HiMeMOE

ขอบคุณที่ชอบผลงานของโมน๊าาาาา นักเขียนไร้สำนักคนนี้จะพยายามต่อไปฮับ~

ตอนที่ 49 ของสำคัญ #เฉิง

ชื่อตอน : ตอนที่ 49 ของสำคัญ #เฉิง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 185

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.พ. 2562 18:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 49 ของสำคัญ #เฉิง
แบบอักษร

ตอนที่ 49 ของสำคัญ #เฉิง

ผมมารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่พ่อถามถึงคนตัวเล็กที่ควรจะตามติดผม ไม่ว่าผมจะไปไหนจะต้องมีเขาอยู่ข้างกาย ผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าทำไมตัวเองต้องเอาความสนใจทั้งหมดที่ควรจะมีให้ข้าวไปสนใจเรื่องอื่นเสียแทน แถมเรื่องที่แย่งความสนใจจากผมไปก็ไม่ใช่เรื่องที่ผมต้องมากังวล

แต่เรื่องนี้ผมคงโทษใครไม่ได้หรอก ทั้งที่ตัวเองตั้งใจว่าจะไม่ทำแบบเดียวกับในอดีตที่ผ่านมา จะมีเพียงข้าวเท่านั้นที่ผมให้ความสนใจ ทั้งที่คิดเอาไว้แบบนั้น แต่ตอนนี้มันกลับพังไม่เป็นท่า เหมือนคนโง่ใช่ไหม...

คืนวันนั้นในงานเลี้ยงก็เหมือนกัน ทั้งที่ผมควรจะตามข้าวไป แล้วสั่งให้คุณเปาดูหน้าไอ้บ้าที่กล้าหักหลังเราเสียแทนก็ได้ ไม่จำเป็นที่ผมจะต้องยืนดูด้วยตัวเอง แต่ผมกลับคิดไม่ได้ เวลานั้นความโกรธของผมมันครอบงำความคิดในหัวจนหมด

ต้องเห็นมันกับตา ไม่มีใครที่ผมไว้ใจได้อีกแล้ว ต้องดูเองเท่านั้น และต้องจำการเองทุกเรื่อง ในเวลานี้ไม่มีใครที่ผมพอจะเชื่อใจได้ ผมเอาแต่โหมทำงานไม่สนใจอะไรทั้งนั้น...รวมถึงข้าว...ผมเองก็ไม่ได้ให้ความสนใจเขาอีก

ทั้งที่พวกเราเพิ่งจะตกลงคบกันได้แค่วันเดียว...ผมก็ทิ้งให้เขาอยู่คนเดียวตามลำพัง...ทันทีที่ผมรู้ว่าใครคืนลูกคนเล็กของตระกูลหยาง ผมก็หมดเรื่องที่ต้องห่วงหรือกังวลใจ ก็พอจะเดาได้บ้างว่าเป็นแผนกการตลาดที่ไม่ค่อยลงรอยกับผมเท่าไร ส่วนแผนการรับมือก็คิดไว้หมดแล้ว

ยังต้องมีอะไรที่ทำให้กลัวผู้ชายคนนั้นอีก ไม่มี...ผมเตรียมวิธีรับมือไว้มากมายและมั่นใจว่าจะไม่พลาดตำแหน่งเจ้าของตลาดที่ใหญ่ที่สุดด้านการขนส่งทั้งอันดับหนึ่งและสองต้องเป็นของครอบครัวผม ความกังวลในใจผมหายไปทันที

จะไม่มีพนักงานของผมคนไหนต้องตกงานจากผลกระทบที่ตระกูลหยางกำลังจะลงมือทำ ต้องไม่มี...และนี้แหละคือสาเหตุที่ทำให้ผมคิดถึงแต่เรื่องของไอ้บ้านั้น คิดแผนการรับมือสารพัดมากมายหลายกลยุทธ์ จนวางใจไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ครอบครัวของลูกน้องผมจะต้องสุขสบายแบบทุกวันนี้

หึ...สุดท้ายก็เข้าตามประวัติศาสตร์ที่ผมเคยสร้างไว้เมื่อภพก่อน คิดถึงประชาชนบางละ คิดถึงตระกูลตัวเองบางละ สุดท้าย...ก็ต้องเสียคนที่รักไป ยิ่งคิดผมก็ยิ่งเจ็บ...หัวใจมันแน่นลำคอรู้สึกจุกเหมือนมีก้อนอะไรบางอย่างมากองกันอยู่ตรงนั้น

“ไป๋ละ...นี้บ่ายแล้วทำไมเขาไม่มา?” ผมเหลือบมองนาฬิกาอีกครั้ง พร้อมหัวใจที่เต้นแรงไม่หยุดจนตัวเองยังได้ยินเสียงจังหวะการเต้นที่หนักหน่วงของมัน เลขาที่คอยอยู่ข้างกายผมมาตลอดหลายวันมองผมด้วยสีหน้าแปลกใจ อะไรการที่ผมจะถามหาคนรักตัวเองมันแปลกมานักหรือไง ผมอดไม่ได้ที่จะแสดงความไม่พอใจบนใบหน้าของตัวเอง ด้วยการขมวดคิ้วเข้มจนร่างหงส์ถอยหลังไปหนึ่งก้าว

“เดี๋ยวฉันจะไปตามให้นะคะ” เธอโค้งลาผมเล็กน้อยก่อนจะเดินออกจากห้องไป ทำไมนะ...ผมถึงได้รู้สึกไม่ดีแบบนี้ มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่

เมื่อคืนนั้นตอนที่ผมเรียกเขา เจ้าตัวยังดูสดใสและมอบรอยยิ้มที่แสนอบอุ่นให้ผมอยู่เลย แม้ภายนอกจะดูเปลี่ยนไปบาง แต่ผมก็มั่นใจว่านั้นคือเขา แค่แปลกใจที่เห็นตัวเล็กของผมหุ่นดีขึ้น ดูเข้มขึ้นกว่าก่อนมาก แต่สำหรับผมเขายังคงน่ารักเสมอ ถึงจะไม่รู้ว่าเขาไปทำอะไรมา แล้วทำไมถึงมาอยู่ในงานก็ตาม

ผมมีแต่คำถามเกี่ยวกับเขาเต็มไปหมด อยากจะถามอยากจะพูดอยากจะคุย ยิ่งคิดถึงภาพตอนนั้นร่างกายผมก็รู้สึกชาไปหมด ภาพที่ร่างบางทิ้งทุกอย่างในมือแล้ววิ่งหนีผมไป...มาคิดได้เอาตอนนี้ผมนี่แย่เนอะ...

“เจ้านายค่ะ” คุณเปาเอ่ยเรียกผมให้หยุดเหม่อลอยกับความคิดถึงนี้อีกครั้ง ผมเงยหน้าออกจากกองเอกสาร ก่อนจะสบตากับเธอ ดวงหน้าของเธอซีดลงเล็กน้อยพร้อมก้มหน้ามองพื้นราวกับคนทำผิด

“ไป๋ละ? เขายังไม่กลับมาจากข้างนอกเหรอ?” เพราะจำได้ว่าคนตัวเล็กขอออกไปทานมื้อกลางวันกับเพื่อนๆในแผนก แต่ไม่คิดว่าจะนานขนาดนี้ ปกติเขาต้องขึ้นมาหาผมแล้วนั่งทำงานอยู่ข้างๆ ให้บรรยากาศรอบตัวเขาทำให้ผมอบอุ่นหัวใจ แต่วันนี้กลับไม่เห็น

“ไม่ค่ะ บอสคะไม่รู้ว่าจะพูดเรื่องนี้ได้ไหมแต่ว่าคุณไป๋เขา...” เสียงหวานเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนที่เธอจะตัดสินใจมองหน้าผม

“...”

“ลาออกไปแล้วค่ะ หลายวันมานี้ช่วงที่บอสทำงาน เขาไม่ได้เข้าบริษัทเลยค่ะ...พนักงานในแผนกการตลาดส่วนใหญ่ลาออกพร้อมหวังหยวนไปแล้ว แต่ของคุณไป๋เขาเพิ่งลาออกเมื่อวานนี้ค่ะ”

“พูดอะไรของคุณ! ” นี้เป็นอีกเรื่องที่ผมหัวเสียเข้ามากๆ หลังจากที่กลับจากงานเลี้ยง ผมให้เลขาของตัวเองหาตัวไอ้หวังหยวนอะไรนั้นเพื่อที่จะบีบบังคับไอ้บ้านั้น หากแผนการตลาดของมันตรงกลับที่ผมทำ จะได้ใช้เอกสารตัวนี้แหละเป็นเชือกมัดมันไว้ แต่มันกลับลาออกแล้ว

“ขอโทษค่ะ แต่นี่คือความจริง บอสไม่รู้ตัวหรือคะว่าคุณไป๋เขาไม่ได้ขึ้นมาห้องทำงานบอสนานแล้ว...” นานแล้ว?

“อะไรของคุณอีก!” ผมตบโต๊ะระบายความหงุดหงิด จะพูดเล่นอะไรก็ควรมีขอบเขตเสียบาง!

“บอสค่ะ เรื่องนี้ฉันพยายามถามบอสตั้งแต่วันแรกที่ไม่เห็นเขาแล้ว แต่บอสกลับต่อว่ามาเสียก่อน ก็เลย...ไม่กล้าพูดต่อค่ะ”

“นานแค่ไหน...” ผมถามกลับสั้นๆ ในหัวผมตอนนี้มีแต่ภาพของข้าวแต่ละภพที่หนีจากผมไป รวมถึงตัวเขาในภพปัจจุบันที่หันหลังให้ผมในคืองานเลี้ยงของตระกูลหยาง

“หลายอาทิตย์แล้วค่ะ ที่คุณไป๋ไม่ได้ขึ้นมาเลย ทุกคนในแผนกก็ไม่รู้เรื่องนี้ค่ะ พวกเขาคิดว่าคุณไป๋ป่วย” ใช่ป่วย! ข้าวอาจจะนอนอยู่หอก็ได้ ผมจะไปหาเขา...ผมไม่สนใจอะไรอีกแล้วขอทิ้งงานพวกนี้ไว้แล้วคว้าเอาเสื้อนอกเตรียมจะเดินออกจากห้องไปหาคนตัวเล็กแสนขี้เซาของผม

“เจ้านายจะไปไหนคะ?”

“หอของเขา” ผมตอบสั้นๆ อย่าน้อยเธอก็ควรจะรู้ในฐานะเลขาของผม แต่สาวเจ้ากลับถอนหายใจพลางส่ายหน้าไปมาอย่างช้าๆ

“คุณไป๋ย้ายหอไปตั้งนานแล้วค่ะ”

“คุณรู้ได้อย่างไร” อะไรกัน ทำไมถึงมีแต่ผมที่ไม่รู้...ทำไมถึงมีแต่ผมที่ไม่สังเกตอะไรเลย ทำไมกัน...

“หลังจากเลิกงานฉันตั้งใจจะไปถามเขาว่าทะเลาะอะไรกับบอสรึเปล่า บอสถึงได้ดูหงุดหงิดจนแม้แต่ชื่อของเขาบอสยังไม่อยากได้ยิน” ผมเนียนะไม่อยากได้ยิน? ไม่มีทางเสียหรอก! นั้นคือคนที่ผมรักเชียวนะ และรักมากด้วยมากกว่าชีวิตของตัวเองด้วยซ้ำ! แล้วจะไปโกรธ...ไม่สิตอนนั้น

‘บอสคะ...คุณไป๋’

เธอเคยถามผมแล้วจริงๆ ...แต่ผมโมโหใส่เธอเสียก่อน...

“แล้วอย่างไรอีก...” ผมทิ้งเสื้อนอกไว้ตรงที่เดิมก่อนจะเดินมานั่งทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ของตัวเอง แล้วตั้งใจฟังเรื่องที่ตัวเองทำลงไปในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจากคนตรงหน้าอยู่เงียบๆ

“ตอนบ่ายบอสก็ไม่เอ่ยบอกหรือออกคำสั่งให้ฉันไปรับคุณไป๋ โทรศัพท์บอสเองก็บ่นว่ารำคาญหงุดหงิดจากเสียงข้อความ แจ้งเตือน หรือแม้แต่เสียงเรียกเข้า ตอนนั้นฉันคิดว่าเป็นคุณไป๋ติดต่อบอสแน่ๆ แต่พอเห็นท่าทีของบอสแล้ว ก็เลยเผลอคิดไปว่าอาจจะทะเลาะกัน หรือไม่ก็เลิกกันไปแล้ว...”

“คุณเปา!! ” เธอกล้าพูดคำนั้นได้อย่างไร! เลิกเหรอ? ไม่มีวันนั้นเสียหรอก เขาต้องเป็นของผมเพียงคนเดียว อย่างที่เคยเป็นมาทุกภพสิ! นั่นแหละถึงจะถูกต้อง! หรือต่อให้ผมทะเลาะกับเขาผมก็ไม่มีทางปล่อยเขาไป!

“ขะขอโทษค่ะบอส! ฉันผิดไปแล้ว” คุณเปารีบก้มหน้าพลางโค้งของขอโทษผมยกใหญ่

“ไปสืบมาว่าเขาอยู่ไหน แล้วรีบรายงานผม...ออกไปได้แล้ว” ผมสั่งเสียงเรียบ ไม่มีอารมณ์จะมองหน้าเธอ หรือพูดคุยอีก ไม่อยากเป็นเจ้านายนิสัยแย่มากไปกว่านี้ และเปาเองก็เหมือนจะเข้าใจผมดี เธอมองผมด้วยสายตามุ่งมั่นก่อนจะรีบวิ่งออกจากห้องไป โดยไม่ต่อปากต่อคำอะไรกับผม

เมื่ออยู่คนเดียวตามลำพัง ผมอดไม่ได้ที่จะหมุนเก้าอีกไปในมุมประจำของตัวเอง ที่มักจะแอบมองแผ่นหลังเล็กของเขาเสมอ ก่อนจะหยิบมือถึงตัวเองออกมาจากกระเป๋ากางเกง เพราะตอนนั้นต้องการความสงบ ความเงียบ เลยปิดเสียงมือถือไว้ พอถึงบ้านก็เข้าห้องนอนหลับเป็นตาย เช้าก็มาทำงานเลยไม่ได้แตะต้องอะไรมันมากนักกลับต้องมานั่งรู้สึกผิดเพราะการกระทำงี่เง่าของตัวเองในเวลานี้

[พี่เฉิงอย่าลืมทานข้าวเที่ยงนะ]

[ทำงานหนักไหมครับ ไหวรึเปล่า ผมเป็นห่วงนะ]

[ผมจะพยายามนะ พี่เฉิงเองก็สู้ๆละ]

[ดูแลตัวเองด้วยนะครับ อย่าทำงานมากจนเกินไป]

[ยุ่งอยู่เหรอครับ ขอโทษนะที่ผมโทรไปกวน]

ผมนั่งอ่านข้อความที่คนตัวเล็กส่งมาให้ในทุกๆ วัน เสียงแจ้งเตือนข้อความเข้าที่ผมเคยมองว่ามันน่ารำคาญ ในเวลานี้กลับเป็นเสียงที่ผมอยากได้ยินมากที่สุด อย่างน้อยแค่ส่งข้อความมาหาผมอีกครั้งก็ได้ แค่บอกผมว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน สบายดีรึเปล่า คิดถึงผมมากแค่ไหนแค่นั้นก็พอแล้ว...

ก่อนจะเช็คจำนวนสายเรียกเขาที่ผมไม่ได้รับ แม่โทรหาผมเพียงครั้งเดียว ส่วนพ่อก็เช่นกันท่านโทรหาผมก็คงจะเป็นเพราะแม้สั่งนั่นแหละ แต่อีกรายชื่อที่ทำให้ผมรู้สึกเจ็บจนหายใจแทบไม่ออกก็คือ ‘ข้าว’ ที่โทรมาหาผมมากกว่าสิบสาย โทรมาช่วงเวลาเดิมคือสองทุ่มทุกวัน...แต่สามสี่วันมานี้กลับไม่ติดต่อมา...

“เวรเอ๊ย! ” ผมสบถคำหยาบออกมามากมาย ก่อนจะกลับเข้าไปอ่านข้อความที่ร่างบางส่งมาหาผมในตลอดหลายวัน

มันยังคงเป็นคำถามที่เต็มไปด้วยความรู้สึกของผู้ส่ง อบอุ่น ห่วงใย คิดถึง มันเต็มไปหมด แต่ผมกลับไม่ตอบกลับข้อความเหล่านั้นเลยแม้เพียงครั้งเดียว ไม่รับสายยังไม่พอ แม่ง! ทำอะไรลงไปวะ!

[นี้จะเป็นข้อความสุดท้ายที่ผมจะส่งหาพี่เฉิง หลังจากนี้ผมคงติดต่ออะไรพี่ไม่ได้อีก ขอให้งานที่พี่ตั้งใจทำสำเร็จนะครับ ผมเองก็จะพยายามในส่วนของผม วันนี้ผมเห็นพี่ด้วยนะพี่ดูโทรมมากเลย พักบ้างนะครับ ทานข้าวให้ครบ ฝันดีครับ]

ข้อความสุดท้ายนี้มัน...หลังจากงานเลี้ยงเมื่อวาน...แม้แต่โอกาสสุดท้ายที่ผมควรจะคว้าไปก็สลายหายไป...ไม่นะ! ไม่เอาแบบนี้ ผมไม่ชอบการพิมพ์แบบนี้ของข้าวเลย มันทำให้ผมรู้สึกว่าเขากำลังจะหายจากผมไป ราวกับว่าถ้าผมไม่กอดเขาไว้แน่นๆ ร่างบางจะสลายหายในที่สุด และผมจะไม่มีวันได้คืนกลับมา ไม่เอาแบบนี้ไม่เอา!!

ผมรีบกดโทรหาเขาทันที ไม่ๆ พี่ไม่ยอมนะ ข้าวจะทำแบบนี้ไม่ได้...ผมนั่งรอปลายสายด้วยหัวใจที่หดหู่ รู้เลยว่าหัวใจของตัวเองอยู่ตรงไหนของพื้นที่อกข้างซ้าย เพราะมันทั้งเจ็บทั้งอึดอัด

แต่ไม่ว่าผมจะโทรไปหาเขาเท่าไร กี่ครั้ง...เขาก็ไม่รับสายผม บางทีหากผมรู้ตัวเร็วกว่านี้ เรื่องพวกนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น จริงสิ! ส่งข้อความไง!

[ข้าวอยู่ไหน ทำไมวันนี้ไม่มาทำงานละ? ทำอะไรอยู่ครับ]

[เมื่อวานหนีพี่ไปไหน ทำไมอยู่ๆ ถึงวิ่งหนีพี่ละ? โกรธพี่เหรอ...]

[พี่ขอโทษนะ]

ทุกคำที่ผมพิมพ์ไปมันช่างยากเย็นเหลือเกิน มือไม้ของผมมันสั่นจนต้องกดพิมพ์ใหม่อยู่หลายครั้ง กว่าจะได้คำที่ครบถ้วนแบบที่ส่งให้ร่างบางไป และไม่ว่าผมจะเฝ้ามองหน้าจอนานแค่ไหน พร้อมคำถามที่เฝ้าถามตัวเองซ้ำๆ เมื่อไรเขาจะอ่านนะ จะตอบมาเมื่อไร...ความรู้สึกนี้คงเป็นแบบเดียวกับที่ข้าวรอผม...จนสุดท้ายเขาก็เลิกรอไปเอง

เหมือนที่เขาโทรพยายามโทรหาผมหลายครั้งในหนึ่งวัน จนค่อยๆ ลดเหลือเพียงวันละครั้ง และในที่สุดก็ไม่ได้โทรมาหาผมอีก ตอนนั้นเอาแต่คิดว่าน่ารำคาญเป็นอย่างไรละ! พอมาถึงตอนนี้กลับโหยหาเสียงน่ารำคาญนั้นราวกับคนบ้าแบบนี้

“พี่จะหาเราให้เจอ...ข้าว” ผมหลับตาลงอย่างช้าๆ ปล่อยให้ภาพเก่าๆ ของข้าวเยียวยารักษาผมให้กลับมามีแรงอีกครั้งเพื่อออกตามหาเขา รอยยิ้มที่มอบให้ผมอย่างสดใส เสียงแว่วหวานยามเอ่ยชื่อผม ดวงตากลมโตมีเพียงผมในสายตาของเขา ไออุ่นและกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ผมได้รับเมื่อกอดร่างนุ่ม...

การกลัวที่จะสูญเสียเขาไป...มันน่ากลัวถึงเพียงนี้เชียวเหรอ...เพิ่งจะเข้าใจก็วันนี้ วันที่เขาไม่ได้อยู่ใกล้ผม วันที่ผมไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ทำอะไร...

พี่รักข้าวนะ...

พี่ขอโทษ...

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น