธอเจ็บจนแทบไม่อยากหายใจ

                “อัฐออกไปก่อนนะพี่ขอร้อง”

                “แต่อัญยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ อัญไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย!” อัญญาดานึกผิดหวังกับคำขอของอัฐพล เขาทำเหมือนว่าเธอเป็นคนผิดทั้งๆที่กิตตินารัตน์คุ้มคลั่งอย่างไม่มีเหตุผล แต่ถึงอย่างนั้นหญิงสาวก็ยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง

                “พี่บอกให้ออกไปไง!!

 

                ร่างระหงในชุดราตรีสีขาวสะอาดเดินทอดน่องมาตามทางเดินภายในดอนโดฯชั้นที่ยี่สิบสิงซึ่งเป็นชั้นที่เธอพักพิงอยู่ มือบางกำโทรศัพท์ไว้แน่นอย่างรอคอย แต่จนแล้วจดรอดก็ยังคงเงียบสนิทไม่มีเสียงตอบรับใดจากคนที่เธอหวังเพียงได้ยินเสียงของเขา เพราะตั้งแต่ที่อัฐพลตะคอกใส่เธอในห้องพักผู้ป่วยนั่นเขาก็ไม่หันมาสนใจเธออีกเลย มีเพียงรอยยิ้มหยันสะใจจากคนที่ทำทีร้องร้องไห้ปานจะขาดใจเมื่อก่อนหน้าเท่านั้นที่ส่งกลับมาให้ ในเมื่อเขาไล่ขนาดนี้จะให้เธอรออยู่อีกทำไม หญิงสาวจึงเลือกที่จะนั่งแท็กซี่กลับมาเองและส่งข้อความไปบอกเขาแทนว่าเธอขอกลับก่อน แต่ถึงอย่างนั้นทุกครั้งชายหนุ่มก็จะโทรหาเธอทันทีไม่ว่าเขาจะโกรธอยู่หรือไม่ก็ตาม แต่ครั้งนี้กลับเงียบหายไม่เป็นอย่างที่คิด

                อัญญาดาถอดใจ โยนเรื่องหนักอกทิ้งไม่อยากเก็บเอามาคิดมาก เพราะเดี๋ยวเขาก็คงจะโทรมาเอง คิดได้ดังนั้นหญิงสาวก็เดินตรงไปที่ห้องของตัวเองทันที กดเปิดรหัสหน้าประตูเพื่อที่จะเข้าไปอาบน้ำชำระร่างกายให้คลายความเมื่อยล้าที่เผชิญมาตลอดทั้งวัน แต่ยังไม่ทันได้เปิดประตูเข้าไปร่างบางก็ถูกโอบรัดจากด้านหลังพร้อมกับที่ประตูห้องถูกผลักเข้าไปและปิดลง ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนหญิงสาวตั้งตัวไม่ทัน เธอทั้งตกใจและขวัญเสีย มือบางพยายามควานหาสวิตช์ไฟที่อยู่ข้างประตู ก่อนจะกดเปิดทันที ความสว่างไสวปรากฏทุกสิ่งทุกอย่างให้ชัดเจน พร้อมกับที่ร่างบางถูกเหวี่ยงไปชนกับกำแพงห้องจนทรุดนั่งลงกับพื้น หญิงสาวไม่สนใจต่อความเจ็บปวดกลับรีบสะบัดหน้าขึ้นไปมองผู้บุกรุกยามวิกาลในทันที หัวใจดวงน้อยหล่นฮวบเมื่อคนที่ยืนอยู่ตรงหน้ากลับเป็นคนคนเดียวกับคนที่เธอไม่อยากเจอที่สุด

                “คุณกฤตยชญ์!!

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น