โซซอล
facebook-icon

ซอลลี่นำความสนุกจากซีรีส์เกาหลีสุดฮิต 'What's Wrong with Secretary Kim' มาให้ทุกคนได้อ่านในรูปแบบตัวอักษรกันแล้วค่า~

ตอนที่ 6-1 หมดไฟ ชายหนุ่มผู้ถูกทิ้งหนึ่งคน

ชื่อตอน : ตอนที่ 6-1 หมดไฟ ชายหนุ่มผู้ถูกทิ้งหนึ่งคน

คำค้น : เลขาคิม นิยายเกาหลี

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.5k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 22 เม.ย. 2562 16:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6-1 หมดไฟ ชายหนุ่มผู้ถูกทิ้งหนึ่งคน
แบบอักษร

#6 หมดไฟ ชายหนุ่มผู้ถูกทิ้งหนึี่งคน


ในทุกๆ วันพุธที่สองของเดือน ประธานลีและภรรยาจะเรียกลูกชายคนที่สองอย่างยองจุนกลับมาทานมื้อเย็นที่บ้าน ซึ่งมีโซเองก็ถูกเชิญมานั่งในตำแหน่งนั้นเป็นบางครั้งเพื่อเป็นการขอบคุณในฐานะที่เธอเป็นผู้ช่วยเหลืองานของยองจุนมาอย่างยาวนานและไม่เปลี่ยนแปลง

หลังมื้ออาหารท่ามกลางบรรยากาศอันอบอุ่นจบลง คนเป็นพ่อกับลูกชายจะย้ายที่ไปยังห้องสมุดชั้นสองเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนการสนทนาเรื่องการบริหารของบริษัทอย่างเป็นปกติ

แต่ก่อนการสนทนาเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง ประธานลีนั่งอยู่บนโซฟาถือถ้วยชาเอาไว้พลางจ้องมองไทด์ไหมสีแดงของยองจุนอยู่อย่างนั้น

ปมเน็กไทด์ที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็จะถูกผูกไว้อย่างสมบูรณ์แบบเสมอ เมื่อสักครู่หลังทานอาหารเสร็จ มีโซก็ลุกขึ้นเพื่อช่วยดูความเรียบร้อยของไทด์ยองจุนอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเธอคือเลขาส่วนตัวเลยติดนิสัยต้องดูแลแม้แต่เรื่องจุกจิกเช่นนี้ และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกกับการเห็นมีโซดูแลเรื่องการแต่งกายของยองจุน แต่อาจเป็นเพราะข่าวเรื่องงานของมีโซที่เพิ่งได้ยินมาเมื่อตอนกลางวัน วันนี้ภาพนั้นจึงสะดุดตาประธานลีเป็นพิเศษ

“มีโซผูกไทด์ให้แบบนั้นตลอดเลยเหรอ”

ยองจุนตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แม้เป็นคำถามไร้ซึ่งที่มาที่ไปจากผู้เป็นพ่อ

“ถ้าไม่มีงานพิเศษอะไรก็ให้เลขาคิมดูให้เกือบตลอดครับ”

“งั้นสินะ ตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะ”

“ตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ...”

โอ้โห… มันเริ่มตั้งแต่ตอนไหนกันนะ

ยองจุนทำตาโตพร้อมกับวางถ้วยชาลงบนโต๊ะด้วยสีหน้ามึนงงสับสน

เขามองชาเขียวสีอ่อนที่ปริ่มอยู่ในถ้วย ขณะนั้นก็นึกถึงเรื่องเมื่อนานมาแล้วขึ้นมา



ไม่ว่าใครก็คงมีวันที่พอเหมาะพอดีกับตัวเองไปทุกเรื่อง และนั่นคือความรู้สึกของยองจุนในวันนี้

พนักงานหญิงวัยยี่สิบปีแก้มทั้งสองข้างขึ้นเป็นริ้วสีชมพูด้วยฤทธิ์ของเบียร์สองแก้วที่เธอคงยังไม่คุ้นชินนัก สายตาของยองจุนจับจ้องเธออยู่ตลอดในงานเลี้ยงบริษัท ลักยิ้มบุ๋มบนแก้มซ้ายของเธอมองเห็นได้อย่างชัดเจน

「ชื่ออะไรเหรอครับ」

「คิมมีโซค่ะ」

คิดว่าคงไม่มีทางได้เจอกันอีกตลอดไปแต่สุดท้ายก็ได้กลับมาพบกันอีกครั้งสินะ เขาเพิ่งเข้าใจกับว่าโชคชะตาขึ้นมาก็วันนี้

「คุณคิมมีโซ รู้จักผมใช่ไหมครับ」

「ค่ะ」

「จริงเหรอ ผมเป็นใครครับ」

「ลูกชายท่านประธานค่ะ」

ถึงมีโซจะยิ้มละมุน แต่รอยยิ้มของเธอกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เกร็งปากและหน้าซีดเผือด ทั้งตัวและมือที่กำแน่นสั่นอย่างเห็นได้ชัดเจน

เธอไม่ได้ดูหวาดกลัวกับการเผชิญหน้ากับลูกชายท่านประธาน แต่สายตาของเธอจดจ้องไปยังประตูทางเข้าห้องน้ำอย่างไม่ลดละ ปลายสุดสายตาก็คือแมงมุมตัวเป้งหนึ่งตัวที่กำลังชักใยอย่างแข็งขัน และแมงมุมตัวนั้นก็พึ่งพาใยบางๆ หนึ่งใยเพื่อไต่ตัวลงมาข้างล่าง ทันทีที่เห็นแบบนั้นเธอก็หันหน้าหนีด้วยความหวาดผวาอย่างไม่เป็นธรรมชาติ

แมงมุมนี่เอง…

ความจริงลึกๆ แล้วเขารู้สึกเสียใจที่อีกฝ่ายจำไม่ได้ แต่กลับกันก็คิดว่าการจดจำกันไม่ได้มันก็เป็นเรื่องที่ดีเช่นเดียวกัน

「คือ… ไม่ใช่เหรอคะ」

「เปล่าครับ ถูกแล้วครับ」

ริมฝีปากของมีโซที่แหงนหน้ามองขึ้นไปสั่นระริก แม้เธอจะยิ้มราวกับไม่ได้รู้สึกลำบากอะไรแต่ก็ยังดูฝืนอย่างชัดเจน

「โอเคกับงานไหมครับ」

「อืม… ค่ะ เว้นแค่เรื่องที่ต้องหยุดทำงานสิ้นเดือนนี้แล้ว ฉันทำงานแค่ชั่วคราวน่ะค่ะ」

「มีบริษัทอื่นที่จะไปทำงานไหมครับ」

「อ๋อ… ก็ไม่ว่ายังไงก็ต้องหาได้ค่ะ ฉันเองก็กำลังลำบาก…」

คนตรงหน้าดูยังไม่มีส่วนไหนเข้าที่เข้าทางอย่างที่พูด ทั้งการแต่งหน้าด้วยสีไม่เข้ากัน หรือผมที่สั้นยาวไม่เป็นทรง เสื้อสูทตัวเก่าที่ดูแล้วคงได้รับต่อจากใครสักคนมา หรือจะเป็นรองเท้าสีซีด ทั้งหมดนั่นทำให้มีโซดูเหมือนลูกกวางเพิ่งเกิดมากกว่าจะเป็นสาวสังคมวัยทำงาน แม้จะประหม่า หวาดกลัวและไม่อยากต่อสู้กับสิ่งต่างๆ แต่ก็ต้องทำเพื่อความอยู่รอด วิ่งหนีเพื่อให้พ้นจากการถูกเสือจับกิน ความรู้สึกทั้งหมดถูกส่งตรงมาจากสภาพของคนตรงหน้าได้อย่างดี

และในเวลาเดียวกันยองจุนก็ต้องการผู้ช่วยระหว่างที่ต้องเดินทางไปทำงานต่างประเทศสองปี

แต่เขากำลังหาเลขาผู้ชายอยู่ เพราะยังฝังใจจากที่แห่งนั้นเมื่อนานมาแล้วจนไม่สามารถหาทางออกมาได้ ยองจุนจึงเกลียดหญิงสาวอ่อนวัยเข้าไส้

ทว่าถึงจะเป็นผู้หญิงวัยรุ่น แต่ถ้าเป็นมีโซแล้วล่ะก็มันก็คงจะไม่เป็นอะไร อาจจะเป็นช่องว่างระหว่างบานพับประตูไม้ที่ปิดไม่สนิทเพราะสนิม มีโซอยู่ฝั่งนี้ แต่พวกผู้หญิงคนอื่นอยู่อีกฝั่งนึง เขาจึงไม่ปฏิเสธเลยว่าตัวเองเปิดรับเธอไว้ในใจอยู่แล้ว

ยองจุนส่งเรื่องสมัครงานให้กับเลขาหญิงคนหนึ่งในทีมโดยตรงเพื่อให้มีโซผู้ใกล้หมดช่วงทำงานในเร็ววันนี้รีบสมัครเข้ารับการสัมภาษณ์สำหรับการเป็นผู้ช่วยงานเขาที่ต่างประเทศ ซึ่งเธอก็ยื่นใบสมัครโดยไร้ความแคลงใจและหลังจากนั้นก็เข้ารับการสัมภาษณ์อย่างจริงจัง

หากมีโซไม่เจอเรื่องลำบากอย่างกะทันหันจากฐานะทางครอบครัว เธอคงไม่คิดสมัครงานมาก่อน ดูจากประวัติส่วนตัวอันไร้คุณสมบัติพิเศษใดๆ นอกจากผลคะแนนการสอบเข้ามหาวิทยาลัย รวมถึงใบแนะนำตัวที่ถึงจะเขียนอย่างพิถีถันแค่ไหน แต่ก็ทำให้เกิดเสียงหัวเราะลั่นดังขึ้น ซึ่งเขาก็ไม่ได้ให้คนอื่นดู ยองจุนพิจารณาทั้งหมดด้วยตัวเองคนเดียว

คำถามของมีโซเมื่อตอนสัมภาษณ์งานคือ ‘ความฝันคืออะไรครับ’ และตอนนั้นเธอตอบด้วยเสียงมุ่งมั่นตั้งใจว่า ‘เป็นแม่ที่เฉลียวฉลาดและภรรยาที่จิต ใจ ดี ค่ะ!’ ถึงจะขำแทบแย่แต่เขาก็หัวเราะออกมาไม่ได้เพราะเธอจริงจังมาก อีกทั้งประหม่าอย่างสุดขีด หากเขาหัวเราะออกมาจริงๆ มีโซอาจจะร้องไห้โฮเลยก็ได้

ถึงอย่างนั้นสุดท้ายยองจุนก็รับเด็กสาวผู้ไม่ประสาเรื่องในโลกไปมากกว่าสิ่งที่ปรากฎในตำราเรียนเข้าทำงานในตำแหน่งเลขาส่วนตัว

ซึ่งความจริงแล้วมีโซไม่ใช่คนทำงานเก่งมาตั้งแต่แรก แม้จะเรียนรู้ไวแค่ไหนแต่เรื่องที่ต้องใช้อย่างอื่นนอกจากความสามารถ ก็คงไร้ปาฎิหารย์ให้ทำสำเร็จได้ในเวลาเพียงแค่ไม่กี่วัน

หนึ่งสัปดาห์หลังทำงานในอเมริกาเกิดเรื่องขึ้นในงานดินเนอร์ครั้งสำคัญ ในฐานะเลขามีโซสื่อสารเรื่องกาารแต่งกายจากผู้ดูแลงานผิดพลาดจนทำให้เป็นเรื่อง

เมื่อกลับถึงบ้านยองจุนจึงระเบิดความโมโหลูกใหญ่จนทำให้คนที่มีรอยยิ้มประดับใบหน้ามาตลอดจนถึงก่อนหน้านี้ เปลี่ยนสีหน้าเป็นใกล้ร้องไห้ เธอใช้ดวงตารื้นน้ำใสจ้องมองเขาก่อนที่อยู่ๆ จะตะโกนลั่นขึ้นมา

「จะให้ฉันทำยังไงล่ะคะ!! ทำไมทุกคนถึงเอาแต่ว่าฉันล่ะ! คิดว่าฉันเป็นซุปเปอร์วูแมนเหรอ กรรมการผู้จัดการเก่งขนาดนั้นไหมคะ รู้ทุกเรื่องเลยหรือไงคะ เกิดมาไม่เคยทำผิดพลาดเหรอคะ 」

คงเพราะคิดถึงบ้านหรืออาจเหนื่อยกับการอยู่ต่างถิ่น มีโซโวยวายเสียงดังเหมือนคนไม่มีหนทางให้ไปต่อ ปล่อยดีไหม ไม่ได้สิ ถ้าปล่อยล่ะก็ร่วงแน่ แต่เจ็บแขนจัง ปล่อยไว้จะสบายกว่าไหม

ปัญหามันยากมาก ไม่สิ เธอเหมือนคนที่กำลังกังวลกับปัญหาที่ผิดพลาดและไม่มีคำตอบมาตั้งแต่แรกที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า

ภาพของมีโซในวันนั้นทั้งน่าสงสารและน่าเห็นใจ แต่ก็ดูคุ้นเคยอย่างน่ากลัวราวกับได้เห็นในกระจกเงา

จะต้องทำยังไงให้คนที่กำลังจนตรอกในเวลาแบบนี้ลุกขึ้นมาได้กัน… ให้กำลังใจดีๆ หรือปลอบใจงั้นเหรอ

ไม่หรอก มันมีอีกวิธีที่น่าจะเรียกอะดรีนาลีนได้มากกว่านั้น มันคือเทคนิคพิเศษจากประสบการณ์อันยาวนานของเขาเอง

「ใช่ ฉันไม่เคยทำพลาด แล้วก็รู้ดีทุกอย่าง ฉันทำได้ดีหมดขนาดนั้นนั่นแหละ หมั่นไส้เหรอ งั้นเธอก็ทำงานให้ดีสิ ถ้าไม่อยากโดนบ่นก็ทำออกมาให้ดีเหมือนฉัน」

มันคือยุคที่เขากระตือรือร้นเรื่องงานมาก ถ้าตอนนี้จะต้องพูดอะไรแบบนั้นก็คงสามารถพูดออกมาได้นุ่มนวลกว่ามาก

「กรรมการผู้จัดการรู้ไหมคะ」

「อะไร」

「คุณพูดออกมาได้เฮงซวยมากจริงๆ ค่ะ ตั้งแต่ฉันเกิดมาแล้ว เกิดมาอีก ก็ไม่เคยเจอคนหลงตัวเองแบบกรรมการผู้จัดการมาก่อนเลยค่ะ」

「ต่อๆ ไปก็คงได้เจออีกนานแล้วล่ะ」

「บ้าไปแล้วเหรอ ไม่เจอหรอก! ฉันจะลาออกแล้วก็กลับเกาหลี เพราะฉะนั้นหาคนอื่นซะ ไอ้คนเฮงซวย! 」

มีโซพูดห้วนๆ สั้นๆ ผสมคำหยาบคายแล้วเตะประตูดังปังก่อนจะวิ่งหนีออกไปอย่างรวดเร็ว

และวันต่อมาเมื่อถึงเวลาเริ่มงานตีห้าตรง เธอกลับประสานทั้งสองมือไว้ตรงหน้าท้องแล้วทำความเคารพเขาอย่างนอบน้อม

「ไม่ว่าอะไรฉันก็จะทำทุกอย่างค่ะ ช่วยไว้ชีวิตฉันด้วยนะคะ กรรมการผู้จัดการ」

「แล้วฉันบอกว่าจะฆ่าเธอตอนไหนกัน」

มีโซเช็ดน้ำตาเมื่อจบคำพูดนั้นพร้อมกับผ่อนลมหายใจออกมา แล้วหลังจากนั้นใบหน้าเธอก็ประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน แต่ดูจากดวงตาที่บวมตุ่ยแล้วอาจผ่านการร้องไห้มาทั้งคืนก็เป็นได้

มันอาจเริ่มต้นจากวันนั้นที่เธอเริ่มใส่ใจในการผูกไทด์ให้เขาอย่างเอาใจใส่



“แค่ก แค่ก โอ๊ย… แย่แล้วฉัน”

อาจจะเพราะดื่มชาโสมผิดจังหวะ เสียงไอของท่านประธานลีจึงทำให้ยองจุนหลุดจากภวังค์ เขารีบลุกขึ้นไปทางด้านหลังโต๊ะก่อนจะทุบเบาๆ ลงบนหลังของผู้เป็นบิดา

“ดื่มช้าๆ สิครับ รีบอะไรขนาดนั้น”

“แค่ก… ก็ตามนั้น มีเรื่องด่วนอยู่เหมือนกัน”

“อะไรครับ”

“แค่กๆ นั่งลงก่อนสิ”

แต่เมื่อนั่งลงและได้ยินคำพูดของประธานลี ยองจุนกลับสีหน้าเคร่งเครียดอีกครั้ง

“มีโซจะลาออกงั้นเหรอ”

“ข่าวเร็วเชียวนะครับ”

“อะแฮ่ม”

ผู้เป็นบิดากระแอมเบาๆ หลังสังเกตอาการของคนเป็นลูกชาย ซึ่งนั่นเป็นนิสัยที่ท่านประธานลีมักจะทำเสมอเมื่อมีเรื่องที่ต้องการพูด

“คุณพ่อ พูดมาได้เลยครับ”

“แกจะไม่แต่งงานจริงๆ เหรอ”

“ขอโทษครับ”

“พ่อคนนี้น่ะ… แค่ก… ก่อนตาย… แค่ก! อึก ชาติก่อนฉันไปทำบาปอะไรไว้ ลูกชายสองคนถึงได้เหมือนกันขนาด แค่ก…”

ยองจุนเบือนสายตาไปนอกหน้าต่างแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ประธานลีจึงรีบพูดต่อพร้อมไออย่างต่อเนื่องเพราะกลัวว่าลูกชายจะหาจังหวะเลี่ยงอีก

“ฉันน่ะ แค่ก ไม่เคยมีเงื่อนไขเรื่องสะใภ้เลย แค่กๆ! จริงๆ นะ!”

ยองจุนลุกพรวดแล้วปัดเสื้อด้วยความเคยชินก่อนจะเริ่มก้าวเดินออกไป

แต่ในจังหวะเดียวกับที่เขาจับลูกบิดประตูห้องสมุด ประธานลีก็เรียกยองจุนไว้

“อ้อนี่ ยองจุน”

“ครับ”

“พี่ชายแกกำลังจะกลับมานะ”

“งั้นเหรอครับ”

“รอต้อนรับอย่างอบอุ่นด้วยล่ะ”

“ผมต้องทำแน่นอนอยู่แล้วครับ”

เขาตอบกลับราวเป็นหุ่นยนต์โดยที่ไม่หันหน้ากลับมาด้วยซ้ำ บนใบหน้าของยองจุนมีรอยยิ้มขมขื่นปรากฎขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

ความคิดเห็น