น้ำมิ้ม

ในเมื่อความรักที่เขาเพียรรักษา ไม่มีค่าสำหรับใครเลย คงจะไม่แปลกอะไรถ้าวันนี้เขาจะเลือก "เงิน" ดูบ้าง ..นับจากนี้พัทธ์บอกตัวเอง เขาจะเป็นฝ่ายตีราคาดูบ้างว่าความรักมันควรจะตีเป็นเงินเท่าไร

ชื่อตอน : คนขี้พาล

คำค้น : บ่วงพัทธ์ , จำเลยรัก , ตบจูบ , พัทธ์ , หนึ่งนาถ

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 50

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ก.พ. 2562 21:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คนขี้พาล
แบบอักษร

เสียงนกแตกรังและเสียงไก่ขันยามเช้าตรู่ทำให้หนึ่งนาถรู้สึกตัวตื่นพลางรีบผวาลุกขึ้นอย่างรวดเร็วขณะที่เหลียวมองรอบด้านที่ยังคงมัวสลัวด้วยไอหมอกและท้องฟ้าสีเทา ฝนที่ขาดเม็ดไปนานแล้วทำให้บรรยากาศรอบตัวในขณะนี้เงียบสงบจนหนึ่งนาถได้แต่เสียดายว่าถ้าหากเธอไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องหนี้ของพัทธ์ เธอคงจะทำงานที่นี่ได้อย่างมีความสุขเป็นอย่างมาก เพราะท่ามกลางหมอกสีขาวที่เรี่ยยอดไม้ใบหญ้า เมื่อทอดสายตามองออกไปตามสันเขาที่แม้จะทึบทะมึนแต่แสงสีทองที่ไล้ขอบโค้งทิวเขาบ่งบอกวันเวลาที่กำลังเปลี่ยนจากค่ำคืนที่หนาวเหน็บมาเป็นกลางวันที่กำลังอบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หนึ่งนาถได้แต่เก็บภาพนั้นไว้ในใจและสูดเอาอากาศบริสุทธิ์ของธรรมชาติเอาไว้เต็มปอด...ทุกอย่างที่นี่ล้วนมีแต่สิ่งที่ดีๆที่น่าดูน่ามอง ยกเว้นเพียงอย่างเดียว...เจ้าของไร่ที่ชื่อพัทธ์เนี่ยแหละ

แค่คิดถึงเจ้าของชื่อหญิงสาวก็แทบจะถอนใจหนักๆ นับตั้งแต่เธอมาทำงานกับเขาที่นี่ พัทธ์ดูเหมือนจะแปรปรวนจนเธอตามแทบไม่ทัน ทั้งๆที่บอกตัวเองว่าให้พยายามอดทนเพราะเธอมีสถานะลูกหนี้ติดตัว แต่บางครั้งเธอก็อยากจะเอาคืนเขาบ้างจริงๆ โดยเฉพาะกับเรื่องที่ไร้สาระที่สุดอย่างเรื่องที่น้ำตกที่ไม่รู้ว่าเขาจะโมโหอะไรเธอนักหนา ใจคอจะล่ามเธอขังไว้ที่กระท่อมไม่ให้เจอผู้คนบ้างเลยหรือไง 

“คนบ้าอำนาจ คอยดูนะถ้าฉันใช้หนี้หมดเมื่อไหร่ ฉันจะเอาคืนให้เข็ดเลย”

หนึ่งนาถบ่นงึมงำชนิดที่แทบจะเป็นกิจวัตรอยู่แล้วที่ลืมตาตื่นขึ้นมาสิ่งแรกที่แวบขึ้นมาในหัวก็คือผู้ชายที่ชื่อ ‘พัทธ์’ คนนี้ ก่อนจะรีบสะบัดความคิดที่วนเวียนแต่ชายหนุ่มเจ้าของไร่ทิ้งไปพลางคว้าเสื้อคลุมแขนยาวมาทับเสื้อนอนของตัวเองอีกชั้นเพื่อเตรียมไปทำความสะอาดกระท่อม

ร่างเพรียวระหงที่มัดผมรวบไว้ลวกๆยังไม่ทันจะได้ออกจากห้อง เสียงเคาะประตูดังปังๆอันเป็นลักษณะเฉพาะตัวของคนที่ตามรังควานเธอทุกเช้า ทำให้หญิงสาวหันมาคว้าอุปกรณ์ทำความสะอาดก่อนจะตรงไปยังบานประตูไม้ที่ปิดสนิทพลางอดที่จะย่นจมูกโด่งคมใส่ไม่ได้เมื่อคิดถึงคนที่วนเวียนอยู่ในใจจนพาลหงุดหงิดแต่เช้า... คนอะไรน่าโมโหชะมัด และก่อนที่จะทันได้คิดถึงอย่างอื่นนอกจากความต้องการที่จะระบายความโมโหเล็กๆน้อยๆบ้าง ไม้กวาดในมือจึงเงื้อออกเต็มที่หวังหวดประตูแทนคนหน้ายักษ์ แต่ก่อนที่ไม้กวาดจะฟาดกับบานประตูไม้สมใจ ร่างสูงที่รบกวนความคิดของหญิงสาวมาตลอดก็กระชากประตูเปิดออกมาพอดี ด้ามไม้กวาดเลยฟาดไปที่หน้าผากอีกฝ่ายเต็มๆ

“โอ๊ย!”

“คุณพัทธ์!”

หนึ่งนาถปล่อยทุกอย่างในมือลงทันที ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปดูชายหนุ่มที่แทบจะทรุดลงไปนอนอีกรอบทั้งๆที่เพิ่งตื่น เสียงร้องโอดโอยทำเอาหญิงสาวตกใจจนแทบจะทำอะไรไม่ถูกนอกจากใช้สองมือตัวเองแตะประคองใบหน้าคร้ามคมนั้นอย่างแผ่วเบาและระมัดระวังเพื่อดูแผลที่บวมปูดขึ้นน้อยๆจากฝีมือของเธอ

“ฉันขอโทษค่ะคุณพัทธ์ ฉันแค่จะเคาะไม้กวาดเฉยๆ ไม่คิดว่าคุณจะเปิดประตูออกมา”

น้ำเสียงร้อนรนและอาการแตะเบาๆตรงส่วนที่โนบริเวณหน้าผากทำให้ชายหนุ่มเหลือบมองใบหน้าเนียนที่อยู่ใกล้แค่คืบอย่างอ่อนโยน ความรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านที่เล่นงานเขาตลอดคืนเพราะกลัวว่าหญิงสาวจะโกรธค่อยๆทุเลาลงจนเกือบจะเผลอถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก และยิ่งเห็นว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าที่กระวนกระวายใจใบหน้าคร้ามที่คิ้วขมวดย่นก็ค่อยคลาย ความรู้สึกอุ่นวาบในใจปรากฏขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเมื่อเจ้าตัวตระหนักได้ว่าหญิงสาวตรงหน้านี้กำลังแสดงท่าทีเหมือนกับว่ากำลังห่วงใยเขา

“เจ็บมากไหมคะ นึกว่าจะโดนแผลคุณซะแล้ว..ดีนะที่หัวไม่แตก” ประโยคหลังหญิงสาวบ่นเบาๆอย่างโล่งใจ แต่คนที่อยู่ใกล้ทำไมจะไม่ได้ยิน

“ลงไม้ลงมือกับฉันแล้ว ทีนี้จะหายโกรธฉันได้หรือยังล่ะ”

“พูดอย่างนี้กล่าวหากันชัดๆนะคะ ก็บอกแล้วไงคะว่าฉันไม่ได้ตั้งใจ” น้ำเสียงที่แข็งขึ้นทันควันและมือเรียวอุ่นที่ผละออกไปดื้อๆทำให้คนเจ็บรีบคว้าข้อมือคนพูดไว้ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม

“ทำแผลให้ฉัน แล้วฉันจะถือว่าเราหายกัน”

“เสียใจค่ะ ฉันเป็นลูกหนี้ไม่ใช่นางพยาบาล ปล่อยค่ะฉันจะทำความสะอาด”

“ลูกหนี้ก็ทำแผลได้ ถ้าไม่ทำวันนี้ก็ไม่ต้องไปไหน นั่งมันอยู่อย่างนี้นี่แหละ”

“คุณพัทธ์!”

หนึ่งนาถพยายามอย่างยิ่งที่จะทำเสียงเข้มไม่แพ้อีกฝ่าย หากพอดวงหน้าดุยังคงจ้องนิ่งแถมยังยึดข้อมือเธอเอาไว้เหนียวแน่นราวกับราชสีห์ที่กำลังตะครุบเหยื่อ หญิงสาวก็ได้แต่เม้มปากนิ่งอย่างขัดใจ ก่อนจะหันหน้าหนีไปทางอื่นอย่างไม่ยอมจำนนเช่นกันในขณะที่ยังคงพยายามที่จะงัดเอามือของตัวเองให้เป็นอิสระจากชายหนุ่ม

“โอเค...ในเมื่อวันนี้เราจะสมัครใจที่จะนั่งอยู่ด้วยกันอย่างนี้ทั้งวัน เรามาหาอะไรทำแก้เบื่อกันหน่อยไหม”

“คุณจะทำอะไร?”

“ให้เธอเล่านิทานให้ฉันฟังไง” คนตัวโตกว่าว่าพลางทำท่าจะล้มตัวลงนอนหนุนตักนุ่มทำเอาหญิงสาวร้องห้ามเสียงหลง

“เดี๋ยวก่อนค่ะ แต่ฉันไม่มีเรื่องอะไรจะเล่านี่คะ”

“มีสิ นิทานเรื่องคนทรยศไง”

หนึ่งนาถจ้องดวงตาคมเข้มที่มองตรงมาอย่างค้นหา นี่เขากำลังประชดประชันเธอหรือต้องการจะยั่วโมโหเธออีกกันแน่

“จะเล่าหรือไม่เล่า ไม่อย่างนั้นจะมาหาว่าฉันฟังความข้างเดียวไม่ได้แล้วนะ”

“แต่นิทานของฉันมันคนละเรื่องกับที่คุณอยากฟัง นิทานของฉันชื่อ คนหูเบา

“ฉันไม่ใช่คนหูเบา เพราะแม่เธอหอบสินสอดทองหมั้นหนีไปจริงๆ ปล่อยให้ฉันเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์แห่งปีจนฉันไปเรียนต่อเมืองนอกกลับมาคนยังพูดกันไม่เลิก”

“แต่ยายบอกว่าแม่ของฉันมีความจำเป็นจริงๆ”

“งั้นก็เล่ามาสิ...” พัทธ์ว่าก่อนจะเอนตัวลงหนุนตักอีกฝ่ายจนได้ ทำเอาคนที่ไม่ทันตั้งตัวได้แต่ค้อนใส่ทั้งๆที่หน้าแดงก่ำ

“นั่งฟังดีๆไม่ได้เหรอคะ”

“ฉันสะดวกฟังอย่างนี้ จะเล่าหรือไม่เล่า” เสียงห้าวที่เริ่มรวนทำให้หนึ่งนาถได้แต่พยายามตั้งสติไม่ให้ไขว้เขวไปกับนิสัยพาลๆของอีกฝ่าย ก่อนจะตัดสินใจพูดในสิ่งที่ยายเคยบอกกับเธอเอาไว้ตั้งแต่เด็ก

“ยายเคยเล่าให้ฉันฟังว่าเกิดเรื่องกับตาค่ะ แล้วแม่ของฉันต้องเอาเงินไปช่วยตา เลยจำเป็นต้องเอาเงินสินสอดแล้วก็ของหมั้นของคุณไป”

“ตาของเธอมีเรื่อง? งั้นถ้าเอาเงินไปช่วยตาเสร็จแล้วทำไมแม่ของเธอไม่กลับมาหาฉัน ทำไมต้องหนีหายไปกันหมด ทั้งแม่เธอ ทั้งป้านวล”

แม้จะท้วงขึ้นอย่างสงสัยแต่ปลายเสียงที่แฝงแววเจ็บปวดอยู่ลึกๆทำให้หนึ่งนาถก้มลงมองคนบนตักอย่างเห็นใจ หากเธอเองก็ไม่มีคำตอบให้กับสิ่งที่ชายหนุ่มถามเช่นกัน

“เรื่องนั้นฉันเองก็ไม่รู้รายละเอียดค่ะ ยายถึงดั้นด้นมาหาคุณที่เชียงรายเพราะต้องการจะบอกทุกอย่างให้คุณได้ฟังด้วยตัวเองไงคะ แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันมั่นใจคือ แม่ไม่เคยคิดที่จะทรยศคุณ”

พัทธ์มองใบหน้าเรียวผุดผาดของหญิงสาวเลือดผสมตรงหน้าแล้วก็ได้แต่ลอบถอนใจ สิ่งหนึ่งที่คาใจและทำให้เขาไม่เชื่อในสิ่งที่หนึ่งนาถอธิบายก็คือ ตัวของหญิงสาวเองนั่นแหละ ...หนึ่งนาถอายุ 20 นั่นไม่ได้หมายความว่า แม่ของเจ้าหล่อนตั้งท้องหลังจากที่ทิ้งเขาไปไม่เท่าไหร่หรือ ซ้ำนุชนารถยังไม่ยอมกลับมาเหยียบที่เชียงรายอีก ไม่แม้แต่จะติดต่อเขาเพื่ออธิบายทุกอย่างให้เขาฟัง แล้วจะให้เขาเชื่อนิทานที่หญิงสาวกำลังเล่าอยู่ได้อย่างไร

หากพัทธ์ก็ตัดสินใจเก็บสิ่งที่คิดเอาไว้ไม่อยากจะพูดออกมาให้เจ้าของตักนุ่มขุ่นใจอีก ในเมื่อเขาตัดสินใจจะฟังแล้วก็ฟังไป ส่วนจะเชื่อหรือไม่นั่นมันก็สิทธิ์ของเขาเหมือนกัน

“งั้นฉันจะรอ จนกว่าเธอจะสามารถอธิบายทุกอย่างให้ชัดเจนกว่านี้ได้ แต่ตอนนี้เธอจะยอมทำแผลให้ฉันได้หรือยัง”

“งั้นคุณก็ลุกสิคะ ถ้าคุณยังนอนอยู่อย่างนี้แล้วฉันจะไปเอากล่องยามาทำแผลให้คุณได้ยังไงล่ะ”

“กล่องยาอยู่ที่โต๊ะข้างนอก ฉันเตรียมมาพร้อมแล้ว”

ร่างสูงค่อยๆลุกขึ้นอย่างอ้อยอิ่ง ปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นอิสระ ก่อนที่ตัวเองจะลุกไปนั่งรอบนเตียงนอนโดยที่สายตาคมเข้มยังคงมองตามหญิงสาวที่เดินไปหยิบกล่องและอุปกรณ์ทำแผลที่เจ้าตัวตั้งใจหอบมาให้หญิงสาวทำแผลให้ ... แผลที่เขายอมให้หญิงสาวคนเดียวเท่านั้นที่เยียวยาให้

หนึ่งนาถหยิบอุปกรณ์ทำแผลมาจัดการทั้งแผลเก่าและแผลใหม่ไปพร้อมๆกัน และพยายามอย่างยิ่งที่จะจดจ่ออยู่กับบาดแผล ไม่สนใจแววตาคมปลาบที่ตอนนี้ทอประกายนุ่มนวลกว่าเดิมจนหญิงสาวก็รู้สึกประหม่าแปลกๆ แต่ถึงแม้ว่ามือเรียวจะพยายามเบามืออย่างไร คนตัวโตก็ดูเหมือนจะร้องโอดโอยเกินจริงจนหญิงสาวเผลอมองค้อน

“โอ๊ย...เบาหน่อยสิ นี่เธอคิดจะแกล้งฉันคืนหรือไง”

“ฉันไม่ได้แกล้งค่ะ ถ้าแกล้งต้องแบบนี้” ว่าแล้วหญิงสาวก็จิ้มสำลีชุบทิงเจอร์ไปที่แผลทีหนึ่ง คราวนี้คนตัวยักษ์ถึงกับร้องเสียงหลง

“โอ๊ยแสบๆๆ”

“สม...”

เสียงพึมพำเบาๆก่อนที่ใบหน้าเรียวสวยจะเผลอยิ้มน้อยๆ คนที่โดนทิงเจอร์ไปเลยโกรธไม่ลงแต่ยังไม่วายบ่น

“มือหนักแบบนี้ฉันคงช้ำในตายก่อนแน่”

“ก็ฉันบอกคุณแล้วว่าให้ทำแผลเอง คุณอยากไม่เชื่อฉันเองนี่คะ”

“หนึ่ง...”

“คะ?”

“ฉันไม่ได้เรียก...แต่ฉันบอกให้เธอแทนตัวเองว่าหนึ่ง เหมือนอย่างที่เธอพูดกับไอ้ทาร์ซานนั่น” เสียงเข้มเอ่ยพลางส่งสายตากำชับ ทำเอาคนที่กำลังเก็บอุปกรณ์ทำแผลได้แต่มองชายหนุ่มตาค้าง ...นี่เขายังพาลคุณทินวัฒน์ไม่เลิกอีกเหรอนี่

“แต่ว่าฉัน...”

“หนึ่ง” พัทธ์ท้วงพลางชูนิ้วนับ “ถ้าเธอยังไม่เรียก ฉันจะหักเงินเธอคำละหนึ่งพันบาท”

“หน้าเลือด”

“แล้วจะเรียกไหม”

หนึ่งนาถอยากจะค้อนอีกฝ่ายให้ตาคว่ำกับคำขู่นั้น ก่อนจะรับคำอย่างจนใจ

“ค่ะ งั้นหนึ่งของตัวก่อนนะคะ เดี๋ยวจะไปทำงานกับลุงชุ่มสาย”

“ดีมาก งั้นวันนี้ฉันจะไปส่งเธอเอง”

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวลุงชุ่มก็มา”

“ไม่ต้องรอลุงชุ่ม เพราะฉันจะไปคุมงานเธอเอง อ้อ...แล้วก็อาทิตย์นี้ที่ออฟฟิศแจ้งมาว่าจะมีงานเกษตรที่จังหวัด ไร่วนาพงษ์จะเอาปุ๋ยไปแจกชาวบ้านพร้อมสาธิตวิธีการทำปุ๋ยง่ายๆ และเธอต้องไปกับฉัน”

“แต่ว่าฉัน...เอ่อ หนึ่งยังทำปุ๋ยไม่ค่อยเก่งนะคะ คุณพัทธ์ไปกับลุงชุ่มน่าจะดีกว่า”

“เธอ-ต้องไป-กับฉัน มีอะไรที่ฉันยังพูดไม่ชัดเจนอีกไหม”

พัทธ์ย้ำทีละคำจนหญิงสาวแทบจะถอนใจหนักๆออกมาอย่างเหนื่อยใจ ...คนอะไรเอาแต่ใจตัวเองชะมัด

“ค่ะ งั้นหนึ่งขอตัวไปจัดการตัวเองก่อน แล้วจะรีบไปที่โรงหมักปุ๋ยค่ะ”

พัทธ์พยักหน้ารับก่อนจะค่อยคลายสีหน้าเคร่งขรึมลงในขณะที่จ้องตามร่างเพรียวที่เดินห่างออกไปอย่างอารมณ์ดี เพราะทุกอย่างกำลังเป็นไปอย่างที่เขาตั้งใจ ... ลองถ้าเขาตามไปคุมงานเองขนาดนี้ ถ้ามีเวลาว่างไปหาไอ้ทาร์ซานไร่ข้างๆนั่นอีกก็ให้มันรู้ไป! 

.....................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น