หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ดิน น้ำ ไฟ ไม้ ทอง สมัยกาลนานมาแล้ว โลกแห่งการบำเพ็ญตนล่มสลาย ก็กำเนิดยุคใหม่คือโลกแห่งธาตุ การแสวงพลังอันยิ่งใหญ่ครั้งใหม่จึงเริ่มต้นขึ้น

บทที่ 88 การสาวไหมและโพรงหญ้า

ชื่อตอน : บทที่ 88 การสาวไหมและโพรงหญ้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 216

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 88 การสาวไหมและโพรงหญ้า
แบบอักษร

“อาจารย์ไม่พอใจมากที่เจ้าได้รับบาดเจ็บ”

คนพูดคือไห่ชิง เขาทำงานรับใช้ไต้กังมาตั้งแต่ก่อนไต้กังจะเป็นปรมาจารย์ ปกติแล้วก็เป็นไห่ชิงผู้เข้มงวดและจริงจังผู้นี้แหละที่คอยจัดการทุกเรื่องของไต้กัง

ประกายแห่งความริษยาฉายวาบในดวงตาของเขาเมื่อมองไปที่ตวนมู่หวงฮุน แต่ก็หายไปอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับที่มันปรากฏขึ้นมา เขาเป็นผู้ช่วยที่จงรักภักดีของปรมาจารย์มานานกว่าสามสิบปี แต่เขาก็ยังไม่มีคุณสมบัติพอจะเป็นศิษย์

ถึงแม้ว่าเขาจะริษยาในวาสนาของตวนมู่หวงฮุน แต่ก็ไม่เคยปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว แม้ปรมาจารย์ไต้กังจะไม่รับเขาเป็นศิษย์ แต่ปรมาจารย์ก็ไม่เคยคิดคดต่อไห่ชิง คำชี้แนะที่ไต้กังมอบให้เขานั้นไม่น้อยไปกว่าที่ศิษย์ทั้งหลายได้รับ เขารู้สึกขอบคุณปรมาจารย์อย่างมากและซื่อสัตย์ต่อเขาเสมอมา

ไห่ชิงไม่เข้าใจว่าคนที่ดูน่าอนาถผู้นี้มีค่าพอในสายตาไต้กังสนใจได้อย่างไร เมื่อตวนมู่หวงฮุนที่ได้รับบาดเจ็บทั่วร่างถูกพามาตรงหน้าเขา ปฏิกิริยาแรกของไห่ชิงไม่ได้หัวเราะเยาะเย้ย หากแต่เป็นความโกรธ

ใช่แล้ว ความโกรธ

นับเป็นเกียรติอย่างมากที่คนผู้หนึ่งได้เป็นศิษย์ของไต้กัง ไห่ชิงรู้สึกว่าภาระหน้าที่แรกของตวนมู่หวงฮุนหลังจากได้เป็นศิษย์ของไต้กังก็คือปกป้องเกียรตินี้ ไม่ใช่ทำให้สถานะใหม่ของเขาเสื่อมเสีย

เขาไม่ชอบตวนมู่หวงฮุนเอาเสียเลย

ศิษย์อีกสองคนของอาจารย์นั้นล้วนหลักแหลมและประสบความสำเร็จทั้งสิ้น ลู่เฉินเป็นหนึ่งในแพทย์แถวหน้าในรุ่นของเขา เป็นที่รู้จักในนาม หมอเทวดา และเป็นที่นับถือจากคนจำนวนมาก อวี้หมิงชิวเป็นรองผู้นำหน่วยที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ความก้าวหน้าของเขาในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับที่เรียกว่ามหัศจรรย์ และเป็นผู้ที่อาจจะได้เป็นผู้นำหน่วยหญ้ามรณะคนต่อไป

แต่ตวนมู่หวงฮุนผู้นี้กลับเป็นความอัปยศอดสู

ไห่ชิงปกป้องชื่อเสียงของท่านปรมาจารย์ด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่มี และนั่นทำให้เขาไม่ชอบตวนมู่หวงฮุนแม้แต่นิดเดียว

เนื่องจากไห่ชิงรับใช้ไต้กังมาเป็นเวลานาน เขาจึงเป็นเหมือนส่วนหนึ่งของครอบครัว ไห่ชิงเคยรับผิดชอบการฝึกขั้นต้นของทั้งลู่เฉินและอวี้หมิงชิว แต่เขาคงไม่ยอมทำแบบเดียวกันให้กับตวนมู่หวงฮุน

“ศิษย์ของยอดปรมาจารย์ต้องรับการช่วยเหลือจากนักเรียนที่เพิ่งจะเปิดคลังชีวิตได้เท่านั้น โธ่เด็กน้อย ข้าหวังเหลือเกินว่าข้าได้ยินผิดไป ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือถูกพบในสภาพเปลือยกายมีแผลเต็มตัว จำเอาไว้นะ มันไม่สำคัญหรอกว่าเจ้าจะชอบผู้ชายหรือผู้หญิง หรือว่าเจ้าจะเป็นคนดีหรือคนเลว เจ้าสามารถทำได้ทุกอย่างที่เจ้าต้องการ แต่ในฐานะศิษย์ของปรมาจารย์ไต้กังแล้ว ความผิดที่หนักที่สุดที่เจ้าจะก่อขึ้นได้ก็คือ อ่อนแอ”

ไห่ชิงพูดออกมาอย่างเย็นชา ถ้อยคำของเขาประดิดประดอยออกมาอย่างรอบคอบเพื่อยั่วยวน

ใบหน้าของตวนมู่หวงฮุนแสดงความโหดร้ายออกมาขณะจ้องมองไห่ชิงตาเขียว

“ไม่พอใจหรือ หึๆ! ดีมาก จำสีหน้านี้ของเจ้าเอาไว้ เจ้ายังคิดอยู่อีกหรือว่าเจ้านั้นมีพรสวรรค์และไม่จำเป็นต้องเคารพใครหน้าไหน ข้าจะบอกให้ ความหมายของการเป็นผู้มีพรสวรรค์คืออะไร คนที่มีความแข็งแกร่งมากกว่าคนอื่นอย่างมากเท่านั้นที่คู่ควรแก่การขนานนามว่าผู้มีพรสวรรค์ คนน่าสมเพชอย่างเจ้าก็ไม่ต่างอะไรจากหนอนแมลง”

สีหน้าไห่ชิงยังคงไร้ความรู้สึกในตอนที่เขาเปิดแผลของตวนมู่หวงฮุนออก

“บอกตามตรงนะ ข้าไม่อาจละเลยเรื่องที่เกิดขึ้นกับเจ้าได้ เจ้าหนอนน่าสมเพช จากที่ข้าเห็น เจ้ามันไม่คู่ควรกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ แต่ข้าก็จำต้องให้เกียรติหน้าที่ของข้า นี่คือกุญแจสู่โพรงหญ้า มาหาข้าหากเจ้าสามารถออกมาจากที่นั่นได้ แต่หากเจ้าตายอยู่ในนั้นข้าก็คงจะมีความสุขมาก”

ไห่ชิงโยนใบไม้มีเขียวมรกตลงบนพื้นแล้วจากไป

ความโกรธของตวนมู่หวงฮุนลดลงอย่างรวดเร็ว เขากลายเป็นสุขุมอย่างมาก

เขาหยิบใบไม้ขึ้นมาโดยไม่ลังเล และเริ่มเดินตรงไปยังโพรงหญ้าภายใต้ความมืดมิดยามราตรี

ไห่ชิงกลับไปยังบ้านของเขา

ภรรยาของเขาค่อนข้างเป็นกังวลจึงถามขึ้น “ตวนมู่หวงฮุนยังเด็กมาก ไม่เร็วไปหน่อยหรือที่จะเข้าไปในโพรงหญ้า”

“เขามีพรสวรรค์แต่ต้องได้รับการขัดเกลา ไม่อย่างนั้นเขาก็ไม่มีค่าอะไร” ไห่ชิงอธิบาย

“แต่เขายังเด็กเกินไป ลู่เฉินอายุสิบเจ็ดตอนที่เขาเข้าไปในโพรงหญ้า หมิงชิวเข้าไปเร็วกว่านิดหน่อยแต่ก็อายุสิบหก” ภรรยาของเขาตอบ เห็นได้ชัดว่ายังคงกังวล

“เขาคือศิษย์คนสุดท้าย” ไห่ชิงตอบอย่างราบเรียบ “เขาแตกต่างจากคนอื่น”

“แต่ถ้าเกิดเหตุร้ายขึ้นกับเขา...”

“นั่นก็หมายความว่าเขาไม่ได้มีพรสวรรค์มากพอ และไม่คู่ควรจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนการท่านปรมาจารย์ เรายังมีเวลาในการหาคนอื่น” ไห่ชิงกล่าวต่อ “ศิษย์คนสุดท้ายมีความสำคัญที่ต่างออกไปสำหรับท่านปรมาจารย์”

ภรรยาของเขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะถามว่า “เรามีเวลาจริงๆ หรือ”

ไห่ชิงที่กำลังเก็บของอยู่ตอบกลับมาว่า “มีสิ”

อ้ายฮุยไม่ได้ให้ความสำคัญกับการปิดตาต่อสู้ที่เพิ่งผ่านมา เขากับโหลวหลานดูเหมือนจะไม่สนใจมันเลย

วันต่อมา อ้ายฮุยถูกเรียกไปที่โรงเย็บปัก

หญิงสาวในโรงเย็บปักสักเกตได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปรอบๆ กายเขา และไม่มีใครกล้าล้อเลียนเขาอีก อย่างไรเสียเขาต้องมีพรสวรรค์สูงส่งเป็นแน่ถึงสามารถเรียนการทอผ้าคู่ได้หลังจากได้ดูเพียงแค่ครั้งเดียว และมีข่าวลือว่าเจ้าของโรงฝึกถึงขนาดต้องการจะรับเขาไว้เป็นศิษย์คนสุดท้าย

บางทีอาจเป็นเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามาที่นี่ อ้ายฮุยรู้สึกอึดอัดน้อยลงในครั้งนี้

หมิงซิ่วยืนรออยู่หน้าประตูโบกมือให้อ้ายฮุยแล้วกล่าวว่า “ศิษย์น้อง มาทางนี้”

อ้ายฮุยเดินไปทันที

“อาจารย์กับอาจารย์หญิงอยู่ข้างใน” หมิงซิ่วพูดพร้อมกับผลักประตูให้เปิดออก

เมื่อประตูเปิดออกคลื่นความร้อนก็พุ่งออกมาจากในห้อง

อ้ายฮุยยืนตะลึง อะไรอยู่ในนั้นกัน

“เจ้ารออะไรอยู่ มานี่เร็ว” อาจารย์ของเขาตะโกนออกมาจากในห้อง

อ้ายฮุยเดินเข้าไปอย่างเร่งรีบ

เมื่อเข้าไป เขาก็รู้ว่าอุณหภูมิภายในห้องนั้นสูงมาก รู้สึกเหมือนว่าเขาเป็นติ่มซำที่กำลังถูกนึ่งอยู่ ทั้งอาจารย์และอาจารย์หญิงอยู่ที่นี่ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากความร้อน

อ้ายฮุยสังเกตเห็นเตาต้มน้ำขนาดใหญ่อยู่ตรงกลางกำลังแผ่คลื่นความร้อนออกมา นี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้โรงเย็กปักร้อนเช่นนี้

อ้ายฮุยสงสัยเกี่ยวกับเตาต้มน้ำว่ามีไว้ทำอะไร

“อาจารย์ อาจารย์หญิง” อ้ายฮุยทักทาย

หันอวี้ฉินทักทายกลับ “ให้ข้าดูถุงมือหน่อยว่ามีอะไรเสียหายหรือไม่”

นางรู้สึกยินดีที่ถุงมือยังอยู่ในสภาพดี หลังจากที่นางตรวจสอบแล้วก็พูดว่า “มีตาเฒ่าไร้ความรับผิดชอบบางคนโยนภาระการฝึกฝนเจ้าให้กับข้า ดูเหมือนข้าจะไม่มีทางเลือกนอกจากยอมรับงานนี้”

ผู้เฒ่าหวังหัวเราะ เขาไม่รู้สึกอับอายแต่อย่างไร แต่เขากลับดูเหมือนว่าจะมีความพอใจในตัวเองอย่างมาก

หมิงซิ่วแอบขำอยู่ในใจ

“สภาพการณ์ของเจ้านั้นพบได้ยาก” ยายเฒ่ากล่าว ก่อนที่จะพูดต่ออย่างจริงจัง “เมื่อเจ้าไม่อาจโคจรพลังธาตุได้ และเป้าหมายของเราก็คือการเปิดตำหนักทั้งสองที่ฝ่ามือสองข้างของเจ้า หลังจากการพิจารณาร่วมกับอาจารย์แล้ว เราตัดสินใจว่าจะใช้การสาวไหมเป็นวิธีฝึกฝนเจ้า”

“การสาวไหมหรือ” อ้ายฮุยถามสีหน้าว่างเปล่า เขาไม่คาดคิดถึงเรื่องอะไรแบบนี้ การสาวไหมจัดเป็นการฝึกฝนได้อย่างนั้นหรือ

“ใช่แล้ว การฝึกฝนที่เหมาะสมกับเจ้านั้นต่างจากปกติ เจ้าจำเป็นต้องโคจรพลังธาตุด้วยความเร็วที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ พลังธาตุในกายของเจ้ามีความบริสุทธิ์อย่างมาก การโคจรอย่างรวดเร็วจะสร้างภาระหนักหน่วงให้กับร่างกายของเจ้า เมื่อโคจรช้าๆ ภาระก็จะลดลงอย่างมากและจะช่วยให้ร่างกายเจ้าค่อยๆ คุ้นเคยกับพลังธาตุทีละเล็ก ทีละน้อย การโคจรช้าๆ จะส่งผลให้ร่างกายของเจ้าสะสมพลังธาตุได้มากขึ้น ช่วยให้เจ้าดูดซับพลังธาตุได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

“ในงานเย็บปักถักร้อย การสาวไหมต้องโคจรพลังธาตุให้ช้าที่สุด!”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น