เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 53 วิญญาณออกจากร่าง

ชื่อตอน : บทที่ 53 วิญญาณออกจากร่าง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 288

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ก.พ. 2562 17:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 53 วิญญาณออกจากร่าง
แบบอักษร

ในวังไป๋หู่อ๋องแห่งซีหนาน ดินแดนซึ่งเป็นที่ตั้งของตระกูลเฟิงอันยิ่งใหญ่แห่งต้าหลิง ในตำหนักหลังหนึ่งซึ่งส่งกลิ่นอายอันเย็นเยียบออกมา เฟิงอิงหู่ในชุดเสื้อผ้าซึ่งถักทอมาจากขนของสัตว์อสูรชั้นสูง ชายวัยกลางคนผู้นี้ทอดสายตามองออกไปยังท้องฟ้าเบื้องบนที่ดวงตะวันเปลี่ยนแปลงเป็นสีดำอันน่าหวาดกลัว

“ซินแสปีศาจ” เฟิงอิงหู่กล่าวขึ้นพร้อมกับหันกลับมา ที่ด้านหลังของเขาคือชายชราผู้หนึ่งที่มีผิวหนังเหี่ยวย่น หลังงองุ้มอย่างประหลาด ดวงตาของชายชราเป็นสีม่วงกระจ่างดุจดวงดารา ใบหน้าอันเหี่ยวย่นของเขาจับจ้องไปทางนายของตนตรงหน้า กลิ่นอายของชายชราเต็มไปด้วยพลังมรณะประเภทหนึ่ง

“ขอรับนายท่าน” ชายชราตอบรับคำเรียกขานของเฟิงอิงหู่ก่อนที่จะกล่าวต่อไป “ท่านคงจะเป็นกังวลเกี่ยวกับองค์ชายรอง”

“ถูกต้อง” เฟิงอิงหู่กล่าวพร้อมกับถอนหายใจออกมา “แผนการใหญ่ในวันหน้า ทุกสิ่งทุกอย่างถูกตัดสินในวันนี้ หากหงหู่ทำได้สำเร็จ เขาก็จะครอบครองพรสวรรค์สูงที่สุดนับตั้งแต่บรรพชนรุ่นแรก สายเลือดเซียนพยัคฆ์ที่สมบูรณ์นั่น” เฟิงอิงหู่หยุดพูดเพียงครู่หนึ่งก่อนที่จะทำสีหน้าหนักใจออกมา

ซินแสปีศาจเห็นดังนั้นจึงได้ถามออกไป “หากท่านมั่นใจในตัวองค์ชาย…นายท่านกำลังกังวลสิ่งใด” ซินแสปีศาจขยับมือนับนิ้วไปมาเพื่อใช้วิชาทำนายดวง “ดวงขององค์ชายนับว่ามีโอกาสเกินกว่าเจ็ดถึงแปดส่วนที่จะทำพิธีนี้ให้สำเร็จ เอ๊ะ!” ในตอนนั้นเองที่ชายชราสังเกตเห็นบางอย่างบนท้องฟ้า ในช่วงเวลาดวงตะวันอับแสงจนเป็นสีดำทำให้สามารถมองเห็นดวงดาราบนฟากฟ้าได้อย่างชัดเจนขึ้น

“เกิดเรื่องอะไรขึ้นซินแส! รีบบอกกล่าวต่อข้า!” เฟิงอิงหู่กล่าวอย่างร้อนใจ

ชายชรายังคงไม่กล่าวอะไร เขามองขึ้นไปเบื้องบนฟากฟ้า ชายชราจ้องมองไปยังดวงดาราดวงหนึ่งซึ่งเปล่งรัศมีเรืองรองสีม่วงอันลี้ลับออกมา นี่ก็คือดาวปีศาจซึ่งจะนำความพิบัติทั้งหลายมาสู่โลกมนุษย์ “ดาวปีศาจขององค์ชายใหญ่…ในตอนแรกนั้นใกล้จะดับสูญเต็มที แต่หลังจากดวงตะวันอับแสง…ดาวของเขากลับเปล่งแสงอันเจิดจ้า ดวงดาวได้เกิดการแปรเปลี่ยนแล้ว! ดูนั่น!”

ซินแสปีศาจกล่าวพร้อมไปชี้ไปที่ดวงดาราทั้งสองด้านข้างของดาวปีศาจ ดาวทั้งสองดวงที่เปล่งแสงสีเขียวกำลังจะอับแสงลงเต็มที “ดาวอสรพิษทั้งสองกำลังดับสูญ พวกมันทั้งสองได้ทำให้ดาวปีศาจเกิดการเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวง”

เฟิงอิงหู่มองดวงดาวที่ซินแสปีศาจกล่าว ดวงดาวสีเขียวอันสงบนิ่งทั้งสองได้อับแสงลงและหายไปในพริบตานั้นเอง ดวงดาวอสรพิษ? นี่ทำให้เขานึกถึงคนทั้งสองซึ่งหายไปจากวังอ๋องเมื่อสิบห้าปีก่อน…


              ในช่วงเวลาเดียวกันนั่นเอง ห่างออกไปไกลแสนไกลซึ่งอยู่สุดชายขอบแคว้นเจียงหนาน ภายในพายุหมอกแห่งความตายสีดำซึ่งไม่มีใครสามารถเข้าใกล้ได้ องค์ชายใหญ่ซึ่งถูกนับหน้าถือตาจากเจียงหนานกำลังมองลงไปยังผู้มีศักดิ์เป็นพี่ชายของตนซึ่งกำลังนอนกองกับพื้นอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขา

“ค่ายกลดารามารชิงวิญญาณ” เฟิงหงหู่กล่าวขึ้น และในตอนนั้นเองที่เงามรณะเบื้องหลังเขาที่สงบนิ่งมาโดยตลอดก็เกิดการเคลื่อนไหว เงามรณะเกิดการเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาดขึ้น ภายในเงามรณะที่เหมือนหมอกควันสีดำได้บังเกิดตราแห่งความตายสีม่วงดำที่ขยับเคลื่อนไหวไปมา ไม่นานนักตรานั้นก็ได้ก่อร่างขึ้นมาเป็นตรามารทมิฬรูปหัวกะโหลกสามอันที่ชี้ไปคนละทิศ แบ่งเป็นสามทาง นี่ก็คือตรามารทมิฬที่อาจารย์ของเฟิงหงหู่มอบไว้ให้เพื่อดำเนินแผนการในครานี้โดยเฉพาะ

ปราณมรณะที่เต็มเปี่ยมไปด้วยศาสตร์แห่งความตายอันน่าสยดสยองได้หลั่งไหลออกมาจากจากตรามารทมิฬและเข้าสู่ร่างของเฟิงหงหู่โดยตรง เมื่อได้รับปราณมรณะมาอย่างเต็มเปี่ยมแล้ว เฟิงหงหู่ก็ได้ใช้ปราณมรณะเหล่านั้นเรียกหุ่นเชิดศพออกมาจากห้วงวิญญาณของตนเป็นจำนวนทั้งสิ้นเจ็ดสิบร่าง รวมกับหุ่นเชิดศพมังกรทั้งสองที่เบื้องหลังก็จะมีทั้งสิ้นเจ็ดสิบสองตน

ปราณแห่งความตายจำนานมากล้นทะลักออกมาจากห้วงวิญญาณของเฟิงหงหู่ ปราณมรณะทั้งหมดได้ก่าร่างขึ้นจนเป็นหุ่นเชิดศพของมนุษย์และอมนุษย์จำนวนมากมาย และในตอนนั้นเองที่หุ่นเชิดศพทั้งหมดได้ก่อร่างออกมาจนสำเร็จ เฟิงหงหู่ก็ได้นำธงสงครามภูติพรายออกมาในเวลาเดียวกัน

พรึบบ!

เฟิงหงหู่วาดธงออกไปจนบังเกิดเสียงแหวกออกอากาศอย่างรุนแรง หุ่นเชิดศพทั้งหมดก็ได้ขยับไปยังทิศทางต่างคล้ายเป็นรูปแบบที่จำเพาะประเภทหนึ่ง หุ่นเชิดศพทั้งเจ็ดสิบสองร่างได้ส่งปราณมรณะออกมาเชื่อโยงหากันเป็นรูปแบบอันลึกลับ มือของเฟิงหงหู่ข้างหนึ่งโบกสะบัดธงสงครามภูติพราย มืออีกข้างวาดออกด้วยอาคมมรณะอย่างต่อเนื่อง

อาคมมรณะทั้งหมดถูกประทับเข้าสู่ร่างของถังเฟยหู่อย่างรวดเร็ว ถังเฟยหู่ร่างออกมาอย่างเจ็บปวด ทุกอาคมที่ประทับลงไปราวกับจะฉีกกระชากวิญญาณของเขาให้เป็นเสี่ยงๆ เฟิงหงหู่มองภาพนั้นอย่างพอใจจากนั้นจึงได้ตวัดขาเตะถังเฟยหหู่ขึ้นมากลางอากาศ และในเวลาเดียวกันเขาก็ได้ประทับอาคมที่สุดท้ายลงไปพร้อมกับฟาดฝ่ามือกระแทกร่างของพี่ชายตนเองให้เข้าสู่ค่ายกลของหุ่นเชิดศพทั้งเจ็ดสิบสอง

ร่างของถังเฟยหู่ลงกระแทกกับพื้นอย่างรุนแรง เขาถูกส่งเข้าสู่ใจกลางค่ายกลแห่งความตาย อาคมมรณะที่ถูกประทับลงในร่างของเขาบังเกิดการกระตุ้นอย่างรุนแรงจากหุ่นเชิดศพโดยรอบที่ล้อมร่างของเขาอยู่ ปราณมรณะที่ปลดปล่อยออกจากร่างของหุ่นเชิดศพทั้งหมดถูกชักนำโดยอาคมมรณะให้พุ่งเข้าหาถังเฟยหู่ ปราณมรณะทั้งหมดได้แปรเปลี่ยนเป็นโซ่แห่งความตายสีดำที่ตรึงร่างของเขาไม่ให้ขยับไปไหน แม้จะใช้เวลาอธิบายอย่างยาวนานแต่ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นในชั่วพริบตาเท่านั้น

ดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดของถังเฟยหู่จับจ้องไปทางเฟิงหงหู่อย่างเอาเป็นเอาตาย เขาไม่ทราบแม้แต่น้อยว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น เขารู้เพียงแต่เขาจะจดจำผู้ที่กระทำกับเขาไว้ เขาไม่เคยรู้สึกโกรธแค้นมากมายถึงเพียงนี้มาก่อน ราวกับหัวใจของเขาจะระเบิดออกมา! ราวกับหัวใจของเขาถูกบรรจุไว้ด้วยพายุแห่งความคลั่งแค้นที่ไร้ที่สิ้นสุด!!

“ชั้นวิญญาณของเขาถึงขีดสุดแล้ว ลงมือเลย!” เงามรณะส่งเสียงออกมาด้วยความตื่นเต้น เฟิงหงหู่รอเวลานี้มานานแล้ว เขาวาดอาคมมรณะออกมาอีกจำนวนมากและส่งพวกมันเข้าสู่ร่างของจิตวิญญาณพยัคฆ์ทั้งสองที่ด้านข้างในทันที ในตอนนั้นเองที่ดวงตะวันสีดำด้านบนได้ปลดปล่อยพลังงานลี้ลับซึ่งตอบสนองกับค่ายกลด้านล่าง

ค่ายกลดารามารชิงวิญญาณ!

ราวกับดวงตะวันสีดำด้านบนจะขยายใหญ่ขึ้น แต่นั่นไม่ใช่เลย! ผู้ที่อยู่ด้านนอกปราการสัมภเวสีเร่ร่อนก็ยังคงเห็นดวงตะวันนี้มีขนาดเท่าเดิม แต่ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะค่ายกลดารามารชิงวิญญาณซึ่งเป็นวิชาที่สืบทอดกับมาหลายยุคหลายสมัยในวังมารทมิฬ ค่ายกลนี้จะสร้างสภาวะพิธีภายในค่ายกลที่มีกฎเกณฑ์ต่างจากภายนอก ภายในค่ายกลนี้จะขยายผลจากดวงตะวันสีดำให้มากขึ้นมหาศาลจนถึงขั้นแยกวิญญาณของคนออกมา

อ๊ากกกกกกก!

เสียงร้องของถังเฟยหู่ดังสะท้านไปทั่ว ร่างของเขาราวกับจะฉีกเป็นชิ้นๆ ร่างของเขาราวกับจะลอยขึ้นไปบนฟากฟ้าเพื่อเข้าหาดวงตะวันสีดำด้านบน แต่เป็นเพราะโซ่สีดำที่ตรึงร่างของเขาไว้จึงทำให้เขาไม่ลอยเข้าสู่ดวงอาทิตย์นั้น แต่นั่นก็สร้างความเจ็บปวดอย่างมหาศาลให้กับถังเฟยหู่เช่นเดียวกัน

เสียงร้องของถังเฟยหู่นั้นถึงกับทะลุปราการสัมภเวสีเร่ร่อนออกไป เข้าสู่โสตประสาทของผู้คนทั้งหลายจนพวกเขาต่างหวาดกลัวกัน ในชั่วชีวิตนี้พวกเขาไม่เคยได้ยินเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด โกณธแค้น และเศร้าหมองในเวลาเดียวกันเช่นนี้มาก่อน ไม่ว่าเป็นใครต่างก็ต้องสั่นสะท้านหัวใจเพราะเสียงร้องอันเจ็บปวดนี้ เสียงนี้ได้สะท้อนเข้าสู่โสตประสาทขององค์หญิงแห่งเจียงหนานเช่นกัน

เมื่อนางได้ยินเสียงนั้น หัวใจของนางก็บีบรัดด้วยความเจ็บปวด นางหันกลับไปจ้องยังพายุหมอกสีดำด้านหน้าในทันทีเมื่อได้ยินเสียงร้องนั้น “เจ้าทึ่ม!” นางร้องออกมาด้วยความตกใจ แม้จะเป็นเพียงเสียงร้องแต่นางก็จำได้อย่างดีว่านี่คือเสียงของสหาย นางเร่งเดินปราณที่ร้อนแรงดุจดวงตะวันของตนออกมาในทันที

ดัชนีหงส์ฟ้า ศรเพลิงดับตะวัน!

ศรลมปราณที่ร้อนแรงดุจดวงตะวันได้พุ่งออกไปจากนิ้วมือขององค์หญิง ศรปราณนั้นได้ทิ้งร่องรอยเผาไหม้อันร้อนแรงไว้ในอากาศและในชั่วพริบตานั้นเองที่เปลวเพลิงอันร้อนแรงได้ปะทะเข้ากับกำแพงหมอกแห่งความตาย! เสียงระเบิดดังสนั่นไปทั่วทั้งบริเวณ เปลวเพลิงจำนวนมากปะทุขึ้นมาบนปราการแห่งความตาย!

แต่ไม่นานนักเปลวเพลิงเหล่านั้นก็ถูกพายุหมอกแห่งความตายดูดกลืนไปเสียสิ้นตามทิศทางของพายุหมอกที่เคลื่อนไหว ทุกการกระทำของนางช่างไร้ประโยชน์ ไม่อาจสร้างแม้แต่รอยขีดข่วนให้แก่ปราการแห่งความตายนี้ได้เลย

องค์หญิงแคว้นเจียงหนานมีสีหน้าไม่ยินยอม นางปลดปล่อยกระบวนท่าทั้งหมดที่มีอยู่ออกมาเพื่อทำลายปราการตรงหน้าให้ได้ แต่ปราการสัมภเวสีเร่ร่อนนี้ไม่แม้จะสะเทือนแม้แต่น้อย หากปราการอาคมนี้ถูกสร้างโดยพลังของเฟิงหงหู่เองจริงๆก็อาจจะพังทลายไปตั้งแต่การโจมตีแรกแล้วก็เป็นได้

แต่ปราการอาคมนี้ถูกสร้างโดยยอดฝีมือฝ่ายอธรรมแห่งวังมารทมิฬ คนผู้นี้ใช้วิชาข้ามผ่านระยะทางไกลเพื่อสำแดงฝีมือ แม้จะเทียบกับเจ้าตัวมาสร้างเองไม่ได้ แต่ก็นับว่าแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ด้วยฝีมือของชนรุ่นหลังไม่อาจสร้างแม้แต่รอยขีดข่วนให้มันได้แม้แต่น้อย ส่วนทางด้านเฟิงชงเถาที่ได้แอบสังเกตการณ์อยู่นั้นรู้สึกแปลกใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นอย่างมาก

แม้จะไม่ทราบว่าเพราะอะไร แต่เสียงร้องอย่างเจ็บปวดที่ออกมาจากกำแพงหมอกด้านหน้านั้นก็ทำให้จิตใจของเขาไม่อาจสงบลงได้ เขาไม่อาจทนได้อีกต่อไป ไม่สิ เขาก็เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เขาเป็นผู้ชมชอบกระทำตามใจตนเองเป็นที่สุด เขามีความรู้สึกว่าหากไม่ได้ก้าวออกไปในตอนนี้จะทำให้เขาเสียใจไปตลอดชีวิต!

ฝ่ามือพยัคฆ์คำราม พยัคฆ์ขาวทลายฟ้า!

โฮกกกก!

ในตอนนั้นเองที่เขากำลังจะออกจากที่ซ่อนได้มีเงาฝ่ามือหนึ่งพุ่งทะยานมาอย่างรวดเร็วจนแทบมองตามไม่ทัน เงามายาปราณพยัคฆ์ขาวโจนทะยานมาอย่างรุ่นแรง แต่ด้วยสัญชาตญาณของนักรบทำให้เฟิงชิงเถาเอี้ยวตัวหลบได้ทัน หากพลาดไปเพียงชุ่นเดียวก็อาจจะตายภายใต้ฝ่ามือนี้ที่เล็งจุดตายแล้ว!

เฟิงชิงเถาเร่งรีบเท้าพุ่งทะยานหนีไปอีกด้านและหันกลับมาดูคนร้ายที่ลอบทำร้ายตนก็พบว่าคนๆนั้นก็คือเฟิงฉีที่ใส่ชุดผ้าป่านธรรมดาราวกับเป็นชาวบ้านคนหนึ่ง เฟิงชิงเถาจ้องมองคนตรงหน้าด้วยความโกรธ

“เฟิงฉี! เจ้าเป็นบ้าอะไรกันถึงต้องการฆ่าข้า!”

“หึ! นั่นก็เพราะเจ้าแส่หาเรื่องน่ะสิ ข้าไม่ยอมให้เจ้าขัดขวางแผนการใหญ่นี้!” เฟิงฉีเมื่อกล่าวเสร็จก็ซัดฝ่ามืออีกมากมายใส่อีกฝ่ายโดยแทบไม่พักหายใจ เฟิงชิงเถาเองก็ไม่โง่อยู่เฉยๆเพื่อรอรับฝ่ามือของเฟิงฉี เขาซัดฝ่ามือพยัคฆ์คำรามเข้าตอบโต้เช่นกัน!

ตู้มม! ตู้มมม!

การต่อสู้ของยอดฝีมือ!

ทุกฝ่ามือที่ซัดกันนั้นได้กระแทกอากาศจนมีเสียงดังสนั่นราวกับระเบิด! ต้องมีพลังมากเพียงใดถึงจะทำเช่นนี้ได้ การต่อสู้ในตรอกเล็กๆแห่งหนึ่งไม่เพียงพออีกต่อไป กำแพงรอบด้านที่ทั้งสองคนยืนอยู่ได้แตกร้าวออกเป็นทาง เมื่อฝ่ายหนึ่งซัดฝ่ามือเข้ามาอีกฝ่ายก็จะหลบได้อย่างฉิวเฉียด แม้จะสามารถโจมตีอีกฝ่ายได้บ้างแต่ก็ไม่มากนัก อาจจะเพราะทั้งสองมาจากตระกูลเดียวกันและเติบโตมาด้วยกันจึงทำให้รับรู้กระบวนท่าของอีกฝ่ายได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เงาฝ่ามือจำนวนมากพาดกระแทกกันอย่างไม่หยุดหย่อนจนฝ่ามือหนึ่งของเฟิงชิงเถาที่ซัดไปนั้นถูกเฟิงฉีหลบได้อย่างทันท่วงทีและฝ่ามือนั้นก็กระแทกเข้ากับกำแพงด้านข้างอย่างแรงจนบ้านเรือนนั้นปริวหายไปในทันที!

ตู้มมม!

คลื่นฝ่ามืออันรุนแรงของทั้งสองได้เรียกความสนใจของทุกคนในสนามรบที่ไม่ห่างออกไปในทันที พลังปราณที่ปะทุขึ้นมาของทั้งสองนั้นมาช่างมากมายเหลือเกิน ชาวเมืองฟูเจี้ยนสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่านี่คือพลังในขอบเขตปราณปฐพีเท่านั้น แต่พลังของคนทั้งสองที่ต่อสู้กันกลับหนาแน่นถึงเพียงนี้!

หากเทียบกับคนที่มีพลังสูงสุดในเมืองเช่นหัวหน้าตระกูลใหญ่ทั้งสองที่มีพลังในขอบเขตนภาก็ไม่อาจเทียบได้ทั้งๆที่ขอบเขตพลังของเฒ่าชราทั้งสองอยู่เหนือกว่า นี่ก็เปรียบได้กับพลังของผู้เฒ่าทั้งสองเป็นเมฆหมอกที่มีความกว้างขวางอย่างมากซึ่งก็คือพลังในขอบเขตนภา แต่พลังของคนสกุลเฟิงทั้งสองกลับไปก้อนเหล็กกล้าขนาดใหญ่ยักษ์! แม้จะมีขนาดที่เล็กกว่ากัน แต่ความแข็งแกร่ง ความหนาแน่น รวมถึงประสิทธิภาพของปราณไม่อาจเทียบกันได้เลยแม้แต่น้อย

การต่อสู้ของคนทั้งสองได้เรียกความสนใจขององค์หญิงไป นางมองชายทั้งสองด้วยความสงสัยเกี่ยวกับตัวตนของพวกเขา แต่ในวินาทีนั้นเองที่ได้มีเงาผู้คนจำนวนมากออกมาล้อมรอบตัวนาง! เงาร่างทั้งหมดนั้นก็คือจิ้นอี้เว่ยที่ตามมาอารักขานาง องค์หญิงทำสีหน้าไม่พอใจอยู่บ้างแต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา เพราะนางมีปัญหาอย่างอื่นที่ต้องกังวลมากกว่าการต่อล้อต่อเถียงกับจินอี้เว่ยทั้งหลาย

ในตอนนั้นเองที่เฟิงชิงเถาพลาดท่าเสียทีได้ถูกฝ่ามือหนึ่งซัดเข้ากระแทกกับหน้าอกของตนจากมุมอับ! เสียงอัดกระแทกดังสนั่นหวั่นไหว ร่างของเฟิงชิงเถาลอยกระเด็นไปหลายจั้ง แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆเช่นนี้ เขาพลิกตัวกลับกลางอากาศและทิ้งน้ำหนักตัวลงบนพื้นอีกครั้ง แต่แรงปะทะที่แฝงมากับฝ่ามือยังไม่หมดจนเขาต้องกดฝ่าเท้าทะลุลงไปบนพื้นดินเพื่อชะลอพลังจากฝ่ามือนี้!

เฟิงชิงเถาจับจ้องไปยังอีกฝ่ายด้วยความโกรธพร้อมกับเช็ดเลือดที่ปากของตนออกไป จุดที่เขายืนอยู่นั้นใกล้กับกำแพงหมอกแห่งความตายยิ่งนัก ห่างไปเพียงสิบจั้งเท่านั้นก็จะถึงเขตของหมอกดำนั่น เขากวาดสายตาไปมองเพียงชั่วพริบตาจากนั้นจึงมองไปยังใบหน้าของเฟิงฉีโดยตรง

“เหอะ! ฝ่ามือของเจ้าทำได้แค่นี้อย่างงั้นเหรอ! ฝีมือตกเหรอยังไง!” เฟิงชิงเถากล่าวออกมาจากนั้นจึงได้เรียกจิตวิญญาณพยัคฆ์ขาวตนหนึ่งออกมา! สายฟ้าวิ่งพล่านไปทั่วทั้งบริเวณราวกับบังเกิดพายุสายฟ้าขึ้น จิตวิญญาณของเขานั้นอยู่ในระดับห้า มีพลังอันมหาศาลที่กดขี่ผู้คนทั่วทั้งบริเวณนั้น

เฟิงฉีมองภาพนั้นพร้อมกับยิ้มออกมา เขาหาได้กลัวจิตวิญญาณของอีกฝ่ายไม่ ยังไวเสียทั้งสองก็ไม่ใช่สายเลือดบริสุทธิ์ของตระกูล จิตวิญญาณมีพลังยังไม่เทียบเท่ากับตระกูลหลักอยู่แล้ว เขาเองก็เรียกจิตวิญญาณพยัคฆ์เหมันต์ออกมาเช่นกันจากนั้นก็ได้เปลี่ยนให้จิตวิญญาณของตนเองกลายเป็นอาวุธจิตวิญญาณรูปร่างกระบี่

“เจ้าอยากจะพูดอะไรก็พูดไปเถอะ…” เฟิงฉียิ้มออกมาอย่างเลือดเย็น แววตาของเขาเต็มไปด้วยจิตสังหาร! “วันนี้ยังไงเจ้าก็ต้องตาย! ข้าไม่ยอมให้เจ้าขัดขวางนายท่าน!”

กระบี่หิมะเยือก เหมันต์คลั่ง!

กระบี่ในมือของเฟิงฉีถูกปกคลุมด้วยปราณสุดเย็นเยียบ กระบี่น้ำแข็งนี้พุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็วราวกับพายุ เฟิงฉีแทงกระบี่ออกไปรวดเร็วจนบังเกิดสายลมวายุน้ำแข็งสุดเย็นเยียบเข้าถล่มด้านหน้า! เฟิงชิงเถาที่รอรับกระบวนท่าของเฟิงฉีอยู่ไม่มีท่าทีจะหลบหนีไปเลยแม้แต่น้อย แต่เขากลับทำสิ่งที่แปลกประหลาดออกมา นั่นก็คือเขายืนอยู่เฉยๆรอรับการโจมตีของอีกฝ่าย!

เฟิงฉีมีสีหน้าพึงพอใจ แต่แล้วเมื่อกระบวนท่าของเขาสัมผัสเข้ากับร่างของอีกฝ่ายก็ทำให้เขารับรู้ว่าเสียท่าแล้ว! ปราณกระบี่ของเขาพุ่งผ่านร่างของเฟิงชิงเถาและพยัคฆ์ขาวไปเสียสิ้น กระบวนท่าทั้งหมดได้เข้าปะทะกับกำแพงหมอกแห่งความตายอย่างรุนแรง! “สายฟ้าแยกร่าง! แก! ไอ้เฟิงชิงเถาคนขี้ขลาด!!” เฟิงฉีโกรธเป็นอย่างมากที่เขาถูกหลอกให้โจมตีกำแพงหมอกตรงหน้า เขาเร่งกวาดสายตามองหาอีกฝ่ายก็พบว่าเฟิงชิงเถายืนอยู่ไม่ไกลจากจุดเดิมมากนัก กระบวนท่านี้คือเคล็ดวิชาของตระกูลเฟิงสายอัสนีที่สร้างร่างเงาลวงขึ้นโดยทิ้งพลังตกค้างส่วนหนึ่งเพื่อสร้างความสับสน

เฟิงชิงเถาดวงตาวาวโรจน์อย่างยินดีเมื่อเห็นกระบวนท่าอันร้ายอาจของอีกฝ่ายเข้าปะทะกับหมอกเบื้องหน้า หมอกแห่งความตายหมุนเวียงกระจายความหนาวเย็นออกไปยังจุดต่างๆของพายุซึ่งเขาเคยเห็นการสลายการโจมตีแบบนี้ในตอนที่องค์หญิงทดลองจู่โจมมันแล้ว ในชั่วพริบตาที่กระบวนท่าของเฟิงฉีถูกกระจายออกไปทั่วทั้งพายุทำให้พายุหมอกนี้อยู่ในสภาวะเย็นเยียบชั่วพริบตา

ในชั่วพริบตานั้นเองที่เฟิงชิงเถาปะทุพลังอันรุนแรงออกมาจนส่งผลกับทุกชิวิตที่อยู่ใกล้เคียงจนราวกับพวกเขาได้ยินเสียงฟ้าร้องคำรามอยู่ไรๆ พยัคฆ์ขาวด้านข้างกู่ร้องออกมาด้วยเสียงคำรนอันดั่งสนั่นดุจสายฟ้าฟาด! ร่างของพยัคฆ์ถูกดึงดูดเข้าสู่ร่างของเฟิงชิงเถา ไม่สิ! นี่ไม่ใช่การดึงกลับไป แต่เป็นราวกับพยัคฆ์ขาวได้กลายเป็นเสื้อผ้าที่สวมทับลงไปบนร่างของเฟิงชิงเถา! พยัคฆ์ขาวกลายร่างเป็นเกราะอันแข็งแกร่งที่มีลวดลายสีทองราวกับสายอัสนีกระจายอยู่ทั่วเกราะ ตรงหน้าอกนั้นได้ปรากฎหน้าของพยัคฆ์ขาวขึ้น!

นี่มิใช่เกราะธรรมดา! และนี่มิใช่อาวุธจิตวิญญาณอันใด! เกราะนี้ส่งพลังอำนาจกดขี่ผู้คนออกมาตลอด เกราะสีขาวนี้ครอบคลุมทุกส่วนของร่างกาย หมวกเกราะปกปิดไว้ทุกส่วนเพียงช่องมองตาสองข้างเท่านั้นที่ปรากฎออกมา ข้อต่อทุกส่วนของเกราะหลอมรวมเป็นชิ้นเดียวกันจนไม่มีจุดอ่อนให้จู่โจม ที่ด้านหลังมีเกราะส่วนที่ยื่นออกมาราวกับเป็นหางของพยัคฆ์ที่สร้างจากโลหะสีขาว ประกายอัสนีวิ่งพล่านไปทั่วทั้งเกราะนี้

นี่คือภูษาอสูรที่สมบูรณ์แบบ!

พลังของเฟิงชิงเถาระเบิดออกมาในชั่วพริบตาเดียวจนแม้แต่เฟิงฉีไม่อาจรับมือได้ทันด้วยซ้ำไป แม้จะอธิบายอย่างยาวนานแต่เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียว! พลังอัสนีสะท้านฟ้าถูกรวบรวมไว้ในฝ่ามือของเขา! เฟิงชิงเถาถีบเท้าจนพื้นเบื้องล่างถึงกับระเบิดออกเป็นผุยผง! ร่างชุดเกราะขาวพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับเส้นสายอัสนีฟาดผผ่านห้วงอากาศไป! เส้นสายอัสนีหนาแน่นถูกรวบรวมไว้ในฝ่ามือทั้งสองจนบังเกิดเป็นพยัคฆ์อัสนีอันยิ่งใหญ่พุ่งเข้าไปปะทะกับปราการแห่งความตายตรงหน้า! หนึ่งสายฟ้าหนึ่งเหมันต์ เฟิงชิงเถาชิงโอกาสที่ปราการไม่มั่นคงจากการจู่โจมของเฟิงฉีเพื่อทำลายมันซะ!!

ฝ่ามือทลายฟ้า ฟ้าคำรามเก้าอัสนี!!


ตู้มมมม!!


ในช่วงเวลาก่อนหน้านั้นไม่นาน ภายในปราการสัมภเวสีเร่ร่อน เสียงร้องอย่างเจ็บปวดของถังเฟยหู่ดังออกมา เฟิงหงหู่โบกสะบัดธงค่ายกลอย่างต่อเนื่องจากนั้นจึงได้ปล่อยธงค่ายกลออกจากมือ ธงนั้นก็ได้ลอยไปมาในอากาศอย่างน่าอัศจรรย์ มือทั้งสองของเขาขยับไปมาเพื่อวาดอาคมมรณะออกมาต่อเนื่อง อาคมทั้งหลายวิ่งพล่านไปทั่วจากนั้นก็เข้าไปรวมกับค่ายกลดารามารชิงวิญญาณจนพลังของมันทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ภายในสภาวะพิเศษของค่ายกลนั้นทำให้ดวงอากาศเหนือหัวด้านบนดูขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนบดบังทั้งท้องฟ้า ดวงตะวันกลมสีดำนั้นราวกับเป็นดวงตาขนาดใหญ่ยักษ์ที่ลอยอยู่กลางฟ้า ดวงตะวันดำส่งกลิ่นอายแห่งความตายและแรงดึงดูดวิญญาณอันมหาศาลออกมาไม่หยุดหย่อน

จิตวิญญาณพยัคฆ์ขาวสองตนที่ด้านข้างของเฟิงหงหู่ร้องคำรามกู่ก้องออกมาเรื่อยๆราวกับต้องการเรียกบางสิ่งบางอย่าง และในชั่วพริบตานั่นเองที่ได้มีแสงสว่างสีขาวออกมาจากกลางหน้าอกของถังเฟยหู่! ในตอนแรกนั้นเป็นเพียงแสงสีขาวเล็กๆแต่ไม่นานนักมันก็ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆราวกับมันจะลอยหลุดออกมาจากร่างของเขา

และในที่สุดแล้วดวงแสงนั้นก็ได้ปรากฏรูปโฉมที่แท้จริงออกมา มันเป็นใบหน้าของพยัคฆ์ขาว! เป็นจิตวิญญาณพยัคฆ์ขาวของถังเฟยหู่ สีหน้าของพยัคฆ์ขาวนั้นดูเจ็บปวดเป็นอย่างมาก เมื่อมันปรากฏโฉมออกมาแล้ว เฟิงหงหู่ก็ได้นำยันต์แผ่นหนึ่งออกมา ทันทีที่เขาใส่ปราณเข้าไปในยันต์อาคมนั้นมันก็ได้ลุกเป็นไฟและกลายเป็นโซ่สีม่วงดำอันหนึ่ง นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดของค่ายกลดารามารชิงวิญญาณ!

เฟิงหงหู่ตวัดสายโซ่นั้นออกไป! และในชั่วพริบตานั้นที่โซ่สีม่วงดำได้รัดเข้ากับลำคอของพยัคฆ์ขาวอัสนีของถังเฟยหู่! สายโซ่ในชั้นกายเนื้อกลับสามารถสัมผัสกับพยัคฆ์ขาวที่โปร่งใส่ในชั้นวิญญาณได้ เฟิงหงหู่มองภาพนั้นอย่างพอและกระตุกสายโซ่นั้น! พยัคฆ์ขาวทั้งสองด้านข้างของเขาก็เข้ามาคาบสายโซ่นั้นเพื่อช่วยดึงอีกแรง

พยัคฆ์ขาวทั้งสองส่งพลังของพวกมันเข้าไปในสายโซ่นั้นเพื่อเป็นสื่อนำทางวิญญาณประเภทหนึ่ง พยัคฆ์ขาวทั้งสามตัวคือพลังประเภทเดียวกันที่สามารถดึงดูดกันและกันได้ ค่ายกลดารามารชิงวิญญาณผนวกกับสื่อนำเช่นนี้ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น! จนในที่สุดและพยัคฆ์ก็ได้หลุดลอยออกมาจากร่างของถังเฟยหู่จนปรากฏสู่สายตา

เฟิงหงหู่ยิ้มอย่างเย็นเยียบออกมา การดึงวิญญาณดั้งเดิมซึ่งเป็นตนกำเนินของจิตวิญญาณในร่างกายมนุษย์ออกมาเช่นนี้นั้นยากกว่าการดึงวิญญาณของคนผู้หนึ่งให้หลุดออกมาจากร่างยิ่งนัก นั่นเพราะวิญญาณดั้งเดิมนี้เป็นส่วนหนึ่งของดวงวิญญาณมนุษย์ที่จะหลอมรวมเมื่อกำเนิดขึ้นมา

แม้จะดึงออกมาได้แล้วแต่ก็ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะบางส่วนของวิญญาณดั้งเดิมตรงหน้ายังติดอยู่กับดวงวิญญาณของถังเฟยหู่ ในตอนนั้นเองที่ดวงตาของเฟิงหงหู่ทั้งสองข้างมีพลังสีฟ้าหมุนวนราวกับคมมีดที่สามารถเชือดเฉือนได้ทุกสิ่ง! อีกทั้งดวงตาของเขายังปรากฎอาคามรณะในตานั้นจำนวนมากอีกด้วย!

เนตรเซียนพยัคฆ์ วายุกรีดฟ้า!

ฟิ้วววว!

วิชาสายเลือดดวงตาประจำตระกูลถูกใช้ออกมาโดยผสานกับศาสตร์อาคมมรณะจนบังเกิดคมมีดศาสตร์วายุหนึ่งพุ่งออกมาจากดวงตาของเฟิงหงหู่! เป็นวิชาดวงตาที่ผสานศาสตร์แห่งความตายสามารถส่งผลกับวิญญาณ!! คมมีดนั้นได้วาดผ่านร่างวิญญาณของพยัคฆ์ขาวไป แต่พยัคฆ์อัสนีก็ไม่ยอมอยู่เฉยและดิ้นรนขัดขืนตลอดเวลา!

โฮกกกก!!

คมมีดวิญญาณวาดผ่านร่างของมันไป! ตัดการเชื่อมต่อกับวิญญาณของถังเฟยหู่ วิญญาณของถังเฟยหู่ถูกทำร้ายอย่างรุนแรงและร่างกายของเขาก็หยุดขัดขืนไปและหยุดการดิ้นรนไป วิญญาณที่บาดเจ็บของพยัคฆ์อัสนีร้องออกมาอย่างเจ็บปวด ในชั่วพริบตานั้นเองที่เฟิงหงหู่คว้าธงค่ายกลที่กลางอากาศไว้ในมือและโบกสะบัดมัน!

ค่ายกลดารามารชิงวิญญาณทิ้งร่างไร้ลมหายใจของถังเฟยหู่ไว้และเข้ามาล้อมร่างของเฟิงหงหู่ไว้ ไม่นานนักเขาก็ได้ขยับสับเปลี่ยนค่ายกลแบบย้อนกลับ! เขาใช้พลังของดวงตะวันสีดำผ่านร่างของตนเองเพื่อดึงดูดวิญญาณนั้นเข้าสู่ร่าง! แม้พยัคฆ์ขาวอัสนีจะขัดขืนอยู่บ้างแต่ท้ายที่สุดก็ถูกนำเข้าสู่ร่างของเฟิงหงหู่ในที่สุด ชายหนุ่มหัวเราะอย่างซะใจเป็นที่สุด เขาช่างมีความสุขเหลือเกิน! ทุกอย่างเป็นไปตามแผน เขาได้เก็บหุ่นเชิดศพทุกตนเข้าสู่ร่างในทันทีและก้าวเดินจากไป

แต่ในตอนนั้นเองที่เขาได้หยุดฝีเท้าลง…ที่ด้านหลังเขามีบางอย่าง! มันเป็นความรู้สึกที่น่าหวาดกลัว! เป็นราวกับตอนที่นักล่ากำลังจ้องมองเหยื่อ และเมื่อเขาหันกลับไปก็พบเข้ากับศพของถังเฟยหู่ เขาคิดว่าคงไม่มีอะไรและก้าวเดินต่อไป แต่ในตอนนั้นเองที่เขารู้สึกถึงกระแสลมวาดผ่านคอของเขารวมถึงอาจารย์ของเขาร้องเตือนออกมา!

เฟิงหงหู่ก้มตัวหลบกลิ้งไปกับพื้นในทันที! ในช่วงเวลาที่เขาพุ่งหลบไปนั้นเขาได้เห็นเส้นแสงสีดำวาดผ่านใบหน้าของเขาไปเพียงนิดเดียว! เพียงนิดเดียวเท่านั้นที่เขาเกือบจะตายไป! เมื่อหันกลับไปมองยังตนกำเนิดของเส้นดำนั้นก็คือร่างของถังเฟยหู่! แต่เหนือร่างของถังเฟยหู่ขึ้นไปนั้นคือเงาดำหนึ่งที่ลอยกลางอากาศ!

“นั่นมันตัวอะไรกัน….” แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไร ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้นที่เงาดำนั้นได้พุ่งมาปรากฎอยู่ตรงหน้าของเขา! มือของโครงกระดูกพุ่งออกมาจับใบหน้าของเขาไว้ เมื่อเขาหันกลับไปมองยังเงาดำนั้นก็ได้เห็นเค้าโครงใบหน้าของโครงกระดูกที่มีดวงไฟสีแดงปรากฎในดวงตาอยู่รำไร มือของโครงกระดูกยกร่างของเขาขึ้นและกดลงกระแทกกับพื้นในทันที!

ตู้มมมมม!!

ความคิดเห็น