vivace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 7th Night …Cigarettes...

คำค้น : nightmare, vivace, yaoi, นิยายy

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.4k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 24 มิ.ย. 2558 20:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
7th Night …Cigarettes...
แบบอักษร

 

 

7th Night

…Cigarettes...

 

 

 

“วันนี้จะออกไปไหนไหมครับพี่กาล”

 

ร่างโปร่งที่นั่งอยู่บนอาร์มแชร์ตัวใหญ่ส่ายหน้าน้อยๆก่อนจะหันไปมองท้องฟ้ากว้างที่ถูกบดบังด้วยควันบุหรี่ที่ลอยฟุ้ง ร่างกายสมส่วนของชายหนุ่มที่รัตติกาลมาพักอยู่ด้วยเป็นวันที่สามเดินเข้ามาใกล้ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงบนตักแกร่ง ริมฝีปากสีแดงชาดกดจูบตามสันกรามที่มีไรเคราขึ้นอ่อนๆอย่างออดอ้อนเอาใจ รัตติกาลไม่ได้พูดอะไรออกไปทำเพียงแค่เอียงคอน้อยๆให้อีกฝ่ายมอบจูบให้เขาอย่างไม่อิดออด

 

“งั้นออกไปเที่ยวกันไหม”

 

“ไม่ล่ะ ถ้าอยากไปก็หยิบบัตรเครดิตในกระเป๋าพี่ไปแล้วกัน”

 

“ไม่เอาอะ ปูนไม่ได้อยากได้เงินพี่กาลสักหน่อยพูดงี้น้อยใจนะ”

 

รัตติกาลเอียงคอมองใบหน้าง้ำงอของเด็กหนุ่มข้างกายที่เขารู้จักเมื่อสามวันก่อนที่บาร์แถวอโศกหลังจากที่เขาเดินหนีออกมาจากโรงพยาบาล ในขณะที่ร่างโปร่งดื่มจนเมามายอยู่เพียงลำพังแต่กลับไม่มีใครกล้าเข้าหาเพราะสีหน้าเคร่งเครียดกลบเสน่ห์ดึงดูดที่ตนมีจนหมด มีเพียงแต่ปูนนักศึกษาปีสุดท้ายที่ทำงานพิเศษเป็นบาร์เทนเดอร์อยู่ที่นั่นเท่านั้นที่ทำหน้าที่เป็นเพื่อนคุยให้กับเขาและใจดีให้ที่พักพิงในยามที่เขาไม่อยากกลับไปที่บ้าน

 

“ขอโทษๆ”

 

“ไม่ต้องขอโทษหรอก ขอโทษที่กวนใจพี่กาลนะ ปูนไม่อยากเห็นพี่เครียด”

 

เด็กหนุ่มพูดออกมาด้วยความเป็นห่วง แม้จะไม่รู้ตื้นลึกหนาบางแต่ปูนก็รู้ดีว่ารัตติกาลกำลังทุกข์ทรมานเพราะอะไรบางอย่าง แต่ก็เลือกที่จะไม่ถามอะไรเซ้าซี้ออกไป มือเรียวยกขึ้นลูบแก้มตอบของอีกฝ่ายเบาๆก่อนจะประทับจูบลงไปด้วยความเป็นห่วง นัยน์ตาคมที่แสนเย็นชาของคนตรงหน้าทำให้เขาประทับใจตั้งแต่แรกเห็น แม้รู้ตัวว่ารัตติกาลไม่มีทางมาจริงจังกับเด็กหนุ่มธรรมดาแบบเขาแต่ก็ยังห้ามตัวเองไม่ให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับอีกฝ่ายไม่ได้

 

“ขอบใจนะ วันนี้มีเรียนไหม”

 

“มีครับ เดี๋ยวตอนบ่ายปูนต้องเข้าไปเอางานกับเพื่อนที่คณะ พี่กาลรออยู่ที่ห้องก็ได้ ไปแป๊บเดียวแหละเดี๋ยวกลับมาทำของอร่อยให้กินนะ”

 

“งั้นเดี๋ยวพี่ไปส่ง”

 

“ไม่เป็นไร ปูนไปเองก็ได้พี่กาลพักเหอะ เมื่อคืนก็ไม่ค่อยได้นอน”

 

“บอกว่าจะไปส่งก็ไปส่งสิ เมื่อคืนเราเอาใจพี่มาเยอะแล้ว ให้พี่เอาใจเราบ้างแล้วกัน”

 

นิ้วเรียวยาวดีดหน้าผากมนของร่างบนตักเบาๆก่อนจะพาทั้งตัวเองและปูนลุกขึ้นไปจัดการอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อย เด็กหนุ่มในชุดนักศึกษาที่แต่งตัวเสร็จก่อนแล้วนั่งมองรัตติกาลที่ท่อนบนเปลื่อยเปล่าอวดหน้าท้องแกร่งเป็นลอนสมชายกำลังเลือกหยิบเสื้อโปโล่ของตนมาสวมใส่อย่างหลงใหล

 

“ถ้าพี่กาลอยู่เอาใจปูนตลอดไปก็คงดีเนอะ”

 

ปูนเผลอพูดออกมาตามที่ใจคิด ใบหน้าเรียบเฉยของร่างโปร่งหันมามองเขาที่กำลังนั่งกอดเข่าตัวเองอยู่บนเตียงกว้าง เด็กหนุ่มที่รู้ตัวว่าพูดสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ออกมาก็ส่งยิ้มอ่อนให้อีกฝ่ายก่อนจะหัวเราะน้อยๆ

 

“ทำไม อยากให้พี่อยู่ด้วยหรอ”

 

“ปูนจะไม่พูดหรอกถ้าพี่กาลไม่อยากฟัง”

 

“รู้ใจกันเกินไปแล้ว”

 

 

รัตติกาลพูดก่อนจะสวมเสื้อโปโลสีเทาอ่อน ส่องกระจกอยู่สักครู่ก่อนจะหยิบเอากุญแจรถและกระเป๋าเงินมาถือไว้ ช่วงแขนยาวออกแรงดึงร่างกายสมส่วนของอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นจากเตียงก่อนจะพากันเดินออกไปที่ประตูห้อง แต่ยังไม่ทันที่จะก้าวออกไปรัตติกาลก็เอื้อมคว้าร่างของเด็กหนุ่มมากอดจากทางด้านหลังพร้อมกับกดจูบไปที่ท้ายทอยขาวของอีกฝ่ายเบาๆ

 

“ขอโทษนะ”

 

“พูดคำนี้บ่อยไปแล้วนะครับ ไม่เอาอย่าคิดมากดิ ปูนเต็มใจเองพี่ก็รู้”

 

“งั้นเปลี่ยนเป็น ขอบคุณแทนแล้วกัน”

 

“ฮ่าๆ ยินดีครับ เอาที่พี่กาลสบายใจเลย”

.

.

.

.

 

รถยนต์คันหรูจอดเทียบฟุตบาทอยู่ไม่ใกล้จากตึกเรียนตามที่เด็กหนุ่มบอก รัตติกาลเอื้อมไปหยิบกระเป๋าของอีกฝ่ายจากเบาะหลังมาให้โดยมีปูนมองดูกาลกระทำเหล่านั้นอย่างรู้สึกดีใจเป็นที่สุด

 

“ใครได้พี่กาลเป็นแฟนนี่โชคดีชะมัด เอาใจเก่งเกินไปแล้ว”

 

“หึ มีเราคนแรกเลยมั้งที่คิดแบบนั้น”

 

“จริงอะ ฮ่าๆๆ ปูนนี่ตาถึงจริงๆด้วย”

 

“ตาถั่วล่ะสิไม่ว่า อย่าไว้ใจคนให้มันง่ายนัก ถ้าเป็นคนอื่นป่านนี้เราโดนฆ่าไปแล้วมั้งยอมให้ไปนอนด้วยง่ายๆแบบนั้น”

 

“ถึงได้บอกว่าไงปูนตาถึง ถึงได้ดูออกว่าพี่กาลไม่ใช่คนไม่ดี”

 

“ประมาทเกินไปแล้ว”

 

“เอาน่าๆ พี่กาลกลับไปรอที่ห้องเลยก็ได้เอากุญแจปูนไป เดี๋ยวปูนกลับเอง”

 

“อยู่นานรึเปล่าล่ะ”

 

“อืม.. ก็ไม่น่าจะนานนะ แค่เอางานกับเพื่อนแล้วก็อยู่คุยกันอีกนิดหน่อยอะ ป่านนี้พวกมันก็น่าจะมาถึงแล้ว”

 

“งั้นเดี๋ยวพี่รอเลยจะได้ไม่ต้องย้อนไปย้อนมา”

 

“แต่ว่า...”

 

“บอกว่ารอก็รอสิ”

 

ให้พี่เอาใจเราบ้างฮ่าๆ โอเคครับ งั้นปูนไปนะ ไปรอที่สะพานริมสระน้ำก็ได้ มีร่มไม้เยอะเลย ถ้าเสร็จแล้วปูนจะตามไป”

 

เด็กหนุ่มแกล้งดัดเสียงแล้วพูดประโยคเดียวกับที่ร่างโปร่งพูดกับตนเมื่อเช้าก่อนจะส่งยิ้มกว้างมาให้แล้วเปิดประตูลงไปจากรถโดยไม่ต่อล้อต่อเถียงอะไรอีก รัตติกาลส่ายหัวให้ความขี้เล่นนั้นน้อยๆก่อนจะเลี้ยวรถออกไปจอดบริเวณริมสระน้ำใหญ่ของมหาวิทยาลัยที่พอมีร่มไม้ให้ความร่มรื่นอยู่บ้าง

 

 

ร่างกายสูงโปร่งนั่งทอดขาอยู่ริมสะพานไม้ท่ามกลางความสงบ แม้แสงแดดช่วงกลางวันจะร้อนมาก แต่สายลมอ่อนๆที่พัดอยู่ตลอดเวลาก็ไม่ทำให้เขารู้สึกไม่สบายตัวแต่อย่างใด นัยน์ตาคมทอดมองเหล่านักศึกษาที่กำลังนั่งคุยเล่น บ้างก็อ่านหนังสืออยู่ตามม้านั่งข้างทางพลางคิดถึงช่วงชีวิตในอดีตของตนเองที่ผ่านมาแล้ว

 

รัตติกาลกำลังคิดว่าตัวเองในวันนี้กับวันวานนั้นแตกต่างกันมากกันมากจริงๆแม้จะไม่ได้สดใสแต่ตัวตนในอดีตของเขากลับไม่ได้เน่าแฟะน่ารังเกียจเหมือนทุกวันนี้ รัตติกาลเป็นคนรักตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรสนิยมทางเพศหรือลักษณะนิสัยที่คนอื่นมองว่าเย็นชาเขาก็รักมันทั้งหมด ไม่ว่าใครจะว่ายังไงเขาก็ไม่เคยเกลียดตัวเองเลยสักครั้ง และนั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้เขายืนหยัดอยู่บนโลกนี้ได้มาตลอด

 

 

ยืนหยัดอยู่บนความเป็นตัวเองแม้ว่าใต้ฝ่าเท้าจะไม่มีพื้นให้เหยียบ

 

 

นั่นแหละคือตัวตนที่รัตติกาลรัก

 

 

แต่ตอนนี้เขากลับไม่หลงเหลือความมั่นใจอยู่อีก การกระทำอันไร้สติและเหตุผลที่เกิดขึ้นวันนั้น อันที่จริงต้องบอกว่าตลอดเวลาเกือบหกปีที่ผ่านมา ย้อนกลับมาทำให้เขาตั้งคำถามกับตัวเองเป็นครั้งแรกว่าสิ่งที่เขายึดถือมาตลอดนั้นทำไปเพื่ออะไร

 

เขารู้ดีว่ารพีหวังดีและเป็นห่วง เมื่อเด็กชายที่ฟื้นขึ้นจากหลับใหลร้องไห้หาเขาราวกับภาพที่ตัวเองโดนทำร้ายยังคงติดตา ตอนนั้นเขาทำเพียงยืนนิ่งๆ เก็บกลืนถ้อยคำที่อยากต่อว่าร่างเล็กนั้นไว้ข้างในเมื่อมองเห็นน้ำตาที่ไหลนองหน้าของเด็กชาย แต่พอได้ฟังเหตุผลในการกระทำนั้นสติของเขาก็ขาดผึง

 

 

เพราะพ่อกาลไม่กลับบ้านพีเลยเป็นห่วง

 

 

เพราะพ่อกาลรออยู่พีเลยไปหา

 

 

เพราะพ่อกาลหายไป

 

 

เพราะพ่อกาล

 

 

เพราะกาล

 

 

มันเป็นเพราะกาล พี่เลยต้องทำแบบนี้!’

 

 

 

เสียงของรพีถูกซ้อนทับโดยภาพในอดีต สติสัมปชัญญะหมดไปพร้อมกับร่างของเขาที่พุ่งเข้าไปบีบกระชากคอของอีกฝ่ายเต็มแรง นิ้วมือของเขาบีบไปบนลำคอเล็กๆนั้นจนสัมผัสได้ถึงของเลวอุ่นไหลซึมออกมาจากรอยแผลที่บอบช้ำ ภาพในหัวของรัตติกาลพร่ามัวไปหมดจนกระทั่งร่างกายสูงใหญ่ของอารัณย์จะกระชากตัวเขาออกมาจนแจกันแก้วที่ตั้งอยู่บนหัวเตียงจะหล่นลงมาแตกกระจายเต็มพื้นไปก่อนที่เหตุการณ์ทั้งหมดจะดำเนินต่อไป

 

นัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังของคนที่เคารพรัก และเพื่อนสนิทที่ไม่เคยทอดมองมาที่เขาแบบนั้นทำให้รัตติกาลได้สติและรู้สึกเกลียดตัวเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขารู้สึกเหมือนกำลังมองดูแผ่นหลังของคนที่เขารักค่อยๆเดินจากไปทีละคนๆ จนพอมารู้ตัวอีกทีเขาก็โดดเดี่ยว พอหันมามองอีกทีรอบตัวกลับไม่เหลือใคร เหน็บหนาวจนไม่อยากรับรู้อะไรอีก

 

สุดท้ายเขาก็เลือกทำสิ่งที่เลวร้ายอย่างการให้ความหวังกับบาร์เทนเดอร์หนุ่มที่เขาเจอที่บาร์ แค่มองตาก็รู้ว่ากรีนชอบพอในตัวเขามากแค่ไหน รู้ทั้งรู้ว่าไม่ควรทำแต่เขาก็เลือกที่จะกระโจนเข้าหากองไฟเล็กๆนั้นเพื่อบรรเทาความหนาวให้ตนเอง

 

แม้จะรู้ว่ามันไม่มั่นคงยาวนาน

 

แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าสุดท้ายเขาจะเกลียดตัวเองมากขึ้น

 

แม้จะรู้ทั้งรู้...แต่สุดท้ายก็ยังทำ

.

.

.

 

 .

“กาลกินโทสต์ด้วยกันนะ อยากกินอะแต่กลัวกินไม่หมด”

 

“โห้ย ไม่ต้องกลัวหรอกพี่แพง เห็นสั่งมาทีไรก็ฟาดเรียบตลอดไม่เคยเหลือไปถึงไอ้กาลสักครั้งอะ น้ำหนักขึ้นแล้วอย่ามาบ่นให้ได้ยินนะ”

 

“กะ ก็ถึงได้ไดเอทอยู่นี่ไง”

 

“ที่หลังคงต้องนั่งนับแล้ววะว่าพี่พูดอย่างนี้กี่รอบ น่าเอาไปแทงหวยชิบหาย”

 

“มาเนียนกินฟรีก็อย่าพูดมากดินิล”

 

ริมฝีปากแดงเป็นกระจับยู่เข้าหากันอย่างไม่พอใจ ก่อนจะยกเมนูในมือตีหัวทุยของนิล รุ่นน้องคนสนิทที่เป็นเพื่อนของรัตติกาลอย่างหมั่นไส้ ร่างโปร่งมองภาพตรงหน้ายิ้มๆ ดูเหมือนว่าเพื่อนตัวดีจะสนุกสนานกับการแหย่พี่รหัสของเขาเหลือเกิน

 

 

ในครั้งแรกที่พะแพงตั้งใจจะเลี้ยงข้าวรัตติกาลที่เป็นน้องรหัสก็มีน้ำใจให้เขาชวนนิลมากินด้วยกันเพราะเห็นว่าเป็นเพื่อนสนิท หลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มสนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะนิลที่เข้ากับพะแพงได้ดีมากกว่าเขาด้วยซ้ำ แต่รัตติกาลก็ไม่เคยน้อยใจอะไรกลับดีใจเสียอีก เพราะถ้าปล่อยให้คนมนุษย์สัมพันธ์แย่อย่างเขามาคนเดียวรับรองว่าไม่มีทางที่เขาจะสนิทสนมกับอีกฝ่ายได้ขนาดนี้

 

 

“ว่าไงอะกาล กินป่ะ? นะๆๆๆ ช่วยหน่อยนะ”

 

“สั่งมาเลยครับ เดี๋ยวผมช่วย”

 

ถ้าเหลือให้ช่วยอะนะร่างโปร่งแอบพูดต่อในใจอย่างขำๆไม่ให้ใครได้ยิน หญิงสาวยิ้มกว้างออกมาอย่างดีใจก่อนลงมือสั่งฮันนี่โทสต์ของโปรดพร้อมกับกาแฟปั่นของแฟนหนุ่มอย่างนทีที่นั่งอยู่ข้างๆกัน

 

นทีในชุดเสื้อช็อปส่งยิ้มอ่อนไปให้แฟนสาวข้างกายที่รู้ใจตนเป็นอย่างดี ก่อนจะหันมามองรพีที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันซึ่งกำลังให้ความสนใจกับเมนูในมือแต่ก็ยังเลือกไม่ได้สักที ต่างกับอีกสองคนที่ออเดอร์ส่วนของตนเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

“ยังเลือกไม่ได้อีกหรอกาล”

 

“อ่า ครับ”

 

“จริงๆพี่ว่ากาลไม่ต้องดูเมนูก็สั่งได้นะ น้องครับขอคาโบนาร่าทีนึง”

 

เสียงทุ้มเอ่ยสั่งกับบริกรให้อย่างถือวิสาสะจนทำให้รัตติกาลที่กำลังครุ่นคิดหันมามองหน้านทีอย่างงงงวยปนไม่พอใจเล็กๆ

 

“ไม่ต้องทำหน้าอย่างงั้นน่า มาทีไรก็เห็นสั่งแบบนี้ทุกที”

 

“แล้วไม่คิดบ้างหรอว่าวันนี้ผมจะอยากกินอย่างอื่น”

 

“ไม่คิดหรอก ครั้งที่แล้วก็เลือกตั้งนานสุดท้ายก็สั่งเหมือนเดิมอยู่ดี หึหึ”

 

 

รัตติกาลสบตาอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจที่โดนรู้ทัน ดวงตาซุกซนมองที่เขาอย่างขำๆพลางหัวเราะเบาๆอย่างชอบใจ ซึ่งอากัปกิริยาดังกล่าวทำให้พะแพงซึ่งนั่งดูทั้งคู่เถียงกันอยู่ยิ้มขำออกมา

 

“ดูท่าทางกาลจะไม่ชอบทีน่าดูนะเนี่ย ทีก็แกล้งน้องเราน้อยๆหน่อยเหอะ”

 

 “ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ”

 

รัตติกาลปฏิเสธออกมาเพราะไม่อยากให้พะแพงเข้าใจผิดว่าตนเองไม่ชอบหน้าแฟนหนุ่มของเธอซึ่งเป็นพี่รหัส อันที่จริงเขาก็แค่หมั่นไส้อีกฝ่ายที่มักจะกวนประสาทเขาเสมอตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน แต่ถึงอย่างนั้นความเกรงใจในตัวหญิงสาวก็มีมากกว่าจึงทำให้รัตติกาลไม่เคยตอกกลับร่างสูงแรงๆสักครั้ง

 

“ไม่ต้องเกรงใจพี่หรอก กวนประสาทขนาดนี้”

 

“อะไรอะแพง ไม่คิดจะปกป้องกันเลยว่างั้น น้อยใจว่ะบอกเลย”

 

ร่างสูงแกล้งร้องโอดครวญอย่างน้อยใจ มือเล็กๆของพะแพงยกขึ้นหยิกแก้มสากทั้งสองข้างของแฟนหนุ่มก่อนจับดึงยืดเข้ายืดออก เรียกเสียงหัวเราะของทุกคนได้เป็นอย่างดี

 

 

ไม่นานนักของที่สั่งก็ถูกยกมาเสิร์ฟทั้งสี่คนลงมือรับประทานอาหารตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อยพลางพูดคุยเกี่ยวกับงานโอเพ่นเฮ้าส์ที่เพิ่งผ่านพ่นไปอย่างสนุกสนานโดยมีนิลและพะแพงเป็นฝ่ายพูดเสียมากผิดกับรัตติกาลที่เอาแต่ฟังแล้วตอบกลับไปเมื่อถูกถามเท่านั้น

 

ผ่านไปได้สักพัก รัตติกาลก็ขอตัวลุกไปเข้าห้องน้ำ ร่างโปร่งเดินออกมาบริเวณหลังร้านด้านนอกที่ห้องน้ำถูกสร้างไว้เป็นอาคารเล็กๆแยกออกมา เมื่อจัดการธุระเสร็จแล้วร่างโปร่งจึงถือโอกาสนั่งเล่นบริเวณสวนหย่อมที่ถูกจัดไว้ข้างกันก่อนแทนที่จะเดินกลับเข้าไปในร้าน

 

ความง่วงสะสมจากการอยู่ทำพรีเซนเทชั่นโปรเจคสุดท้ายของเทอมนี้เกือบทั้งคืนตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา ประกอบกับสายลมเย็นที่พัดปะทะผิวกายอ่อนทำให้รัตติกาลหลับตาอย่างเหนื่อยล้า อันที่จริงถ้าไม่ใช่เพราะพะแพงชวนมาป่านนี้เขาคงกำลังนอนอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ที่หอพักให้สมใจอยาก

 

ร่างโปร่งนั่งหลับตาคิดโน้นคิดนี่ไปเรื่อยเปื่อยท่ามกลางความเงียบ แต่ไม่นานความสงบนั้นก็ถูกทำลายลงพร้อมกับกลิ่นฉุนของควันบุหรี่ที่ถูกพ่นออกมาโดยนทีที่นั่งอยู่ข้างๆอย่างถือวิสาสะ

 

 

“หนีออกมานั่งคนเดียว ไม่สนุกรึไง”

 

ร่างสูงเอ่ยถามขึ้นพลางสูบอัดนิโคตินจนชุ่มปอด ก่อนจะหันหน้าไปอีกทางเพื่อปล่อยควันเมื่อสังเกตเห็นคนข้างๆเริ่มขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจ

 

“ขอโทษที ไม่ชอบใช่รึเปล่า”

 

“ไม่ได้เกลียดหรอกครับ แค่ตอนนี้ได้กลิ่นแล้วปวดหัว”

 

“ไม่สบายหรอ”

 

นทีดับบุหรี่ในมือทิ้งก่อนจะยกฝ่ามือหนาขึ้นทาบทับไปยังหน้าผากมนอย่างแผ่วเบา ร่างโปร่งสะดุ้งน้อยๆอย่างตกใจเมื่ออีกฝ่ายสัมผัสร่างกายของตนอย่างกะทันหัน ใบหน้าหล่อเข้มยื่นเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่เป่ารดจนรัตติกาลรู้สึกร้อนผ่าว ร่างโปร่งยกมือขึ้นดันอีกฝ่ายออกไปห่างตัวแล้วขยับออกมานั่งห่างไปจากเดิมเล็กน้อย

 

 “เห้ยอย่าเพิ่งดิ ขอวัดไข้ก่อน เขยิบมานี่มา”

 

“ไม่ต้องวัดหรอกครับ ผมไม่เป็นอะไร”

 

“ยังบ่นว่าปวดหัวอยู่เลยจะบอกว่าไม่เป็นไรได้ยังไง หรือว่า...เขิน?”

 

“ขอโทษนะครับ หน้าผมดูเหมือนเขินอยู่รึไง”

 

 

รัตติกาลตอบหน้าตายออกมาจนนทีหัวเราะลั่นก่อนจะยกมือขยี้กลุ่มผมนุ่มอย่างนึกเอ็นดู ร่างโปร่งเบ้ปากเล็กน้อยที่โดนอีกฝ่ายปฏิบัติด้วยราวกับว่าเขาเป็นเด็กๆ เป็นเพราะรูปร่างที่ไม่ใหญ่โตเหมือนคนในวัยเดียวกันและใบหน้าหวานคมเหมือนกับใบหน้าของแม่ทำให้เขามักจะโดนใครต่อใครเอ็นดูเกินความจำเป็นมาตั้งแต่เด็ก และถึงแม้เขาจะยอมรับว่าตัวเองรู้สึกเสน่หาผู้ชายมากกว่าผู้หญิงแต่กลับไม่เคยมีความคิดว่าอยากถูกปกป้องดูแลอย่างสตรีเพศแต่อย่างใด ออกจะเกลียดเลยด้วยซ้ำ

 

“ฮ่าๆ อย่าทำหน้างี้ดิ พี่ล้อเล่น”

 

“ช่างเถอะครับ พี่กลับเข้าไปข้างในเถอะ ผมจะนั่งรับลมอยู่ตรงนี้สักพักก่อน”

 

“ไม่ล่ะ ขอสูบบุหรี่อยู่ตรงนี้แหละ แพงเขาไม่ค่อยชอบ บอกว่าเหม็น”

 

“แล้วถ้าผมบอกว่าไม่ชอบเหมือนกันล่ะ”

 

 

ร่างโปร่งพูดขึ้นเพื่อให้อีกฝ่ายรู้ตัวว่าเขาอยากนั่งอยู่คนเดียวมากกว่า แต่นทีกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม ใบหน้าหล่อเข้มส่งยิ้มกวนๆมาให้เหมือนทุกครั้งก่อนจะหยิบยื่นแท่งนิโคตินในมือประเคนให้เขาจนถึงปาก รสชาติขมเฝื่อนปลายลิ้นแผ่ซ่าน เป็นครั้งแรกในชีวิตที่รัตติกาลได้ลิ้มรสของบุหรี่จากที่เคยสงสัยมาตลอดว่ามีดีอย่างไรผู้คนถึงได้เสพติดมัน

 

 

ขมจนแสบลิ้น

 

ควันสีเทาก็ทำให้น้ำตาคลอไหล

 

เขายังคงไม่เข้าใจ ว่าสิ่งเสพติดนี้มีดีตรงไหน

 

ทั้งที่ไม่มีอะไรให้น่าพิสมัยเลยสักนิด

 

แต่ถึงอย่างนั้น...

 

รัตติกาลก็ไม่ได้ผลักไสมือของนทีออกไป...

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

คุยกับเช่!

กลิ้งสามตลบแล้วกอดขาพ่อกาล!! เช่ขอโทษ!!!!! จากตอนที่แล้วรีทแม่งสาบส่งแกมากเลยอะ *จ่ายโบนัสให้*

จะสงสารก็หมั่นไส้มัน (ขนาดว่าแต่งเอง) แต่เอานะ นิยายเช่บอกเลยว่าเป็นสีเทาเข้มๆออกดำ ทุกตัวละครไม่มีขาวสะอาด

จะเทามาก เทาน้อยก็แล้วแต่กันไป เหตุผลการกระทำของกาลอีกนานๆเราคงจะรู้กัน แต่ถึงตอนนั้นเช่ว่าคนก็ด่ามันอยู่ดี คิคิ

ตอนนี้เลยเอาพี่นทีกับน้องปูนมาเปรมพ่อกาลหน่อย เรื่องที่หลายคนสงสัยว่าพ่อกาลจะ รับ หรือ รุก

อืม...... นั่นสินะ 555555555 #หัวหน้าสมาคมนิยมคนห้าว!!!

ขอบคุณทุกเม้น ทุกโหวต อ่านทุกเม้นนะคนับ ดีใจที่มีคนอ่านมากขึ้นเรื่อยๆ เช่อยากได้ฟีดแบคจากทุกคนนะ

จะเอามาปรับปรุงการเขียนของตัวเองให้ดีขึ้น หวังว่าทุกคนจะพอใจกับโลกของเช่ นะคนับ!

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น