Bona Fide

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Nicholas & Sandy : 2

คำค้น : นิโคลัส แซนดี้ คริส พรีม

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ก.พ. 2562 19:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Nicholas & Sandy : 2
แบบอักษร




Nicholas​ & Sandy : 2




Nicholas Part


ค่ำคืนวันศุกร์เป็นวันที่มนุษย์ออฟฟิศใฝ่ฝันถึง การที่วันต่อไปไม่ต้องตื่นเช้าไปทำงาน หรือการได้ออกไปเที่ยวปลดปล่อยความตึงเครียดจากงานตลอดทั้งสัปดาห์คือสิ่งที่หอมหวาน ผมเองก็เช่นกัน ช่วงนี้ผมไม่ค่อยมีเวลาได้ออกไปพักผ่อนเพราะแบรนด์กำลังเติบโตไปอีกขั้น อาทิตย์ไหนที่มีเวลาเหลือได้ออกมาเที่ยวแบบนี้ มันเป็นเหมือนกับช่วงเวลาที่แสนมีค่า และผมก็ไม่ปล่อยมันทิ้งให้เสียเปล่า

ผมจอดรถหน้าผับประจำ วันนี้ผมไม่ได้อยากดูผู้หญิงมาเต้นอวดร่างกาย เลยเลือกผับที่เป็นแบบนั่งดื่มชิล ๆ มากกว่า ที่นี่ค่อนข้างตอบโจทย์ความชอบของผม ไม่วุ่นวาย คนที่มาเที่ยวส่วนใหญ่มีมารยาท ไม่ทำให้หงุดหงิด

ผมเอาแต่เดินก้มหน้าก้มตากดมือถือ ไม่ทันได้มองทางจนเกือบชนกับคน ๆ หนึ่งเข้า และเมื่อเงยหน้าขึ้นผมก็ต้องแปลกใจ ไม่คิดว่าจะเป็นเธอ...

“แซนดี้?”

ตั้งแต่วันนั้นเราก็ไม่ได้ติดต่อกันอีก เป็นวันไนท์แสตนด์ที่ต่างคนต่างไม่เรียกร้องอะไรเพิ่มเติมเลยจริง ๆ ตอนที่ไม่เจอหน้ามันก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่พอได้เจอ...ภาพในวันนั้นก็ไหลกลับเข้ามาในหัวเป็นฉาก ๆ แม้ผมจะยังใช้ชีวิตปกติ ทำงาน เที่ยว เจอคนที่ถูกใจก็ไปหาความสุขกันต่อ แต่แซนดี้เป็นผู้หญิงที่ผมไม่สามารถลืมได้เลยจริง ๆ

“คุณนิค” ผมเห็นเธอกัดปากแน่นเหมือนกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง “ไปส่งฉันหน่อยได้ไหมคะ”

“ไปส่ง? ที่ไหน”

“บ้านคริสค่ะ” ผมขมวดคิ้วเมื่อเธอบอกแบบนั้น ทำไมต้องไปส่งที่บ้านคริส เธอย้ายไปอยู่ที่นั่นหรอกเหรอ “ฉันมีลางสังหรณ์ไม่ดีเลย โทรหาพิมมี่มากกว่าสิบสายแล้วแต่เธอก็ไม่รับ ได้โปรด... ไปส่งฉันหน่อยได้ไหมคะ”

แซนดี้อ้อนวอน ใบหน้าเธอเป็นกังวลจนผมพาลร้อนใจไปด้วย ตอนนี้พิมมี่ก็ท้องแก่แล้ว ได้ข่าวว่าคริสเองก็อยู่ที่ไทย แบบนั้นก็แปลว่าตอนนี้พิมมี่อยู่คนเดียว ไม่รับสายเพื่อนแบบนี้มันผิดปกติจริง ๆ

“รีบตามผมมา” พูดจบผมก็เดินนำไปที่รถทันที ก่อนจะหันไปมองแซนดี้เพราะเธอยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม “แซนดี้ รีบมาสิ”

“ค่ะ ๆ”




ผมหยุดรถที่หน้าบ้านของคริส เป็นบ้านที่คริสเช่าไว้พักอาศัยในตอนที่พิมมี่ยังอยู่ที่นี่ ผมรู้เรื่องที่พิมมี่จะอยู่ออสเตรเลียอีกแค่สองปีแล้ว และผมก็เห็นด้วยที่เธอจะทำแบบนั้น เพราะยังไงประเทศไทยก็คือบ้านเกิดของเธอ ครอบครัวเธอและคริสก็อยู่ที่นั่น ใคร ๆ ก็อยากอยู่ที่บ้านของตัวเองทั้งนั้น ผมเคยมาส่งพิมมี่ที่นี่แล้วครั้งหนึ่งจึงมาถูก เมื่อผมจอดรถเสร็จแซนดี้ก็รีบวิ่งเข้าบ้านไปอย่างรวดเร็วจนผมตามไม่ทัน

“พิมมี่!!! ตื่นสิ เธอเป็นอะไร!!” ในตอนที่ผมก้าวขาเข้าไปในบ้านนั้น เสียงหวีดร้องของแซนดี้ก็ดังขึ้นจนผมใจไม่ดี รีบวิ่งเข้าไปในห้องที่ได้ยินเสียงของเธอทันที

“เกิดอะไรขึ้นแซนดี้!” ก่อนที่ผมจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าแซนดี้กำลังประคองร่างที่หมดสติของพิมมี่ไว้ “พิมมี่!”

“ช่วยด้วยค่ะ! พิมมี่สลบไป ช่วยพาเธอไปโรงพยาบาลที!” ผมรีบเข้าไปอุ้มพิมมี่ขึ้นแนบอกทันที แซนดี้รีบหยิบเอกสารต่าง ๆ และวิ่งตามมา เธอล็อกบ้านเรียบร้อยก็หันมาเปิดประตูรถให้ผม ผมวางร่างของคนท้องลงที่เบาะหลัง ก่อนจะรีบขับรถออกไปทันทีที่แซนดี้ขึ้นมานั่งบนรถเรียบร้อยแล้ว

ใบหน้าซีดเผือดของพิมมี่ทำให้ใจผมไม่ดีเอาเสียเลย ได้แต่ภาวนาให้เธอและลูกจะปลอดภัย




พิมมี่เข้าผ่าห้องผ่าตัดไปแล้ว

หลังจากที่พาพิมมี่มาโรงพยาบาล อาการของเธอก็แย่มากจนพยาบาลต้องโทรตามหมอที่เธอฝากท้องด้วยให้มาดูอาการ พอหมอมาถึงและเข้าไปตรวจได้เกือบสิบนาที ก็ออกมาแจ้งข่าวร้ายว่าพิมมี่มีภาวะครรภ์เป็นพิษขั้นรุนแรง ต้องยุติการตั้งครรภ์ทันที และไม่รับประกันว่าเด็กรวมถึงแม่จะรอด แต่ถึงจะเสี่ยงแค่ไหนพิมมี่ก็ต้องผ่าตัดโดยเร็วที่สุด เพราะถ้าทารกเสียชิวิตในครรภ์เรื่องมันจะเลวร้ายกว่านี้มาก

ผมประคองแซนดี้ที่ยืนแทบไม่ไหวไปนั่งพัก เธอร้องไห้เหมือนว่าจะขาดใจ ร้องหนักจนผมกลัวว่าเธอจะเป็นอะไรไปอีกคน

“แซนดี้...”

“คุณนิค...” เธอโผเข้าหาผมเหมือนต้องการที่พึ่ง ผมเองก็รีบกอดเธอไว้ “ถ้าฉันไม่ออกไปเที่ยว พิมมี่ก็คงไม่เป็นแบบนี้”

“มันไม่ใช่ความผิดของคุณแซนดี้ อย่าโทษตัวเองเลยนะ” ผมลูบหลังของเธอไปมา แซนดี้กำลังจิตตก กำลังโทษตัวเอง ทั้ง ๆ ที่มันไม่ใช่ความผิดของเธอเลย และเรื่องนี้มันก็ไม่ใช่ความผิดของใครด้วย ญาติผมก็มีภาวะครรภ์เป็นพิษเหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่ตัวญาติผมเอง สามีเธอ พ่อ แม่ หรือคนใกล้ชิดคอยดูแลอย่างดีก็ยังเป็นได้ แต่โชคดีที่ญาติผมไม่ได้เป็นถึงขั้นรุนแรง และคลอดหลานชายออกมาแข็งแรงสมบูรณ์ดีตามกำหนด

“คุณนิค ฮึก! ในชีวิตฉันตอนนี้เหลือแค่พิมมี่ที่เป็นคนสำคัญ ฉันไม่พร้อมที่จะสูญเสียเธอไป”

“คุณจะไม่สูญเสียอะไรทั้งนั้น เชื่อผม... พิมมี่จะยังต้องอยู่กับเรา รวมถึงหลาน ๆ ด้วย”

“ฉันกลัวค่ะ ฮือ” ผมกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าแซนดี้จะโดดเดี่ยวอ้างว้างขนาดนี้ เธอไม่มีใครอีกแล้วในชีวิตนอกจากพิมมี่

“ไม่ต้องกลัว ผมจะอยู่กับคุณเอง”




หกชั่วโมงผ่านไป การผ่าตัดเป็นไปด้วยดี พวกเราได้รับข่าวดีว่าร่างกายของพิมมี่ฟื้นตัวได้ดีหลังจากผ่าตัด แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็ได้รับข่าวร้ายว่าลูกชายคนเล็กของพิมมี่มีโอกาสรอดเพียงแค่ 30% แซนดี้ไม่ได้ปล่อยโฮเหมือนเคย เธอได้แต่ร้องไห้เงียบ ๆ คนเดียว ยิ่งได้ไปเห็นหลานชายที่ตัวเล็กเท่าฝ่ามือ นอนใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่เธอยิ่งเหมือนจะแหลกสลายไปตรงหน้า ขนาดผมเองที่เป็นแค่เจ้านายพรีมยังใจหายเลย 30% มันน้อยมากจริง ๆ แต่มันก็ยังดีกว่าไม่มีความหวังอะไรเลย

“หลานน้า หนูต้องรอดนะลูก” แซนดี้เอ่ยเสียงกระซิบผ่านกระจก ผมมองเข้าไปในนั้นตามเธอ ในห้องนั้นลูกชายของพิมมี่ตัวเล็กที่สุด และมีแพทย์คอยเดินตรวจดูบ่อยที่สุด ผมได้แต่ภาวนาว่าเขาจะรอด และเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ชายที่แข็งแกร่ง

ผมภาวนา


แซนดี้และผมเดินกลับไปดูพิมมี่ เธอถูกย้ายเข้าไปในห้องปลอดเชื้อ และต้องคอยป้อนยากันชักตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เพราะภาวะครรภ์เป็นพิษทำให้พิมมี่ต้องอยู่ในการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิดสี่สิบแปดชั่วโมง หมอเลยตัดสินใจว่าจะย้ายเธอไปที่ห้องพักพิเศษหลังจากพ้นช่วงเสี่ยงแล้ว ตอนนี้เราได้เห็นพิมมี่แค่ผ่านกระจกเพราะยังเข้าเยี่ยมไม่ได้ เธอนอนนิ่งสงบอยู่ในนั้น เหมือนไม่เจ็บ ไม่ทุกข์ ไม่ร้อนอะไรเลย ต่างจากคนที่เฝ้ารอการลืมตาของเธอที่เหมือนจะขาดใจมากขึ้นทุกที

ผมหันกลับมามองแซนดี้ที่เริ่มสงบลงแม้จะยังร้องไห้อยู่บ้าง ตอนนี้เป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้ว แต่แซนดี้รวมถึงผมยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยแม้แต่น้ำซักหยด และเราไม่ได้นอนมาเกินยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้วด้วย

“แซนดี้ ไปหาอะไรกินก่อนเถอะ” แซนดี้เป็นผู้หญิงร่างบาง ผมไม่อยากให้เธอต้องเป็นลมเป็นแล้งไปอีกคนเพราะร่างกายไม่ได้รับการดูแล

“คุณไปเถอะค่ะ ฉันไม่หิว”

“ไม่ได้” ผมดุ “คุณต้องกินอะไรบ้าง ถ้าพิมมี่ตื่นมาแล้วรู้ว่าคุณไม่ดูแลตัวเองแบบนี้ เธอคงจะเสียใจ”

ได้ผล พอผมยกพิมมี่ขึ้นมาอ้างแซนดี้ก็ยอมเดินตามผมมาแต่โดยดี เธอเดินช้าและเลื่อนลอยจนผมต้องหยุดเดินเพื่อรอเธอ ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือบางนั้นไว้

“...?” เธอมองผมเหมือนมีคำถาม แต่ผมไม่ตอบและเดินต่อไปอีกครั้ง โดยที่มือของเราทั้งสองคนยังคงจับกันไว้ไม่ปล่อย...




“แซนดี้ ผมพาคุณกินข้าว ไม่ใช่มาเขี่ยข้าวแบบนี้” ผมตำหนิเธอกลาย ๆ เพราะแซนดี้เหมือนคนที่ไร้วิญญาณ บอกให้มากินข้าวก็มา บอกให้สั่งข้าวก็สั่ง แต่พอได้ข้าวมากลับเขี่ยมันไปเรื่อย ๆ ไม่ยอมตักเข้าปากซักที

“แซนดี้” ผมถอนหายใจ เพราะเธอดูเหมือนจะไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว ผมวางช้อนของตัวเองลง เอื้อมไปหยิบช้อนที่เธอถือไว้มา และนั่นทำให้แซนดี้หลุดออกจากภวังค์ มองผมที่แย่งช้อนของเธอไปด้วยความงุนงง

“อ้าปาก” ผมตักข้าวไปจ่อริมฝีปากสีชมพูซีด แซนดี้มองช้อนที่มีข้าวและเนื้ออยู่เต็มคำ อาหารที่โรงพยาบาลนี้มีหลากหลาย และเราเลือกที่จะกินอาหารไทยกัน

“คะ?”

“ผมบอกให้อ้าปาก” ผมพูดย้ำด้วยเสียงที่ชัดเจนกว่าเดิม “อ้าปากซี่”

แซนดี้ยอมอ้าปากในที่สุด ผมยิ้มก่อนจะค่อย ๆ ป้อนข้าวเข้าปากเธอ แม้แซนดี้จะยังงง ๆ อยู่บ้างแต่เธอก็ยอมเคี้ยวอาหารแต่โดยดี

“อ้าอีก” ผมตักขึ้นมาอีกคำ

“มะ...เป็นไรค่ะ ฉันกินเองได้”

“แน่ใจนะ” ผมเลิกคิ้วขึ้นถามเพื่อกดดันเธอ เป็นเชิงว่าถ้าเธอไม่ยอมกินเองอีกผมก็จะป้อนให้เธอจนหมดจานแน่นอน แซนดี้รีบพยักหน้ารับเร็ว ๆ ก่อนจะเอาช้อนของตัวเองกลับคืนและตักข้าวกินโดยไม่ต้องให้ผมพูดซ้ำอีก

ที่แท้ก็แค่เด็กดื้อ ต้องใช้ไม้แข็งด้วยถึงจะยอมเชื่อฟัง

มื้อแรกที่เรากินข้าวด้วยกันแค่สองคนผ่านไปได้ด้วยดี แม้จะเป็นการกินข้าวที่ค่อนข้างเศร้าซึมเพราะเพิ่งผ่านเรื่องร้าย ๆ มา แต่ผมก็อดรู้สึกดีไม่ได้ แซนดี้เป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งในบางครั้ง และในบางครั้งเธอก็น่าทะนุถนอมยิ่งกว่าใคร ผมดีใจที่ตัวเองอยู่ในสถานการณ์นั้นพอดี เพราะถ้าแซนดี้ต้องรับมือเรื่องที่หนักหนานี้ไว้เพียงคนเดียว ผมคิดว่ามันมากไปสำหรับเธอ

หลังจากกินข้าวเสร็จเราก็พากันเดินไปที่แผนกเด็กเพื่อเยี่ยมหลานอีกรอบ หมอมิเชลเมื่อเห็นเราก็รีบเดินเข้ามาหา สีหน้าไม่ค่อยดีจนแซนดี้เริ่มกลับมากังวลอีกครั้ง

“เมื่อกี้จู่ ๆ หัวใจของน้องผู้ชายก็เต้นอ่อนลงมากเลยค่ะ”

“แล้วตอนเป็นอย่างไรบ้างครับหมอ” ผมรีบถาม เพราะตอนนี้แซนดี้เริ่มร้องไห้อีกครั้ง

“ตอนนี้ดีขึ้นกว่าเมื่อครู่แล้วค่ะ” ผมถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แต่ก็ต้องหายใจติดขัดอีกครั้งเมื่อหมอมิเชลพูดต่อ “แต่ตอนนี้โอกาสรอดลดลงเหลือแค่ 20% แล้วนะคะ หมออยากให้เผื่อใจไว้ให้มาก ๆ น้องไม่ดีขึ้นเลย อยากให้ติดต่อคุณพ่อให้ได้ก่อนที่มันจะเลวร้ายไปมากกว่านี้ค่ะ”

เมื่อได้ยินแบบนั้นแซนดี้ยกมือขึ้นปิดปากเพื่อกลั้นเสียงสะอื้นทันที ผมหลับตาลงเพื่อสงบสติอารมณ์ของตัวเอง ก่อนที่จะลืมตาขึ้นสบตากับหมอ

“พ่อของเด็กกำลังเดินทางกลับมาครับ ไม่เกินทุ่มหนึ่งคงถึง” ที่ไทยแจ้งมาแล้วว่าคริสกำลังเดินทางมา ออกมาช่วงหกโมงเช้าของที่นี่ น่าจะถึงประมาณสี่โมงเย็น กว่าจะฝ่ารถติดมาถึงโรงพยาบาลน่าจะไม่เกินหนึ่งทุ่มตรง

“ค่ะ” หมอมิเชลเองก็ดูลำบากใจเวลาที่ต้องแจ้งเรื่องร้าย ๆ ให้เราฟัง แต่ผมรู้ดีว่ามันจำเป็น “หมอไม่รู้ว่าน้องจะสู้ไหวแค่ไหน เป็นไปได้ก็อยากให้คุณพ่อเขามาเห็นน้องในตอนที่น้องยังสู้ไหวอยู่ค่ะ”










จะบอกว่าเอาคู่นี้มาคั่นดราม่าก็ไม่ได้ เพราะเนื้อหายังคงดราม่าอยู่เหมือนเดิม แอบมีกุ๊กกิ๊กเล็กน้อยที่เล็กมากกกจริง ๆ เอาเป็นว่า...เป็นกำลังใจให้น้องผู้ชายด้วยนะคะ น้องต้องรอด...เนอะ ที่แทรกคู่นี้มาเพราะอยากให้เห็นนะคะว่าช่วงที่คริสกำลังบินมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ขอบคุณทุกแรงสนับสนุนและคอมเมนต์นะคะ ขอบคุณมาก ๆ เลย



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น