โซซอล
facebook-icon

ซอลลี่นำความสนุกจากซีรีส์เกาหลีสุดฮิต 'What's Wrong with Secretary Kim' มาให้ทุกคนได้อ่านในรูปแบบตัวอักษรกันแล้วค่า~

ตอนที่ 6-2 หมดไฟ ชายหนุ่มผู้ถูกทิ้ง 1 คน

ชื่อตอน : ตอนที่ 6-2 หมดไฟ ชายหนุ่มผู้ถูกทิ้ง 1 คน

คำค้น : เลขาคิม นิยายเกาหลี

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.9k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 22 เม.ย. 2562 16:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6-2 หมดไฟ ชายหนุ่มผู้ถูกทิ้ง 1 คน
แบบอักษร

​คุณนายชเว มารดาของยองจุนคือหญิงสาวที่มีอายุเข้าใกล้วัยเกษียณแล้วแต่เธอยังครอบครองความงดงามไว้ไม่ต่างจากวัยสาว ด้วยนิสัยอ่อนโยนใจดีและชอบความเงียบสงบรวมถึงฝีมือการทำอาหารอันยอดเยี่ยม ท่านจึงกลายเป็นต้นแบบภรรยาที่ดีของมีโซ

มีโซดื่มชาอยู่ในห้องรับแขกกับมารดาของยองจุนระหว่างรอท่านประธานกับยองจุนคุยงานกัน

“ดูท่าคงคุยกันยาวเลยล่ะ มีโซของเราเบื่อแย่เลยต้องมานั่งรอแบบนี้”

ครอบครัวของท่านประธานลีเรียกมีโซด้วยชื่อเหมือนเธอเป็นลูกสาวคนเล็ก เพราะเธอช่วยยองจุนทำงานมาอย่างยาวนาน ถึงเธอจะกดดันอยู่บ้างเพราะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักแต่ความรู้สึกสนิทสนมก็ทำให้รู้สึกดีเช่นกัน

“ไม่เป็นไรค่ะคุณผู้หญิง ดีแล้วล่ะค่ะ ท่านไม่ได้พบกันนานเลยคุยยาว”

“งั้นเหรอ มีโซคนสวยว่าดี ก็คงจะดีจริงๆ”

แต่มีโซกลับรู้สึกอึดอัดแปลกๆ จากการยกมือขึ้นปิดปากแสร้งหัวเราะของผู้เป็นภรรยาท่านประธาน ซึ่งเธอก็ได้รับคำถามชวนอึดอัดเข้าจริงๆ

“มีโซ ได้ยินว่าจะลาออกใช่ไหมจ๊ะ”

“อ่า… ค่ะ”

“ทำไมล่ะ ยองจุนทำให้รู้สึกแย่เหรอ แต่ก็ไม่ได้ทำงานด้วยกันมาแค่วันสองวัน…”

“ไม่ใช่หรอกค่ะ”

“งั้นทำไมล่ะ”

“แค่ลาออกเฉยๆ ค่ะ”

“แค่ลาออกเหรอ แล้วเหตุผลคืออะไรล่ะ”              

“ตอนนี้ฉันเองต้องเตรียมตัวแต่งงานแล้วเหมือนกันน่ะค่ะ”

คุณผู้หญิงของบ้านตกใจจนทำถ้วยชาหลุดมือเมื่อได้ยินมีโซพูดจบ ชาร้อนหกเลอะบนโต๊ะ ส่วนถ้วยชากลิ้งลงหลุนๆ อยู่บนพรมชั้นดี

“คุณผู้หญิง! เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”

มีโซตรวจสอบว่าไม่มีส่วนไหนโดนคุณนายชเวก่อนลุกขึ้นเช็กสถานการณ์รอบตัว

คุณผู้หญิงของบ้านที่เหม่อลอยจึงเริ่มตั้งสติได้หลังจากนั้น เธอจับข้อมือของมีโซ และรีบถามขึ้นมา

“มีโซ ไม่ได้คบกับยองจุนของพวกเราอยู่เหรอจ๊ะ”

“คะะ? ไม่ ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่เลยค่ะ คุณท่าน! ไม่มีทาง! ไม่มีทางเด็ดขาดเลยค่ะ!”

มีโซหน้าแดงขึ้นอย่างรวดเร็วและรีบปฏิเสธออกมาทันที ตรงข้ามกับคุณผู้หญิงของบ้านที่มีสีหน้าเคร่งขรึมลง

“อ๋อ! ถ้างั้นก็มีแฟนอยู่แล้วสินะ”

“ไม่ค่ะ ยังไม่มีค่ะ”

“แล้วเรื่องเตรียมแต่งงานล่ะ”

“ตอนนี้ฉันแค่อยากพัก แล้วก็ลองไปเจอคนอื่นบ้างดูบ้างน่ะค่ะ ก่อนจะพลาดช่วงนี้ไป”

“ดะ…เดี๋ยวนะ… อ่า … มึนไปหมดแล้ว”

อยู่ดีๆ คุณนายชเวก็ยกมือขึ้นมากดขมับตัวเอง มีโซจึงถามเธอด้วยความเป็นห่วง

“คุณผู้หญิงไม่เป็นไรแน่นะคะ”

“อ่า อื้ม ไม่เป็นไร แค่ตกใจนิดหน่อย…”

หลังดื่มน้ำที่มีโซรินให้แล้วจนตั้งสติได้คุณผู้หญิงของบ้านก็พยายามถามขึ้นมาด้วยความระมัดระวังอีกครั้ง

“ว่าแต่… ฉันถามเป็นการส่วนตัวนะ อย่าเข้าใจผิดนะ ห้ามบอกยองจุนด้วยล่ะ นะ”

มีโซที่ยังไม่ค่อยเข้าใจนักว่าอีกฝ่ายต้องการพูดอะไรก็ได้แต่พยักหน้าให้ด้วยสีหน้ามึนงง

“ค่ะ”

“คือ… คือว่านะ ยองจุนเนี่ย… เป็น… กะ…กะ…”

คุณนายชเวไม่สามารถพูดคำว่า ‘เกย์’ เต็มๆ คำออกมาจากปากได้ เธอก้มหน้าลงก่อนจะจบประโยค

“ท่านประธานทั้งยุ่งมาก สุขภาพก็ไม่สู้ดีนักเลยไม่ได้สนใจเท่าไหร่ แต่พวกเด็กผู้หญิงที่ยองจุนพาไปงานปาร์ตี้ที่นู่นที่นี่น่ะ ไม่ใช่แฟนหรอกใช่ไหม คงเป็นเหมือน… เครื่องประดับไว้แสดงให้คนอื่นดู อะไรทำนองนั้นใช่หรือเปล่า”

ยอดเยี่ยม! สุดยอดเลยค่ะคุณผู้หญิง! มีโซพยักหน้าตามอย่างตั้งใจ

“ฉันก็เลยคิดว่าพวกเธอสองคนคบกันอยู่แน่ๆ แต่กลับไม่ใช่ซะอย่างนั้น ยองจุนของเราน่ะเป็น… กะ…”

มีโซอยากพูดไปว่าลูกชายของท่านไม่ใช่เกย์หรอกค่ะ แต่เป็น ‘คนหลงตัวเอง ที่รักใครไม่เป็นนอกจากเงาตัวเองในกระจก’ แต่ก็เธอพูดมันออกไปไม่ได้

“ท่านรองประธานไม่ใช่เกย์ค่ะ คุณผู้หญิงคะ ฉันรู้เรื่องของท่านรองดีกว่าใครเพราะทำงานให้เขามานาน สาบานต่อหน้าสุสานคุณแม่ที่จากไปแล้วของฉันเลยค่ะ”

“จริงนะ” 

คุณผู้หญิงเงยหน้าถามด้วยน้ำเสียงยินดีแต่ก็ยังดูเต็มไปด้วยความกังวล

“ถ้างั้น…”

“ถามมาได้เลยค่ะคุณผู้หญิง”

คุณนายชเวจึงถามขึ้นหลังนั่งเงียบอยู่กับความอึดอัดสักพัก

“มีโซว่า… ยองจุนเป็นยังไงบ้าง”

ถึงเธอจะไม่รู้ว่าคนถามนั้นต้องการคำตอบแบบไหน แต่คงไม่มีคุณแม่ที่ไหนอยากฟังลูกตัวเองโดนด่าแน่นอน

“ท่านรองประธานเหรอคะ แหม่ ถ้าจะให้พูด ก็เป็นสุดยอดผู้ชายสมบูรณ์แบบเลยค่ะ ทั้งรูปร่างหน้าตา ความสมารถ เสน่ห์ นิสัย ทุกอย่างไร้ที่ติหมดเลยค่ะ”

“ใช่ไหมล่ะ ฉันมองฉันก็คิดแบบนั้น”

“อ่า อะแฮ่ม… ใช่ค่ะ”

“งั้น… เรื่องยองจุนเนี่ย…”

คราวนี้มีโซรู้สึกวิงเวียนขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำพูดต่อมาของคุณนายชเว

“ในฐานะสามีของมีโซล่ะ คิดว่ายังไง”



ภายในรถปกคลุมไปด้วยความเงียบระหว่างการเดินทางกลับบ้าน ทั้งยองจุนที่กำลังขับรถอยู่ และมีโซที่นั่งอยู่เบาะด้านข้างคนขับแล้วเอาแต่มองไปนอกหน้าต่าง ทั้งคู่ต่างตกอยู่ในความคิดของตัวเอง

“คิดหนักอะไรขนาดนั้น”

“เรื่อยเปื่อยค่ะ”

ตอนที่มีโซเจอยองจุนครั้งแรก เขาคือชายผู้ประสบความสำเร็จทุกอย่างด้วยวัยเพียงยี่สิบสี่ปี เป็นคนที่สมบูรณ์แบบไร้จุดบกพร่อง

ไม่ใช่เพียงแค่เพราะคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดเท่านั้น แต่เพราะภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งบวกกับความสามารถไร้จุดบอดทำให้ยองจุนสร้างทุกอย่างขึ้นมาได้ เหมือนถามทุกคนด้วยคำว่า ‘ฉันทำทุกอย่างได้สมบูรณ์แบบ แล้วคนอย่างเธอล่ะ’ ซึ่งไม่ว่าเมื่อไหร่เขาก็มีความมั่นใจแบบนั้นอยู่ตลอดเวลา

ส่วนนิสัยที่ติดตัวมีโซเกิดขึ้นหลังจากวันหนาวเหน็บที่เธอทำได้เพียงกำผลสอบเข้ามหา’ลัยในมือไว้แน่น นั่นคือการฝืนยิ้ม

เมื่อลาออกจากโรงเรียนได้หนึ่งสัปดาห์ ไม่สิ อาจจะแค่วันเดียวหลังจากนั้นด้วยซ้ำ เธอก็ได้รู้ว่าอย่างน้อยทุกๆ อย่างที่เคยเรียนในบทเรียนก็ไม่ใช่ว่าไม่มีประโยชน์อะไรเลยสำหรับตรงนี้

ผู้คนที่เธอได้เจอตอนทำงานพิเศษล้วนแปลกประหลาด

เจ้าของร้านสะดวกซื้อหนึ่งในร้านที่เธอเคยทำงานเลี่ยงไปทางอื่นทันทีเมื่อเห็นชาวต่างชาติเข้ามา และคนที่พูดไม่ได้แม้กระทั่งบทสนทนาภาษาอักฤษสั้นๆ อย่างเขากลับพูดกับเธอเมื่อถึงช่วงจ่ายเงินเดือนว่า ‘ปกติแล้ว ถ้าเงินเดือนออกก็ต้องเลี้ยงข้าวสิ’ ก่อนริบเงินหมื่นวอนในมือเธอไปซื้อของกินเล่นข้างทางเข้ามา วันนั้นต๊อกโบกีและซุนแด* ที่ได้ทานมันทั้งขมแล้วก็ไร้รสชาติสิ้นดี

เธอเคยทำงานพิเศษในร้านอินเตอร์เน็ตช่วงดึกกับนักเรียนหญิงอีกคนที่อายุมากกว่าเธอหนึ่งปี แต่คนๆ นั้นกลับบวกสองพันแปดร้อยวอนและสามพันเจ็ดร้อยวอนในใจไม่ได้จนต้องวิ่งหาเครื่องคิดเลขวุ่นวายไปหมด

ตอนแรกเธอคิดว่าล้อเล่นเท่านั้น แต่ด้วยความที่อีกฝ่ายเข้ามาทำงานก่อนจึงทำตัวเป็นรุ่นพี่และมักจะทำเรื่องแย่ๆ อยู่เสมอ ทั้งทิ้งถ้วยรามยอนที่ตัวเองกินทิ้งไว้ หรือจะเรื่องทำความสะอาดห้องน้ำ เธอมักจะผลักภาระให้มีโซเสมอเมื่อเป็นเรื่องที่ตัวเองไม่อยากทำ และถ้าหากมีโซบอกว่าไม่ทำเธอก็จะใช้บุหรี่ที่สูบค้างไว้ชี้หน้าแล้วพูดว่า ‘เดี๋ยวโดนจิ้มตาแน่’

ยังไม่จบแค่นั้น คนที่วนเวียบอยู่รอบๆ ตัวมีโซมีแต่คนประหลาดไปหมด เกินกว่าครึ่งไม่รู้แม้กระทั่งเรื่องง่ายๆ เช่น คำศัพท์ภาษาอังกฤษระดับมัธยมต้น หรือจะเป็นจำนวนประชากร ประวัติศาสตร์สมัยชิลลารวบรวมสามอาณาจักร พวกเขาก็ไม่รู้แม้แต่มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และไม่มีเลยสักคนในนั้นที่เป็นหนึ่งเปอร์เซ็นของคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือไม่เคยพลาดอันดับหนึ่งของโรงเรียนเลยสักครั้งอย่างเธอ

ฉันน่ะ เรียนเก่งกว่าคนพวกนั้นทั้งหมด แล้วทำไมถึงต้องมาใช้ชีวิตแบบนี้ด้วย ฉันตั้งใจเรียนแทบตายทั้งๆ ที่คนพวกนั้นเอาแต่เล่นสนุก ทำไมเป็นแบบนี้กันนะ

สมองค่อยๆ เริ่มหนักขึ้นทุกทีเมื่อมันเต็มไปด้วยความคิดเหล่านั้น ตัวเธอเคยมั่นใจเสมอว่าทำได้ดีที่สุดในโลก และมั่นใจตลอดว่ามีผู้คนอีกมากมายทำได้แย่กว่าเธอ

มันไม่ยุติธรรม

มีโซฝืนยิ้มออกมาทุกครั้งหลังจากคิดว่ามันช่างไม่ยุติธรรมกับเธอเอาซะเลย ทั้งตอนโมโหหรือเวลาหงุดหงิดอย่างรุนแรงเธอก็ทำแค่ยิ้มออกมาถึงแม้จะรู้สึกรำคาญเกินทน หรือแม้กระทั่งตอนรู้สึกเศร้า เพราะหากไม่ทำแบบนั้นเธอคงได้แต่โกรธ ได้แต่ร้องไห้ ได้แต่หงุดหงิดอยู่ทุกวันแน่ จะโดนไล่ออกจากงานพิเศษเพราะแค่หงุดหงิดหรือโมโหไม่ได้ เธอต้องอดทนจนกว่าพวกพี่สาวจะเรียนหมอจบแล้วทำงานเก็บเงินได้ ไม่ว่าจะเศร้าแค่ไหนก็ตาม

ภายในใจมีโซค่อยๆ บิดเบี้ยวไปทุกทีแม้ภายนอกจะยังคงแย้มยิ้ม

และยองจุนคือคนที่ทำลายทุกอย่างลง

คนแบบนี้จะมีบนโลกอีกไหม

ไม่มีเรื่องไหนที่เขาไม่รู้ มีโซได้รับคำสั่งมาอย่างจริงจังว่าให้ศึกษาเรียนรู้เรื่องพื้นฐานอย่างหนักก่อนจะไปต่างประเทศ ถึงเธอจะเคยอ่านหนังสือหนักมาแคไหน ก็ไม่เคยหนักจนแทบลากเลือดเท่าครั้งนั้นแน่นอน

ตอนแรกเธออยากทำเพื่อเงิน แต่หลังจากนั้นคือต้องการไล่ตามให้ทันด้วยศักดิ์ศรีและความมุ่งมั่นของคนไม่เคยพลาดที่หนึ่งของโรงเรียนเลยสักครั้ง

ถึงจะเป็นอย่างนั้น แต่ไม่ว่าจะทำยังไงยองจุนก็อยู่เหนือมีโซเสมอ ไม่มีทางไล่ตามได้เลย

เขาเป็นคนที่ไม่ว่าเธอจะพยายามแค่ไหนก็ไม่สามารถไล่ตามได้ทันเลยจริงๆ แต่เธอก็ไม่คิดจะท้อแท้หรือยอมแพ้ ยองจุนไม่ได้แค่ทำเป็นเก่ง ทว่าเขา ‘เก่งมาก’ อย่างแท้จริง

แม้ยองจุนจะสั่งให้เธอทำงานหนักหรือยากแค่ไหน แต่มีโซก็ไม่ได้รู้สึกถึงความอยุติธรรมเหมือนแต่ก่อน เพราะอย่างน้อยเธอก็ทำงานหนักอยู่ภายใต้คำสั่งของคนเก่งกว่าตัวเธอจริงๆ จึงรู้สึกแย่น้อยลง

การอดทนอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะผ่านมาได้จนถึงทุกวันนี้ อาจจะเพราะเหตุผลไร้สาระเช่นนี้ก็ได้


* ไส้กรอกเลือด

ความคิดเห็น