แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 26

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 168

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.พ. 2562 01:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 26
แบบอักษร

​การเป็นนักกีฬาช่วยให้ไหว่เชิงมีหน้ามีตาในโรงเรียน จากเดิมที่เป็นลูกกะโล่ประจำชั้น มาบัดนี้นักเรียนทุกคนให้การยอมรับและปฏิบัติต่อเขาเยี่ยงบุคคลสำคัญคนหนึ่ง แม้แต่ศัตรูตัวฉกาจอย่างจอห์นก็ไม่ดูถูกเขาเหมือนเคย นอกจากนี้ทางโรงเรียนและครูอาจารย์ยังสมนาคุณต่างๆแก่เขาอีกสารพัด ทั้งลดค่าเล่าเรียน เพิ่มคะแนนความประพฤติ ยินยอมให้ขาดเรียนได้ทุกครั้งที่เขายกการฝึกซ้อมมาเป็นข้ออ้าง แต่ที่ทำให้เด็กชายกระหยิ่มใจที่สุดคงจะเป็นชุดออกกำลังกายแสนโก้เก๋ที่ปักตราโรงเรียนบนอกเสื้อเด่นหรา ซึ่งว่ากันว่านักเรียนคนใดมีเสื้อตัวนี้ในครอบครอง จะสามารถเบ่งบารมีได้ตลอดเวลาที่เหลืออยู่ในรั้วโรงเรียนแห่งนั้น โดยที่นักเรียนธรรมดาได้แต่เหลือบดูด้วยความอิจฉา

อย่างไรก็ตาม สำนวน “มีได้ก็ต้องมีเสีย” ก็ช่างเป็นความจริงอย่างยิ่งสำหรับบุตรนักการเมืองผู้นี้ เพราะความทุ่มเทกับรักบี้มากเกินพอดีเป็นเหตุให้ผลการเรียนของเขาร่วงกราวรูด อันดับที่ในห้องตกจากเลขตัวเดียวไปอยู่ที่ยี่สิบกว่าๆ ทำเอาบิดาขุ่นเคืองอย่างหนักจนไม่ยอมดูดำดูดีบุตรชายไปหลายวัน หนำซ้ำยังลงโทษเขาด้วยการขังในห้อง โดยบังคับให้อ่านหนังสือทบทวนแบบเรียนตลอดทั้งวันทั้งคืน

ถึงแม้ว่าตอนนั้นภายในใจของไหว่เชิงจะเนืองแน่นไปด้วยความทุกข์ร้อน แต่ครั้นมองย้อนกลับไปทีไร ความอิ่มเอิบก็บังเกิดแก่จิตใจของเด็กชายทุกที เนื่องจากมันเป็นครั้งแรกที่เขาได้ตระหนักในมิตรจิตอันผ่องใสของเหล่ฟั้น...


เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มขึ้น ณ ห้องหนังสือ ซึ่งสมาชิกสภาหมั่น ช่งจี ชอบใช้เป็นที่อ่านจดหมายสั้นๆหรือหนังสืออ่านเล่นที่ให้ความเพลิดเพลินเจริญใจ ทว่ารอยยิ้มเยือกเย็นที่มักปรากฏบนใบหน้าของหนุ่มใหญ่ ได้แปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าขรึมจัดในบัดดลที่บุตรชายวัยย่างสิบสี่ก้าวเข้ามาพร้อมเปล่งคำทำความเคารพ

ผู้เป็นพ่อเงยหน้าขึ้นจากจดหมายซึ่งปั๊มตราโรงเรียนประจำชายล้วนไว้บนหัวกระดาษ ดวงตาแดงก่ำที่เพ่งมาแฝงแววผิดหวังและเดือดดาลในที…เขาคิดว่าสาเหตุที่โทสะของคุณพ่อรุนแรงเช่นนั้นมีต้นเหตุจากความโกรธสะสมที่คุณพ่อเพิ่งจะมึนตึงกับคุณแม่เมื่อไม่นานมานี้

“แกรู้แล้วใช่ไหมว่าฉันเรียกแกมาที่นี่ด้วยเรื่องอะไร”

ไหว่เชิงหน้าเจื่อน ได้แต่ก้มหน้าลงไม่พูดไม่จา

“แกรู้แล้วใช่ไหมว่าฉันเรียกแกมาที่นี่ด้วยเรื่องอะไร” พ่อถามย้ำเสียงดัง พร้อมทั้งเลื่อนกระดาษรายงานผลสอบมาข้างหน้า

“คุณพ่อว่าผมมาตรงๆเลยเถอะ” ลูกชายตัดบทห้วนๆ

“คะแนนสอบก็ว่าเลวพอแล้ว ยังก้าวร้าวกับฉันอีกเหรอ” ผู้เรืองอำนาจประจำแหลมเกาลูนทุบโต๊ะฉาด “เพื่อเป็นการทำโทษ ตลอดสามวันนี้ฉันจะกักบริเวณแกให้อยู่แต่ชั้นบน แกต้องทบทวนแบบเรียนทั้งหมดในภาคเรียนที่ผ่านมา และจะไม่ได้รับอนุญาตให้ลงมาข้างล่างไม่ว่าจะด้วยกรณีใดก็ตาม ข้าวปลาก็ให้คนใช้ถือขึ้นไปให้ และเพราะวันนี้ฉันต้องออกไปธุระข้างนอก กว่าจะกลับมาถึงบ้านก็คงประมาณสองยาม ฉันเลยจะส่งคนไปคุมความประพฤติแกแทน...”

ช่งจีหันไปตะโกนเรียกบ่าวที่ยืนคอยอยู่หน้าประตู...เมื่อเด็กชายเหลียวมองตามก็เห็นหญิงชราร่างม่อต้อ เคียงด้วยร่างเล็กของเด็กหญิง

“ได้ยินแล้วใช่มั้ย อาเซา จับตาดูมันให้ดี ห้ามผ่อนปรนให้มันเป็นอันขาด ไม่งั้นฉันจะหันมาเล่นงานแกแทน”


ถึงประกาศิตของบิดาจะกำหนดให้เขาทบทวนตำรา ทว่าเอาเข้าจริงๆแล้ว ไหว่เชิงก็แทบจะไม่ได้ทำตามที่ได้รับมอบหมาย เพราะเด็กชายผู้ดื้อรั้นเอาแต่แข็งข้อโดยการนั่งๆนอนๆ บางครั้งก็หยิบปากกามาขีดเขียนอะไรไปเรื่อยเปื่อย ซึ่งแม้ว่าป้าเซาจะเห็นเต็มสองตา แต่แกก็ไม่กล้าว่ากล่าวอะไรมาก เพราะรู้จักนิสัยของผู้อ่อนวัยดี

วันนั้นทั้งวันเด็กชายงีบหลับไปไม่รู้กี่ตื่น จนไม่รู้สึกง่วงนอนอีกต่อไปทั้งที่ตะวันตกลาลับฟ้าไปนานแล้ว จิตใจที่หดหู่ของเขาร่ำร้องหาความบันเทิง เขาคิดถึงวันวานเก่าๆที่เขาเคยลักลอบออกไปเที่ยวกลางคืนตามลำพัง คิดถึงบรรยากาศอันครึกครื้นของรัตติกาลที่ดูยาวนานเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด คิดถึงเสียงใสแจ๋วของนักร้องสาว จังหวะการเต้นลีลาศอันเร่าร้อนของเหล่านักท่องราตรี รวมไปถึงอาหารอร่อยหลากหลายชนิดซึ่งหาได้ยากในตอนกลางวัน

“ตื่นรึยังเจ้าคะ คุณชายน้อย” เสียงแหบเครือที่ดังขึ้น เรียกความคิดล่องลอยของเขาให้กลับมาสู่ปัจจุบันขณะ “อันนี้ป้าทำมาให้ทาน”

เด็กชายมองดูสำรับข้าวที่ป้าเซาวางลงข้างกายเขาด้วยสายตาชืดชา...สำรับนั้นประกอบด้วยข้าวหอมที่คดจนพูนถ้วย ผักปวยเล้งนึ่ง และต้มไก่ซึ่งมีเม็ดเก๋ากี้ลอยอยู่เหนือน้ำแกง ต่างเป็นเมนูที่น่าเบื่อจนเขากินไม่ลง

“คุณแม่ไปไหน” เขาถามเป็นคำแรกหลังจากนั่งจ้องกับข้าวอยู่นาน

“ยังไม่กลับเลยเจ้าค่ะ” คนรับใช้อาวุโสรายงานตามความเป็นจริง พร้อมทั้งตั้งคำถามกับตัวเองว่าเมื่อไหร่หล่อนจึงจะกลับมา

ไหว่เชิงยิ้มขื่นอย่างรู้สึกไม่แปลกใจกับคำตอบของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย เพราะถ้าหากคุณแม่อยู่ที่นี่ด้วย คุณแม่ก็คงสู้ขาดใจในการปกป้องเขาให้พ้นจากบทลงโทษอันสุดแสนหฤโหดของคุณพ่อเป็นแน่แท้ และเขาก็คงไม่ต้องมานั่งเผาเวลากับตำราเรียนบ้าบอนี่ไปค่อนวัน

แต่ครั้นนึกได้ว่าตั้งแต่คุณแม่มีปากเสียงกับคุณพ่อเมื่อไม่กี่วันก่อน และคุณแม่ก็ประชดคุณพ่อด้วยการหอบสัมภาระบางส่วนไปค้างที่บ้านเพื่อนโดยไม่กลับมาอีก ก็ทำให้เขาปลงตก และเลิกที่จะคิดถึงเรื่องนี้ต่อไป

“ทำใจให้สบายเถอะเจ้าค่ะ อีกเดี๋ยวคุณแม่ก็คงจะมาถึงแล้ว ตอนนี้ทานอะไรสักหน่อย ปล่อยให้ท้องว่างนาน เดี๋ยวจะเป็นโรคกระเพาะเอานะเจ้าคะ” หญิงชราเตือน ยื่นมืออูมที่มีรอยด่างจากน้ำมันกระเซ็นมาตบหัวไหล่ของเขาเบาๆ

“ป้าออกไปก่อนเถอะ” ไหว่เชิงปลดมือแกออก “ผมอยากอยู่เงียบๆคนเดียว ขอบคุณที่ทำกับข้าวให้ผมกินนะ”

“ค่ะๆ” ป้าเซารับคำก่อนออกเดินด้วยท่าทางที่ไม่ปกติ...ไหว่เชิงค่อนข้างจะแน่ใจว่าสุขภาพของแกคงไม่สู้จะดีนัก จากการที่เขาได้สัมผัสข้อมือของแกเมื่อครู่ ก็พบว่ามันร้อนจี๋ราวกับถูกไฟอังทีเดียว

“ถ้างั้นป้าขอไปนอนพักผ่อนก่อนนะเจ้าคะ” สาวใช้ผู้มีอาวุโสสูงสุดในบ้านบอกพลางกระไอกระแอม “ป้าไม่ค่อยจะสบาย”

“เดินระวังๆด้วยนะป้า” ไหว่เชิงบอกด้วยความปรารถนาดี ขณะที่ป้าเซาลากเท้าจากไปอย่างสะโหลสะเหล


หมั่น ไหว่เชิง สูดอากาศเข้าเต็มปอดคล้ายจะเพิ่มความมั่นใจแก่ตนเอง มือข้างหนึ่งจับลูกบิดประตูหมุนออกช้าๆ ส่วนอีกข้างลนลานยัดเศษเหรียญใส่กระเป๋ากางเกง แล้วจึงสวมวิญญาณตีนแมว ย่องลงบันไดไปด้วยความเงียบเชียบ

เขารู้ดีว่าคนแก่ใจดีอย่างป้าเซาย่อมไม่ใจร้ายใจดำพอจะลงกลอนประตูห้องดังที่พ่อของเขาสั่ง และแม้จะรู้อยู่แกใจว่าการทำแบบนี้มิต่างกับการทรยศต่อความไว้ใจที่ป้าเซามีให้เขา หากบางครั้งคนเราก็ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อตัวเองบ้าง ซึ่งเขาก็วาดหวังว่าความลับนี้จะไม่แตก และป้าเซาก็จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ

ประตูบ้านที่เห็นอยู่ตรงหน้าให้ความรู้สึกดุจดั่งประตูสู่อิสรภาพ คนแซ่หมั่นกรากเข้าไป แต่ไม่ทันที่ฝ่ามือของเขาจะไขว่คว้ามัน เสียงเสียงหนึ่งก็แว่วมา พร้อมกับที่ร่างผ่ายผอมซึ่งเริ่มมีทรวดทรงตามแบบสาวรุ่น ก้าวมายืนกอดอกด้านหลัง

“คุณลงมาได้ยังไง” เหล่ฟั้นข่ม “ฉันยังไม่ได้อนุญาตคุณเลย”

ไหว่เชิงเลิ่กลั่ก...เขาไม่รู้เลยว่าจะสาธยายความรู้สึกของการถูกจับได้คาหนังคาเขาโดยคนคนเดียวกันถึงสองครั้งว่าอย่างไรดี แต่ที่แน่นอนสำหรับเขาก็คือคำพูดประโยคหลังของเธอช่างฟังขัดหูเสียนี่กระไร

“เรื่องอะไรฉันต้องให้แกอนุญาตด้วย” ไหว่เชิงยอกย้อน

“ก็เพราะป้าเซาส่งมอบหน้าที่ให้ฉันเฝ้าคุณแทน ซึ่งคุณก็คงไม่ได้เอะใจอีกเหมือนกันว่าฉันสะกดรอยตามคุณลงมาจากข้างบนนู้นแล้ว” เด็กหญิงบอกพลางยกมือที่ถือตะเกียงขึ้น แสงสว่างรำไรจับเสี้ยวหน้าของเธอเป็นริ้วๆ

“ถ้างั้นก็หมดธุระของแกแล้ว นังคนแผ่นดินใหญ่” บุตรชายคนเล็กของสมาชิกสภาบริหารหมั่น ช่งจี ทำท่าจะผละหนี

“แล้วเราไม่ใช่คนจีนเหมือนกันหรือเจ้าคะ” เหล่ฟั้นถอนใจ...เธอนึกสงสัยว่าเพราะเหตุใดการที่คนเราเกิดมาต่างสถานที่ ต่างสภาพแวดล้อม ต่างระบอบการปกครอง จะส่งผลให้ผู้คนชาติพันธุ์เดียวกันสามารถแบ่งแยกกันได้ เธอไม่เคยลืมเหตุการณ์ที่เด็กอันธพาลรุมทำร้ายเธอ หรือคำดูหมิ่นถิ่นแคลนที่คุณชายน้อยด่าทอเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพียงเพราะเธอไม่ได้เกิดที่ฮ่องกงอย่างพวกเขา

“...จะแผ่นดินใหญ่หรือฮ่องกง เราก็พูดภาษาเดียวกันไม่ใช่หรือ”

ไหว่เชิงนิ่งไปอย่างได้คิด หากยังไม่คลายความดันทุรัง

“ถ้าแกเทศนาจบแล้วก็ช่วยหลีกไปซะที ฉันไม่มีเวลาว่างโต้วาทีกับแกทั้งคืนหรอกนะ” เขาออกปากไล่ขณะพยายามไขประตูออก แต่ก็ต้องพบกับความหงุดหงิด เมื่อลูกกุญแจที่เขามีอยู่ไม่สามารถยัดเข้าไปในรูกุญแจได้สักที

หมุ่ยไจ๋ส่งยิ้มบางๆด้วยความเอ็นดูปนสมเพช

“เปล่าประโยชน์เจ้าค่ะ กุญแจดอกนั้นมันใช้งานไม่ได้แล้ว เมื่อไม่กี่เดือนก่อนคุณท่านเพิ่งเรียกช่างมาเปลี่ยนกลอนประตูใหม่ ของเดิมมันใกล้จะเสียเต็มที คุณท่านบ่นว่าไขยาก เลยจัดการเปลี่ยนใหม่ให้เสร็จสรรพ”

“บัดซบเอ๊ย” เด็กชายขบกราม เสียงเครือคล้ายจะร้องไห้ “คุณพ่อก็เหลือก้ำเหลือเกิน แค่เกรดตกถึงกับขังฉันได้ลงคอ ทำยังกับฉันไปฆ่าคนมา”

เหล่ฟั้นสะท้อนใจเมื่อได้ยินคำตัดพ้อนั้น

“ฉันเข้าใจเจ้าค่ะ เพราะว่าฉันเองก็ถูกกักขังมาตลอดชีวิตด้วยสาเหตุที่ฉันไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยเลยแม้แต่น้อย” ดวงตาของสาวใช้หม่นลงทุกครั้งที่นึกถึงความเป็นมาของตน ทั้งการที่ถูกเลี้ยงดูมาในโรงเลี้ยงเด็กกำพร้า และการที่ถูกขายเป็นทาสรับใช้ ด้วยเหตุผลที่อยู่เหนือการควบคุมของตน

ไหว่เชิงนิ่งนึก แม้จะรู้สึกเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมของอีกฝ่ายครามครัน ทว่าความพยายามที่จะหนีออกจากบ้านก็มิได้ลดน้อยลง บุตรชายเจ้าของบ้านยืนคอแข็ง มือทั้งสองปล่อยลู่ข้างตัว สีหน้าเต็มไปด้วยความเคืองขุ่น

“คุณชายน้อยคงอยากไปเที่ยวเล่นข้างนอกเอามากๆ” เหล่ฟั้นคาดเดาจากท่าทีของอีกฝ่าย ส่วนทายาทตระกูลหมั่นเบนหน้ามองประตูแทนคำตอบ

“ตกลง...” เด็กหญิงล้วงกุญแจออกจากกระเป๋าเสื้อ ตรงรี่ไปที่ประตูซึ่งเด็กชายยืนขวางอยู่ “ฉันยอมให้คุณออกไป”

“แกพูดจริงหรือ” ไหว่เชิงกล่าวอย่างไม่เชื่อหู ซึ่งเหล่ฟั้นก็ยืนยันคำพูดของตนโดยการไขกุญแจที่ลั่นดาลไว้อย่างแน่นหนา “แกทำเช่นนี้ไปทำไมกัน” เขาถามย้ำเพื่อความแน่ใจและมองเธออย่างงงๆ

“ฉันเห็นใจคุณ” เธอเอี้ยวตัวหลบให้เขา “รักษาตัวด้วยนะเจ้าคะ กลางค่ำกลางคืนแบบนี้อันตราย โปรดรู้ไว้ด้วยว่าฉันเป็นห่วง”

ไหว่เชิงเพียงแต่พยักหน้าด้วยความตะลึงในหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะวลีทิ้งท้าย “โปรดรู้ไว้ด้วยว่าฉันเป็นห่วง” ซึ่งพรูพรั่งออกจากปากเพศตรงข้าม ให้ความรู้สึกเอิบอิ่มและอบอุ่นอย่างน่าพิศวงแก่เด็กชายวัยแรกรุ่นอย่างเขาเป็นที่สุด

ไหว่เชิงชายตาดูประตูบ้านที่กำลังปิดลงและก้าวเดินไปบนถนนด้วยท่าทางที่ยังคิดไม่ตกกับคำล่ำลาเมื่อสักครู่        


ออกจากบ้าน เด็กชายเดินตุหรัดตุเหร่ไปในความมืดที่มีเพียงแสงไฟถนนคอยชี้ทาง ถึงก่อนหน้านี้จะมีสถานเริงรมย์หลายๆแห่งพรูประดังเข้ามาในความคิด แต่ในเวลานั้นเขากลับคิดอะไรไม่ออก จึงได้แต่ร่อนรับร่อนเร่ไปมาทั่วย่านจิมซาโจ๋ย ก่อนจะตัดสินใจเดินเลียบถนนนาธานซึ่งทอดยาวไปถึงย่านหม่องกอก

ความคิดของเขายังคงวกวนอยู่กับเหล่ฟั้น โดยเฉพาะตอนที่เธอถอดกลอนประตูให้เขาและอวยพรด้วยกระแสเสียงที่น่าฟัง...

ด้วยความใจลอย เขาจึงไม่ทันสังเกตเห็นรถเก๋งคันหนึ่งที่แล่นมาด้วยความเร็วเต็มขั้น กว่าที่เขาจะรู้สึกตัว รถคันนั้นก็พุ่งพรวดเข้าใส่พร้อมกับเสียงแตรที่บีบสนั่นหวั่นไหวไปทั่วท้องถนน

“น้องชายเป็นอะไรมั้ย” มีเสียงเรียกมาจากรถคันนั้น ไหว่เชิงค่อยๆลืมตาขึ้นทันทีที่รู้ว่าการพุ่งหลบของเขาได้ผล

“อาเชิง” เจ้าของเสียงนั้นเรียกชื่อเขาด้วยความตกใจ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเคืองในเสี้ยวพริบตา “ไอ้ลูกไม่รักดี มึงมาทำบ้าอะไรที่นี่”

“คุณพ่อ”

 “อาหว่อง เอาตัวมันขึ้นรถเดี๋ยวนี้”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น