ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

EP 01 เงื่อนไขของไดสึเกะ Loading…100%

ชื่อตอน : EP 01 เงื่อนไขของไดสึเกะ Loading…100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ก.พ. 2562 21:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP 01 เงื่อนไขของไดสึเกะ Loading…100%
แบบอักษร

image

EP 01

เงื่อนไขของไดสึเกะ​ Loading…100%

“อ่านป้ายตรงทางเข้าไม่ออกเหรอไดสึเกะว่าที่นี่โรงพยาบาล ไม่ใช่โรงแรม”


นั่นเสียงโอยามะ!


สองตาของฉันเบิกโพลงขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงของคนที่เพิ่งจะเดินเข้ามา แต่ฉันมองไม่เห็นเขาหรอกนะ เพราะตรงหน้ายังคงมองเห็นแค่ใบหน้าและแววตาดุดันของไดสึเกะเท่านั้น


“แกคิดว่าถ้าที่นี่เป็นโรงแรม ยัยนี่จะยังได้ใส่เสื้อผ้าอยู่มั้ยล่ะ”


ไอ้พวกบ้าเอ๊ย!


“เหอะ แปลว่าปรับความเข้าใจกันได้แล้วสินะ”


ได้บ้าได้บออะไรกันล่ะ นี่ฉันจะทำยังไงดี แล้วพยาบาลที่กำลังล้างแผลให้ฉันอยู่ก็เหมือนกัน มือสั่นจนกดแผลฉันระบมไปหมดแล้ว ฉันรู้สึกนะ แต่สาบานว่าไม่กล้าร้องสักแอะเดียว


“ยังหรอก ยังไม่ได้มีโอกาสลองนอนปรับความเข้าใจกันสักที และเหมือนจะยากเพราะจำได้ว่าล่าสุดที่จำได้...ห่วย!”


ถ้อยคำที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของผู้ชายที่ยังคงสบตาฉันตลอดเวลาที่เขาพ่นคำพวกนั้นออกมาทำให้ฉันรู้สึกเกลียดเขามากขึ้นทุกทีๆ แม้จะคิดว่าฉันรู้จักเขาดีในระดับหนึ่งว่าเขาเป็นคนเลวร้าย แต่ไม่คิดว่ายิ่งรู้จักก็ยิ่งเกลียดมากขึ้น


ฉันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของไดสึเกะแล้วพยายามบอกตัวเองให้จำทุกอย่างในวันนี้เอาไว้ให้ดี แม้จะรู้สึกว่าภาพตรงหน้ากำลังพร่าเบลอเพราะม่านน้ำตาที่กำลังค่อยๆ บดบังการมองเห็น แต่กลับไม่มีความคิดที่จะหลบสายตาของเขาเลยแม้แต่เสี้ยววินาที


ทุกอย่างรอบกายเงียบลงเมื่อฉันพยายามจะปิดทุกโหมดการรับรู้ของตัวเองยกเว้นการมองเห็น เพราะต้องการจดจำสายตาคู่นี้ของไดสึเกะเอาไว้


ฉันจะจำให้ขึ้นใจว่าผู้ชายคนนี้มันสารเลวแค่ไหน!


พยาบาลที่ยืนอยู่ข้างกายยังคงเร่งมือในการทำความสะอาดแผล ซึ่งแม้ว่าฉันจะเกลียดมันที่สุดและรู้สึกแสบจนเผลอสะดุ้งอยู่บ่อยครั้ง แต่ถ้าเทียบกับความรู้สึกในอกตอนนี้ อาการเจ็บแสบที่แผลกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ฉันต้องผ่านมันไปให้ได้


นอกจากพยาบาลกำลังช่วยกันทำความสะอาดแผลให้ฉันอยู่ในตอนนี้ ด้านหน้าห้องก็มีโอยามะที่ถึงแม้ว่าเขาจะเงียบไปได้สักพักแล้วแต่ฉันเชื่อว่าเขายังไม่ได้เดินออกไป เพราะคงตั้งใจจะมาพูดหรือบอกบางเรื่องกับฉัน และถึงแม้ว่าฉันจะไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้น แต่บทสรุปก็เหมือนเดิมนั่นคือฉันไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะเลือกอะไรได้


“เสร็จรึยัง” ไดสึเกะถามเสียงเข้มเพื่อเร่งพยาบาลอีกรอบ


ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ดุฉัน ไม่ได้พูดกับฉัน แต่สายตาที่มองมาก็ยังไม่ละไปจากฉันเลย เหมือนกันกับที่ฉันเองก็ยังไม่ละสายตาไปจากใบหน้าของเขาเช่นกัน


ฉันเลือกจะปิดทุกประสาทการรับรู้ยกเว้นการมองหน้าเขา ยอมเงียบเพื่อฟังเสียงหัวใจของตัวเองให้ชัดๆ พยายามบอกตัวเองให้คลายมือทั้งสองข้างออกเพราะไม่ว่าจะเจ็บที่แผลมากแค่ไหน มันก็ไม่เทียบกับความเจ็บที่หัวใจ แต่ไม่ว่าจะพยายามบอกให้ตัวเองอดทนแค่ไหน สุดท้ายสิ่งที่ห้ามไม่เคยได้เลยสักครั้งก็คือหยดน้ำตา


“ใจเสาะฉิบ”


เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะไม่รับรู้อะไร ต่อให้เขาตะคอกใส่หน้าฉันก็ไม่ควรจะรู้สึกอะไรทั้งนั้น และต่อจากนี้ไปฉันจะต้องไม่รู้สึกอะไรกับคำพูดของคนคนนี้อีก เหมือนกันกับเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะปล่อยมือ ต่อให้อีกฝ่ายจะยังจับมือฉันเอาไว้แน่นแค่ไหน ฉันก็จะไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น!


“เสร็จรึยัง!”


“เสร็จแล้วค่ะ” พยาบาลสองคนรีบบอกออกมาพร้อมกันก่อนที่ฉันจะได้ยินเสียงพวกเธอเก็บอุปกรณ์ล้างแผลกลับลงบนถาดอะลูมิเนียมแล้วรีบถอยหลังออกไป ซึ่งแม้พวกเธอจะถอยออกไปแล้ว แต่ไดสึเกะกลับยังไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยมือฉันหรือผละตัวออกไปง่ายๆ


“ไหนหมอ ไปตามหมอถึงไหน ไปตามหมอมา!”


“ค่ะๆๆ”


“แล้วก็ให้คนเอาซุปใหม่มาด้วย ไม่เห็นเหรอว่ามันเย็นชืดหมดแล้วน่ะ!”


“ค่ะๆๆ”


ฉันไม่รู้หรอกว่าไดสึเกะเป็นบ้าอะไรเขาถึงได้ตะคอกใส่พยาบาลไม่หยุดจนทุกคนกระวีกระวาดเดินออกไปทำตามคำสั่งของเขากันหมด แม้แต่ตัวฉันเองก็ยังเผลอสะดุ้งบ้างเป็นบางครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้คิดจะยอมแพ้ด้วยการหลบสายตาของเขาแต่อย่างใด


“มองนี่จะเอาอะไร”


“...”


“นามิ!”


“...”


“อย่าทำให้ฉันหมดความอดทน!”


ฟึ่บ!


ร่างของไดสึเกะถูกกระชากออกไปโดยโอยามะ ก่อนที่พื้นที่ตรงข้างเตียงจะถูกแทนที่ด้วยร่างสูงที่ยืนพ่นลมหายใจหนักๆ ออกมาราวกับเบื่อหน่าย ส่วนไดสึเกะที่ถูกเหวี่ยงออกไปก็กำลังยืนจ้องหน้าฉันราวกับอยากจะเดินเข้ามาบีบคอฉันใจจะขาด


“นามิ”


มันก็แค่เปลี่ยนคนเรียกจากไดสึเกะเป็นโอยามะเท่านั้นเอง


ฉันละสายตาออกจากใบหน้าของไดสึเกะมาสบตาโอยามะแต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป และไม่คิดจะพูดอีกแล้ว ไม่ว่าจะกับเขาหรือคนที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาก็ตาม

“แกไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้ดีหรอกโอยามะ งี่เง่าฉิบ!”


“ไม่ได้ต่างจากแกสักนิดไดสึเกะ”


“ไอ้...”


“ฟังที่ฉันจะพูดให้ดี ทั้งแกแล้วก็นามินั่นแหละ” โอยามะบอกด้วยน้ำเสียงและท่าทีเบื่อหน่าย แต่กลับทำให้ไดสึเกะยอมเงียบลงไปในที่สุด หากแต่สายตาก็ยังไม่วายจะเหลือบมองมาที่ฉันเหมือนจะโทษฉันอีกเหมือนเคย


เขามันไม่เคยโทษตัวเองหรอก!


“วันพรุ่งนี้หมอจะอนุญาตให้เธอออกจากโรงพยาบาล”


ฉันควรดีใจสินะ


“ไดสึเกะจะพาเธอย้ายเข้าไปอยู่ที่แบล็กซิโน”


“แกว่าไงนะ” ไดสึเกะถึงกับร้องถาม


“หลังจากนี้จนกว่าจะถึงวันแต่งงาน แกจะต้องดูแลนามิ และหลังจากการแต่งงาน ฉันจะพิจารณาอีกที”


คำตัดสินของโอยามะทำให้ก้อนเนื้อในอกของฉันเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าฉันจะพยายามบอกให้มันสงบลงเท่าไหร่มันก็ไม่เชื่อฟังฉันเลย ยิ่งเห็นว่าโอยามะกำลังมองมา มันก็ยิ่งประท้วงด้วยการเต้นถี่ขึ้นจนน่ากลัวว่าอีกไม่นานมันจะกระดอนออกมาจากอก


“ระหว่างที่เธออยู่ที่นั่น ไดสึเกะจะทำหน้าที่ดูแลเธอ...เป็นอย่างดี”


“เหอะ!”


นั่นไม่ใช่เสียงของฉันหรอก แต่เป็นเสียงของคนที่กำลังทำหน้าอยากตายอย่างไดสึเกะต่างหาก


“มีปัญหาอะไรงั้นเหรอไดสึเกะ”


พูดกับฉันจบโอยามะก็หันไปย้อนถามไดสึเกะ ซึ่งถึงแม้ว่าฉันจะไม่ได้ยินไดสึเกะพูดว่าเขามีปัญหาอะไร แต่ฉันรู้ดีว่าจริงๆ แล้วมี และก็เป็นปัญหาใหญ่มากซะด้วย


เมื่อไดสึเกะไม่ได้พูดหรือคัดค้านอะไร โอยามะก็ทิ้งลมหายใจออกมาหนักๆ อีกรอบก่อนจะเดินกลับออกไปเงียบๆ โดยไม่มีแม้แต่คำร่ำลา


ฉันคิดไม่ผิดหรอกว่าเขามาเพื่อบอกบางอย่างกับฉัน ซึ่งถึงฉันจะรับรู้หรือไม่ ก็ถือว่าเขาได้พูดแล้วมันก็เท่านั้นเอง


เมื่อโอยามะไปแล้ว ไดสึเกะก็จ้องฉันด้วยสายตาคมปลาบเหมือนเคย ซึ่งฉันก็ได้แต่เงียบแล้วนอนนิ่งๆ เตรียมจะปิดเปลือกตาลงเพื่อปิดโหมดการมองเห็นของตัวเองเป็นอย่างสุดท้าย


แต่ยังไม่ทันจะได้ปิดเปลือกตาลง ฉันก็ได้ยินเสียงประตูห้องถูกเปิดเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับการมาของหมอ และพยาบาลที่ต่างก็หน้าซีดเผือดไปตามๆ กัน หนึ่งในพยาบาลที่เดินตามหลังหมอเข้ามาเป็นคนถือถ้วยซุปมาเปลี่ยนให้ฉันใหม่ มือของเธอสั่นมากขนาดที่ฉันได้ยินเสียงถ้วยซุปกับถาดดังกระทบกันอยู่ตลอดเวลา


“ไหนเสื้อ นี่ต้องให้ฉันสั่งทุกเรื่องเลยรึไง ไม่เห็นเหรอว่าตัวที่ใส่อยู่มันเปื้อน”


“ไม่ต้อง” ฉันรีบบอกเมื่อได้ยินไดสึเกะโวยวายพยาบาลเรื่องเสื้อของฉัน ซึ่งแขนเสื้อมันเปื้อนเลือดอยู่จริงๆ


“ไปเอามา”


“บอกว่าไม่ต้องไง นายอย่าทำเหมือนกำลังเป็นห่วงฉันหน่อยเลยไดสึเกะ” ฉันแกล้งว่า


“เหอะ! ฉันแสดงเก่งงั้นสิ”


แสดงเหรอ คงอย่างนั้นมั้ง เพราะก่อนหน้านี้ครั้งหนึ่งฉันเองก็เคยเชื่อสนิทใจเลยว่าเขาเคยเป็นห่วงฉันจริงๆ แต่วันนี้รู้แล้วว่ามันแค่ละคร


“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องยุ่งกับฉันอีก ถ้าจะให้ดีก็ไสหัวไปซะ หรือไม่ถ้ามันกลับไปไม่ได้จริงๆ เพราะเงื่อนไขเรื่องผลประโยชน์ระหว่างนายกับโอยามะ ก็ช่วยนั่งเงียบๆ ไม่ได้ยินที่โอยามะสั่งเหรอว่านายมีหน้าที่ต้องดูแลฉัน เพราะฉะนั้นถ้าฉันเหลืออดจนทำอะไรที่นายคิดไม่ถึงขึ้นมา จะมาโทษว่าฉันทำให้นายเดือดร้อนทีหลังไม่ได้” ฉันบอกออกไปเสียงเรียบ ซึ่งถึงไดสึเกะจะไม่ได้มีทีท่าว่าอยากจะยอมฉันสักเท่าไหร่ แต่เขาไม่กล้าพอจะเอาผลประโยชน์ของเขามาเสี่ยงกับผู้หญิงอย่างฉันหรอก


“ทะ ทานซุปหน่อยนะคะคุณนามิ”


“ไม่หิว แผลก็ไม่ต้องเย็บใหม่ ออกไปให้หมด”


หลังจากไดสึเกะเงียบลง ฉันก็หันไปสั่งด้วยเสียงหงุดหงิด ทั้งกับพยาบาลที่พยายามจะคะยั้นคะยอให้ฉันกินซุป รวมถึงคนอื่นๆ ที่ยืนกระอักกระอ่วนใจกันอยู่ กวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะหยุดอยู่ที่ไดสึเกะอีกครั้งเพื่อรอฟังว่าเขาจะพูดหรือทักท้วงอะไรออกมาอีกรึเปล่า ซึ่งเมื่อเขาไม่ได้โต้แย้งอะไรออกมานั่นก็แปลว่าการเอาผลประโยชน์ของเขามาเป็นตัวประกันเป็นความคิดที่ดี และฉันอาจจะใช้มันต่อรองกับเขาได้อีกสักครั้งหรือสองครั้ง แต่จะใช้ทุกครั้งไม่ได้เพราะเขามันเจ้าเล่ห์


“ออกไป” ฉันย้ำอีกครั้งช้าๆ ชัดๆ หากแต่ทุกคนก็ยังเอาแต่จ้องมองไปที่ไดสึเกะเหมือนจะรอฟังคำยืนยันจากปากของเขา รอจนเมื่อเขาพยักหน้าเพียงเบาๆ ทุกคนก็รีบกรูกันออกไปจนหมด


เมื่อทุกคนออกไปแล้ว ทั้งห้องก็เหลือแค่ฉันกับไดสึเกะ ซึ่งถึงแม้ฉันจะรู้ว่าเขากำลังมองมา แต่ฉันไม่อยากมองเขาอีกแล้ว จำขึ้นใจแล้ว และเจ็บมามากพอแล้ว


“ออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ เธอจะรู้ว่าเธอคิดผิดที่ปฏิเสธข้อเสนอฉัน”


ฉันได้ยินทุกคำที่ไดสึเกะกระซิบบอกแต่ไม่คิดจะลืมตาขึ้นมอง ไม่ได้คิดจะหันไปสนใจหรือโต้เถียงอะไรเขาอีกแล้วเพราะฉันเหนื่อย


หัวใจที่เต้นตึกๆ ด้วยความโกรธอยู่เมื่อครู่ค่อยๆ สงบลง ฉันพยายามท่องอยู่ในใจตลอดเวลาว่าคนอย่างฉันยอมตายดีกว่ายอมแต่งงานกับเขา ไม่ว่าทางเลือกหลังแต่งงานมันจะเป็นยังไงก็ตาม


อย่าฝันว่าจะมีวันนั้น อย่าคิดว่าคนอย่างฉันจะยอมให้เขาสั่งให้ฉันทำอะไรก็ได้ และอย่าคิดไปเองว่าการแต่งงานมันจะเกิดขึ้นจริง เพราะถ้าเขากำลังคิดแบบนั้น ฉันก็บอกได้คำเดียวว่าเขา...คิดผิด!

ความคิดเห็น