บุหลันคราม

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 2 [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.พ. 2562 21:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 [100%]
แบบอักษร

2


ร้านกาแฟชื่อดังที่เพิ่งเปิดได้เพียงปีกว่าๆแถวย่านชุมชนตั้งห่างจากมหาวิทยาลัยไม่ไกลนัก เป็นร้านทรงเรือนกระจกโดยใช้โครงเหล็กสีดำ ​ภายในร้านคลุมโทนด้วยสีเขียว ตั้งแต่การประดับประดาด้วยต้นไม้นานาชนิดจำพวกเฟิร์นสไบนาง อีกทั้งยังมีต้นไม้ระย้าอย่างอื่นๆ ขับให้ร้านดูเหมือนป่าใกล้เคียงธรรมชาติยิ่งขึ้น ผนังฝั่งที่ไม่ใช่กระจกมีการก่ออิฐโชว์ดูตัดกันทว่ากับลงตัวอย่างน่าแปลก ผลงานชิ้นเอกของร้านนี้ถูกออกแบบโดยหลานชายของอดีตเจ้าของสวนผู้ล่วงลับที่พลินอาศัยอยู่ พี่ชายที่พลินเคารพรักเทียบเท่าครอบครัวของมัน 

เพราะด้วยสไตล์ร้านที่ดูโดดเด่นกว่าร้านอื่นๆ อีกทั้งยังอาหารและรสกาแฟที่เข้มข้น ร้านของน้องสาวณัทพลจึงกลายเป็นที่นิยมโดยใช้เวลาไม่นาน 

ช่วงเย็นของร้านเต็มไปด้วยบรรดาลูกค้าไม่ว่าทั้งผู้ใหญ่หรือเด็ก บางทีก็มาเป็นคู่รักไม่ก็ครอบครัว จับจองพื้นที่จนแน่นเต็มร้าน 

พลินเคยมาร้านนี้เมื่อนานมาแล้ว ตั้งแต่สมัยมันเข้าเรียนใหม่ๆ ทว่าหลังจากนั้นมันก็ไม่ได้เข้ามาเฉียดอีกเลย เป็นเพราะว่าราคาอาหารที่เกินกำลังของเงินในกระเป๋า มันจึงไม่ได้มีโอกาสแวะเวียนมาอีก 

จังหวะที่กำลังจะเข้าร้าน สายตาของพลินเห็นป้ายกระดาษเล็กๆเขียนแปะไว้ข้างประตู เนื้อหาคือทางร้านกำลังรับสมัครพนักงานพาร์ทไทม์ เน้นเสาร์อาทิตย์และช่วงเย็นของวันธรรมดา 

เหมือนโชคจะเข้าข้าง พลินยิ้มกริ่ม ใช้เส้นทางผ่านอาศัยว่ารู้จักกับเจ้าของร้านเป็นใบเบิกทาง ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้ามา ตำแหน่งว่างที่ประกาศอยู่ถือว่ามันจองแล้ว มันมองแผ่นหลังณัทพลและเขมกรที่เดินเข้าร้านไปก่อน สบโอกาสในยามที่ไม่มีใครสนใจ เอื้อมมือไปดึงป้ายแผ่นนั้นออกพร้อมกับขยำยัดกระเป๋ากางเกงหน้าตาเฉย ทำท่าล้วงมือเข้าทับกระดาษไว้ทำเหมือนไม่มีอะไรก่อนจะเดินเข้าร้านไป

ภายในร้านถูกแบ่งเป็นสองโซนสำหรับโซนอาหารแยกกับร้านกาแฟ เพื่อไม่ให้กลิ่นต่างๆ ปะปนกัน ลูกค้าช่วงเย็นดูเหมือนจะอัดแน่นมาทางโซนร้านอาหารมากกว่า 

เจ้าของร้านสาวผู้มีเครื่องหน้าดูน่ารักจิ้มลิ้มด้วยเจ้าตัวมีเสี้ยวของเชื้อสายแผ่นดินใหญ่ แนนน้องสาวแท้ๆของนายตำรวจหนุ่มกำลังง่วงอยู่กับการคิดเงินให้ลูกค้าหลังเคาน์เตอร์บาร์ โดยด้านหลังมีแฟนหนุ่มผู้เป็นพ่อของลูกชายวัยหนึ่งขวบเศษกำลังอุ้มเด็กน้อยอยู่ในอ้อมอก 

"วันนี้ทำไมคนเยอะจังแนน" ณัทพลเอ่ยทักน้องสาวพลางเท้าแขนบนบาร์ 

แนนเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับถอนหายใจ วันนี้เธอรู้สึกเหนื่อยเป็นพิเศษเพราะว่ามีลูกน้องลาออกไปถึงสองคน เพิ่งจะปิดป้ายประกาศรับเมื่อวานนี้เอง และยังไม่มีใครเข้ามาสมัครสักคน ดีหน่อยที่แฟนของเธอเลิกงานมาช่วยดูแลลูกน้อยให้ 

"เหนื่อยจะตายอยู่แล้วพี่นัท" จังหวะที่เธอเงยหน้าขึ้นมาตอบนั้น สายตาก็พบเข้ากับหญิงสาวข้างกายพี่ชาย 

เขมกรส่งยิ้มละไมไปให้กับน้องสาวนายตำรวจ ณัทพลเลยแนะนำให้ทั้งสองรู้จักกัน

"นี่คุณเขมกร คุณเขมครับ...นี่แนนน้องสาวผมเอง" 

"สวัสดีค่ะคุณแนน" เขมกรเอ่ยทักก่อน 

แนนมองหน้าณัทพลแวบหนึ่งแล้วหันมาทักตอบหญิงสาว เธอรู้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร นั่นเพราะพี่ชายของเธอพยายามบ่ายเบี่ยงเบี้ยวนัดกับหญิงสาวมาหลายครั้งแล้ว บ้างณัทพลก็เอาชื่อเธอไปอ้าง นั่นเลยทำให้แนนรู้ว่าเขมกรคือใคร

สายตาของแนนสบเข้ากับใครบางคนที่อยู่ด้านหลังคนทั้งสอง เธอโพล่งออกมาอย่างลืมตัวด้วยความดีใจ

"เจ้าตอง!" 

พลินสิ่งยิ้มหวานมาให้พร้อมกับยกมือไหว้แนนแล้วหันไปไหว้แฟนของแนนด้วย

"สวัสดีครับพี่แนน พี่ภพ" 

"ไม่เห็นตั้งนาน ทำไมไม่แวะมาหากันบ้าง" เธอถามพร้อมกับส่งใบเสร็จให้ลูกน้องอีกที 

"ตองไม่ค่อยว่างเลยพี่แนน" เลือกที่จะโป้ปดออกไป ก่อนที่มันจะทำตาโตลุกวาววับ มองตรงไปยังเด็กน้อยวัยขวบเศษๆอยู่ในอ้อมอกคนเป็นพ่อ

"นั่น..." มันชี้นิ้วไปยังเด็กชายที่หลับอยู่อกพ่อ

แนนยิ้มให้พร้อมกับกวักมือเรียกเด็กหนุ่มให้เข้าใกล้ "ตองเพิ่งเคยน้องใช่ไหม?" 

พลินหยักหน้าหงึกหงักโดยไม่ยอมละสายตาจากเจ้าตัวน้อยเลยสักนิด สองขาขยับเข้าไปใกล้ ครั้งสุดท้ายที่เห็นพี่แนนตอนนั้นหญิงสาวยังท้องโตอยู่เลย 

"น้องชื่ออะไรเหรอพี่แนน?" นิ้วชี้ข้างหนึ่งยื่นเข้าใกล้ ใจจริงอยากลองเขี่ยก้อนแก้มกลมของเด็กน้อย แต่กลัวว่านิ้วมันสกปรกเกรงว่าจะนำเชื้อโรคไปติด เลยทำได้แต่แค่ใช้นิ้วลูบหลังมือน้องที่มีถุงมือผ้าห่อหุ้มอยู่

"น้องชื่อภูมิ ภาคภูมิ" ณัทพลแทรกตอบให้ พลางขยับตัวเข้าไปใกล้หลานชายที่หลับปุ๋ย เหลือบสายตาทอดมองเด็กหนุ่มด้วยรอยยิ้ม

พลินจ้องน้องน้อยตามันวาบระยับ มันเป็นคนชอบเด็กโดยเฉพาะเด็กวัยแบเบาะแบบนี้ มีความฝันว่าอยากให้เด็กน้อยเติบโตโดยผ่านการอบรมวิชามาจากมัน ยกย่องมันเป็นที่หนึ่งเป็นที่เคารพนับถือ มันอยากเป็นแบบอย่างให้เด็กน้อยคล้อยตาม วางแผนตั้งตนเป็นอาจารย์ประสาทวิชาให้ 

ถ้ามีโอกาสแบบนั้นคงเป็นความภาคภูมิน่าอวดอ้างเสียจริง 

"สวัสดีเจ้าภูมิน้อย" พลินพึมพำเสียงเบา ส่งเสียงให้เพียงตัวมันและเด็กน้อยได้ยินเท่านั้น "รอไว้ให้โตก่อน...ไอ้ตองคนนี้จะสอนวิชามารให้เจ้าภูมิน้อยเองนะ..." 

หนึ่งเดียวที่กลายเป็นคนนอกเริ่มรู้สึกเสียหน้า ดวงตาคู่สวยเริ่มฉาบฉายความอิจฉาระคนไม่ชอบใจ เธอควรได้สนิทเข้าใกล้ครอบครัวของคนที่เธอหมายปอง และทุกคนในนี้ควรให้ความสนใจเธอถึงจะถูก ไม่ใช่เทเอนเอียงไปยังเด็กกะโปโลคนนั้น 

เขมกรรู้สึกเป็นส่วนเกินจึงพยายามเดินเข้าไปใกล้ณัทพล เยี่ยมหน้ามองเด็กน้อยในอ้อมอกคนเป็นพ่อ ใจจริงแล้วเธอเป็นคนเกลียดเด็กเข้าไส้ เป็นมนุษย์ผู้หญิงที่ไม่ถูดโฉลกกับเด็กทุกช่วงวัย มือเรียวบางข้างหนึ่งแอบจับบริเวณท่อนแขนของณัทพล 

"น้องน่ารักดีนะคะ" เธอพูดแค่นั้น ไม่แม้แต่จะเฉียดเข้าไปใกล้ 

ณัทพลเพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองทำเสียมารยาทไป เขาจึงถอยกายออกมาห่างแล้วหันมาสนใจเขมกรแขนของตัวเองแทน 

"ขอโทษทีนะครับ พอเห็นหลานแล้วผมลืมตัวไปหน่อย คุณเขมคงหิวข้าวแล้ว เชิญเถอะครับ" เขาเผยมืออย่างมีมารยาท กล่าวออกมาอย่างคนเป็นมิตร แต่ในช่วงคำพูดกลับมีช่องว่างมีกำแพงกั้น 

คนเป็นน้องสาวเลยสั่งลูกน้องให้จัดโต๊ะพิเศษให้แล้วสั่งให้เตรียมอาหาร เธอออกตัวว่าจะขอนำเสนอเมนูเอง รับรองว่าลูกค้าสาวต้องติดใจเป็นแน่ 

เขมกรดูพึงพอใจไม่น้อยที่ตัวเองถูกสนใจอีกครั้ง นั่นมันก่อนที่ณัทพลจะหันไปชวนเด็กหนุ่มคนนั้น

"ตอง...ไปนั่งกินด้วยกันสิ" 

เจ้าตัวดีเงยหน้าขึ้นมาพลางเอี้ยวเสี้ยวหน้าไปมองเท่านั้น มันใช้หางตาเปรยมองสองมือไพล่หลัง นอกจากจะมองหน้าคนชวนแล้วยังเผื่อแผ่สายตาเย่อหยิ่งของมันไปยังหญิงสาวทางด้านหลังด้วย 

"ไม่ดีกว่า ไอ้ตองไม่อยากไปขัดความสุขของใคร" 

เขมกรได้โอกาสคล้องแขนณัทพลทันที เอ่ยปากชวนอย่างรีบร้อน "ไปเถอะค่ะพี่นัท เขมหิวแล้ว" 

หากคนถูกดึงกลับยืนนิ่ง ขมวดคิ้วมองเด็กหนุ่มที่หันหลังกลับไปแล้ว เขาไม่เข้าใจ ก่อนหน้านี้ก็ยังดีๆอยู่แท้ๆแต่ทำไมตอนนี้กลับบึ้งตึงใส่เขาเสียอย่างนั้น 

ณัทพลคิดไม่ออกว่าตัวเองทำอะไรผิดรึเปล่า พลินถึงได้แฝงคำพูดประชดประชันกลับคืนให้ 

ลับหลังหลังจากผู้กองหนุ่มกับอาจารย์เดินไปยังโต๊ะอาหารแล้ว กลีบปากเล็กก็เบ้เบะอย่างไม่ชอบใจพลางขยับขมุบขมิบล้อเลียนคำพูดของณัทพลด้วยความหมั่นไส้ 

"คุณเขมคงหิวแล้ว...แหวะ" 

แนนมองเห็นและเข้าใจด้วยสัมผัสของตัวเอง ดูเหมือนว่ามีใครบางคนจะไม่ชอบใจที่พี่ชายเธอดันอัธยาศัยดีกับหญิงสาว จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ เธอไม่อาจเข้าใจคนรู้สึกได้ 

แต่ว่าถ้าไม่มีความรู้สึกคงไม่แสดงออกมาหรอกนะ

แนนรีบซ่อนรอยยิ้มกริ่มไว้ในใจ "ตองกินอะไรมายัง เดี๋ยวพี่สั่งอาหารให้" 

พลินหันมามองหน้าหญิงสาว มันทำหน้าสลดลงเล็กน้อย เอ่ยตอบเสียงเบาขึ้นว่า "ไม่เป็นไรหรอกพี่แนน ตองไม่มีเงินจะจ่าย" 

"โธ่ เรื่องแค่นี้เอง เรานี่...เดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง มาๆ พี่กำลังจะพักกินข้าวอยู่พอดีเลย"

หญิงสาวโอบแผ่นหลังลู่ตกของเด็กหนุ่มด้วยความเห็นใจ แล้วเดินนำไปนั่งที่โต๊ะส่วนด้านในของร้าน โดยมีแฟนหนุ่มกับลูกน้อยตามเข้ามาด้วย 

ภายในห้องส่วนตัวด้านหลังเต็มไปด้วยสิ่งของสำหรับเด็กเล็กมากมาย พื้นที่ถูกปูด้วยเบาะรองสำหรับเด็กลายการ์ตูนน่ารัก เปลนอนและของเล่นที่กองระเกะระกะไปหมด 

"ขอโทษทีนะตอง พี่ไม่มีเวลาเก็บของเลย คนที่ร้านขาด" แนนกล่าวขึ้นพร้อมกับเก็บบรรดาเอกสารที่กองวางอยู่บนโต๊ะ ภพแฟนหนุ่มของแนนเดินเลยไปยังเปลนอนเด็ก และวางลูกชายตัวน้อยลงอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเดินกลับมาแล้วบอกว่าตัวเองจะไปสั่งอาหารเข้ามาให้ 

"พอดีตองเห็นพี่แนนติดป้ายไว้ว่ารับสมัครพนักงานใหม่เหรอ?" 

"ใช่แล้ว ติดตั้งแต่เมื่อวานแล้วล่ะ" 

"ถ้าตองจะมาขอทำได้ไหมพี่แนน ตองกำลังหางานทำอยู่พอดีเลย"   

"จริงเหรอ? งั้นก็ดีเลยสิ" เธอว่าออกมาอย่างดีใจ

"รับรองเชื่อมือได้เลยพี่แนน ไอ้ตองคนนี้ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน คุณสมบัติเพียบพร้อมขนาดนี้หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วนะ" มือข้างหนึ่งทุบอกตัวเองเบาๆยืนยันคำพูด 

แนนอมยิ้มขำกับคำพูดของพลิน "โอเคๆ พี่รับเราแล้ว คุณสมบัติเยอะขนาดนี้ถ้าไม่รับคงไม่ได้แล้วมั้ง" 

ไม่นานหลังจากนั้นภพแฟนหนุ่มของแนนก็นำอาหารเข้ามาเสิร์ฟ เป็นอาหารจานเดียวง่ายๆทว่ารสชาติกลับอร่อยกว่าที่เห็น พลินพูดคุยข้อตกลงการว่าจ้างงานกับแนนอยู่สักพักใหญ่ๆ ได้ข้อสรุปว่ามันจะต้องเข้างานเวลาห้าโมงเย็นจนถึงสามทุ่มของวันจันทร์ถึงศุกร์ เจ้าของร้านคนสวยอนุญาตให้สายได้ในเวลาจำเป็นเท่านั้น ส่วนเสาร์อาทิตย์ทำเต็มวันตั้งแต่ร้านเปิดจนปิดร้าน เงินก็เทียบเท่าค่าจ้างทั่วไปตามเวลาที่มอบหมายให้ ไม่ได้พิเศษเหนือกว่าคนอื่น พลินพึงพอใจกับข้อตกลงอย่างมาก หมายมั่นจะตั้งใจเก็บเงินไว้สำหรับใช้ส่วนตัวจะได้ไม่บังเบียดเงินจากตาเข้มมากนัก 

แนนนัดแนะให้พลินมาศึกษางานตั้งแต่วันพรุ่งนี้ว่าต้องทำอะไรบ้าง เธอจะเป็นคนสอนงานเอง หลังจากนั้นเธอและแฟนหนุ่มก็ขอตัวออกไปรับแขก ส่วนพลินนั้นเลยอาสาเฝ้าเด็กน้อยให้ก่อน ขณะนั้นพลินลืมไปเสียสนิทว่าตัวเองนั้นติดรถมากับใครบางคน ตัวมันเอาแต่เฝ้ามองใบหน้าจิ้มลิ้มที่หลับตาพริ้มอยู่ในเปล 

"เจ้าภูมิน้อยรีบโตเร็วๆ ไอ้ตองจะพาไปเล่นที่สวน จะพาไปปีนต้นไม้ขโมยผลไม้ของตาเข้มกิน...อยากจับแก้มจัง แต่มือมันสกปรก เดี๋ยวเจ้าภูมิน้อยไม่สบาย" ปลายนิ้วชี้ของพลินเกลี่ยวนรอบพุงของเด็กน้อยอย่างเพลินมือ  "เรามีพันธสัญญากันรู้ไหม? เจ้าภูมิน้อยต้องให้ไอ้ตองเป็นอาจารย์ ยกย่องมัน ยกให้มันเป็นที่หนึ่ง เจ้าภูมิน้อยต้องเคารพไอ้ตองคนนี้นะ" 

เด็กน้อยที่หลับปุ๋ยพลันเกิดรอยยิ้มขึ้นส่งเสียงครางในลำคอเบาๆ

พลินเบิกตากว้างอย่างดีใจ "ฉลาด...เด็กฉลาด" มันเอ่ยชม 

พลินทอดสายเอ็นดูน้องน้อยในเปล ทว่าเพียงไม่นานภาพในหัวก็แปรเปลี่ยนไป มันกำลังตกอยู่ในห้วงภวังค์ตัวเองนึกไปถึงคนที่อยู่ภายนอก

กลีบปากเล็กพึมพำออกมาอย่างคนไม่รู้ตัว

"ใจดีกับทุกคนแบบนี้เลยรึไง? ที่ใจดีกับมันเพราะว่ามันพิเศษหรือว่าอะไร?" 

พลันนัยน์ตาหม่นแสงลงอย่างคนมีเรื่องขุ่นใจ

"ถ้าอย่างนั้นก็อย่ามาใจดีให้มันดีใจ เดี๋ยวมันก็เหลิง พอเหลิงก็สำคัญตัว กว่าจะรู้ตัวว่าไม่สำคัญก็หน้าแหกไปแล้ว...นี่เจ้าภูมิน้อยต้องเข้าข้างอาจารย์นะ อยู่ข้างอาจารย์นะ ในตอนที่มันหน้าแหกอย่างน้อยก็ช่วยเย็บเศษหน้าให้มันด้วย" พลินถอนหายใจออกมาเบาๆ ทำไมมันไม่ชอบใครรู้สึกที่กำลังปั่นป่วนกวนใจตัวเองแบบนี้เลย 

"ไม่ชอบเลยว่ะ" 

"ไม่ชอบอะไร?" เสียงคนถามแทรกขึ้นมาจากทางด้านหลัง พลินสะดุ้งตกใจเล็กน้อยก่อนจะรีบหันกลับไปมอง  เป็นณัทพลที่เดินเข้ามา 

พลินยักไหล่ให้เป็นคำตอบ ก่อนจะรีบหันกลับมายังเปล หลบสายตาที่กำลังฉาบฉายห้วงอารมณ์อยู่

ณัทพลหลังจากทานอาหารกับหญิงสาวเสร็จก็มีการพูดคุยกันอยู่สักพักใหญ่ เขมกรชวนเขาพูดไปเรื่อยส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องราวของหญิงสาวตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมยันเข้ามหาวิทยาลัยที่ต่างประเทศ ณัทพลเองก็ได้แต่นั่งฟังและตอบรับกลับบ้าง ด้วยเพราะมารยาทแม้ว่าตัวเองจะรู้สึกอึดอัดกับความนัยที่เขมกรมักส่งมาให้เสมอก็ตาม ทว่าณัทพลก็ทำได้เพียงยิ้มรับชะตากรรมตัวเองเท่านั้น โชคเข้าข้างเมื่อเขมกรดันมีนัดด่วนที่ต่อสายตรงจากบรรดาเพื่อนสาวของเธอเอง นัดรวมกันอย่างกะทันหันและเพื่อนของเธออาสามารับหล่อนถึงที่ ณัทพลเดินไปส่งหญิงสาวที่หน้าร้าน กลุ่มเพื่อนที่อยู่ในรถต่างพากันมองดูเขาพร้อมส่งสายตาหยอกล้อไปทางเขมกร  

หนึ่งหญิงสาวเขินอายกลับหนึ่งชายหนุ่มที่ปั้นสีหน้าไม่ถูก รู้สึกยุ่งยากลำบากจิตใจ

สิ่งสุดท้ายที่ณัทพลฝากให้กับเขมกรคือลมหายใจที่ถอดถอนออกมา เขาไม่เคยให้ความหวังหรือต้องการสานสัมพันธ์ใดๆ 

ในตลอดหลายวันที่ผ่านมางานและคดีสำคัญกำลังบีบคั้น ทำเอาจนนายตำรวจหนุ่มไฟแรงอย่างเขากับสารวัตรเชษฐ์แทบไม่ได้พักผ่อน วันนี้เลยตัดสินใจกันว่าต้องพาร่างที่กำลังประท้วงกลับไปพักผ่อนได้แล้ว นายตำรวจหนุ่มเพื่อนสนิททั้งสองจึงพากันกลับบ้านในเวลาหลังเลิกงาน

เพื่อนเขากลับไปกกกอดครอบครัวที่บ้านอย่างสบายใจอิ่มเอม ส่วนตัวเขาดันโชคร้าย พ่อของเขมกรต่อสายตรงว่าให้เขาพาเขมกรไปทานมื้อเย็นสักหน่อย 

ข้อดีเลยกลายเป็นข้อเสีย เขมกรดูเหมือนจะชอบพอกับความเป็นสุภาพบุรุษของเขา แต่เขากลับไม่ได้ชอบพอในตัวเธอเลยสักนิด 

แต่ในความโชคร้ายยังมีอะไรบางอย่างทำให้ความเบื่อหน่ายนี้ดีขึ้นมา นั่นเพราะเขาดันเห็นร่างเล็กของพลินกำลังเดินเตะฝุ่นอยู่ข้างทาง 

เหมือนเด็กหลงทางที่เขาแวะรับกลับติดมาด้วย

"ตองกินอะไรรึยัง?" ณัทพลเดินเข้าไปประชิดเด็กหนุ่มที่นั่งก้มหน้ามองหลานชายเขาในเปล 

พลินงึมงำในลำคอแต่ก็ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมา ณัทพลเอะใจเล็กน้อยจึงยอบกายนั่งลงข้างๆ แล้วถามอย่างเป็นห่วง

"ตองเป็นอะไร?" 

"...เปล่า" คนตอบปฏิเสธ แต่หัวคิ้วกลับผูกกันแน่น ณัทพลเลยใช้นิ้วหัวแม่มือคลึงหัวคิ้วเด็กหนุ่มพลางอมยิ้มเล็กน้อย

"แล้วทำไมทำหน้าแบบนี้" 

ดวงตากลมโตช้อนมอง ตัวมันเงียบและมองณัทพลนิ่งๆอย่างคนมีเรื่องคับข้องใจ มองลึกเข้าไปในแววตาของชายหนุ่ม มองให้เห็นถึงกั้นบึ้งแท้จริงภายใน 

มือสองข้างค้ำพื้นแล้วยืนกายขึ้นเล็กน้อย ยื่นใบหน้าเข้าใกล้ มันอยากรู้...มันแค่อยากรู้

ความใจดีที่มีให้มันคืออะไร? มีจากแท้จริงในใจหรือเปล่า? หรือแค่ทำกับมันเหมือนคนอื่นกันแน่

คนที่นิ่งค้างกลายเป็นณัทพล สายตาถูกตรึงด้วยวงหน้าของเด็กหนุ่มสลักลงไปในความทรงจำอย่างไม่รู้ตัว

"...ผู้กองใจดีกับทุกคนแบบนี้เลยเหรอ?" มันถามออกมาพร้อมกับละใบหน้าออก ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เหมือนไม่ได้ต้องการคำตอบที่ถามออกไป

ณัทพลขมวดคิ้วให้กับคำถามของเด็กหนุ่ม เขาไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไรเลยไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร เมื่อเห็นพลินยืนขึ้นเขาเลยยืนขึ้นตาม "กลับกันเถอะ" 

พลินเลิกคิ้วสงสัย ในใจพลันวูบไหวแปลกๆ ณัทพลทำราวกับว่าพวกเขาพักอาศัยอยู่ด้วยอย่างนั้น แต่เพราะนิสัยปากไม่อยู่สุขปากไม่ตรงใจตอบกลับด้วยน้ำเสียงยียวน ผ่านสีหน้าหยิ่ง

"ตองกลับเองได้ ทำไมต้องกลับกับผู้กองด้วย"

"ก็เพราะพี่พาเรามา ตองก็ต้องให้พี่ไปส่ง...ไปเถอะ" 

เขาเห็นว่าเด็กหนุ่มจะทำท่าปฏิเสธเลยรีบคว้าเอาข้อมือเล็กไว้แล้วจูงเด็กหนุ่มออกจากห้องโดยไว ตอนออกจากห้องสวนทางกับน้องสาวที่กำลังจะเข้าไปดูลูกชาย เขารีบบอกลาอย่างรวดเร็วแล้วพาพลินขึ้นรถไปทันที

ณัทพลขับรถมาส่งพลินที่หน้าหอ ตลอดทางเด็กหนุ่มนั่งเงียบจนเขาแปลกใจ มันเหมือนมีม่านหมอกปกคลุมอยู่รอบกายร่างเล็ก 

รถเทียบจอด พลินหันมายกมือไหว้เขา แน่นอนว่าณัทพลพึงพอใจไม่น้อย แต่ใบหน้าที่เรียบเฉยราวกับคนตกอยู่ในภวังค์ เขาเลยอดใจไม่ได้คว้าข้อมือเด็กหนุ่มไว้ก่อนที่จะลงจากรถไป 

พลินหันมาสบตาเพราะแปลกใจ ไม่ลืมมองข้อมือที่ถูกกอบกุมไว้ กลีบปากเม้มเข้าหากัน เกิดเป็นความประหม่าคลุมรอบหัวใจ 

"ตองมีเรื่องอะไรไม่สบายใจรึเปล่า พี่เห็นเราเงียบผิดปกติ ตองมีปัญหาอะไรบอกพี่นะ" 

"...เข้าใจแล้ว ปล่อยมือตองได้แล้ว"    

.................................................

ฮาร์ลีย์ เดวิดสันที่ปกติไม่เคยมีใครได้ซ้อนท้าย นอกจากเด็กหนุ่มทรงผมกะลาครอบอย่างนับ หลังจากเลิกเรียนเบสก็พานับซ้อนท้ายสองคู่ใจตรงไปยังร้านอาหารที่เป็นตึกอาคารพาณิชย์ เมื่อวานเพราะมีเหตุระทึกทำให้นับต้องไปนอนที่หอพักของเบส เพื่อหลบซ่อนหลักฐานบนใบหน้า และเป็นเพราะร่องรอยหลังไม่จางหาย ทำให้นับตัดสินและตกลงกับเบสว่าจะไปพักอยู่หอเบสจนกว่าแผลจะหาย 

ไม่ไกลจากมหาลัยนักก็เข้าเขตใจกลางเมือง เบสขับจักรยานยนต์เข้าไปยังซอยแห่งหนึ่งในชุมชน และก็เจอกับตึกอาคารพาณิชย์ที่ทอดยาวตั้งแต่ต้นซอยยันท้ายซอย ร้านของนับรวมทั้งหมดสามคูหาอยู่ต้นซอย ด้านล่างถูกทุบเชื่อมสามคูหาติดกัน เพื่อเปิดเป็นร้านอาหาร 

เมื่อมาถึงสองข้างทางก็เต็มไปด้วยรถที่จอดเต็มตลอดทั้งสองฝั่ง เบสเลือกจอดเยื้องออกไปไม่ไกลจากหน้าร้าน หยั่งขาตั้งลง แต่เจ้าของรถยังคงนั่งอยู่ไม่ยอมลง 

นับกระชับกระเป๋าเป้แล้วตวัดขาพลางจับบ่าของเบสเพื่อช่วยขยับตัวลง ด้วยเพราะช่วงขาที่สั้นทำให้การส่งจากที่สูงช่างยากเสียจริง ส่งเสียงฮึบในลำคอเมื่อต้องออกแรง 

"สูงจริงๆ" นับบ่นกระปอดกระแปด เมื่อสองเท้าเหยียบถึงพื้น 

"นายขาสั้นต่างหาก" เบสยกยิ้มเล็กน้อย เมื่อเห็นนับทำหน้าหงิกใส่เขา 

"ขาเราไม่ได้สั้นขนาดนั้นสักหน่อย อย่างน้อยเราก็สูงกว่าตองนะ" พูดอวดอ้างขึ้นมาอย่างภูมิใจ 

"ยังมีหน้าไปเปรียบเทียบคนอื่นอีก สูงกว่าไอ้ตองแค่สองเซ็น" ไม่วายเย้ยอีกคนให้เจ็บใจเล่นๆ พลางส่งเสียงขบขันในลำคอ 

"ตามทฤษฎีแล้ว ต่อให้ไม่ว่าจะกี่เซ็น ก็ถือว่าเราสูงกว่า..." 

เบสรีบยกมือขึ้นห้ามทันที เมื่อนับเริ่มจะพล่าม ถ้าไม่ห้ามเกรงว่าจะไม่ได้เข้าไปเก็บของ 

"พอๆ สูงกว่าก็สูงกว่า พอใจยัง...หืม?" เอื้อมมือไปวางบนศีรษะของนับพลางโยกอย่างนึกเอ็นดูเบาๆ 

เป็นเพราะน้ำเสียงทุ้มนุ่มเปล่งออกมา พร้อมกับสายตาที่ทอประกายอบอุ่น ทำให้นับเม้มกลีบปากก่อนจะหลบสายตาไปทางอื่น 

นับไม่รู้ว่าทำไมข้างในมันถึงปั่นป่วนมวนอยู่ในท้อง คล้ายกับมีแมลงบินวนอยู่ข้างใน

"...เข้าไปกันเถอะ" เลือกที่จะไม่หาคำตอบสำหรับอาการดั่งกล่าว

นับเอ่ยชวนเสียงเบา เขากำลังจะหมุนตัวเพื่อเข้าบ้าน ทว่ายังไม่ทันได้หันกลับ แขนของเบสก็เอื้อมมาโอบพร้อมกับถึงร่างของนับให้เข้ามาประชิด 

ดวงตาภายใต้กรอบแว่นทรงกลมเบิกกว้างด้วยอารามคนตกใจ แต่นั่นก็เทียบไม่ได้กับความใกล้ชิดอย่างที่นับกำลังเผชิญอยู่ 

เบสจับคนตัวเล็กกว่าให้หมุนมาเผชิญหน้า สายตาจ้องมองไปยังรอยช้ำสีม่วงที่ยังคงหลงเหลืออยู่บริเวณมุมปากของนับ หัวคิ้วเข้มขมวดเข้าหาอย่างคนไม่ชอบใจ ในตอนนั้นเขาช่วยนับไว้ไม่ทัน ทำให้คนตัวเล็กต้องเจ็บตัว แม้จะน้อยนิดแต่เขาก็ไม่พอใจเอามากๆ

นิ้วหัวแม่มือข้างหนึ่งยกขึ้นลูบรอยช้ำม่วงอย่างแผ่วเบา 

มันไม่ควรเป็นรอยอย่างนี้ นับไม่ควรมีรอยอะไรก็ตามที่ไม่ได้เกิดจากเขา

...คนอื่นไม่มีสิทธิ์

"เราไม่เจ็บ" นับคลี่ยิ้มยืนยัน เขาเข้าใจว่าเบสเป็นห่วง เพราะแบบนั้นนับเลยยืนยันให้เบสสบายใจ

"รู้ว่าไม่เจ็บ แต่ไม่ชอบให้มีรอย...จากคนอื่น"

นับยู่ปากจนอีกคนนึกหมั่นไส้ เบสบีบแก้มของนับซ้ำๆ แล้วบีบค้างไว้จนกลีบปากของนับยู่ย่น

"...หึ" เขาเหมือนจะชอบ

...ชอบ?

ใช่คงจะชอบ...แล้วก็ชอบมากด้วย

นับสะบัดมือหนาข้างนั้นก่อนจะมือทั้งสองของตัวเองนวดแก้มคลายความตึง ตอบกลับเสียงขุ่น "มันเจ็บนะเบส ทำไมชอบเล่นแก้มเราแบบนี้" 

เบสเลิกคิ้วพลางโน้มใบหน้าเข้าไปให้อยู่ระดับเดียวกัน ทำสีหน้ายียวนเล็กน้อยซึ่งน้อยคนที่มีโอกาสจะได้เห็น แต่สำหรับนับเขาเห็นบ่อยที่สุดแล้ว และเขาก็ไม่ชอบเอาเสียเลย

"ทำไม หวงเหรอ?" 

"ไม่ได้หวง แต่มันเจ็บ" 

เบสกระตุกยิ้มนิดหน่อย เลิกแกล้งอีกฝ่าย เขาล้วงเอาผ้าปิดปากจากในกระเป๋าเป้ตัวเองออกมา คล้องใส่ให้กับไว้นับพร้อมกับพูดขึ้นมา

"ปิดไว้ เดี๋ยวก็โดนจับได้หรอก" 

นับพยักหน้าหงึกหงักรับคำสั่ง กวักมือเรียกคนนั่งอยู่บนจักรยานยนต์ให้เดินตาม เพียงแค่ถูกผ้าปิดปากปิดทับนับก็กลายร่างเป็นคนไม่พูดอาศัยท่าทางสื่อสารเอาเสียดื้อๆ 

ภายในร้านอาหารเริ่มเนืองแน่นไปด้วยลูกค้าที่มาทานอาหารช่วงเย็น แม้ว่าพระอาทิตย์ยังไม่ทันคล้อยลับขอบฟ้าแต่ร้านอาหารของนับก็ถูกจับจองแทบจะเต็มหมดแล้ว 

สายเลือดทางพ่อของนับมีเชื้อมาจากแผ่นดินใหญ่ นับถือว่าเป็นลูกเสี้ยว แม่ของนับเป็นสาวชาวเหนือเมื่อแต่งงานกับพ่อของนับก็ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เป็นสาว ร้านอาหารแห่งนี้เป็นพ่อของนับที่คิดค้นสูตรแต่ละเมนูเองตั้งแต่สมัยหลายสิบปีก่อนจนกลายเป็นร้านดังประจำจังหวัด เริ่มต้นจากศูนย์จนเดี๋ยวนี้กลายเป็นเถ้าแก่โดยมีลูกสาวสานต่อกิจการ 

ทันทีที่นับเดินเข้ามาคนเป็นแม่ก็เห็นลูกชายจึงรีบเดินออกมาหาด้วยความเป็นห่วง เพราะเมื่อวานนับไม่ได้กลับบ้าน เพราะว่าลูกชายของหล่อน ร้อยวันพันปีจะค้างที่อื่นนอกจากบ้านหลังนี้ 

"นับ เป็นอะไร?" เธอถามขึ้นในขณะเดียวกันก็รับไหว้จากเพื่อนสนิทของลูกชายตัวเอง 

คนถูกถามดันเป็นคนโกหกไม่เก่ง ส่อออกอาการเลิ่กลั่กไม่อยู่สุข เสียงในลำคออึกอักคล้ายคนเป็นใบ้ 

"เอ้า ตกลงเป็นอะไรเล่า ใส่ผ้าปิดปากทำไม" 

"นับไม่สบายนิดหน่อยครับ พอดีเมื่อคืนทำงานดึกไปหน่อย" เบสเป็นคนตอบคำถามให้แทน

แม้ว่าเด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่คนนี้จะมีหน้าตาไม่ค่อยเป็นมิตรกับคนรอบข้าง ทว่ากิริยามารยาทที่แสดงออกกับผู้ใหญ่กลับดีไม่ใช่น้อยคล้ายกับเด็กที่ถูกสั่งสอนมาอย่างดี แม่ของนับเองยังเปรียบเทียบเบสกับลูกชายแสนซื่อบื้อตัวเองอยู่บ่อยๆ ฝากฝังให้เบสคอยสอนนับอยู่เสมอ เธอเอ็นดูความอ่อนน้อมของเบสจนถือให้เป็นลูกชายอีกคนเลยก็ว่าได้

"ม๊า พี่นาวไปไหน?" คนเป็นลูกไม่ห่วงเรื่องอะไรเท่าเรื่องของบุคคลที่กำลังกล่าวถึง สอดส่ายสายตามองไปรอบๆ ร้อนก็ไม่ปรากฏเห็นพี่สาวตัวเอง

"ออกไปข้างนอกเมื่อห้านาทีที่แล้วเอง เดี๋ยวก็กลับมา"   

นับอุทานออกมาเบาๆ เกิดเป็นอาการลนลาน คว้ามือแม่ตัวเองมากุมไว้พร้อมระรัวคำพูดมาโดยไว 

"ม๊า งาน...งานมันยังไม่เสร็จ นับต้องไปนอนหอเบสอีก อาจจะอยู่ทั้งอาทิตย์เลยนะ ไม่รู้ว่าจะเสร็จตอนไหนแต่นับจะไปนอนกับเบสนะม๊า ฝากบอกพี่นาวให้ด้วย นับขอตัวไปเก็บของก่อนนะ" พูดจบก็รีบปล่อยมือคนเป็นแม่แล้วคว้าเอามือของเพื่อนสนิทพร้อมกับกระชากออกแรงดึงให้ขึ้นไปยังห้องตัวเองที่อยู่ชั้นบนของบ้าน โดยมีเสียงของคนเป็นแม่ที่ตะโกนถามอย่างสงสัย 

ทันทีที่ประตูห้องปิดลง เจ้าของห้องก็ถอนหายใจออกมาแรงๆ นับไม่เก่งเรื่องโกหก แค่คิดหรือแค่อ้าปากก็โดนคนที่บ้านจับได้หมดแล้ว รู้ไปถึงข้างในว่าไส้ของนับมีกี่ขดกี่ม้วน ยิ่งถ้าพี่สาวของนับอยู่ตรงนั้น นับรับรองได้ว่าโดนจับได้ตั้งแต่เดินเข้ามาแล้วแน่ๆ 

เบสสำรวจห้องนอนของนับที่เขาไม่ได้เข้ามานานแล้ว ครั้งสุดท้ายคงเป็นตอนมอต้นที่เขามานอนค้างที่นี่ ซึ่งนั้นก็นานพอสมควร ทว่าต่อให้ระยะเวลาเดินทางมานานแค่ไหน สภาพห้องของนับก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง 

เบสไม่รู้ว่าจะเรียกห้องนี้ว่าอะไร แต่คนเป็นเจ้าของห้องตั้งชื่อห้องตัวเองไว้ว่า 'ขุมสมบัติของนับ'

เด็กแว่นผู้มีทรงผมแปลกๆ นั่นยังไม่สามารถบ่งบอกความเป็นนับได้เทียบเท่ากับขุมสมบัติในห้องนี้ 

ตู้หนังสือขนาดใหญ่ที่ข้างในอัดแน่นไปด้วยการ์ตูนหลายสิบๆ เรื่อง ชั้นวางของที่เจ้าตัวสะสมฟิกเกอร์ราคาแพง หรือที่สำคัญที่สุดคงไม่พ้นตัวการ์ตูนคุณนาโอะ ที่มีทั้งโปรเตอร์ เล่มการ์ตูน หรือของสะสมอื่นๆ แน่นอนว่าผู้เป็นเจ้าของอย่างนับหวงขุมสมบัติตัวเองยิ่งกว่าชีวิต

ทว่าไม่ใช่กับเบส

...เขาโคตรจะไม่ชอบคุณนาโอะของนับเลยสักนิด

ไม่ใช่เพราะมันเป็นการ์ตูนหรือว่าอะไร แต่เป็นเพราะยามใดที่นับเอ่ยถึงคุณนาโอะ ดวงตาเรียวเล็กภายใต้กรอบแว่นจะมักมีประกายระยิบระยับ

...เบสยอมรับ เขาอิจฉา อิจฉาคุณนาโอะอะไรนั่นจนใจแทบขาด

เบสทิ้งร่างลงบนเตียงนอนที่หอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่ม ไม่วายแอบสูดดมกลิ่นของผู้เป็นเจ้าของอย่างไม่นึกอาย ปิดเปลือกตาเพลิดเพลินกับความพิเศษของตัวเองที่เป็นคนเดียวที่มีโอกาสเขามาห้องนี้ ไม่มีเพื่อนคนไหนของนับไอ้ย่ำกายเข้ามาเหยียบมาเยี่ยมชมขุมสมบัติของนับเหมือนกับเขาอีกแล้ว 

ถึงจะอิจฉาคุณนาโอะอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เท่าอิจฉาตัวเองในตอนนี้หรอก

นับสาละวนเร่งเก็บทั้งเสื้อผ้าและหนังสือเรียน เขากำลังทำแข่งกับเวลา ถ้าเกิดว่าพี่นาวมาเจอนับกำลังเก็บของกลัวว่าแผนการหลบซ่อนวีรกรรมตัวเองจะโดนเปิดเผย เหงื่อกาฬไหลซึมไปทั่วแผ่นหลังเมื่อดันหาของบางอย่างไม่เจอ ในวินาทีนั้นก็คิดขึ้นได้ว่าตัวเองเก็บมันไว้ที่ชั้นข้างเตียง แต่เพราะมีเวลาจำกัดนับเลยบอกให้เบสช่วยหยิบให้

"เบส หยิบกล่องเหล็กในชั้นข้างเตียงให้เราหน่อย...เร็วๆ" ไม่วายเร่งเวลา เมื่อเพื่อนสนิทดันทำตัวยืดยาด 

คนถูกสั่งคำตามคำสั่งโดยเปิดชั้นเก็บของที่เป็นโต๊ะข้างเตียง เพื่อหากล่องเหล็กที่ว่า สายตาของเบสพลันเห็นอะไรบางอย่างอยู่ในนั้น เขาหยิบมันขึ้นมาดูก่อนจะเกิดเป็นรอยยิ้มที่กลั้นไว้ไม่อยู่ 

พวกกุญแจไหมพรมถักรูปกระต่าย

แม้ว่ามันจะเก่า...แต่ก็ยังขาวสะอาดอีกทั้งยังมีกลิ่นหอม นั่นเพราะผู้เป็นเจ้าของดูแลมันอย่างดี

พวงกุญแจพวงนี้เป็นจุดเริ่มของการทำความรู้จักระหว่างพวกเขาทั้งสอง 

ภาพในความทรงจำที่นานแสนนานผุดฉายขึ้นมาราวกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

ในวันนั้นเบสที่เพิ่งเข้าเรียนมัธยมด้วยวัยสิบสามปี เพราะยังไม่โตที่จะได้รับอนุญาตให้นำจักรยานยนต์มาเอง เขาจึงจำเป็นต้องอาศัยไปกับพี่ชายของตัวเองที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมปีสุดท้าย เบสเปิดเรียนมาได้สองสัปดาห์แล้ว มันไม่มีอะไรในโรงเรียนใหม่ที่น่าสนใจหรือดึงดูดสายตาเฉื่อยชาของเด็กหนุ่มอย่างเบสได้ ในหัวของเขามีแต่เรื่องเครื่องจักรยนต์ที่ตัวเองชื่นชอบเท่านั้น รอแต่เพียงว่าขอให้ได้กลับบ้านเร็วๆ เพื่อที่จะได้ไปช่วยพ่อดูแลเรือลากอวน 

ช่วงหลังเลิกเรียนขณะที่เบสรอพี่ชายอยู่โรงจอดรถสำหรับนักเรียน บังเอิญมีหญิงชรากับเด็กสาวตัวน้อย เดินมาด้วยกันสองยายหลานหอบหิ้วตะกร้าสานที่ข้างในเต็มไปด้วยพวงกุญแจไหมพรมถักแบบต่างๆ 

เบสได้ไม่อยากได้ แต่เพราะเขาสงสารจึงอาสาซื้อช่วยมาหนึ่งตัว

นั่นคือพวงกุญแจไหมพรมถักรูปกระต่ายสีชมพู...

เบสยัดมันใส่กระเป๋ากางเกงอย่างไม่ใส่ใจ แทบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าตัวเองมีมันอยู่ในกระเป๋ากางเกง

พี่ชายของเบสต้องแวะไปหาเพื่อนสนิทเพราะเรื่องงาน เบสก็ไม่ได้ว่าอะไรแม้ในใจจะหงุดหงิดเล็กน้อยเพราะเขานัดกับพ่อไว้ว่าจะรีบกลับไปช่วยซ่อมเครื่อง 

จักรยานยนต์มาจอดอยู่ที่หน้าอาคารพาณิชย์ขนาดสามคูหาอยู่ในย่านใจกลางเมือง เบสรอพี่ชายที่เข้าไปเอางานภายในอาคารหลังนั้น เขาเหม่อมองไปเรื่อยเปื่อยไม่เจาะจงมองอะไรเป็นพิเศษ ล้วงมือทั้งสองเข้ากระเป๋ากางเกงและเพราะสัมผัสบางอย่างอยู่ข้างในทำให้เบสนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเพิ่งจะซื้อมันมา 

เบสหยิบพวงกุญแจขึ้นมาดูเล่นฆ่าเวลา 

ทว่าในตอนนั้นเองก็มีเสียงของใครบางคนดึงความสนใจของเบสไปจากเจ้าพวงกุญแจกระต่าย

"...ไม่ เมื่อวานนายกินแล้ว วันนี้เราจะเอาไปให้ตัวอื่น...หยุดนะ เลิกพันขาเราแบบนี้สักที เราจะล้ม" 

สายตาของเบสสบเข้ากับร่างเล็กของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง เขาพินิจมองชุดนักเรียนแล้ว เด็กคนนั้นอยู่โรงเรียนเดียวกันกับเขา เด็กผู้ชายที่สวมแว่นหนาแม้ว่าเจ้าตัวจะตัดทรงผมนักเรียนไม่ต่างจากเขา แต่เพราะหน้าตาที่ดูเหมือนสัตว์ตัวเล็กๆ ทำให้เบสเผลอมองไม่ละสายตา

เหมือนกับเจ้ากระต่ายในมือของเขา...

ชั่ววินาทีหัวใจก็วูบไหวแปลกๆ 

รู้ตัวอีกทีเขาก็มายืนอยู่ต่อหน้าเด็กผู้ชายแว่นหนาคนนี้แล้ว

"...เอาให้" 

นับที่นั่งยองๆอยู่ที่พื้น พลันเงยหน้าขึ้นมาจากเจ้าแมวสีส้มที่กำลังกินเศษเนื้อปลาอยู่ 

"..."

"มันเหมือนนาย ฉันเอาให้" 

รอยยิ้มแรกที่เบสได้รับจากนับมันตราตรึงใจมาถึงเท่าทุกวันนี้...

......................................... 

หลังจากวันนั้นก็ผ่านมาสี่วันแล้ว ชีวิตของพลินก็ดำเนินมาเป็นปกติ ช่วงกลางวันก็เข้าเรียนเช่นเดียวกับชีวิตนักศึกษาคนอื่นๆ ส่วนหลังเลิกเรียนก็มาทำงานพิเศษที่ร้านของพี่แนน เจ้าของร้านสาวสวยสอนงานและมอบหมายให้กับมันเป็นพนักงานต้อนรับ คอยจดออเดอร์ลูกค้า เสิร์ฟอาหาร หลักๆ หน้าที่ของมันก็มีเพียงเท่านี้ ในคราแรกตัวมันก็คิดว่างานช่างง่ายและสบาย ทว่าพอได้ทำจริงๆ แล้ว กลับไม่ใช่อย่างที่คิดแม้แต่น้อย ยิ่งช่วงเย็นไปถึงหัวค่ำลูกค้าค่อนข้างแน่นร้านเป็นพิเศษ ตัวมันวิ่งวุ่นเป็นหนูติดจั่นอยู่ในร้านจนหัวหมุน คนนั้นก็จะเอาแบบนี้คนนี้ก็จะเอาแบบนั้น

มันปวดหัว! 

พลินที่สวมชุดพนังงานร้านเป็นเสื้อยืดสีขาวสกีนโลโก้ร้าน คู่กับกางเกงยีนสีเข้มกำลังยืนจดออเดอร์ลูกค้าสาวสองคน หล่อนทั้งสองเท้าคางมองมันไม่หยุด และไม่ยอมสั่งให้เสร็จสักที 

แต่มันเองก็ไม่ได้มีท่าทีเบื่อหน่ายรำคาญใจ กลับยิ่งระริกระรี้ยกใหญ่เมื่อมีพี่สาวสนใจตัวมัน เพราะแบบนั้นวิชามารของมันจึงถูกงัดออกมา สองมือประสานไว้ด้านหน้า ค้อมกายลงเล็กน้อยพลางส่งรอยยิ้มหวานละมุนไปให้

"พี่สาวจะรับอะไรดีครับ ทางร้านเรามีเมนูเยอะแยะเลยนะครับ" 

หนึ่งในลูกค้าสาวฉีกยิ้มกว้าง เท้าคางค้ำข้อศอกไว้ที่โต๊ะ เอ่ยกลับเสียงหวานไม่ต่างจากคนถาม

"แล้วน้องอยากแนะนำเมนูอะไรให้พี่คะ?" 

พลินทำท่าเอานิ้วแตะปลายคางมีสีหน้านึกคิด ก่อนจะเบิกตากว้างเหมือนคิดหาคำตอบได้ เรียกความเอ็นดูให้กับสาวๆได้ไม่น้อย 

"สำหรับพี่สาวทั้งสอง ตองว่าต้องนี่เลยครับ" มันพูดพร้อมกับกางสมุดเมนูให้ดู "ข้าวผัดสับปะรด ทางร้านเราใช้สับปะรดที่ปลอดสารนะครับ แถมเมนูนี้ยังเป็นเมนูเพื่อสุขภาพด้วยนะครับ"

"น้องชื่อตองงั้นเหรอ?" สาวอีกคนถามขึ้น 

"ใช่ครับ" 

"ชื่อน่ารักจังเหมือนเจ้าของชื่อเลย แถมแทนตัวเองว่าตองอีกด้วย" เธอเอ่ยชมออกมาด้วยความเอ็นดู 

คนถูกชมแสร้งเกาแก้มคล้ายกับเขินอายทั้งที่ในใจกระหยิ่มยิ้มลำพองขน ถ้ามันเป็นหมาคงกระดิกหางตอบรับไปแล้ว

"งั้นพี่เอาเมนูที่น้องแนะนำเลยค่ะ น้องตองเลือกมาให้พวกพี่อีกสองอย่างเลยค่ะ" 

"ให้ตองเลือกให้งั้นเหรอครับ? ถ้า...ถ้าเกิดตองเลือกไม่ถูกใจพวกพี่..." มันก้มหน้าหลบสายตาพลางช้อนตามองอย่างคนรู้สึกกลัวความผิด

หญิงสาวทั้งสองตกลุมพรางจึงรีบโบกมือ พวกเธอเห็นแววตาละห้อยน่าสงสารนั่นแล้วอดใจอ่อนไม่ไหวเลยทีเดียว

"โธ่ น้องตอง...ไม่ต้องคิดมาก น้องว่าอะไรดีพี่ก็ว่าดีหมดเลยจ้ะ อย่าคิดมากนะคะ" 

"ถ้าพวกพี่ไว้ใจตอง งั้นตองจะเลือกเมนูที่ดีที่สุดให้นะครับ" สีหน้าละห้อยก่อนหน้านี้มลายหายวับ กลายเป็นรอยยิ้มกว้างที่ยิ้มจนไปถึงดวงตากลมโตทั้งสองข้าง 

พลินจดเมนูที่ราคาแพงที่สุดในร้านลงในใบออเดอร์ของหญิงสาวทั้งสอง...

พลินไปส่งใบออเดอร์ให้กับห้องครัวทางด้านหลัง ระหว่างเดินกลับนั้นมือข้างหนึ่งของมันก็ถูกใครบางคนดึงรั้งไว้เสียก่อน ตัวมันหันกลับมาพลางเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

"โคตรเจ้าเล่ห์ว่ะ" คนรั้งถามขึ้นอย่างยียวน

"อิจฉาก็บอกมาเถอะพี่แชมป์" คนตอบกลับเย้ยหยันพลางยักคิ้วทับถม

แชมป์ส่ายหน้าระอาระคนยอมแพ้ เป็นเขาเองแหละที่มานั่งเฝ้ามองรุ่นน้องคนนี้ตั้งแต่รู้ว่ามาทำงานพิเศษที่นี่ตั้งแต่เมื่อวาน เหตุเพราะความบังเอิญเขาแวะมาทานอาหารเลยได้เจอกับน้องรหัสจอมแสบเข้า เมื่อวานเขาก็อยู่เฝ้าน้องมันทำงานจนเิลอกและอาสาขับรถไปส่งที่หอพัก วันนี้ก็เช่นเดิม แชมป์มารอพลินเหมือนเมื่อวาน

"นี่ถามจริงพี่แชมป์ พี่มาทำไรวะ?" มันถามด้วยความสงสัย จริงๆแชมป์ควรกลับไปตั้งนานหลังจากทานอาหารเสร็จ แต่รุ่นพี่คนนี้ยังคงนั่งอ้อยอิ่งอยู่ในร้านไม่ยอมกลับไปเสียที

"เอ้า กูมาขายปลามั้งตอง ถามแปลกๆ" คนพี่ตอบกลับอย่างกวนประสาทจนพลินกลอกตามอง 

พลินยักไหล่ไม่ยีหระ คำพูดแค่นี้มันไม่สะทกสะท้านหรอก สายตามาดร้ายเหลือบไปมองบางอย่างก่อนจะหรี่ม่านตามองพี่รหัสตัวเอง 

"จับมือตองไม่ปล่อยแบบนี้ คิดไรกับตองเปล่าวะพี่แชมป์" มันถามออกมาหน้าตาย ไม่กระดากใจที่จะเอ่ยออกมาสัดนิดเดียว

ทว่าคนจับกลับเขินจนสลัดมือข้างนั้นออก ใบหน้ารุ่นพี่ขึ้นสีเข้มอย่างเห็นได้ชัด 

"เฮ้...เอาจริง? พี่แชมป์ชอบตองจริงๆ เหรอเนี่ย ว้าวๆ" แทนที่ตัวมันจะอายกลับไม่อาย นึกสนุกยอมเสียเวลาแกล้งรุ่นพี่ตัวเองสักหน่อยดีกว่า พลินเท้าแขนข้างหนึ่งไว้กับโต๊ะ ก้มมองอีกคนด้วยแววตาสนุกสนาน

แชมป์รีบใช้มือผลักหน้าผากพลินให้ออกห่าง ก่อนที่เจ้าตัวจะเข้ามาใกล้กว่านี้ "ไอ้นี่ ไปๆ รีบไปทำงาน กูรอจะรออยู่นี่แหละ" 

พลินหัวเราะร่วนให้กับความเคอะเขินของแชมป์ หมุนตัวไปทำงานต่อ มันไม่ปฏิเสธถ้าอีกคนจะรอไปส่งมัน ก็ดีเสียอีกที่มันไม่ต้องเดินกลับเอง อยากรอก็รอไป มันไม่ได้บังคับสักหน่อย 

พ้นหลังเด็กหนุ่มร่างเล็กไป แชมป์ก็ถึงกับกุมขมับ เขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองต้องมานั่งเฝ้าน้องมันอยู่ที่นี่ด้วย เมื่อวานอาจจะเรื่องบังเอิญ แต่สำหรับวันนี้มันไม่ใช่ความบังเอิญ 

เป็นเพราะเขาตั้งใจมารองั้นเหรอ?

แชมป์เองก็ไม่รู้ ความรู้สึกปั่นกวนจิตใจอยู่คืออะไร เขาไม่ได้โง่ที่จะแยกแยะความรักความชอบไม่ได้ แต่สำหรับพลินแล้ว แชมป์ยังไม่มีคำตอบให้ เขากำลังสับสน คราแรกที่เขารู้จักน้องเขาแค่เอ็นดูในความทะเล่นทะโมนของมันเท่านั้น ทว่านานวันเข้า กลายเป็นความห่วงใยแบบแปลกๆ แชมป์ให้คำตอบตัวเองไว้ว่ามันเป็นความห่วงใยแบบรุ่นพี่รุ่นน้องเท่านั้น

...ถ้าอย่างนั้นทำไมตอนนี้เขาถึงมานั่งอยู่ตรงนี้ล่ะ?

คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์หาคำตอบให้แล้วกัน

หลังจากเลิกงานแชมป์ขับรถพาพลินมาส่งที่หอพัก ก่อนหน้านั้นพวกเขาทั้งสองแวะทานอาหารมื้อดึกที่ร้านบะหมี่แถวๆ ข้างมหาลัยก่อน เพราะแบบนั้นกว่าจะมาถึงหอพักก็ล่วงเวลามาเกือบห้าทุ่มแล้ว 

ร่างเล็กของพลินหาวแล้วหาวอีก จนคนสารถีจำเป็นเอ่ยถามเมื่อรถเทียบจอดหน้าหอพัก 

"ไหวไหมวะ? ถ้าไม่ไหวก็เลิกเถอะ" 

พลินโบกมือปฏิเสธพร้อมกับสะบัดหัวหวือ "แค่นี้เองน่า สบายบรื๋อ" พูดจบพลางคว้ากระเป๋าเป้พาดไหล่ข้างหนึ่ง ตั้งใจจะกล่าวลาพี่รหัสตัวเอง ทว่าจังหวะนั้นสายตาของมันดันไปสบเข้ากับร่างใครบางคนที่เดินลงมาจากหอพักพอดี

...ไอ้โจ้

พลินไม่เห็นรูมเมทมาสองวันแล้ว ตัวมันเองก็ไม่ได้โทรติดต่ออะไรกับโจ้อีกหลังจากที่เจอกันครั้งล่าสุด จนตอนนี้มันถึงรู้ว่ารูมเมทได้กลับห้อง...และกำลังจะออกไปกับรถคันเดิมอีกแล้ว

"นั่นมันรถไอ้เสกนี่หว่า" จู่ๆ แชมป์ก็เอ่ยขึ้นเมื่อเขาดันรู้จักกับเจ้าของรถปริศนาคันนั้น

พลินหันหน้ากลับมา แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย "พี่แชมป์รู้จักเจ้าของรถคันนั้นด้วยเหรอ?" มันถามพลางชี้ไปรถคันที่โจ้ขึ้นไป

"อืม นั่นรถไอ้เสก มันเคยเข้าเรียนที่มหาลัยเดียวกันตอนปีหนึ่ง แต่มันโดนไล่ออกก่อน" แชมป์ขมวดคิ้วเล็กน้อยจนพลินสงสัยหนักกว่าเดิม จึงถามต่อ

"ทำไมถึงโดนไล่ออกเหรอพี่" 

แชมป์เงียบไปสักพักราวกับว่าตกอยู่ห้วงความคิด ก่อนจะเฉลยคำตอบให้ 

"มันขายยาเลยโดนไล่ออก แต่ไม่ติดคุก กูไม่รู้รายละเอียดเท่าไหร่หรอก" 

"ขายยา?" พลินทวนคำใหม่ สีหน้าของมันเริ่มไม่ดีเท่าไหร่

ภาพอารมณ์ของไอ้โจ้เริ่มฉายอยู่ในหัว หลายอาทิตย์ที่ผ่านมาภาพของรูมเมทมันเริ่มเด่นชัด มันเคยสงสัยมาตลอดว่าไอ้โจ้เป็นอะไร ทำไมถึงมีอาการและนิสัยเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ปกติโจ้เป็นคนเฮฮาร่าเริง ติดเพื่อนง่าย แต่ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ก็แค่เด็กหนุ่มคนหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อไม่นานมานี้เองที่โจ้เริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นคนอารมณ์ร้อน หงุดหงิดง่าย ขี้โมโหแบบไม่มีสาเหตุ 

พลินไม่ต้องเดาก็รู้แล้วว่าตอนนี้ไอ้โจ้กำลังเผชิญกับอะไรอยู่

มือสองข้างกำขากางเกงแน่น แว่วเสียงป้าน้อยเข้ามาในโสตประสาท เกิดเป็นความกังวลที่อยู่ในห้วงความเป็นห่วง จนเผลอพลั้งปากบางอย่างออกมา

"พี่แชมป์พอจะรู้ไหมว่ารถคันนั้นไปที่ไหน"

คนถูกถามพลันคิ้วขมวดตามคนถาม "มึงอยากรู้ทำไม"

"พี่บอกตองเถอะน่า" มันเซ้าซี้เสียงเข้ม

"ไม่ จนกว่ามึงจะให้เหตุผลกับกูว่าทำไม" คนเป็นพี่ไม่ยอมให้คำตอบ เอ่ยเสียงจริงจังไม่อ่อนข้อ

พลินมีสีหน้ายุ่งยากใจ ถ้ามันไม่ยอมบอกมันคงไม่รู้ว่ารถคันนั้นไปที่ไหนแน่ สุดท้ายเมื่อหาทางออกไม่ได้ พลินเลยยอมแพ้

"คนที่ขึ้นไปเป็นเพื่อนตองเอง แม่มันฝากให้ตองดูแลมันด้วย...นะพี่แชมป์ ไอ้โจ้มันหัวอ่อน แล้วตอนนี้ตองเชื่อว่ามันกำลังเดินหลงทางอยู่ พี่แค่บอกตองว่ารถคันนั้นไปไหน รับรองตองจะไม่รบกวนอะไรพี่อีกเลย" 

แชมป์รู้สึกสะกิดและไม่พอใจขึ้นมาเสียดื้อๆ ที่ได้ยินร่างเล็กบอกว่าจะไม่รบกวนเขาอีก เขากูเหมือนคนพึ่งพาไม่ได้งั้นเหรอ

"กูจะบอกมึง แต่เรื่องนี้กูต้องยุ่งด้วย" 

พลินใช้สองมือขยี้เส้นผมพร้อมกับเกาหัวระบายความหงุดหงิด "เออๆ ก็ได้ๆ" เป็นอีกครั้งที่มันยอมแพ้

  แชมป์กระตุกยิ้มพอใจ อารมณ์ดีขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย "ไอ้เสกมันประจำอยู่ที่ XX คนทั่วไปเข้าได้สบาย แต่ไม่ใช่สำหรับชั้นสองที่มีไว้สำหรับวีไอพีที่มีบัตรเท่านั้น เพราะแบบนั้นกูถึงบอกว่ากูต้องไปด้วยไง" 

พลินตาลุกวาวชื่อสถานที่ที่ว่านั้น มันเป็นสถานบันเทิงชื่อดังที่มีไว้สำหรับคนมีเงินเท่านั้น คนอย่างมันมีโอกาสอย่างมากก็แค่ขับรถผ่าน ไม่คิดจะอาจหาญเข้าไป 

อารามความดีใจจึงคว้าเอามือของแชมป์มากอบกุมพร้อมกับเขย่าอย่างแรง

"จริงนะพี่แชมป์ พี่จะพาตองเข้าไปได้จริงๆ ใช่ไหม" 

ในช่วงวินาทีหนึ่งหัวใจของแชมป์พลันกระตุกแปลกๆ ใบหูสองข้างแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย เกิดเป็นความประหม่าอย่างไม่เคยเป็น เอ่ยตอบกลับเสียงตะกุกตะกัก 

"อะ...เออๆ กูมีเพื่อนที่รู้จักกันในนั้น เดี๋ยวพาไป ส่วนวันไหนค่อยว่ากันอีกที" แชมป์เผลอจ้องมองวงหน้าของเด็กหนุ่มที่ฉีกยิ้มกว้างจนดวงตาปิดมิด แสร้งดันใบหน้าของพลินออกห่างก่อนจะสบถออกมาอย่างเสียไม่ได้ "เลิกทำหน้าเหมือนหมาแบบนี้สักที...แม่ง" 

พลินหัวเราะร่วน ยอมล่าถอยออกไปแต่โดยดี 

"แต่กูขอเตือนมึงไว้ก่อน"

"..."

"ห้ามทำอะไรบุ่มบ่าม กูแค่ให้มึงไปดูลาดเลาให้เพื่อนมึงเท่านั้น เรื่องอื่นห้ามยุ่ง ไอ้เสกมันพวกเยอะ แถมเส้นสายยังใหญ่ ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรกับมันชีวิตมึงไม่สงบสุขแน่" 

"ครับๆ" พลินทำหน้ายียวน ตอบรับเสียงแข็งขัน ทำให้อีกคนนึกหมั่นไส้

รถของแชมป์จากไปแล้ว เสียงหัวเราะและรอยยิ้มก็พลอยจากไปด้วย พลินยืนหน้าเคร่งเครียดอยู่ทางขึ้นหอตัวเองไม่ยอมขยับไปไหน มือสองข้างชื้นไปด้วยเหงื่อ ภายในอกแฝงไปด้วยความกดดันระคนขุ่นเคือง

ใช่...มันโกรธไอ้โจ้

โกรธที่ทำตัวเองเหลวไหลได้ขนาดนี้ โกรธให้เพราะไอ้โจ้ทำอะไรไม่คิดถึงใจป้าน้อยกับลุงชุ่ม และที่สำคัญกว่าความโกรธคือความเป็นห่วง ไม่ว่าจะเป็นยังไงไอ้โจ้ก็เติบโตมาด้ยกัน เป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็กๆ มันไม่อยากเห็นเพื่อนคนหนึ่งต้องเสียอนาคตเพราะไปกับเส้นทางนรกกับคนอัปรีย์แบบนั้น

นัยน์ตามาดร้ายฉาบฉายความดุดันและจริงจังออกมา 

มันตัดสินใจ มันต้องเตือนสติไอ้โจ้ให้ได้ 

เพราะความไม่ยั้งคิดบวกกับนิสัยห่ามไม่กลัวตายของพลิน ทำให้เจ้าตัววาดแผนจินตนาการต่างๆ นานา 

ขณะที่มันกำลังขบคิด ในใจเกิดเป็นความกลัวขึ้นมาเล็กน้อย มันเริ่มสะกิดใจว่าเรื่องที่มันจะกำลังจะทำเป็นเรื่องเกินตัว 

มือข้างหนึ่งล้วงหยิบเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ในนั้นมีเบอร์มือถือส่วนตัวของใครบางที่ครั้งสุดท้ายที่เจอกันได้มอบให้มันไว้ มอบให้มาพร้อมกับความอ่อนโยนที่โอบล้อมหัวใจแกนๆ ของมัน

​"นี่เป็นเบอร์ส่วนตัวของพี่ ถ้ามีปัญหาอะไรให้รีบโทรมา หรือ...แค่ตองไม่สบายใจก็โทรหาได้เสมอ"

มีแวบหนึ่งที่พลินอยากจะโทรไปหาณัทพล...

แต่ท้ายที่สุดความคิดนั้นก็ถูกละทิ้งไป

เรื่องนี้มันจะจัดการเองทั้งหมด! 

...................................................




[100%] ขออภัยในความล่าช้าจริมๆ ผ่านพ้นอาทิตย์นรกไปแล้ว ก็มาเจอกับเดือนปรโลกยิ่งกว่า เราอาจจะลงงานช้าแต่ไม่ได้หายไปไหนนะ //ตอนหน้าได้เวลาไอ้ตองแผลงฤทธิ์แล้ว หลังจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกนายเอกเราจะได้เริ่มสักที ปูมาพอแล้ว 

อีกเรื่อง...เรื่องของสรรพนามของไอ้ตอง มีหลายคนอาจจะสงสัยหรือว่าแปลกใจบ้าง เราตั้งใจใช้สรรพนามของตองว่า 'มัน' นั่นเพราะพื้นเพของคนในพื้นที่จะแทนตัวเด็กๆว่า มัน เด็กมันอย่างนั้น เด็กมันอย่างนี้ ตาเข้มเองก็แทนไอ้ตองว่า มัน เหมือนกัน เพราะแบบนั้นจะมีหลายบริบทที่ตองจะใช้คำเรียกตัวเองว่า 'มัน' ไปด้วย

[80%] คู่นี้เขาใสจริมๆนะ เอาจริงๆคู่เบส-นับไม่มีอะไรเลย 5555 แล้วแต่อารมณ์เราจะพาไป มันก็จะเข้าขัดช่วงเล็กๆน้อยๆแบบนี้แหละ //เราพยายามจะไม่เขียนยืดเรื่องมาก ว่าจะเขียนให้สั้นแล้วกระชับมากขึ้น แต่เอาเข้าจริงๆมันสื่อภาพที่เราอยากให้เห็นออกมาไม่ได้หมดอ่ะ สุดท้ายเลยลากออกมาซะยาวเลยT^T  ถ้ามันยาวไปก็ขออภัยด้วยนะคะ (เราจะพยายามให้สั้นลงกว่านี้) 

[40%]ช่วงนี้ปั่นไม่ออกจริงๆเลยค่ะ แถมช่วงนี้รีไรท์เรื่องประพันธ์รักด้วย เราค่อนข้างเบลอๆตื้อๆ ฮือออ

เนื้อเรื่องตอนต้นยังเนือยๆหน่อยนะคะ จะไม่เนือยตอนไอ้โจมานี่แหละ อีกไม่นานๆ (แต่เนือยมาก กระซิก) 

ปล. ยังไม่ได้แก้คำผิดนะคะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น