HolinPe

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Chapter 8 : ผู้หญิงของคุณปุ่น ( 100% )

ชื่อตอน : Chapter 8 : ผู้หญิงของคุณปุ่น ( 100% )

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 35

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.พ. 2562 21:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 8 : ผู้หญิงของคุณปุ่น ( 100% )
แบบอักษร

Chapter 8

ผู้หญิงของคุณปุ่น

          บรรยากาศระหว่างทานอาหารดูอึมครึมจนมะลิรู้สึกได้ คนตัวเล็กลอบสังเกตคุณนิวกับคุณไฟที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นพักๆ เหมือนทั้งคู่จะตั้งหน้าตั้งตากินเป็นพิเศษ แต่ที่มะลิคิดว่ามันแปลกก็คงเป็นการหลบสายตาหรือมีท่าทางตัวแข็งทุกครั้งที่เธอใจดีตักกับข้าวที่อยู่ใกล้มือไปให้พวกเขาทั้งสอง

          หรือเป็นเพราะว่าคุณนิวกับคุณไฟเกรงใจเจ้านายของพวกเขากันนะ

          มะลิคิดพลางเออออกับตัวเอง ก่อนจะตักกุ้งตัวโตไปใส่จานคนนั่งข้างๆ ที่ตั้งแต่นั่งทานข้าวมาก็ไม่พูดอะไรให้ได้ยินเสียง

          “อิ่มแล้วเหรอคะ”

          ร่างบางถามขึ้น เมื่ออีกฝ่ายเขี่ยกุ้งในจานออกห่างช้อนและส้อมในมือ คนถูกถามตวัดสายตาที่ชวนขนลุกอย่างบอกไม่ถูกมามาให้ แล้วเอ่ยตอบเสียงกระด้าง

          “อย่าทำอีก ไม่ชอบ”

          “คะ?”

          คิ้วเรียวสวยขมวดด้วยความไม่เข้าใจ เขาคงไม่ชอบที่เธอตักกับข้าวให้แน่ๆ ถึงได้ไม่พอใจทำหน้าดุใส่กัน พอคิดแบบนั้นสีหน้าของมะลิก็สลดลง

          “เราขอโทษ”

          เธอเอ่ยขอโทษแล้วรวบช้อนวางลง มันรู้สึกอิ่มขึ้นมาดื้อๆ แล้วพาลไม่อยากนั่งอยู่ตรงนี้ต่อ ทั้งที่พึ่งทานข้าวไปไม่ถึงห้าคำด้วยซ้ำ จะว่าไปเธอก็ผิดเองแหละที่จุ้นจ้านไม่เข้าเรื่อง คุณนิวกับคุณไฟเองก็คงไม่ชอบใจเหมือนกันพวกเขาถึงได้มีทีท่าแบบนั้น

          “กินเสร็จแล้วเรียกเรานะ”

          มะลิบอกพร้อมกับขยับเก้าอี้เตรียมจะลุกหนีเข้าไปในห้องนอน แต่มือหนาก็คว้าแขนเธอไว้ คุณปุ่นกดสายตามองดุ เขาดูหัวเสียอย่างที่เธอเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อน มะลิสะดุ้งไม่น้อยเมื่อน้ำเสียงดุดันกึ่งตวาดเอ่ยสั่งอย่างเอาแต่ใจ

          “นั่งลง!”

          “เราอิ่มแล้ว”

          แม้จะยอมนั่งลงตามที่อีกคนสั่ง แต่มะลิก็อดที่จะบอกให้เขารู้ถึงเหตุผลที่เธอจะลุกออกไปไม่ได้ เธอไม่หิวแล้วจริงๆ มันอื้อไปหมดแล้วตอนนี้ทั้งกระเพาะอาหารและความรู้สึก

          “เงียบ แล้วกินข้าวให้หมดจาน”

          ได้ยินคำสั่งแล้วก็ยู่หน้า ทำไมคุณปุ่นชอบเผด็จการ

          “อย่าให้พูดซ้ำ”

          ปุ่นเอ่ยย้ำ ใบหน้าหล่อดูเกรี้ยวกราด จนแม้แต่ลูกน้องที่นั่งมองอยู่เงียบๆไม่กล้าแทรกบรรยากาศมาคุนี้ขึ้นมาสักคน

          “คุณ เราอิ่มแล้วจริงๆ”

          คนตัวเล็กบอกเสียงอ่อน แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมหลังจากที่พูดจบดวงตาคมคู่นั้นถึงฉายความขุ่นเคืองขึ้นมา มือที่กำรวบข้อมือเธอไว้จู่ๆก็รัดแน่น ทำเอามะลินิ่วหน้าหลุดครางด้วยความเจ็บ

          “เจ็บ...”

          แรงบีบคลายลงเล็กน้อย ทว่าปุ่นก็ยังไม่ยอมปล่อยข้อมือเล็กที่คงแดงเถือกจากการกระทำป่าเถื่อนของตัวเอง ลิลิทำให้เขาหงุดหงิดอย่างที่หาสาเหตุไม่ได้ ที่บอกว่าไม่ชอบตอนที่เจ้าตัวตักกุ้งมาใส่จาน เขาไม่ได้หมายถึงมันหรอก

          “ก็อย่าขัดใจดิวะ!”

          ยอมรับว่าควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ เสียงที่เอ่ยออกไปจึงดูห้วนสั้นติดไปทางตะคอก ทำเอาคนข้างๆที่ยังถูกเขายึดข้อมือไว้ทำหน้าจะร้องไห้

          ไม่ใช่สิ...ร้องแล้วต่างหาก

          “คุณปุ่นใจร้าย”

          แม่งเอ้ย*!*

          ปุ่นสบถในใจเมื่อน้ำตาที่เมื่อครู่ยังคลอหน่วยยู่กับนัยน์ตาสวยไหลลงมาอาบแก้มขาวๆ เด็กน้อยที่ถูกเขาฟาดงวงฟาดงาใส่พยายามข่มสะอื้นเพราะไม่อยากโดนเขาดุไปมากกว่านี้จนตัวสั่น

          “ลิลิ”

          เขาเรียกอีกฝ่ายเสียงเรียบ น้ำตาของลิลิทำเขางุ่นง่านไม่เป็นตัวของตัวเอง ความจริงแล้วเขาไม่จำเป็นต้องใส่ใจผู้หญิงคนนี้ด้วยซ้ำ แต่ก็ยังหาเหตุผลให้กับตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมต้องอุ้มเด็กขี้แยแล้วพาเดินไปนั่งปลอบตรงโซฟาด้วยก็ไม่รู้

          “อย่าร้องดิ หน้าเปื้อนมอมแมมเป็นลูกหมาหมดแล้วเนี่ย”

          “ปล่อยเรา ฮึก อย่ามากอด”

          คนบนตักขืนตัวจะหนี ปุ่นเลยออกแรงรัดกว่าเดิมพร้อมกับใช้คางเกยศีรษะเล็กๆนั้นบังคับให้มันซุกลงกับอกกว้างโดยไม่สนอาการต่อต้านน้อยๆนั้น

          “พูดมาก”

          “ฮึก เราเกลียดคุณ”

          “รู้แล้ว อย่าย้ำบ่อย”

          มันคันใจ...

          “เราจะไม่ดีกับคุณอีกแล้ว ฮึก”

          “ดื้อว่ะ บอกให้เงียบไง เข้าใจภาษาคนป่ะ”

          มะลิครางประท้วงอยู่ในลำคอ ไม่ได้ต่อปากต่อคำกับเจ้าของอ้อมกอดที่บางครั้งก็ให้ความรู้สึกอุ่น บางคราก็ร้อน หรือหนาวเย็นจนไม่อยากเข้าใกล้เหมือนในตอนนี้

          “ลิลิ!”

          คนตัวโตเรียกเธอเสียงดัง หลังจากที่เธอโมโหจนเผลอข่วนคอเขาเป็นรอยยาวและดูเหมือนจะมีเลือดซึมออกมา ร่างบางหดคอและหลับตาลงเมื่อคุณปุ่นดันร่างเธอออกจากอกพร้อมกับเงื้อมือขึ้นคล้ายจะตบ

          แต่ดูเหมือนว่าเธอจะคิดร้ายกับเขาเกินไป ฝ่ามือข้างนั้นไม่ได้กระทบลงบนแก้มเธออย่างใด มีเพียงนิ้วยาวที่บีบแก้มเธอดึงยืดไปมา พอลืมตาขึ้นก็เห็นว่านัยน์ตาคมดุจ้องเธอด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก

          “เลือดออกเลยเห็นไหม”

          เขาว่า และมะลิก็อดไม่ได้ที่มองรอยแผลที่ตัวเองเป็นคนทำ รู้สึกผิดไม่น้อยที่เผลอแสดงกิริยาแย่ๆใส่ มือบางเอื้อมออกไปแตะลงบนแผลเบาๆ จ้องเลือดที่ติดปลายนิ้วแล้วเม้มปากแน่น

          “ทำหน้าอะไรของเธอ”

          “...”

          “พี่ไม่ได้เจ็บขนาดนั้น”

          “เราแย่อ่ะ”

          “รู้ตัวด้วย”

          “อือ”

          “รับผิดชอบสิ”

          มะลิสบตากับคนพูด เผยอปากหน่อยๆเมื่อฝ่ามือใหญ่เลื่อนขึ้นไปขยี้เส้นผมเธอ แต่คราวนี้เธอเลือกที่จะยอมให้มันยุ่งโดยไม่คิดจะห้ามปราม

          “เดี๋ยวเราทำแผลให้”

          “ไม่ต้องหรอก หยิบทิชชู่มาเช็ดเลือดให้พี่ก็พอ”

          “ต้องทำสิ”

          “ดื้ออีกแล้ว”

          “นะ”

          ร่างบางสวมบทขี้อ้อน กลีบปากแดงระเรื่อจื่อขึ้นอย่างน่ามอง ทำเอาคนถูกออดอ้อนด้วยท่าทางแบบนี้ต้องยอมให้อย่างไร้เหตุผล คำว่านะนี่มันมีอิทธิพลกับใจเขาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

          “โกงว่ะ”

          “ว่าเราทำไม”

          “ไม่ต้องรู้”

          โง่ต่อไปน่ะดีแล้ว...

          “พี่ปุ่น”

          “ว่า”

          “ที่เราตักกับข้าวให้ ถ้าพี่ไม่ชอบ เราจะไม่ทำอีก”

          ปุ่นมองคนตัวเล็กที่นั่งตั้งใจทำแผลอยู่บนโซฟาให้เขานิ่ง

          “อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ”

          “ยังไง?”

          มะลิชะงักมือที่กำลังจะปิดพลาสเตอร์ให้ เธอผละออกมาช้อนตารอฟังคำตอบ แต่แทนที่จะได้ฟังร่างกายเบาหวิวกลับถูกคนตัวโตยกขึ้นไปนั่งแหมะลงบนตักพร้อมกับถูกกักขังเอาไว้ด้วยอ้อมกอดแข็งแรงอีกครั้ง

          “ที่บอกว่าไม่ชอบน่ะหมายถึงคนอื่น”

          “...”

          “ทำตัวน่าหมั่นเขี้ยวกับพี่คนเดียวก็พอแล้วหนู”

.

          .

          ไม่รู้ว่าเธอเข้าใจคำพูดของคุณปุ่นถูกหรือเปล่า เธอตีความหมายว่าอีกฝ่ายห้ามให้เธอไปวุ่นวายกับลูกน้องทั้งสอง ดังนั้นเธอเลยพยักหน้าหงึกหงักตอบตกลง คนตัวสูงยกยิ้มประหลาดขึ้นที่มุมปาก ก่อนจะยอมให้เธอทำแผลต่อ

          “ไปเอากรรไกรตัดเล็บมา”

          “พี่ปุ่นจะตัดเล็บเหรอ”

          ร่างบางถามระหว่างที่เก็บอุปกรณ์ทำแผลลงกล่อง ทว่าก็ไม่ได้คำตอบจากคนข้างๆ และเธอก็ไม่ได้เซ้าซี้ให้เขาตอบ ลุกเอากล่องพยาบาลไปเก็บและเดินกลับมาหาเขาพร้อมกับกรรไกรตัดเล็บในมือ

          “นี่ค่ะ”

          เธอยื่นมันให้เขา แต่ข้อมือกลับถูกดึงให้นั่งลงข้างกายเขาเหมือนเดิม ต่างกันแค่ว่าคราวนี้เขายกขาขึ้นมาบนโซฟา หันหน้าเข้าหาและรั้งเอาร่างของเธอไปไว้ตรงกลางระหว่างสองขา ใช้แผงอกกว้างซ้อนแผ่นหลังบางเอาไว้ แนบชิดจนหญิงสาวรับรู้ได้ถึงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน

          ปุ่นเกยคางลงบนไหล่มนพร้อมกับฉวยฝ่ามือบอบบางขึ้นมา เขาจับมันอย่างทะนุถนอม ประคองไว้และค่อยๆบรรจงตัดเล็บให้กับคนในอ้อมแขน อมยิ้มน้อยๆเมื่อเห็นว่าลิลิของเขากำลังนั่งเกร็งจนร่างกายแข็งทื่อไม่เป็นธรรมชาติ

          “เราตัดเองก็ได้”

          เสียงทักท้วงเบาหวิวพึมพำออกมาจากปากเล็ก ชายหนุ่มได้ยินมันชัดทุกคำ แต่ก็อยากแกล้ง เลยขยับใบหน้าเข้าไปใกล้กว่าเดิม ทำเอาคนโดนแกล้งหน้าแดงก่ำ ยิ่งลมหายใจของเขาเป่ารดพวงแก้มของเจ้าตัวมากเท่าไหร่ แก้มกลมก็ยิ่งเห่อแดง

          “บ่นอะไรหื้ม?”

          “เราเปล่า ฮื่อออ ใกล้เกินไปแล้วพี่”

          “อายใคร ไฟกับนิวกินข้าวอยู่ มันไม่มองหรอก”

          มะลิเบะปาก ต่อให้ไม่มีใครอยู่ในห้องนี้เธอก็อายอยู่ดี คุณปุ่นจะมาใกล้ชิดเธอเหมือนจะรวมร่างกันแบบนี้บ่อยๆไม่ได้นะ มันเขิน ไม่รู้หรือไง

          “ค่อยตัดได้ไหมอ่า เราหิวข้าว”

          ความจริงก็เริ่มหิวขึ้นมาด้วยส่วนหนึ่งเพราะพึ่งกินไปไม่กี่คำ แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะอยากออกจากสัมผัสอันตรายของผู้ชายคนนี้ คำว่าเกลียดที่เธอบอกจะท่องสามเวลาหลังอาหาร กลัวมันจะเปลี่ยนเป็นคำอื่นเข้าสักวันหากเข้ายังทำตัวติดเป็นปลาท่องโก๋กับเธอแบบนี้ โคตรไม่ดีต่อใจ

          “กินข้าวก่อนก็ได้นะ ถ้าอยากให้พี่ป้อน”

          เดี๋ยวนะ...เธอเลือกอะไรได้บ้าง

          “ใช้น้ำหอมอะไร”

          “เราไม่ได้ใช้ ทำไมอ่ะ พี่เหม็นเหรอ?”

          ถามกลับไป แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นรอยยิ้มที่มะลิอ่านไม่ออกเหมือนเดิม เธอเลยหันหน้ากลับ หลุบตาจ้องปลายนิ้วที่คนด้านหลังกำลังตัดเล็บให้ด้วยความรู้สึกที่เริ่มสับสน หัวใจมันคันยุบยิบ ยุ่งเหยิงเหมือนมีด้ายนับร้อยพันกันอยู่ข้างในก้อนเนื้อสีแดงตลอดเวลา

          “พี่ปุ่น”

          “ว่า”

          “อาทิตย์หน้ามหาลัยฯเราจะเปิดเทอมแล้ว”

          “เดี๋ยวพาไปซื้อชุดนักศึกษา”

          “พี่รู้ได้ไงว่าเราจะขอเรื่องนี้”

          “อยู่ในใจหนูมั้ง เลยรู้”

          คนตัวโตพูดติดตลก แต่คนฟังอย่างมะลิกลับไม่ได้ขำตาม

          “เราไม่ได้รักกันสักหน่อย พี่จะมาอยู่ในใจเราได้ไง”

          เธอพยายามบังคับน้ำเสียงไม่ให้สั่นเกินไปในตอนเอ่ยท้วง ตอกย้ำคำว่าให้ตายก็ห้ามรักผู้ชายคนนี้กับตัวเองจนมันหน่วงไปทั้งหัวใจ และก็ยังเชื่อว่าเธอไม่ได้รักอีกฝ่าย ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความหวั่นไหวจากการใกล้ชิด ซึ่งครั้งหนึ่งมันเคยเกิดขึ้นกับน้ำชามาแล้ว

          “เก่งจัง ไม่หลงเสน่ห์พี่ได้ด้วย”

          “มีดีแค่หล่อ เราไม่ชอบพี่ง่ายๆหรอก”

          “ก็ดี วันไหนที่พี่ปล่อยเธอไป จะได้ไม่ต้องร้องไห้กอดขาพี่เหมือนคู่นอนคนอื่น”

          “เราไม่เหมือนคนอื่นแน่นอน”

          “อืม เธอไม่เหมือนคนอื่น”

          มะลิอยากถามว่าทำไม แต่เพราะกลัวคำตอบมันจะทำให้ทุกอย่างแย่ลงกว่าเดิมเลยเก็บงำทุกความสงสัยไว้ เธอปล่อยให้เขาตัดเล็บเงียบๆ พอเสร็จเรียบร้อยก็เอ่ยขอบคุณและลุกกลับไปนั่งทานข้าวต่อ คุณปุ่นลุกตามเธอมา ทว่าบนโต๊ะอาหารกลับไร้ซึ่งบนสนทนาใดๆ

          .

          .

          “เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่เข้ามารับไปซื้อเสื้อผ้า”

          คนตัวเล็กพยักหน้า เธอนั่งอยู่บนเตียงในชุดนอนลายคิตตี้สีชมพูอ่อนเตรียมพร้อมจะหลับ

          “พี่จะกลับมาอีกไหม”

          ที่ถามเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายเปลี่ยนชุดจะออกไปข้างนอก ไม่ได้เป็นห่วง แต่แค่อยากรู้ว่าคืนนี้จะไม่มีคนมานอนเบียด กอดก่ายเธอเป็นหมอนข้าง ให้เธอนอนหลับสบายใจเหมือนสองคืนก่อนหรือเปล่า

          ...ไม่ได้มีอะไรมากกว่านี้จริงๆ

          “ไม่”

          “นอนที่สนามเหรอคะ”

          “เปล่า”

          มะลิกัดปากตัวเอง เธออยากถามเขาต่อ แต่กลัวว่าอีกคนจะรำคาญ เลยแกล้งยกมือขึ้นปิดปากหาว ทำตาปรือบอกให้รู้ว่าง่วงแล้ว

          “นอนซะ”

          ร่างสูงว่าพลางเดินเข้ามาใกล้ มะลิเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้คุณปุ่นก้มลงมาจูบหน้าผาก แต่ผิดคาดที่เป้าหมายของชายหนุ่มคือปาก

          “อื้อ!”

          เด็กน้อยของปุ่นหน้าแดง หลังจากที่เขาถอนจูบออก และสบตากับเจ้าตัวด้วยความหมายที่อีกฝ่ายไม่มีวันเข้าใจ

          “ลิลิ”

          “ขา”

          “ดื้อบ้างก็ได้นะ”

          เขาทิ้งท้ายคำพูดไว้ให้เธอได้ขบคิด ก่อนจะยิ้มกว้างเมื่อเดินออกจากห้องนอนไป พร้อมกับความคิดที่ว่า ลิลิเป็นเพียงเด็กโง่ ไม่มีทางรู้ความหมายที่เขาแฝงไว้ในประโยคเมื่อครู่หรอก

          .

          .

ผับXX

          “กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”

          “เมื่อวาน”

          “ทำไมไม่บอกผม”

          “บอกนายก็ไม่เซอร์ไพรส์สิ”

          เจ้าของเรือนร่างเย้ายวนในชุดเดรสสั้นรัดรูปสีดำทิ้งสะโพกกลมกลึงลงบนตักของชายหนุ่มที่กำลังนั่งดูดบุหรี่อยู่บนโซฟากำมะหยี่สีแดงเพลิง ริมฝีปากเคลือบลิปสติกคลี่ยิ้มหยอกเย้าในตอนประกบปากลงกับกลีบปากหยัก สอดลิ้นเข้าไปเกี่ยวพันกับลิ้นอุ่นที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี ก่อนจะผละออกเมื่อรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิม

          “เปลี่ยนไปนะ”

          “แค่ไม่อยาก”

          “ข้ออ้าง มีคนอื่นมาแทนที่พี่แล้วก็บอก”

          “ที่ของพี่?”

          คิ้วเข้มเลิกขึ้นพลางยิ้มร้ายที่มุมปาก เขาไม่ได้ดันตัวผู้หญิงบนตักออก ปล่อยให้อีกฝ่ายปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตบนตัวด้วยจริตมารยาหญิงอย่างที่เคยทำ

          “แอน”

          “ว่า”

          “เซ็กส์ระหว่างผมกับพี่คืออะไร”

          แอนชะงักมือแล้วช้อนสายตาคนมองสบกับผู้ชายที่ครั้งหนึ่งได้ชื่อว่าเคยหลงใหลร่างกายเธอแค่ไหน ก่อนจะตอบเสียงเย้า

          “หาความสุขจากกันและกัน”

          “ใช่ แต่แค่ร่างกายไม่เกี่ยวกับหัวใจ”

          “...”

          “อย่าทำตัวเป็นเจ้าของผม เพราะผมไม่เคยคิดจะทำตัวเป็นเจ้าของพี่”

          ร่างงดงามบนตักเหยียดยิ้ม ดูเหมือนว่าเด็กน้อยในวันวานคนนี้ที่เธอไม่ได้พบหน้ามาถึงสองปีเต็มจะไม่ใช่คนเดิมที่เธอเคยรู้จักอีกต่อไป ไม่ว่าจะแววตา การกระทำ หรือน้ำเสียง

          “ใจร้ายจังนะ”

          “...”

          “ปุ่น”


******************

นั่งแต่งไป ร้องไห้ไปค่ะ คือไรท์ล้มล่ะส้นเท้าไปฟาดกับขอบโต๊ะ หนังหลุด เลือดสาด 555

อย่าด่าอิพี่กันเยอะนะคะ ใจบางมาก คือไรท์ก็รักของไรท์น่ะค่ะ เวลามีใครด่าสามีทีไรล่ะเจ็บแทน

เม้น ไลท์ เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยเน้อ


ขอบคุณค่ะ / เป้ 


ความคิดเห็น