Cactusz

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Lesion : 13

คำค้น : BTS kookv มิสเตอร์จอน

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 411

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ก.พ. 2562 20:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Lesion : 13
แบบอักษร


คิม แทฮยองหายไป



นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้บรรยากาศในห้องดูกดดันมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว คนหน้าดุยิ่งดูดุดันจนไม่มีใครกล้าแม้แต่จะกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอ



“ผมขอโทษครับคุณจองกุกที่ปล่อยให้คุณหนูหายไป” เป็นอาเชาที่ทำลายความเงียบขึ้นมา หลังจากที่เข้ามายังห้องทำงานของผู้เป็นนายแล้ว



“อืม ไม่ใช่ความผิดของอาเชาหรอกครับ แต่เป็นผมเองที่ไม่คิดว่าจะมีใครกล้าทำขนาดนี้ ส่วนตอนนี้มาคิดกันดีกว่าว่าใครคิดจะทำอะไรกันแน่ ไหนจะเรื่องแม่ของแทฮยองอีก” จองกุกเอ่ยเสียงเครียด



ตามข้อมูลที่เขาได้มา หลายสิ่งหลายอย่างเหมือนภาพจิ๊กซอว์ที่กระจัดกระจาย แค่นั้นยังไม่พอ จิ๊กซอว์บางชิ้นก็หายไป ในขณะที่บางชิ้นกลับเหมือนอยู่ผิดที่ผิดทางจนเขาไม่รู้ว่าควรจะเริ่มต้นจากตรงไหนดีเพื่อให้ทุกอย่างมันจบลงเร็วที่สุด และส่งผลต่ออีกคนน้อยที่สุดเหมือนกัน



ย้อนกลับไปเมื่อสามวันก่อน หลังจากที่เขาไปซื้อของกินไปแทฮยองแต่ด้วยคิวลูกค้ายาวเหยียดทำให้ต้องใช้เวลามากกว่าเดิม จนกระทั่งเมื่อเขาหันกลับมาตรงที่ที่เขาบอกให้แทฮยองรออยู่กลับเห็นอีกคนขว้างบางอย่างลงพื้น หันซ้ายหันขวาอย่างตื่นตระหนกระคนหวาดกลัว ก่อนจะเห็นว่าแทฮยองวิ่งออกไป ก่อนที่เขาจะรีบแทรกตัวออกมา รีบมองหาสิ่งที่แทฮยองทิ้งเอาไว้ แล้วจึงออกวิ่งไปยังทิศทางเดียวกันกับที่แทฮยองวิ่งออกไป



แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ทัน เมื่ออาเชาที่หลังจากจัดการทุกอย่างจนเกือบเรียบร้อยแล้วกลับโดนตลบหลังทำให้เสียเวลามากกว่าเดิม และตอนนั้นเองที่แทฮยองหายไป



.....หายไปอย่างไร้ร่องรอย



ถ้าเขาเอะใจสักนิดตั้งแต่สิ่งที่เขาบังเอิญเจอในห้องของแทฮยอง เขาคงไม่ปล่อยให้แทฮยองคลาดสายตา แต่นี่เป็นเพราะเขาวางใจมากไป มากเกินไปจนมีคนกล้ามากระตุกหนวดเขา และหากเขาใส่ใจแทฮยองให้มากกว่านี้ เรื่องพวกนี้คงไม่เกิดขึ้น อีกอย่างคนพวกนั้นคงไม่รู้ว่าเขาเป็นพวกหวงของ และของที่ชื่อว่า คิม แทฮยอง ไม่ว่าใครยิ่งไม่มีสิทธิ์แตะต้อง!



จองกุกจ้องมองโทรศัพท์เครื่องหรูตรงหน้านิ่ง ๆ เพราะตอนนี้เจ้าของมันไม่รู้หายไปไหน และจองกุกเองคงไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองนั้นน่ากลัวแค่ไหน นานแล้วที่ทั้งอาหลิงและอาเชาไม่ได้เห็นเจ้านายของตัวเองเป็นแบบนี้



.....เพราะคิดว่าจะสูญเสียของที่สำคัญจึงทำให้มนุษย์เราเผยด้านดำมืดของตัวเองออกมาสินะ



อาหลิงเองที่ได้แต่ลอบถอนหายใจทิ้งเมื่อคิดว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นหากเขารายงานสิ่งที่ตัวเองไปเจาะข้อมูลมาได้ ในขณะที่อาเชานั้นกลับเผยแววตากระหายบางอย่างอย่างซุกซน



“อาหลิง เรื่องนั้นไปถึงไหนแล้วครับ” จองกุกเอนกายลงพิงพนักเก้าอี้หรูก่อนจะประสานมือไว้บนตัก



“เรียบร้อยแล้วครับ ทำตามที่คุณจองกุกสั่งและนี่ครับ ทั้งข้อมูลการค้าของโบราณ การฟอกเงิน กาสิโนผิดกฎหมาย และอันนี้น่าสนใจที่สุด แล็บทดลองที่ใช้ในการทดลองสารเสพติด แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่าหนึ่งในผู้ที่เคยรอดจากการทดลองคือ...” อาหลิงเว้นช่วงเอาไว้ก่อนจะพูดต่อ



“จะบอกว่ารอดก็ไม่ถูกนัก ต้องบอกว่าถูกพาหนีหายไปดีกว่า” อาหลิงสรุปข้อมูลต่าง ๆ คร่าว ๆ ให้จองกุกฟัง ในขณะที่จองกุกเองก็ไล่สายตาดูเอกสารในมือไปด้วย ก่อนที่ทุกอย่างจะตกอยู่ในความเงียบอีกครั้งเมื่อจองกุกทิ้งเอกสารลงบนโต๊ะอย่างโกรธแค้น



“งั้นที่มันเข้าหาแทฮยองก็.. บ้าเอ๊ย! แล้วตอนนี้แทฮยองจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ ผม.. ผมควรใส่ใจเขาให้มากกว่านี้”



“อย่าโทษตัวเองเลยครับ ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ในเมื่อเกิดแล้วเราก็ต้องช่วยกันแก้นะครับ ผมเชื่อว่าถ้าคนพวกนั้นต้องการตัวคุณหนูจริง ในตอนนี้คุณหนูจะยังคงไม่เป็นอะไร ไม่ใช่แค่คุณจองกุกที่เป็นห่วงเธอหรอกนะครับ ผมเองก็เหมือนกัน ผมยังอยากทำของกินอร่อย ๆ ให้คุณหนูเธอทานอยู่เลย ยังมีอีกหลายอย่างที่ผมยังไม่เคยทำให้เธอทานเลย และแน่นอนว่าเธอจะต้องได้กลับมาทานอาหารฝีมือผมแน่นอน คุณจองกุกวางใจได้เลยครับ” อาหลิงปลอบจองกุกไม่ใช่เพราะในฐานะเจ้านายลูกน้อง แต่ในฐานะน้องชายคนหนึ่งที่เขาเอ็นดู เขารู้ว่าจองกุกเครียด แต่เครียดไปมันก็เท่านั้น ยิ่งเครียดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งแย่มากเท่านั้น เพราะไม่ใช่แค่จองกุกที่เป็นห่วงแทฮยอง แต่เขาเองก็เป็นห่วงเหมือนกัน



.....แทฮยองรู้คงดีใจมากที่มีคนเป็นห่วงและรอคอยตัวเองขนาดนี้ อย่างน้อยเขาจะได้ไม่รู้สึกสูญสิ้นเมื่อรับรู้เรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้น ทั้งอดีตที่บิดเบือนไป ทั้งความหวังที่เป็นแค่เงา และความห่วงใยจอมปลอมจากคนที่ได้ชื่อว่าครอบครัว!



“แล้วคุณคิมเขารู้เรื่องนี้หรือเปล่า” จองกุกถอนหายใจทิ้งก่อนจะทิ้งตัวลงกับพนักเก้าอี้อีกครั้ง แววตาดุกร้าวยังคงไม่จางหายลงเลยสักนิด



“ครั้งนี้ผมไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกับการหายตัวไปของคุณหนูหรือเปล่า แต่ครั้งที่แล้วเขาเป็นคนส่งคุณหนูให้คนพวกนั้นเองกับมือ” อาหลิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ อย่างต้องการระงับความโกรธที่สุมอยู่ในใจก่อนจะกลั่นเป็นคำพูดเรียบเย็นออกมา



“เพราะคุณคิมเชื่อว่าคุณหนูเป็นลูกของคุณโซร่ากับคนรักเก่าครับ คนทั้งคู่แต่งงานกันเพราะธุรกิจของครอบครัว ดังนั้นเพราะเหตุนี้จึงคิดว่าคุณคิมแค่เลี้ยงคุณหนูให้เกิดผลประโยชน์กับตัวเองก็แค่นั้นครับ”



“หมายความว่าแทฮยองเป็นแค่สิ่งที่เลี้ยงไว้เพื่อผลประโยชน์สินะ” จองกุกไม่อยากจะคิดเลยว่าคนของตัวเองจะรับเรื่องราวเหล่านี้ได้หรือเปล่า ขนาดเขาที่เป็นคนนอกยังรู้สึกว่ามันแย่เกินกว่าที่เด็กคนหนึ่งจะรับได้



“ครับ อีกอย่างที่คิดว่าคงสำคัญไม่น้อยเหมือนกัน ปีนี้คุณหนูจะอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์”



“.....”



“ เป็นปีที่คุณหนูจะมีสิทธิ์ตามที่ระบุในพินัยกรรม หากแต่กลับไม่มีใครรู้ว่าพินัยกรรมฉบับนั้นอยู่ไหนหรือว่าอยู่กับใคร” จองไหมล่ะพยักหน้ารับรู้กับข้อมูลใหม่ที่ได้รับมา ก่อนจะถามสิ่งที่ยังคงคาใจอยู่และคิดว่าตัวเองน่าจะเดาถูก



“แล้วมีอะไรเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุครั้งนั้นไหม” นี่คือสิ่งที่เขาจะตัดสินว่าเขาควรจะทำอะไรต่อไป



“จากการคาดการณ์ของผม เป็นเพราะในวันนั้นคุณโซร่าเธอตั้งใจจะพาคุณหนูหนีครับ แต่ไม่ทราบว่าหนีจากอะไรกันแน่ และนี่ก็เป็นแค่การคาดการณ์เท่านั้น คงต้องรอให้คนที่อยู่เหตุการณ์มาพูดความจริงเท่านั้นแหละครับ” อาหลิงสรุปเสร็จสรรพด้วยใบหน้านิ่งเรียบ แต่แค่นี้คนที่อยู่ด้วยกันมานานอย่างจองกุกกับอาเชาย่อมรู้ดีว่า อารมณ์ของอีกคนอยู่ในระดับที่พร้อมจะเชือดขนาดไหน อาหลิงเป็นคนใจดีแต่เป็นคนใจดีที่โหดพอตัวเหมือนกัน



อีกอย่างนอกจากอาหลิงจะเป็นคนใจดีและเห็นใจคนอื่นเสมอแล้ว แต่น้อยคนนักหรือแทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำที่อาหลิงจะให้ความสำคัญมากขนาดนี้ และที่ผ่านมานอกจากจองกุกแล้วก็มีแทฮยองนี่แหละที่อาหลิงแสดงออกมาชัดเจนว่าเอ็นดูมากแค่ไหน และยิ่งแทฮยองกลายมาเป็นดั่งคุณหนูตัวน้อย ๆ ของตัวเองด้วยแล้วนั้นจึงไม่แปลก ถ้าหากว่าสมมุติฐานเรื่องนี้เป็นความจริงว่าแทฮยองแค่หนูเลี้ยงแลกเงินแล้วละก็ งานนี้คงได้นองเลือด



“อาเชา” ชายหนุ่มที่ทำตัวไม่ต่างจากเงาตอบรับคำสั่งเรียกของผู้เป็นนายอย่างหนักแน่น



“ครับคุณจองกุก เดี๋ยวผมจัดการให้ครับ” ไม่ต้องรอให้ผู้เป็นนายออกคำสั่งเขาก็สามารถเข้าใจได้ทันทีว่าต้องทำอะไร ได้ยินแบบนั้นจองกุกก็เผยรอยยิ้มเหี้ยมออกมาอย่างไม่รู้ตัว



“อาหลิง จะเป็นอะไรไหมถ้าผมจะไปเยี่ยมคุณคิมสักหน่อย”



“ผมก็ว่าดีครับ เผื่อคุณหนูเธอจะซนแล้วหนีคุณกลับบ้านไปแบบไม่บอกไม่กล่าว ถ้าเป็นอย่างนั้นคงต้องทำโทษกันหน่อยแล้วล่ะครับ ยังไงก็ฝากด้วยนะครับ” อาหลิงพูดยิ้ม ๆ ก่อนโค้งตัวแล้วขอตัวออกจากห้องไป ทิ้งให้จองกุกเลิกคิ้วมองด้วยความถูกใจกับความคิดนี้ แต่จะให้เข้าไปแบบไร้เหตุผลเลยก็ดูจะโจ่งแจ้งเกินไป และยังไม่ทันได้คิดหาเหตุผลดี ๆ คนที่ควรจะเป็นเหตุและผลก็โทรเข้าเสียก่อน อ่า ช่างเหมาะเจาะเสียจริง



“ว่าไงครับ” กำลังจะโทรหาแต่อีกฝ่ายกลับโทรเข้าพอดี ช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้ ดีแล้วเพราะเขาเองก็ขี้เกียจจะหาคำตอบว่าทำไมถึงจู่ ๆ ก็รู้สึกคิดถึงอยากไปเยี่ยมคนบ้านนั้นขึ้นมา



‘จีมอยู่หน้าคอนโดจองกุกครับ พอดีจีมผ่านมาแถวนี้เลยซื้อเค้กเจ้าอร่อยมาฝาก’



“อ่า แย่จังตอนนี้ผมกำลังขับรถอยู่เลย”



‘อ้าว ถ้างั้นจีมก็มาเก้อน่ะสิ’ ได้ยินเสียงออดอ้อนแบบนั้นจองกุกก็ยิ้มอย่างพอใจ



“ไม่เก้อหรอกครับ ถ้าจีมไม่รีบ ไปรอผมที่หน้าล็อบบี้ก่อนก็ได้ครับ ผมใกล้จะถึงแล้ว”



‘เอางั้นก็ได้ครับ รีบ ๆ มานะจองกุก จีมคิดถึง’



“ครับ ๆ”



‘งั้นจีมไปกวนแล้ว ขับรถดี ๆ นะครับ’ จีมินวางสายไปแล้ว น้ำเสียงออดอ้อนที่มาตามสายมันชวนให้เขากระตุกยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง ผมเองก็คิดถึงคุณอยู่พอดีเหมือนกัน ปาร์ค จีมิน



“เอาละ อาหลิงครับ จะเป็นอะไรไหมถ้าจะมีแขกติดรถเราไปด้วย” จองกุกไม่ได้อยากโกหก แต่เขาแค่คิดว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องบอกความจริงกับอีกฝ่ายต่างหาก เขาอยู่ที่ไหนไม่สำคัญเท่ากับว่ากำลังจะไปที่ไหน



“หืม ใครครับ” อาหลิงที่กำลังเตรียมของฝากให้คนบ้านคิมอยู่ก็เงยหน้าเลิกคิ้วเป็นคำถามให้ผู้เป็นนาย



“คนใกล้ ๆ นี่แหละครับ ลูกชายคนเล็กของบ้านคิม”



“คุณหนูแทฮยอง?”



“เปล่าครับ อาหลิงเพิ่งจะบอกผมไปเองไม่ใช่เหรอ ว่าคนบ้านนั้นไม่คิดว่าแทฮยองเป็นลูก ฉะนั้นแทฮยองก็ไม่ใช่ลูกชายคนเล็กของบ้านนั้นอีกต่อไป ไปกันครับ ไปเล่นละครกัน”




“ทำไมวันนี้ถึงอยากไปบ้านจีมละ” จีมินที่นั่งด้านหลังคู่มากับจองกุกเอ่ยถามคนข้างตัวที่ชวนเขากลับบ้านอย่างสงสัย



“ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่รู้สึกว่าอยากเข้าไปทำความสนิทสนมกันเอาไว้น่ะครับ เผื่อในอนาคตอาจจะได้ใกล้ชิดกันมากกว่านี้ จริงไหมครับ” จองกุกว่าพลางจ้องตากับคนตรงหน้านิ่ง ๆ พร้อมส่งรอยยิ้มหวานให้



“จองกุก อย่าทำแบบนี้สิ จีม เอ่อ จีมทำตัวไม่ถูกนะ” จีมินที่เห็นรอยยิ้มจากคนตรงหน้าก็เกิดอาการใจเต้นแรงจนรู้สึกร้อนวูบไปทั้งใบหน้า ก่อนจะต้องเม้มปากแน่นเมื่อนิ้วเรียวเกลี่ยปอยผมทัดหูให้



อาการแก้มแดงอย่างคนเขินอายของคนตรงหน้านี้ทำให้จองกุกยิ่งรู้สึกสนุกมากขึ้นไปอีก ถึงตอนนี้เขาจะยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจีมินมีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหนกับเรื่องของแทฮยอง แต่การทำให้อีกคนไว้ใจเขาคือเรื่องที่ดี



“หึ” จองกุกเลิกแกล้งคนตรงหน้าแล้วกลับมานั่งดี ๆ แต่แล้วก็ต้องเลิกคิ้วขึ้นแล้วหันกลับไปมองอีกครั้งเมื่อสัมผัสได้ถึงฝ่ามืออุ่นร้อนที่กอบกุมมือของเขาเอาไว้ ทั้ง ๆ ที่เจ้าของมันกลับหันหน้าไปมองนอกหน้าต่างรถแทน



“พ่อ วันนี้จีมมีแขกนะ เดี๋ยวจองกุกจะทานข้าวเย็นกับเราด้วยนะ” จีมินบอกพ่อตัวเองที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขากับจองกุก โดยที่เขาไม่ได้สงสัยถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในแววตาของคนทั้งคู่เลยสักนิด



“อือ งั้นไปบอกแม่แกก่อนไป จะได้จัดโต๊ะเพิ่ม” ถึงแม้จะบอกไปแบบนั้น แต่ไม่ใช่เพราะต้องการรับแขก หากแต่เพราะต้องการกันลูกตัวเองออกไปจากบทสนทนาต่อจากนี้ต่างหาก



“อ่าครับ แล้วตอนนี้แม่อยู่ไหน” จีมินพยักหน้ารับก่อนจะลุกออกไป เมื่อคนเป็นพ่อบอกว่าคนที่ตามหาอยู่ในครัว



“มาทำไม คงไม่ใช่แค่คิดถึงสินะครับ” หลังจากเหลือกันแค่สองคนตามที่ต้องการแล้วก็ถามถึงสิ่งที่อยากรู้ออกมา และเขาเองไม่จำเป็นจะต้องเกรงใจอีกฝ่ายอีกแล้ว ในเมื่อสิ่งที่ต้องการก็ได้กลับคืนมาแล้ว



จองกุกเองก็สังเกตได้ว่าอีกฝ่ายดูจะไม่สนใจหรือสงสัยเลยด้วยซ้ำ



“พูดอะไรอย่างนั้นครับ ผมแค่อยากมาสานสัมพันธ์เอาไว้ เผื่อว่าต้องเกี่ยวดองกันในอนาคต อีกอย่าง.. จีมนี่น่ารักดีนะครับ” ในเมื่ออีกฝ่ายไม่คิดจะปิดบัง หรือเกรงใจเหมือนช่วงแรก ๆ เขาเองก็จะลองเล่นตามน้ำบ้าง



“หมายความว่าไง แต่ไม่ว่ายังไงอย่ามายุ่งกับจีมิน ถ้าคุณไม่อยากเดือดร้อน” คนเป็นพ่อกัดฟันพูดออกไปเมื่ออีกฝ่ายดูท่าจะสนใจลูกชายสุดรักสุดหวงของตัวเอง



“ดูแล้ว คุณคิมนี่ก็เป็นพ่อที่หวงลูกเหมือนกันนะครับ แต่ไม่รู้ว่าหวงแบบนี้กับลูกทุกคนหรือเปล่า” จองกุกสบตาอีกคนนิ่ง ๆ



“.....”



“แต่ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจลูกใคร ใครก็รัก คนของใคร ใครก็หวง ยิ่งเป็นคนสำคัญยิ่งอยากปกป้องใช่ไหมล่ะครับ” จองกุกพูดสบาย ๆ พยักหน้าให้น้อย ๆ ราวกับเข้าอกเข้าใจความรักความผูกพันระหว่างสายเลือดเป็นอย่างดี



“..... แน่นอนสิครับ ผมเป็นพ่อคน ก็ต้องรักต้องหวงลูกของตัวเองเป็นธรรมดา และแน่นอนว่าผมจะเลือกแต่สิ่งดี ๆ ให้กับพวกเขาเท่านั้น” คิม จองฮัน สัมผัสได้ถึงสัญญาณอันตรายจากผู้ชายตรงหน้านี้ ถึงแม้อีกคนจะยิ้มให้ แต่รอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตาแบบนั้นมันทำให้เขารู้สึกเสียวสันหลังแปลก ๆ



“นั่นสินะครับ ผมเองก็เชื่อว่าคงไม่มีพ่อดี ๆ ที่ไหนที่จะส่งลูกไปลงนรกทั้งเป็นหรอกครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นผมคิดว่าเขาคงไม่ใช่คนแล้วละครับ หรือไม่ก็...คงไม่ใช่สายเลือดของตัวเองมั้งครับ เลยไม่สนใจว่าจะเป็นยังไงนอกจากผลประโยชน์ของตัวเอง ว่าไหมครับ คุณคิม จองฮัน” จองกุกยังคงมองสบตากับอีกคนนิ่ง ๆ อย่างกดดันก่อนจะยิ้มให้อย่างมีมารยาท



“ผมก็ว่างั้น คงไม่มีพ่อคนไหนที่จะส่งลูกไปสู่สิ่งที่เป็นอันตรายหรอกครับ” คิมจองฮันเองก็ไม่ยอมให้เด็กเมื่อวานซืนมาลูบคมตัวเองเล่นได้เหมือนกัน



“นั่นสินะครับ ว่าแต่ไม่ถามหาลูกชายอีกคนหน่อยเหรอครับ อย่าง คิม แทฮยอง งี้” จองกุกพิงพนักนั่งไขว่ห้างอย่างสบาย ตรงกันข้ามกับอีกคนที่เด้งตัวลุกขึ้นมานั่งอย่างตกใจ



“เอ่อ เขาก็คงสบายดีสินะ นี่ก็จะถามอยู่ว่าเขาไปไหน ทำไมไม่ได้มาด้วยกันละ อย่ากกเขาไว้คนเดียวสิครับ พาเขากลับมาบ้านบ้าง เพราะพ่ออย่างผมเองก็คิดถึงลูกเหมือนกัน ถึงแม้ว่าผมจะยกเขาให้คุณแล้ว แต่คุณคงไม่ใจร้ายกับคนแก่อย่างผมที่ห้ามไม่ให้เจอลูกของตัวเองหรอกนะครับ” เมื่อคิดว่าตัวเองเผยพิรุธออกมาก็รีบกลบเกลื่อน แต่คงไม่ทันเมื่อทุกอย่างอยู่สายตาของจองกุกทั้งนั้น



“อ้าว เหรอครับ เสียดายจริง ผมก็คิดว่าแทฮยองกลับมาบ้านซะอีก ผมเลยตั้งใจจะมารับกลับนี่ไงครับ แทฮยองนี่แย่จริง ๆ หนีไปไหนก็ไม่บอกกล่าว กลับมาคงต้องทำโทษกันหน่อยแล้วละครับ แล้วผมควรจะทำยังไงกับคนที่สมรู้ร่วมคิดให้แทฮยองหนียังไงดีครับ เผื่อจะได้หลาบจำกันบ้างว่าอะไร ‘ควร’ อะไร ‘ไม่ควร’ น่ะครับ” จองกุกว่าด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกว่าเสียดายเสียเต็มประดา แต่คนทั้งคู่ต่างก็รู้ว่ามันก็คือการเล่นละครบทหนึ่งก็เท่านั้น



“เป็นธรรมดาของวัยรุ่นแหละครับ เมื่อก่อนเขาก็เป็นแบบนี้บ่อย ๆ อย่าถือสาแกนักเลยครับ เดี๋ยวอีกวันสองวันเขาก็กลับไปแล้วครับ ไม่แน่เย็นนี้ก็คงกลับแล้วละครับ เสร็จแล้วก็คงกลับ แต่ก็ดูแลเขาดี ๆ หน่อยนะครับ ถ้าคราวหน้าหายไปอีก เขาอาจจะ ‘หาย’ ตลอดไปเลยก็ได้”



สิ้นประโยคคนทั้งสองต่างสบตากันนิ่งอย่างไม่มีใครยอมใคร ไร้ซึ่งรอยยิ้มที่พยายามปั้นแต่งขึ้นมา บรรยากาศโดยรอบดูกดดันจนสาวใช้ที่จะมาเรียนเชิญคนทั้งคู่ไปห้องอาหารต้องวิ่งกลับออกไป เพื่อให้คนอื่นออกมาเรียกแทน



คิม จองฮัน มองเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างพิจารณา เด็กคนนี้จะรู้เรื่องของเขามากน้อยแค่ไหน แต่ขอแค่อย่าเข้ามาขัดในสิ่งที่เขากำลังทำก็พอ ส่วนเรื่องจีมินเขาจะหาทางแก้ในภายหลังเอง เขาไม่ยอมให้คนอันตรายแบบนี้เข้ามายุ่งกับครอบครัวเขาหรอก ไม่อย่างนั้นแล้วหายนะคงมาเยือนได้ไม่ยาก นี่แค่เรื่องไอ้เด็กนั่นก็ดูแล้วจะวุ่นวายไม่ใช่น้อยทั้ง ๆ ที่เป็นแค่ครูจ้างพิเศษเท่านั้น แต่เขาลืมไปได้ยังไงว่ามันไม่ใช่แค่ครูรับจ้างสอนพิเศษทั่วไป ไม่งั้นจะมีเงินมาให้เขาเพื่อแลกกับแทฮยองตั้งสิบกว่าล้านขนาดนั้นเหรอ เขาเพิ่งรู้สึกได้ตอนนี้ว่า .....เขาพลาดแล้ว



จอน จองกุก มองคนตรงหน้าที่มีศักดิ์เป็น ‘พ่อ’ ของเด็กในปกครองของเขานิ่ง ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนกล้าหาญ หากแต่กลับเป็นคนกล้าได้กล้าเสียจนน่าตกใจ แต่คนแบบนี้น่ะเหรอที่ควรจะเป็นพ่อคน สาบานได้เลยถ้าเขาเจอแทฮยองคราวนี้เขาจะทำทุกอย่างให้แทฮยองเป็นของเขาอย่างถูกต้องทุกทาง!



“พ่อครับ จองกุก มีอะไรหรือเปล่า” จีมินเดินเข้ามาหาบุคคลทั้งสองที่ยังคงจ้องตากันนิ่ง ๆ โดยไม่ได้สังเกตเลยว่าบรรยากาศโดยรอบแผ่ไอมืดออกมาขนาดไหน



“เปล่าครับ แค่คุณพ่อคุณหวงลูกสาวน่ะ” จองกุกหันมายิ้ม เอ่ยหยอกล้อให้กับจีมินที่เข้ามาจับแขนเขาราวกับปลอบใจ



“บ้า ลูกสาวอะไรกันละ พ่อครับไปกันเถอะ แม่รออยู่” จีมินตีแขนจองกุกไปเบา ๆ ก่อนจะชวนคนทั้งคู่ไปทานข้าวเย็นด้วยกัน



บรรยากาศการทานอาหารเย็นเป็นไปอย่างครึกครื้นราวกับก่อนหน้านี้ไม่ได้มีเรื่องราวใด ๆ เกิดขึ้น จองกุกสามารถทำให้ทุกคนในที่นี้ชื่นชอบเขาได้ แม้กระทั่งคุณนายปาร์คที่เอ่ยปากชมเขาไม่หยุด และถึงแม้ประมุขของบ้านจะพูดคุยราวกับเอ็นดูและเห็นด้วยกับหัวข้อสนทนาเสียเต็มประดา แต่ใครเล่าจะรู้ว่าคนทั้งสองต่างมีรอยยิ้มที่เป็นการค้าให้กันทั้งนั้น



อีกด้านหนึ่งของบ้านที่อยู่ไกลออกไป ใครคนหนึ่งกำลังนั่งนิ่ง ๆ อยู่ตรงมุมมืดของห้อง สายตาเอาแต่จ้องมองออกไปข้างนอกอย่างไร้จุดหมาย



“เดี๋ยวพรุ่งนี้จีมไปหานะครับ” จีมินส่งจองกุกขึ้นรถก่อนจะโบกมือให้อย่างน่ารัก จนกระทั่งรถเคลื่อนตัวออกจากบ้านหลังใหญ่ไปเจ้าตัวถึงได้หันหลังกลับเดินเข้าบ้าน หากแต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับจางหายไป



“เป็นไงบ้างครับ”



“ผมคิดว่าคุณคิมเขาคงรู้เรื่องที่แทฮยองหายไปแล้วล่ะครับ เพราะดูแล้วเขาแทบไม่แปลกใจเลยด้วยซ้ำว่าทำไมแทฮยองไม่ได้มาด้วยกัน แล้วอาเชาติดต่อมาแล้วยังครับ”



“ยังครับ แต่คงไม่เกินพรุ่งนี้ ยังไงคืนนี้เรากลับไปพักกันก่อนเถอะครับ” อาหลิงบอกผู้เป็นนายอย่างเป็นห่วง เพราะตั้งแต่แทฮยองหายตัวไปเมื่อสามวันก่อน เขารู้ว่าจองกุกไม่เคยนอนหลับเลยสักคืน



“ครับ” จองกุกปิดตาลงอย่างเหนื่อยล้า เขารู้ว่าอาหลิงเป็นห่วงที่เขานอนไม่หลับ แต่เขาเป็นห่วงแทฮยอง ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ยิ่งเขาทำงานช้ามากเท่าไหร่ มันยิ่งทำให้แทฮยองตกอยู่ในอันตรายมากเท่านั้น แต่อย่างน้อยวันนี้เขาก็ได้จิ๊กซอว์เพิ่มมาอีกตัวล่ะนะ




เช้านี้ควรเป็นเช้าที่สดใส แต่มันจะไม่สดใสเพราะการจราจรที่ติดขัดจนอยากจะปาระเบิดลงกลางแยก และมันคงช่วยไม่ได้ที่ยุนกิจะรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมากที่ตัวเองต้องมาติดอยู่บนถนนที่แออัดราวกับเป็นอัมพาตแบบนี้



“เออ ว่าไง ได้ ๆ เดี๋ยวขากลับกูซื้อกลับไปเอง” ยุนกิวางสายจากลูกน้องที่บ้านที่โทรมาแจ้งเขาถึงสิ่งที่ต้องซื้อเพิ่ม เพราะคืนนี้เขาจะมีปาร์ตี้กัน เขาถามไอ้พวกลูกหมาที่สนามว่าเนื่องจากโอกาสอะไร แต่มันกลับบอกว่าไม่ได้มีโอกาสอะไรเป็นพิเศษหรอก แค่อยากกินเท่านั้น และพอเห็นว่าวันนี้ยังไงเขาเองก็ต้องออกมาพบลูกค้าแล้วก็ฝากซื้อของกลับเข้าไปเลยจะได้ไม่ต้องเสียเวลาวนรถออกมา



หลังจากคุยธุระกับลูกค้าเสร็จ เขาแวะเข้าซูเปอร์เพื่อซื้อของสด ก่อนจะแวะเข้าร้านยาเพื่อจะซื้อยาสามัญประจำบ้านกลับไป ในจังหวะที่เดินออกจากร้านยานั้น ยุนกิชนเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งจนเธอล้มลงไปกับพื้น



“ขอโทษครับ เป็นอะไรหรือเปล่า” ยุนกิพยุงเธอขึ้นมาพลางก้มหัวขอโทษ เพราะเขาชนเธอด้วยแรงเยอะพอสมควร



“ไม่เป็นอะไรคะ” ผู้หญิงตรงหน้ายังคงก้มหน้าจัดระเบียบชุดตัวเองอยู่ก่อนจะเงยหน้ามายิ้มให้กับคนที่เดินมาชนตัวเอง



ทันทีที่สบตากับคนตรงหน้า สิ่งที่เห็นอยู่นี้กลับทำให้ยุนกิต้องตกใจจนตาเล็กเบิกกว้างกว่าเดิม นี่มันคุณน้า แม่ของแทฮยองนี่!



“คุณน้า คุณน้าใช่ไหมครับ คุณน้าไปอยู่ไหนมา แทฮยองมันตามหาคุณน้าไปทั่วเลย” ยุนกิถามคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงดีใจพร้อมกับเขย่าแขนไปด้วย



“เอ่อ ขอโทษนะคะ เราเคยรู้จักกันเหรอคะ” แต่ผู้หญิงตรงหน้ากลับทำสีหน้างุนงงระคนหวาดระแวง และพยายามก้าวถอยหลัง ในขณะที่ยุนกิเองก็ก้าวตามไปด้วย



“อ้าว ผมยุนกิไงครับ ยุนกิรุ่นพี่ของแท..” แต่ยังไม่ทันได้พูดจบกลับมีเสียงเรียกขัดขึ้นมาก่อน



“แม่! มาทำอะไรตรงนี้ ผมบอกว่าไง ให้รอที่รถไม่ใช่เหรอ” ชายหนุ่มใบหน้าคุ้นเคยรีบเดินออกมาคว้าแขนผู้หญิงคนนี้ออกจากยุนกิไป



“จะเสียงดังทำไม แม่แค่ออกมาเดินเล่นเอง ต้องขอโทษด้วยนะคะ” ผู้หญิงตรงหน้าหันกลับมาขอโทษยุนกิอีกครั้งและได้โอกาสดึงแขนตัวเองออกมาจากมือของคนตัวซีดตรงหน้า และแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่รู้จักยุนกิแน่ ๆ นั่นยิ่งทำให้ยุนกิงงเข้าไปใหญ่ หรือเขาจำผิด แต่จะเป็นไปได้ยังไงที่คนสองคนจะหน้าเหมือนกันอย่างกับแกะออกมาจากพิมพ์เดียวกันแบบนี้ และผู้ชายคนนี้ก็หน้าคุ้น ๆ อย่างกับเคยเจอที่ไหนมาก่อน จนต้องจ้องมองนิ่ง ๆ และทันทีที่อีกฝ่ายหันกลับมามองที่เขาเต็ม ๆ ตา เขาเห็นว่าอีกฝ่ายเบิกตากว้างอย่างตกใจก่อนจะรีบจูงมือผู้หญิงคนนั้นวิ่งหนีไปทางกลุ่มคนมากมายด้านหลัง



“เห้ย! เดี๋ยวสิวะ! มึงคือคนในคืนนั้นนี่ หยุด! กูบอกให้หยุดไง!” ยุนกิพยายามวิ่งไล่ตามแทรกกลุ่มคนเข้าไป แต่ด้วยจำนวนคนมากมายที่ออกมาเดินห้างกันในวันหยุดทำให้สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องคลาดกับสองคนนั้นจนได้



“บ้าเอ๊ย คลาดกันจนได้ แล้วทำไมคุณน้าถึงมาอยู่กับไอ้นี่ได้วะเนี่ย หรือว่าไม่ใช่คุณน้า หรือว่าคุณน้าจะมีฝาแฝด แต่ไม่เห็นไอ้แทมันพูดถึงเลยนี่ โอ๊ย กูเครียด!” ยุนกิทึ่งผมอย่างหงุดหงิด ตอนนี้เขาเริ่มงงไปหมดแล้ว ถ้าเป็นคุณน้าจริง เธอต้องรู้จักเขาสิ เราเจอกันบ่อยมากเพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ที่เธอจะจำเขาไม่ได้ หรือไอ้แทจะมีญาติคนอื่นอีก แต่ทำไมเธอมากับไอ้คนที่สาดเลือดใส่แทฮยองล่ะซึ่งใคร ๆ ก็ดูออกว่าไม่ได้มีเจตนาดีแน่ ๆ



ยุนกิเข้ามานั่งบนรถก่อนจะต่อสายหาแทฮยองเพื่อสอบถามสิ่งที่ตัวเองสงสัย แต่ไม่ว่าจะพยายามติดต่อยังไงกลับไม่สามารถติดต่อไปเลย



“เออ ไอ้นี่ก็หายไปเลยแหะ แล้วจะปล่อยให้กูค้างคาแบบนี้น่ะเหรอ เห้อ แต่ถ้าไม่ใช่แม่ของไอ้แทมันแล้วเป็นใคร เป็นคนที่สวมรอยแทนงี้เหรอ แต่มันจะทำไปเพื่ออะไรกัน ไอ้แทไม่ได้มีอะไรให้คนพวกนั้นต้องสนใจสักหน่อยถ้าเป็นไอ้พี่น้องต่างแม่ก็ว่าไปอีก หรือว่าเรามองข้ามอะไรไปวะ! โอย คิดแล้วเครียดโว้ย แต่ในเมื่อรับปากจะช่วยมึงแล้วกูก็จะช่วยมึงจนถึงที่สุดนะแทฮยอง กูยังอยากเห็นมึงยิ้มได้อีกครั้ง” ยุนกินั่งโวยวายอยู่กับตัวเองสักพัก เมื่อได้ข้อสรุปกับตัวเองแล้วก็พยายามตั้งสติเพื่อขับรถกลับบ้านและหาทางติดต่อแทฮยองต่อไป



แต่ยุนกิคงลืมไปว่า คงไม่มีคนป่วยหนักที่ไหนออกมาเดินห้างแบบนี้



“เกือบไปแล้วไหมล่ะ” ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นหลังจากวิ่งออกมาทางหลังห้างได้



“อะไร แกพาแม่วิ่งหนีอะไรมา” เธอเองก็เหนื่อยไม่แพ้กัน แทบจะหายใจไม่ทันเลยด้วยซ้ำ เมื่อจู่ ๆ เจ้าลูกชายตัวดีกลับลากเธอวิ่งราวกับหนีอะไรบางอย่างมา



“ก็ไอ้คนนั้นน่ะ .. เปล่า ๆ ไม่มีอะไร ผมแค่จำคนผิด” เกือบไปแล้ว เกือบหลุดปากพูดออกไปแล้วว่าเขาไปทำอะไรมา ทั้ง ๆ ที่เขาตั้งใจว่าจะไม่พาทั้งตัวเองและแม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนพวกนั้นอีก



“อะไรของแก ฉันชักจะหงุดหงิดแล้วนะ อย่าให้..สวัสดีค่ะ” ยังไม่ทันที่เธอจะได้ต่อว่าลูกชายตัวเอง กลับมีเสียงเรียกเข้าขัดขึ้นมาเสียก่อน แค่ได้ยินเสียงเรียกเข้าที่ตั้งเฉพาะเอาไว้ก็ทำให้เธอหายจากอาการเหนื่อยหอบได้แล้ว



(ที่รัก คุณอยู่ที่ไหน ผมอยากเจอคุณ ผมมีเรื่องอยากให้คุณช่วยอีกสักครั้ง) เสียงทุ้มปลายสายพร้อมสรรพนามที่เรียกทำให้เธออดที่จะยิ้มกว้างออกมาด้วยความตื้นตันในอกไม่ได้



“ได้สิคะ ฉันอยู่ที่ห้าง XX ค่ะ พอดีออกมาหาหมอเลยแวะเดินห้างนิดหน่อย เรา...เจอกันที่ไหนดีคะ” น้ำเสียงที่สั่นจากการตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด ทำให้ไม่รู้เลยว่าปลายสายยิ้มเหี้ยมเพียงใด ในขณะที่แววตาของเด็กหนุ่มข้างกายฉายแววทั้งเหนื่อยล้าและเกลียดแค้นในเวลาเดียวกัน



ผมมองผู้หญิงตรงหน้าราวกับคนไม่รู้จัก ทั้ง ๆ ที่เรารู้จักกันดี ดีมากด้วยซ้ำ แต่รูปลักษณ์ภายนอกที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ทำให้บางครั้งเขาเองอยากได้แม่คนเดิมกลับมา อยากได้รอยยิ้มที่เป็นของตัวเธอเองไม่ใช่รอยยิ้มภายใต้หน้ากากของคนอื่นแบบนี้ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ถึงรักผู้ชายคนนั้นมากขนาดนี้ ขนาดถึงขั้นยอมเสียตัวตนของตัวเองไป ทั้ง ๆ ที่ผู้ชายคนนั้นไม่เคยชายตาแลเลยด้วยซ้ำนอกจากตอนที่ต้องการประโยชน์จากตัวเอง!



‘แม่อยากตอบแทนและชดใช้ให้เขา’



นี่คือสิ่งที่เธอมักจะบอกเขาประจำ และทุกอย่างมันควรจะจบไปตั้งแต่คืนนั้น ..... ถ้าไม่ใช่เพราะผู้ชายคนนั้นมาหาแม่เขาถึงโรงพยาบาลแล้วยื่นข้อเสนอบ้า ๆ ให้แบบนั้น และที่บ้ายิ่งกว่านั้นคือผู้หญิงตรงหน้านี้ยอมตกลง ด้วยเหตุผลเพียงเพราะว่า ‘อยากไถ่โทษ’ ให้กับใครบางคนก็เท่านั้น แต่สำหรับเขาแล้วหากคน ๆ นั้นตายไป ทั้งเขาและแม่คงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องทั้งหมดนี้แกต้องรับผิดชอบ คิม แทฮยอง!




“นายกลับมาทำไม” ซอกจินถามคนตรงหน้าเสียงเครียด คนที่เขาไม่คาดคิดว่าจะต้องมาเจอกันอีก คนที่หายไปพร้อมกับอดีตอันโสมมกลับมาอีกครั้ง แน่นอนว่ามันทำให้เขานั่งไม่นิ่งราวกับหนูติดจั่นเลยทีเดียว



“ฉันแค่จะกลับมาแก้ไขสิ่งที่เคยทำพลาดเอาไว้ เอาน่า ที่รักอย่าโมโหสิ เดี๋ยวแก่เร็วนะ” คนตรงหน้าไม่ได้ใส่ใจกับน้ำเสียงของคนคุ้นเคยที่เคยคุ้นกันเมื่อในอดีตสักเท่าไหร่ ได้แต่ยกแก้วน้ำสีอำพันขึ้นจิบอย่างไม่ทุกข์ร้อนกับท่าทีของอีกฝ่าย



“นายไม่คิดว่ามันสายไปหน่อยหรือไง ที่ทำให้คนคนหนึ่งเหมือนตายทั้งเป็นไปแล้วน่ะ!” แต่ดูเหมือนฝั่งนี้จะไม่เล่นด้วย มือเรียวกำเข้าหากันแน่นอย่างลืมตัวจนเลือดไหลซิบ



“ฉันรู้ แต่ตอนนั้นฉันไม่มีทางเลือกนี่” มือหนาวางแก้วเหล้าลงก่อนจะยกขามาพาดบนโต๊ะอย่างต้องการกวนอารมณ์ฝ่ายตรงข้าม



“ไม่ โฮซอก มึงมีทางเลือก แต่มึงไม่เลือกเอง เพราะมึงมันเห็นแก่ตัวไง! มึงทำให้เด็กคนนึงต้องอยู่กับฝันร้าย ต้องอยู่กับภาพหลอนมากี่ปีแล้วทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้ผิดอะไรเลยด้วยซ้ำ! มึง อึก มึงยังมีความเป็นคนอยู่ไหม! มึงบอกกูมาสิ มึงบอกกูมา!!” น้ำเสียงดังขึ้นตามอารมณ์ของคนพูดที่พยายามควบคุมตัวเอง แต่เริ่มจะยากเต็มที ซอกจินเองที่ตอนนี้สั่นไปทั้งตัว สั่นเพราะหวาดกลัวถึงสิ่งที่เคยทำเอาไว้ในอดีต สั่นเพราะรู้สึกว่าอีกไม่นานเรื่องราวร้าย ๆ จะกลับมาอีกครั้ง สั่นเพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะช่วยอะไรอีกคนได้มากแค่ไหนทั้งที่สัญญากับตัวเองเอาไว้แล้วว่าจะปกป้องดูแลเพื่อชดเชยสิ่งที่เคยทำผิดพลาดไป และสั่นเพราะเขารู้สึกว่าจะต้องสูญเสียอะไรบางอย่างไปอย่างแน่นอน



ทั้ง ๆ ที่น้ำเสียงดูคุกคามแต่แววตากลับสวนทางเมื่อมันเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใสอย่างคนที่พยายามอดกลั้นทุกอย่างเอาไว้ แต่กลายเป็นว่าประโยคถัดมาของอีกคนกลับเป็นเหมือนสิ่งที่ตอกย้ำให้เขารู้ว่า ครั้งหนึ่งเขาเองก็ไม่ต่างจากคนตรงหน้าที่เลือกที่จะเห็นแก่ตัวถึงขั้นทำลายรอยยิ้มของคนคนหนึ่งได้อย่างเลือดเย็น



“แต่ตอนนั้นมึงก็ช่วยกูไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมตอนนี้ถึงมาโทษกูแค่คนเดียวละวะ มึงมันก็เห็นแก่ตัวเหมือนกันนั่นแหละ ซอกจิน แทนที่เราจะเอาแต่โทษกันไปมา เรามาช่วยกันแก้ปมยุ่งเหยิงนี้ให้มันคลายออกไม่ดีกว่าเหรอ ทุกคนจะได้หลุดพ้นจากมันสักที” มือเรียววางแก้วเหล้าลงแล้วสบตากับคนตรงหน้านิ่ง ไม่มีแล้วแววตาน้ำเสียงล้อเล่นเหมือนที่ผ่านมา นี่สินะ ตัวตนของเขา



.....นี่สินะตัวตนของ จอง โฮซอก



“แล้วมึงจะเอาไง จะกลับไปเข้าร่วมกับพวกนั้นอีกเหรอ แต่กูไม่เอาแล้วนะโฮซอก แค่นี้กูก็เหมือนมีนรกติดอยู่ในใจตลอดเวลาอยู่แล้ว แค่นี้กูก็ชดใช้ยังไงก็ไม่หมดแล้ว” ซอกจินทิ้งตัวลงนั่งอย่างหมดแรงก่อนจะซบหน้าลงกับฝ่ามือ ไหล่บางที่สั่นไหวบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวกำลังเผยด้านที่อ่อนแอในจิตใจออกมา ด้านดำมืดที่มีแค่พวกเขาเท่านั้นที่รู้



“กูรู้ซอกจินว่ามึงรู้สึกยังไง กูก็ไม่ต่างกัน ครั้งนี้กูกลับมาแก้ไขจริง ๆ การที่กูหนีไปเรียนด้านนี้มาจนจบก็เพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ กูไม่ได้กลับมาเพื่อทำร้ายใครทั้งนั้น กูแค่...อยากคืนรอยยิ้มให้กับเขา กูอยากเห็นรอยยิ้มเขาอีกครั้ง และกูอยากขอโทษเขา” โฮซอกลุกมานั่งลงข้างซอกจินก่อนจะกอดไหล่อีกฝ่ายเอาไว้แล้วบีบแน่น ๆ อย่างต้องการปลอบใจ



ครั้งนี้เขาไม่ได้กลับมาเพื่อทำตามความคึกคะนองของตัวเองอีกแล้ว แต่เขากลับมาเพื่อต้องการแก้ไขสิ่งที่เขาทำไว้ให้มันดีขึ้น ถึงมันจะไม่หายไปทั้งหมด แต่เขาจะพยายามจนกว่ามันจะดีขึ้น



เขาอยากได้รอยยิ้มนั้นอีกครั้ง รอยยิ้มที่ดูบริสุทธิ์ รอยยิ้มที่เขาไม่เคยได้รับจากใครได้อีกเลย




“เขาเป็นยังไงบ้าง” เสียงทุ้มเอ่ยถามคนในชุดกราวด์ที่ยืนอยู่ข้างเตียงกว้าง หลังจากยืนดูการตรวจสภาพร่างกายของคนบนเตียงจนเสร็จเรียบร้อย ก่อนจะได้รับการรายงานผลตรวจ



“ทุกอย่างเรียบร้อยดีครับ เหลือแค่ปลุกให้เขาตื่นขึ้นมา ผมนี่แทบรอไม่ไหวแล้วครับ” ชายในชุดกราวด์อีกคนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นพร้อมแลบลิ้นเลียริมฝีปากแห้ง ในขณะที่ฝ่ามือถูกันไปมาอย่างคนข่มความอยากของตัวเอง



“อย่างนั้นเหรอ งั้นก็ปลุกเขาขึ้นมาสิ หายมาหลายวันแบบนี้ผู้ปกครองเขาคงเป็นห่วงแย่แล้วละ” น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาราวกับคนรอดูเรื่องสนุกที่กำลังจะเกิดขึ้น



เมื่อหลายวันก่อน ลูกน้องเขารายงานมาว่ามีการเจาะระบบเข้ามายังข้อมูลลับของเขา และดูท่าว่าจะเป็นมืออาชีพมากเสียด้วยทำให้เขาต้องเสียเวลาตามหาอยู่หลายวัน แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถของเม็ดเงินที่จ่ายออกไปหรอกนะ ไหนจะหุ้นส่วนรุงรังอย่างคิมจองฮันนั่นอีกที่รายงานความเคลื่อนไหวของไอ้เด็กเมื่อวานซืนนั้นมาให้เขารู้ เป็นการยืนยันว่าสิ่งที่เขาคิดไว้ไม่ผิด แต่คิดเหรอว่าเขาจะยอมเสียเด็กคนนี้ไปอีกเป็นครั้งที่สองน่ะ



“ครั้งหนึ่งหล่อนมาพรากเธอจากฉันไป แต่ครั้งนี้จะไม่มีใครมาพรากเราจากันได้อีกแล้ว” เสียงเรียบเย็นเอ่ยกระซิบข้างในหูขาวของร่างที่กำลังหลับสนิทอยู่บนเตียง



“เอาละ ปลุกเขาได้แล้ว แล้วเดี๋ยวจะได้ส่งเด็กน้อยกลับบ้านกัน” สิ้นเสียงคำสั่ง คนใส่ชุดกราวด์ตรงหน้าก้มลงกระซิบบางอย่างข้าง ๆ หู ก่อนจะดีดนิ้วดัง ‘เป๊าะ’ หนึ่งครั้ง ตากลมราวลูกแก้วใสก็ลืมขึ้นมาอย่างไร้ความงัวเงียแตกต่างจากอาการของคนเพิ่งตื่นนอนโดยสิ้นเชิง



“สวัสดี คิม แทฮยอง จำฉันได้หรือเปล่า” ตากลมมองตรงไปยังเพดานห้องราวกับตุ๊กตามีชีวิตแต่ไร้จิตวิญญาณ



“ครับ”



“ฉันคือใคร”



“แด๊ด คุณคือแด๊ด” ราวกับตุ๊กตาที่ได้รับการป้อนข้อมูลให้ตอบตามนั้น



“ดีมาก แล้วแด๊ดของหนูชื่ออะไรครับ” เขายิ้มอย่างพอใจเมื่อได้ยินคำเรียกที่เฝ้ารอจากปากคนตรงหน้า



“แด๊ดชื่อ..... ครับ” เสียงหวานเอ่ยอย่างต่อเนื่องราวกับเป็นเรื่องปกติ หากแต่ทุกคนในตรงนี้ต่างรู้ว่านี่ไม่ใช่ มันเกิดจากสิ่งพวกเขาทำลงไปต่างหาก แต่ดูเหมือนสิ่งเหล่านี้จะให้ผลเป็นที่น่าพอใจของคนจ่ายเงิน และนั่นหมายความว่าเม็ดเงินจำนวนมากจะโอนเข้าบัญชีพวกเขาเมื่องานเสร็จสมบูรณ์



“เด็กดี” เขาดึงร่างบางตรงหน้าเข้ามากอดอย่างถวิลหา ในขณะที่แวบหนึ่งดวงตากลมโตราวลูกแก้วกลับฉายแววสับสนระคนระแวงเมื่อกดจมูกลงบนอกแน่นผ่านเสื้อเชิ้ตเนื้อดี



...ไม่คุ้นเคย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ แต่กลับโดนกลบด้วยฝุ่นควันดำมืดที่ทำให้ลืมเลือนอีกครั้ง




เกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่แทฮยองหายไป ถึงแม้ยังไม่รู้แน่ชัดว่าแทฮยองอยู่ที่ไหน แต่เก้าในสิบส่วนเขาเองก็มาไกลแล้วเหมือนกัน เขาได้เอกสารหลายอย่างที่จะใช้เป็นหลักฐานเชือดอีกฝ่ายทิ้ง ถ้ามันจำเป็นเขาก็ต้องทำ ถึงแม้เขาจะไม่อยากยุ่งเพราะมันจะนำความยุ่งยากมาให้เขาในภายหลัง แต่เรื่องบางเรื่องสำหรับคนบางคนก็เป็นข้อยกเว้นที่ไม่ต้องหาเหตุผลมารองรับ



ในขณะที่นั่งคิดอะไรต่าง ๆ นา ๆ อยู่ตรงห้องรับแขกคนเดียว และในห้องครัวกำลังโดนจับจองด้วยอาหลิงที่ไม่ว่ายังไงก็ยืนยันว่าจะทำอาหารให้เขาทาน แต่แล้วจู่ ๆ กลับมีเสียงเปิดประตูดังขึ้น ทำให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นไปมองก่อนจะหันไปสบตากับอาหลิงที่มองมาเหมือนกัน เพราะเพ้นเฮาส์นี้เป็นพื้นที่ส่วนตัวและระบบรักษาความปลอดภัยเป็นเลิศ ทำให้มีไม่กี่คนที่จะผ่านขึ้นมาได้ และหนึ่งในนั้นก็คือ ...

“แทฮยอง !! / คุณหนู!!”




>>>>><<<<<

น้องแทกลับมาแล้วว หนูหายไปไหนมาคะ ? // ยิ้มหวาน

อ่านให้สนุกนะคะ ถ้างานแล้วงง เราก็จะงงไปด้วยกันค่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า

#มิสเตอร์จอน     T : Cactusz_kk


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น