Gardy

นิยายเรื่องนี้เป็นภาคต่อจาก Love Mafia ทาสรัก (คาร์ลพระจันทร์) เป็นคู่ของ จีซัสxพระพาย ค่ะ

KILL MAFIA ครั้งที่ 33

ชื่อตอน : KILL MAFIA ครั้งที่ 33

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.7k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ก.พ. 2562 21:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
KILL MAFIA ครั้งที่ 33
แบบอักษร

KILL MAFIA ครั้งที่ 33

PHRAPHAI PART

            หลังจากวันนั้นที่เกิดเหตุการณ์เลวร้ายไม่น่าจดจำขึ้น ขณะนี้ก็ผ่านมาเป็นเวลาห้าวันแล้ว ชีวิตผมวนเวียนกับการอยู่ในห้องและออกมาฝึกซ้อมการต่อสู้ตามที่ต้าหมิงแนะนำ เขาบอกว่าขืนปล่อยไว้แบบนี้กล้ามเนื้อจะอ่อนตัวแล้วที่ฝึกมาจะเสียเวลาเปล่า เช่นในตอนนี้ที่ผมกำลังฝึกใช้มีดสั้นตั้งรับแรงปะทะจากอีกฝ่าย


            เคร้ง!


            “งอข้อมือมากไปนะครับ การป้องกันของคุณจะลดลง” ต้าหมิงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งก่อนจะตวัดปลายมีดในมือแล้วใช้เท้าอีกข้างขึ้นเตะจนผมต้องถอยห่างออกมาหลายก้าว         


            “ขอโทษครับ” ผมตอบกลับก้มมองมีดสั้นในมือที่กำลังสั่นก่อนจะยกมืออีกข้างยกขึ้นกุมไว้เบาๆ


            “เฮ้อ! คุณพระพายในเมื่อคุณตัดสินใจที่จะเดินหน้าต่อก็ควรทำใจให้ชินนะครับ”


            “ผมรู้ครับ” ผมฝืนยิ้มขึ้นพลางชูมีดสั้นในมือขึ้นมาตั้งการ์ดเตรียมรับแรงต่อสู้จากคนตรงหน้า


            “อาวุธทุกชนิดฆ่าได้ทุกคน การที่คุณลงมาฝึกต้องเตรียมใจให้มากกว่านี้นะครับ” ต้าหมิงพูดขึ้นพลางควงมีดในมือยืนจ้องท่าทางผมนิ่งก่อนจะเป็นฝ่ายวิ่งเข้ามาแล้วใช้มีดเตรียมตวัดเข้าที่ข้อมือบาง


            แกร็ง!


            เสียงปลายมีดกระทบกันดังขึ้นจนเสียดหู ผมจ้องมองท่าทีของต้าหมิงเตรียมระวังแรงปะทะที่ไม่รู้ว่าจะมาทางไหนด้วยสมาธิที่มี ขณะที่แรงดันจากปลายมีดของอีกฝ่ายกลับกดทับลงมามากขึ้นจนผมตัดสินใจใช้ขาตวัดเตะเข้าที่สีข้างแล้วก้าวถอยออกมาอย่างระวัง


            “อั่ก! พอใช้ได้นี่ครับ”


            “ไม่ต้องห่วงหรอกต้าหมิง ผมเตรียมใจไว้แล้ว” ผมว่าพลางควงมีดในมือแล้ววิ่งเข้าสู้กับอีกฝ่ายอย่างที่โดนสอน มือทั้งสองยกขึ้นเป็นการ์ดข้างออกแรงตวัดปลายมีดใส่ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ก่อนจะก้มตัวลงต่ำ ยกขาข้างหนึ่งตวัดเข้าที่ปลายเท้าอีกฝ่ายจนต้าหมิงล้มลงไปนอนอยู่ที่พื้น


            ตุ๊บ!     


            “ผมตัดสินใจที่จะสู้ต่อเอง ไม่ต้องห่วงหรอกต้าหมิงตราบใดที่ยังมีน้องชายคนสำคัญ ผมจะอ่อนแอไม่ได้” น้ำเสียงจริงจังดังขึ้นผ่านใบหน้าฝืนยิ้มที่เศร้าหมอง เรื่องเลวร้ายที่ผ่านมาถึงจะลืมไม่ได้แต่ก็ถือว่าเป็นบทเรียน ในเมื่อยังมีคนสำคัญให้ปกป้องจะย่ำอยู่ที่เดิมไม่ได้


            “คุณไม่ควรยึดติดเกินไปนะครับ สำหรับคุณแล้วเด็กที่ชื่อพระจันทร์…”


            “ถ้างั้นสภาพผมในตอนนี้ควรจะทำยังไงงั้นเหรอ!”


            “…”


            “อย่างน้อยก็ให้ผมคิดว่าควรมีชีวิตอยู่เพื่อคนสำคัญก็พอ” ผมพูดก่อนจะตวัดปลายมีดเก็บเข้ากระเป๋าตัวเองก้าวขาเตรียมจะเดินออกมา แค่นี้ชีวิตผมก็เลวร้ายมากพออยู่แล้ว


            “เดี๋ยวครับคุณพระพาย”


            ผมหยุดชะงักนิ่งผินหน้าหันกลับมามองคนร่างสูงที่ยกมือขึ้นกุมสีข้างตัวเองก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งด้วยท่าทางลำบาก


            “คุณควรไปเตรียมตัวได้แล้วนะครับ”


            “เตรียมตัว?”


            “คืนนี้คุณต้องออกไปกับคุณจีซัสครับ” คำพูดของต้าหมิงทำเอาผมขมวดคิ้วเข้าหากันทันที ให้ออกไปกับจีซัสงั้นเหรอ ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ผมไม่เคยได้ออกไปไหนเลยด้วยซ้ำ อยู่ๆ ก็ให้ออกไปด้วยกันไม่คิดว่าแปลกบ้างเหรอ


            “ไปไหนครับ”


            “เดี๋ยวคุณจะทราบเองครับ”


            สุดท้ายก็กลายเป็นว่าต้าหมิงไม่บอกอะไรสักคำ จนต้องยอมกลับมาที่ห้องเตรียมอาบน้ำอย่างขัดขืนไม่ได้ จะว่าไปตั้งแต่ที่เกิดเรื่องวันนั้นผมก็โดนบังคับให้อยู่ห้องเดียวกับจีซัสมาตลอด ต่อให้เอ่ยปากว่าจะขอย้ายห้องแต่ก็มักจบลงด้วยความสัมพันธ์ข้ามคืนอยู่ดี เป็นผมเองที่ต้องยอมอยู่แบบนี้อย่างทำอะไรไม่ได้


            หลังจากอาบน้ำเสร็จผมก็ใส่ชุดคลุมเดินออกมาในห้องพร้อมผ้าขนหนูที่ถูกยกขึ้นเช็คเส้นผมยาวสลวยก่อนที่สองขาเรียวจะหยุดชะงักนิ่งเมื่อเห็นว่าในตอนนี้มีหัวหน้าแก๊งซือหลิวยืนพิงประตูจ้องมองอยู่ในห้อง


            “ต้าหมิงคงบอกเด็กดีแล้วสินะว่าคืนนี้ต้องออกไปกับฉัน”


            “เขาไม่ได้บอกว่าจะไปไหน” ผมตอบกลับอย่างไม่คิดสนใจก่อนจะผินหน้าเดินไปเช็ดศีรษะที่โต๊ะกระจกไม่ไกลกัน


            “อ่า! ปาร์ตี้สำคัญน่ะ ไม่คิดว่านี่ควรเป็นงานเปิดตัวของเด็กดีเหรอ” น้ำเสียงทุ้มเข้มดังขึ้นด้วยใบหน้ายียวน ผมจ้องมองอีกฝ่ายผ่านกระจกด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกก่อนที่อ้อมแขนแกร่งจะรวบร่างผมเข้าไปกอดจากข้างหลัง


            ผมรับรู้ได้ว่าจีซัสกำลังจูบที่ท้ายทอยสูดดมความหอมของกลิ่นสบู่ยี่ห้อเดียวกัน ปลายจมูกโด่งไล่ขึ้นคลอเคลียก่อนจะหอมเข้าที่หลังใบหู ขณะที่กอดเอวผมไว้แน่นจนคางร่างสูงเกยมาที่ไหล่พร้อมกับใบหน้าคมที่แนบอยู่ข้างแก้ม


            “จะให้เปิดตัวบอกคนอื่นว่าผมเป็นทาสของคุณงั้นเหรอ” ผมถามขึ้นเสียงหยันจ้องมองหัวหน้าแก๊งมาเฟียผ่านกระจกตรงหน้า หากแต่จีซัสกลับทำเพียงยกยิ้มเจ้าเล่ห์ เลื่อนมือเชิดหน้าผมขึ้นแล้วบดจูบที่ซอกคอขาวดูดดุนจนเกิดรอยแดงขึ้นมา


            “ความคิดดีเหมือนกัน ฉันจะได้ไม่ต้องตามไล่ฆ่าพวกแมลงที่จ้องจะเข้าหาเด็กดี”


            “…ประสาท”


            “หึ! งานนี้สำคัญมากสำหรับฉันมากเลยนะ ถ้าเด็กดีไม่ไปงานคงกร่อยแย่”


            “นั่นมันเรื่องของคุณ ปล่อย! ผมจะแต่งตัว” ผมตอบกลับออกแรงดันมืออีกฝ่ายออกแต่ก็ไม่ได้ผล จีซัสยังคงกอดผมแน่นไม่ยอมปล่อยซ้ำยังขบเม้มขบกัดใบหูจนรู้สึกเจ็บจี๊ด


            “จะดีเหรอ งานนี้เด็กดีอาจจะได้เจอกับน้องชายคนสำคัญก็ได้นะ”


            “อะ อะไรนะ” ผมเอ่ยถามเสียงแผ่วหันหน้าไปมองคนด้านหลังด้วยดวงตาเบิกกว้าง


            “ฉันบอกว่างานนี้เด็กดีอาจจะได้เจอกับเด็กที่ชื่อพระจันทร์”


            “…”


            “อ่า! แต่เด็กดีไม่อยากไปนี่ ฉันคงบังคับอะไรไม่ได้” จีซัสพูดขึ้นท่าทีเจ้าเล่ห์แสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะแสร้งปล่อยเอวผมแล้วตีหน้าเศร้าจนน่าหมั่นไส้


            “ถ้าที่คุณพูดเป็นเรื่องจริง…”


            “ฉันจะโกหกเด็กดีไปทำไม ด้วยเกียรติของสามีที่ดีเลย”

            “คุณต้องการอะไร” ผมถามขึ้นเสียงเข้มการที่จีซัสจะชวนผมให้ออกงานทั้งยังพูดเป็นเชิงว่าผมสามารถเจอน้องชายของตัวเองได้มันไม่ปกติเกินไป คนอย่างหัวหน้าแก๊งซือหลิวเจ้าเล่ห์จะตายเขาจะมาไม้ไหนก็ไม่รู้


            “ฉลาดสมกับเป็นที่รักของฉันจริงๆ ด้วย”


            “เหอะ! ว่าแล้วเชียว” ผมสบถขึ้นทันทีที่อีกฝ่ายพูดออกมาแบบนั้น ผมไล่สายตามองวงหน้าคมเปื้อนรอยยิ้มน่ารังเกียจนั่นก่อนจะหยิบผ้าขนหนูขึ้นมาเช็ดผมต่อรอฟังคำสั่งคนด้านหลังไปด้วย


            “คืนนี้จะมีงานครบรอบแก๊งซือหลิวที่โรงแรมในเครือของแก๊ง ฉันอยากให้เด็กดีช่วยกำจัดพวกแก๊งมาเฟียเลี้ยงไม่เชื่องที่จ้องจะทำลายบรรยากาศงานของฉัน”


            “ผมไม่ใช่ลูกน้องคุณ” แล้วก็ไม่คิดจะหยิบอาวุธฆ่าใครโดยไม่จำเป็น


            “เด็กดีน่าจะคิดสักหน่อยนะ อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธงานนี้เลยน่า”


            “…”


            “เอาเถอะ! เพราะงานนี้แก๊งหลินจางคงจะพาตัวเด็กที่ชื่อพระจันทร์มาด้วย ถ้าเด็กดีไม่ช่วยฉัน น้องเมียสุดน่ารักคงต้องเสี่ยงอันตรายจากสงครามย่อยนี่นิดหน่อย”


            “อย่าเอาพระจันทร์มาขู่ผม” ผมกดเสียงต่ำกดตาจ้องอีกฝ่ายอย่างไม่สบอารมณ์ หากแต่รอยยิ้มเย็นที่ปรากฏบนใบหน้าคมเข้มกับแววตาจริงจังกลับทำให้ผมชะงักไป


            “ถ้าคิดว่าฉันขู่จะลองดูก็ได้ เด็กดีตัดสินใจเองไม่ใช่เหรอว่าจะอยู่ต่อเพื่อใคร”


            “ผมจะได้เจอพระจันทร์จริงๆ หรือเปล่า”


            “อยู่ที่การตัดสินใจของเด็กดี” คำพูดราวกับเชื้อเชิญทำให้ผมกำมือเข้าหากันแน่น ถึงจะอยากเจอพระจันทร์มากแค่ไหนแต่ถ้าในสถานการณ์ที่ยังเลวร้ายจนทำให้ชีวิตของน้องชายคนสำคัญต้องมาเสี่ยงอันตรายมันจะคุ้มจริงเหรอ


            “ก็ได้ผมจะทำตามที่คุณสั่ง”


            “ต้องอย่างนี้สิเด็กดีของฉัน”


            “แต่มีข้อแม้…”


            “หื้ม?”


            “อย่าให้พระจันทร์รู้ว่าผมอยู่ในงานเดียวกับเขา” ผมพูดขึ้นน้ำเสียงจริงจังไล่สายตามองอีกฝ่ายที่กำลังเลิกคิ้วขึ้นอย่างนึกสงสัยพลางกัดริมฝีปากบางของตัวเองนิ่ง


            “รับปากผม… คุณจะให้สิ่งที่ผมต้องการได้หรือเปล่า”


            “น่าแปลกใจจริงๆ ฉันนึกว่าเด็กดีจะอยากเจอน้องชายคนสำคัญซะอีก”


            “เขาไม่ควรก้าวเข้ามาในโลกใบเดียวกับผม พระจันทร์ยังเด็กเขาควรมีชีวิตที่ดีกว่านี้” ผมตอบกลับพลางจ้องมือของตัวเองด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย มันช่างเป็นมือที่สกปรกจริงๆ


            “ได้สิ! ฉันจะทำตามที่เด็กดีขอ แลกกับการที่เด็กดีออกโรงปกป้องสามีคนนี้ทั้งทีไม่มีอะไรจะคุ้มไปมากกว่านี้อีกแล้วจริงไหม”


            “เลิกพูดมากแล้วเข้าเรื่องได้แล้วจี…”


..

..


            ใช้เวลาไม่นานผมก็แต่งตัวเสร็จเรียบร้อย ร่างกายบางอยู่ในชุดสูทสีแดงที่ถูกตัดให้พอดีกับตัวคนใส่ ไหนจะสีของมันที่ขับผ่องผิวขาวให้ดูเด่นขึ้นจนน่าจับจ้อง เส้นผมสีดำยาวสลวยถูกปล่อยยาวระช่วงเอวเพิ่มความสวยสง่ามากขึ้น ที่ใบหูมีต่างหูลายพยัคฆ์ลวดลายงดงามประดับไว้ เพียงแค่มองก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นของมีค่ามากแค่ไหน


            “ชุดสูทนั่นเข้ากับเด็กดีจนฉันตกใจ”


            “ก็เหมาะดีเหมือนกับสีของเลือด” ผมแสยะยิ้มตอบกลับจีซัสที่อยู่ในชุดสูทภูมิฐานสีดำสนิท


            “คำพูดไม่เข้ากับเด็กดีในตอนนี้เลยนะ เห็นแล้วฉันก็อยากลองกดเด็กดีในชุดนี้เหมือนกัน คงเซ็กซี่จนฉันอดใจไม่ไหว”


            “สมกับเป็นคุณดีคิดได้แต่เรื่องต่ำๆ”


            “ขอบคุณที่อุตส่าห์พูดชมสามีคนนี้ อย่างว่ามีเมียดีขนาดนี้ใครๆ ก็ต้องอิจฉาจะไม่ให้คิดเรื่องต่ำกว่าสะดือได้ยังไง”


            “ทุเรศ” ผมว่ากลับเสียงขุ่นตัดสินใจก้าวขาหันหลังหนีอีกฝ่ายแต่ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่จีซัสรวบร่างผมเข้าไปกอดจากด้านหลัง


            “ปล่อย!”


            “ชู่ว์…นิ่งๆ สิ เด็กดียังแต่งตัวไม่เสร็จเลยนะ”


            “พูดเรื่องอะ…!”


            ฉึบ!


            “หึ! เหมาะกับเด็กดีจริงๆ” น้ำเสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นข้างใบหู ผมหยุดชะงักค้างหลังรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างบนหัวก่อนจะค่อยๆ ผินหน้าหันกลับไปมองทางกระจก


            ปิ่นปักผม…


            ปิ่นปักผมที่ทำด้วยเงิน รูปทรงวงกลมมีผีเสื้อตัวสวยประดับติดไว้ ตรงตัวถูกประกอบขึ้นด้วยเม็ดพลอยเล็กๆ หลายสีจนดูมีราคา ผมขมวดคิ้วเข้าหากันทันทีก่อนจะยื่นมือเตรียมดึงออกแต่ก็ถูกฝ่ามือหนาจับบีบเอาไว้แน่น


            “ห้ามเอามันออกเด็ดขาด”


            “ผมไม่ใช่ผู้หญิง” ผมกดเสียงพูดตอบกลับอย่างหงุดหงิดใจ ปิ่นปักผมแบบนี้น่าจะเหมาะกับผู้หญิงใส่มากกว่า ถึงผมจะไว้ผมยาวแต่ก็ไม่ถูกกับของประดับตกแต่งอะไรแบบนี้


            “เด็กดีไม่ชอบงั้นเหรอ”


            “คงไม่มีผู้ชายคนไหนชอบของแบบนี้หรอกครับ” ผมตอบกลับเสียงนิ่งรับรู้ได้ถึงแรงบีบมือที่เพิ่มมากขึ้นก่อนจะถูกผละออกพร้อมกับคนร่างสูงที่ก้าวขาเดินออกไปจากห้อง


            “ห้ามถอดมันเด็ดขาด และถ้าเด็กดีทำหายฉันไม่ปล่อยไว้แน่” คำสั่งเรียบนิ่งจริงจังดังขึ้นอย่างไม่ควรจะเป็น ผมขมวดคิ้วมองแผ่นหลังกว้างของอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจก่อนจะหันกลับมามองปิ่นปักผมผ่านกระจกอีกครั้งพลางถอนหายใจออกมานิดๆ


            “ช่างมันเถอะ”


            ผมเลือกที่จะไม่สนใจอะไรอีกต่อไป สองขาเริ่มเรียวก้าวเดินตามคนร่างสูงไปที่รถคันหรูสีดำหน้าคฤหาสน์ ด้านข้างมีร่างของต้าหมิงที่ยืนอยู่นิ่งก่อนจะส่งอาวุธปืนและมีดสั้นของผมให้กับมือพลางโค้งตัวก้มลงให้นิดหน่อย


            “ขอให้ปลอดภัยครับ”


            “ผมยังตายไม่ได้ใช่ไหม” ผมยิ้มบางตอบรับอีกฝ่ายพลางเอื้อมรับอาวุธมาเก็บไว้กับตัว


            “คุณจีซัสคงไม่ยอมให้คุณตายแน่ครับ”


            “ฟังดูไม่น่าดีใจเลย”


            “ปิ่นปักผมของคุณสวยดีนะครับ” ต้าหมิงเงยหน้าขึ้นบอกหลังจากผมรับอาวุธทั้งหมดมาไว้กับตัวเรียบร้อยแล้ว


            “คงงั้นมั้งครับ”


            “คุณจีซัสไม่เคยเลือกของขวัญให้ใครไม่ว่าจะเป็นคู่นอนหรือทาสที่ซื้อตัวมา…คุณเป็นคนแรก” คำพูดของต้าหมิงทำให้ผมขมวดคิ้วเข้ากันแทบจะทันที หมายความว่ายังไง


            “ต้าหมิงคุณกำลังพูดเรื่องอะ…”


            “รีบไปได้แล้ว” ก่อนที่จะได้ถามอีกฝ่ายน้ำเสียงทรงอำนาจของหัวหน้าแก๊งมาเฟียก็ดังขึ้นมาให้หยุดชะงักลง ผมหันกลับไปมองคนร่างสูงที่จ้องมองมาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ก่อนจะหันกลับมามองที่ต้าหมิงอย่างต้องการคำตอบเมื่อครู่นี้


            “ไปเถอะครับ ผมขอให้คุณโชคดี” ต้าหมิงพูดบอกก่อนพยักหน้าให้ผมรีบก้าวขาขึ้นรถ ผมเดินขึ้นไปนั่งขนาบข้างจีซัสอย่างถูกบังคับทางสายตา เพียงไม่นานรถคันหรูที่ขับโดยฟูหลงก็เคลื่อนตัวออกจากคฤหาสน์แก๊งซือหลิว เป็นครั้งแรกที่ผมได้ออกไปข้างนอกหลังจากมาถึงฮ่องกง


..

..

อีกด้านหนึ่ง

            “ผมได้ข้อมูลจากแหล่งข่าวมาครับผู้กอง”


            “ว่ายังไงหมวด” น้ำเสียงทุ้มเข้มจริงจังดังขึ้นอย่างมีความหวัง ผู้กองหนุ่มแพทริค สมิธที่เพิ่งก้าวขาลงพื้นที่ประเทศฮ่องกงได้ไม่กี่วันพอได้ยินข่าวก็ต้องตื่นตระหนกเป็นธรรมดา


            “หนึ่งในแก๊งมาเฟียที่เป็นลูกค้าพวกพ่อค้าทาสกำลังจะจัดงานครบรอบแก๊งครับ ผมคิดว่าถ้าเราไปงานนี้อาจจะได้เบาะแสอะไรบ้าง”


            “ผมว่าอย่าคิดอะไรตื้นๆ ดีกว่านะผู้กอง แหล่งข่าวที่ได้มาเชื่อถือได้สักแค่ไหน” น้ำเสียงยียวนดังขึ้นจากนายตำรวจที่เพิ่งถูกร่วมทีมได้ไม่นานอย่างหยวน หยางเกอ ทำให้ผู้กองหนุ่มต้องตีหน้าเครียดขึ้นมาพลางจ้องมองผู้หมวดสังกัดอย่างขอความเห็น


            “เป็นแหล่งข่าวที่เชื่อได้ทีเดียวครับผู้กอง ผมว่ามันคุ้มที่จะเสี่ยงนะ”


            “เสี่ยงไปตายหรือเปล่า ผมไม่คิดว่าการที่เราจะเข้าไปในดงมาเฟียแล้วจะมีชีวิตรอดกลับมาหรอกนะครับผู้หมวด”


            “พอที! หยวน หยางเกอ” ผมตวาดเสียงกดสายตาจ้องมองคนร่างสูงที่ยังคงยกยิ้มส่งมาให้ก่อนจะก้มมองแผนที่จัดงานครบรอบแก๊งมาเฟียที่ผู้หมวดเพิ่งกางออกมาให้ดู


            “โรงแรมในเครือซือหลิว”


            “ถ้าโรงแรมนั่นผมรู้จักนะครับ เครือซือหลิวเป็นหนึ่งแก๊งมาเฟียที่ยิ่งใหญ่มากในฮ่องกง” เด็กหนุ่มที่รับหน้าที่ดูแลตำรวจสากลอย่างเขาในครั้งนี้เอ่ยขึ้นก่อนจะหยิบป๊อกกี้ในมือขึ้นมาเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย

            “โอ๊ะ! ยีนส์บอยนี่รู้รายละเอียดเยอะจัง” หยวน หยางเกอแซวขึ้นพลางเอื้อมมือไปคว้าป๊อกกี้ในมืออีกฝ่ายขึ้นกินเสียเอง


            “ผมก็รู้เท่าที่รู้นั่นแหละครับ ว่าแต่ว่าผู้กองจะไปงานนี้เหรอ”


            “ผมไม่อยากบังคับผู้กองหรอกนะแต่ไม่คิดว่าเสี่ยงบ้างเหรอครับ เข้าไปในดงมาเฟียแบบนั้นคงรอดชีวิตออกมายาก” คำพูดของหยวน หยางเกอก็น่าคิดอยู่เหมือนกัน การจะบุกเข้าไปทั้งแบบนี้มันเสี่ยงเกินไป ยิ่งในสภาวะที่คนของเราน้อยกว่าด้วยแล้ว


            “ผมจะลองเสี่ยงดู” ผู้กองหนุ่มพูดขึ้นก่อนจะไล่สายตามองทุกคนในห้องด้วยสีหน้าจริงจัง


            “ให้ทุกคนคอยซัพพอร์ตผมข้างนอก ผมจะบุกเข้าไปในงานคนเดียว”


            “แบบนั้นไม่ไหวหรอกนะครับผู้กอง” ผู้หมวดซึ่งร่วมงานในครั้งนี้เอ่ยขึ้นอย่างเป็นห่วง ผมยกยิ้มขึ้นนิดหน่อยก่อนจะไล่สายตาจ้องแผนที่ในมือนิ่ง


            “ผมจะเข้าไปสืบเรื่องของเด็กที่ถูกแก๊งนี้ซื้อตัวไป อย่าลืมสิหมวดว่างานของเราคือช่วยพวกเขา”


            “ยังไงก็ตามเข้าไปคนเดียวแบบนี้ผมว่าอันตรายเกินไป” เด็กหนุ่มอย่างยีนส์พูดขึ้นเสียงเรียบเขาเกิดและเติบโตที่ประเทศนี้ย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าพวกแก๊งมาเฟียมันเป็นยังไง


            “แล้วเราจะปล่อยโอกาสนี้ไปเหรอยีนส์! ผมมาที่นี่เพื่อตามคดีค้ามนุษย์ผมจะทำมัน” ผมเอ่ยขึ้นเสียงแข็งสีหน้าแสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการทำตามใจตัวเองมากแค่ไหน ยิ่งปล่อยให้เวลาเดินนานมากเท่าไรโอกาสที่จะช่วยพวกเด็กๆ ก็ยิ่งลำบากมากขึ้นเท่านั้น


            “เข้าใจแล้วผู้กอง ถ้าอย่างนั้นผมจะเข้าไปกับคุณด้วยเป็นไง” น้ำเสียงจริงจังของหยวน หยางเกอดังขึ้นเรียกให้ทุกคนหันไปมอง ใบหน้าคมหล่อเหลาเผยรอยยิ้มเล่ห์เหลี่ยมขึ้นนิดๆ ก่อนจะไล่สายตามองสบกับทุกคนในที่ประชุม


            “แบบนี้คงไม่มีปัญหาใช่ไหม”


            “ถ้าคุณจะเอาแบบนั้นพวกผมจะรอซัพพอร์ตให้จากข้างนอก” ผู้หมวดเอ่ยขึ้นคล้ายเป็นการตอบรับความคิดเห็นนั้น


            “เดี๋ยวก่อน! ผมจะไปคนเดียว”


            “ผู้กองคุณควรจะใจเย็นลงกว่านี้นะครับ” ยีนส์พูดขึ้นด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง เด็กหนุ่มถอนหายใจออกมานิดหน่อยก่อนจะผ่อนเสียงลงมานิดหน่อย “งานนี้คุณไม่ควรทำคนเดียว”


            “แต่ว่า…”


            “ให้เขาไปด้วยเถอะครับผู้กอง ไม่อย่างนั้นผมคงไม่กล้ากลับไปรายงานผู้กำกับ” น้ำเสียงของผู้หมวดดังขึ้นอย่างเป็นห่วง ผมหลับตาลงตั้งสติให้ตัวเองนิดหน่อยก่อนจะยอมพยักหน้ายอมรับอย่างช่วยไม่ได้ ถึงจะขัดใจแต่ในตอนนี้คงทำอะไรได้ไม่นาน


            “อย่าถ่วงแข้งถ่วงขาผมแล้วกัน” ผมพูดขึ้นก่อนจะเริ่มวางแผนเตรียมลักลอบเข้าสืบเรื่องคดีในงานครบรอบแก๊งซือหลิว โดยที่ไม่รู้เลยว่าแค่สืบหาเบาะแสจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด


………………………………………………...................................

กลับมาแล้วจ้าา หลังจากหายไปอาทิตย์หนึ่ง แอบหนีไปตรุษจีนมาแหละเธอออ ><

เข้าเรื่องดีกว่า ตอนที่แล้วบอกน้ำตาลจะหมดเลยใช้น้ำตาลจากก้นกระปุกเติมในตอนนี้สักหน่อย​

แหมมม! พ่อคุณจีซัสนี่จะซึนไปถึงไหนค่ะ ซื้อของให้เขาขนาดนี้ก็รีบๆ รักกันเถอะะะ ฮ่าๆๆ

น้องพายเริ่มเข็มแข็งขึ้นแล้วนะ ถึงจะยังกลัวที่ต้องฆ่าใครอยู่ แต่น้องไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว 

น้องไม่กลัวอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้วค่ะ ชีวิตนี้น้องตัดสินใจจะอยู่ต่อเพื่อปกป้องคนสำคัญแล้ว 

น้องจะไม่ตายง่ายๆ แน่นอนค่ะ มันต้องมีมารผจญก่อนสิ Hahaha

ส่วนเรื่องของผู้กองแพทริค คงไม่ลืมใช่มั้ยคะว่าอีตา หยวน หยางเกอ นางไม่ใช่ตำรวจ?

เอ๊ะ! แล้วเรื่องจะเป็นยังไงต่อไปนะ เล่นเสนอตัวมาซะขนาดนี้ Hahaha

ติดตามเรื่องราวกันได้ตอนต่อไปจ้า

..

..

To Be Continued

ความคิดเห็น