โซซอล
facebook-icon

ซอลลี่นำความสนุกจากซีรีส์เกาหลีสุดฮิต 'What's Wrong with Secretary Kim' มาให้ทุกคนได้อ่านในรูปแบบตัวอักษรกันแล้วค่า~

ตอนที่ 4-1 หัวเย็น ใจร้อน ส่วนหลังเท้าน่ะไฟลุก!

ชื่อตอน : ตอนที่ 4-1 หัวเย็น ใจร้อน ส่วนหลังเท้าน่ะไฟลุก!

คำค้น : เลขาคิม นิยายเกาหลี

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.6k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 22 เม.ย. 2562 14:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4-1 หัวเย็น ใจร้อน ส่วนหลังเท้าน่ะไฟลุก!
แบบอักษร

​#4. หัวเย็น ใจร้อน ส่วนหลังเท้าน่ะไฟลุก!


สามสิบเอ็ดตุลาคม เวลาบ่ายสามโมงเย็น

“ไม่ทราบเหรอครับ”

“อ่า เปล่าค่ะ ทราบดีเลยค่ะ”

“งั้นร้องเลยครับ”

“ภักดีด้วยความมุ่งมั่นและหัวใจดวงนี้ รักชาติเอาไว้แม้ทุกข์หรือสุขใจ ทั้งพื้นที่สาม~พันลี้และดอกมูกุงฮวาอันสวยงาม~ เป็นเกาหลีตลอดไป*”

“พอครับ”

“ฟู่”

“ต่อไปความรู้ทั่วไปด้านเศรษฐกิจนะครับ ช่วยอธิบายสั้นๆ เกี่ยวกับแนช อีควิลิเบรียม** ​ครับ”

โอ้โห… สำเนียงเสนาะหูแล้วก็ลื่นไหลเหมือนน้ำมันกลิ้งอยู่บนกระทะเลยทีเดียว แต่คนเรียนจบจากด้านวรรณกรรมเกาหลีจะตอบเรื่องนี้ได้ยังไงก็ไม่สามารถคาดเดาได้เลย

“คะ?”

“ไม่ทราบเหรอครับ”

“คือ…เปล่าค่ะ ไม่ใช่อย่างนั้น คือ…”

“งั้นทฤษฎีของเกมล่ะครับ”

“ฉัน….”

“ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีหนึ่งพันเก้าร้อยเก้าสิบสามคือใครครับ”

“แค่ก”

ยองจุนนั่งท้าวคางอยู่บนโต๊ะตัวใหญ่ด้วยสีหน้าเหนื่อยอ่อน ลียองจุนมีเสน่ห์มากกว่าข่าวลือที่เคยได้ยินมา แถมความมั่นใจก็มากเกินเหตุด้วยเช่นกัน คำถามอันซับซ้อนและยากจะหาคำตอบได้ถูกเอ่ยถามอย่างต่อเนื่อง บรรยากาศหาเลขาคนใหม่ยังดูไร้ทางออกและตึงเครียด แม้จะเป็นการสัมภาษณ์รอบท้ายสุดก็ตาม ซึ่งผู้สมัครคนที่ยืนอย่างมืดมนอยู่ตรงหน้าเขาเป็นผู้สมัครคนสุดท้ายแล้ว ผู้สมัครที่เข้ามาก่อนหน้านี้ผ่านคำถามน่าปวดหัวพวกนี้ไปได้หมดเลยอย่างนั้นเหรอ

“นกอะไรเร็วที่สุดในโลก”

“อ๊ะ! ข้อนี้ฉันทราบค่ะ! นกผ่านไปในช่วงเวลาแค่หลับตา!***”

เมื่อคำถามที่รู้โผล่ออกมา ผู้สมัครหมายเลขสามจึงส่งเสียงดังตอบออกไปอย่างมั่นใจหลังจากยืนนิ่งมายาวนาน​ ท่าทางคงยังไม่อยากยอมแพ้ทว่าจากภาพรวมดูเหมือนสติของเจ้าตัวน่าจะพังไปแล้ว

“ฮึก…”

“เชิญออกไปได้แล้วครับ”

ยองจุนยกมือนวดขมับทันทีเมื่อผู้สมัครที่เริ่มสะอื้นคนนั้นเดินออกไปจากห้องสัมภาษณ์ จากนั้นก็ทิ้งตัวบนเก้าอี้ เขารู้สึกเหมือนสติจะดับ ร่างกายเจ็บปวดเมื่อยล้าเหมือนถูกเตะต่อยมา อาการเรื้อรังอย่างโรคนอนไม่หลับทำให้เขาพักผ่อนไม่พอ ยองจุนนอนลืมตาตลอดทั้งคืนมาเป็นอาทิตย์แล้ว

“ใครได้รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีหนึ่งพันเก้าร้อยเก้าสิบสามเหรอคะ”

เสียงของมีโซดังขึ้นจากบนศีรษะโดยที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอเข้ามาตอนไหน

ยองจุนจึงดันตัวขึ้นและเงยหน้ามองเธอก่อนจะตอบกลับไปทันที

“ใครจะไปจำเรื่องยิบย่อยพวกนั้น”

“ตายแล้ว จริงด้วยนะคะ ฮ่าฮ่าฮ่า”

มุมปากของมีโซที่กำลังหัวเราะกระตุก

ผู้สมัครที่ผ่านมาจนถึงการสัมภาษณ์รอบสุดท้ายทั้งสามคนมีสภาพไม่ต่างกันนัก ทุกคนต่างออกมาด้วยใบหน้าแดงก่ำและนิ่งอึ้งก่อนจะตามด้วยคำถามของแต่ละคน เช่น ‘แอนติกา บาร์บูดาอยู่ไหนเหรอคะ’ '‘มือที่มองไม่เห็น’ คือมือของใครคะ ไม่ใช่ฉันใช่ไหม’ และคำถามที่มีโซได้ฟังเป็นลำดับสุดท้ายก็คือ ‘ใครได้รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปีหนึ่งพันเก้าร้อยเก้าสิบสามเหรอคะ หัวหน้าทราบหรือเปล่าคะ’ ซึ่งนอกจากคำตอบของข้อที่ว่า มือที่มองไม่เห็น อันเป็นหลักการทางเศรษฐศาสตร์ของอดัม สมิธแล้วมีโซเองก็ไม่รู้คำตอบข้ออื่นเลยเช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่เหมือนจะรู้แน่ชัดก็คือจุดประสงค์ของผู้ที่ถามสิ่งเหล่านี้ออกมานั่นแหละ

“เฮ้อ”

มีโซถอนหายใจยาว ชตั้งใจว่าจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็รู้สึกถึงอะไรแปลกๆ ได้ก่อน เธอมองหน้าของยองจุนครู่หนึ่งพร้อมกับถามบางอย่างขึ้น

“ท่านรองประธาน ไม่เป็นอะไรจริงๆ เหรอคะ”

“พูดถึงเรื่องอะไรตั้งแต่เมื่อกี้แล้วเนี่ย ฉันทำไม”

“สีหน้าคุณไม่ค่อยดีตั้งแต่เช้าแล้วนะคะ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่าคะ”

ยองจุนมองสีหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วงของมีโซแล้วเลือกจะยกมือปัดไปมาคล้ายรำคาญใจเพื่อปฏิเสธว่าเขาไม่เป็นอะไร ก่อนจะหันหน้ากลับมา

“ก็แค่เหนื่อยเฉยๆ ไง”

“แค่เหนื่อยจริงๆ เหรอคะ”

“ใช่”

“เอ๊ จริงเหรอคะ ข้ออ้างมากกว่ามั้งคะที่ว่าเหนื่อย คงไม่ใช่ว่านอนไม่หลับเพราะเสียใจเรื่องฉันจะลาออกหรอกนะคะ ฮ่าๆๆ”

ยองจุนเจ็บแปลบ เขารีบปรับสีหน้าให้นิ่งเฉยที่สุดแล้วย้อนกลับ

“ใครเสียใจ”

“โถ่ น้อยใจเลยนะคะเนี่ย ฉันเองก็เสียใจนิดหน่อยนะคะ”

ยองจุนยืดตัวขึ้นและพิงหลังลงบนพนักเก้าอี้

มีโซเห็นว่าผู้เป็นเจ้านายนิ่งเงียบไม่พูดอะไรเลยอยู่ครู่หนึ่งเพราะน่าจะกำลังคิดเรื่องบางอย่างอยู่ เธอก็เลยไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกและตั้งใจว่าจะเดินกลับไปโต๊ะทำงานของตัวเอง

แต่ช่วงเวลาเดียวกับที่เธอจับลูกบิดประตู ยองจุนก็เรียกเธอด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

“เลขาคิม”

“คะ?”

มีโซจับความรู้สึกได้จากน้ำเสียงว่าคงเป็นเรื่องจริงจัง เธอจึงกลับมายืนตรงหน้าโต๊ะทำงานของเขาอีกครั้งด้วยท่าทางสุภาพเรียบร้อย

“เลขาคิมเองก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้ว”

“เรื่องไหนคะ”

“ฉันไม่ใช่คนที่จะให้โอกาสใครเป็นครั้งที่สอง เด็ดขาด”

“ค่ะ ฉันทราบค่ะ”

“แต่ว่า”

ยองจุนขมวดคิ้วเล็กน้อย มันเป็นนิสัยที่เขามักจะทำเสมอเมื่อรู้สึกเสียความมั่นใจหรือต้องทำสิ่งที่ไม่อยากทำ

“สำหรับเลขาคิมแล้ว ฉันจะให้โอกาสพิเศษอีกครั้ง ใช้โอกาสที่มีอีกรอบนี้ไปคิดให้ดีแล้วค่อยตัดสินใจใหม่”

การทำท่าทางหยิ่งยโสพูดกับคนที่ต้องการลาออกเอง ไม่ใช่คนที่ถูกไล่ออก ทำให้คนฟังรู้สึกแปลกใจไม่น้อยว่ามันเป็นบุญคุณอันยิ่งใหญ่อะไรกัน หากผู้ชายตรงหน้าไม่ใช่ยองจุนแล้วล่ะก็ เธอคงได้หัวเราะเยาะออกมาแล้ว

“หมายถึงอะไรคะ…”

ยองจุนมองมีโซที่หัวเราะเบาๆ และถามกลับ จากนั้นเขาจึงพูดต่ออย่างช้าๆ และชัดเจน

“ฉันจะเลื่อนตำแหน่งให้เป็นกรรมการบริษัท แต่ถ้างานหนักไปก็หาเลขาไว้ช่วยงานส่วนของมีโซอีกสักคน พอเลื่อนตำแหน่ง ทางบริษัทก็ต้องให้รถ แต่ถ้าเธออยากได้ ฉันจะเอาเงินส่วนตัวของฉันเตรียมบ้านหลังใหญ่ไว้ให้ด้วยก็ได้ หนี้ค้างไว้อีกเท่าไหร่นะ ฉันจะช่วยเรื่องนั้นให้ด้วย ต้องการอะไรบอกได้เลยไม่ต้องเกรงใจ แค่ต้องทำงานต่อก็พอ”

“ว้าว”

มีโซยังคงมองยองจุนพร้อมสีหน้าเปื้อนรอยยิ้ม เธอหยุดคิดไปสักพักราวกับกำลังคิดคำนวณแล้วตามด้วยคำพูดต่อมา

“สุดยอดไปเลยนะคะ”

“บอกเลยว่าทำที่ไหนก็ไม่ได้แบบนี้”

“แน่นอนอยู่แล้วค่ะ”

“แล้วจะไปที่ไหนก็คงไม่เจอผู้ชายสมบูรณ์แบบอย่างฉันอีกแล้ว”

“ค่ะ เรื่องนั้นมันแน่นอนที่สุดเลยค่ะ”

“ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าเหตุผลส่วนตัวจริงๆ ของเลขาคิมคืออะไร แต่ยอมแพ้ซะตั้งแต่ตอนนี้เถอะ ค่าเสียโอกาสมันแพงนะ”

มีโซมองยองจุนที่พูดอย่างชัดเจนด้วยรอยยิ้มละไม ก่อนจะหยิบแท็บเล็ตพีซีขึ้นมาเปิดเคสออกแล้วหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากในนั้นวางมันลงบนโต๊ะ

ซองกระดาษสีขาวไร้ฝุ่นเกาะที่บนซองถูกเขียนไว้ด้วยภาษาเกาหลีสามพยางค์

ใบลาออก

เมื่อมีโซเห็นผู้เป็นเจ้านายคลายปมคิ้วที่ขมวดไว้พักใหญ่ เธอจึงเอ่ยคำพูดต่อมา        

“ขอโทษนะคะ”

“อ่า ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ไม่ต้องคิดมาก”

“ฉันขอโทษจริงๆ นะคะ”

“ไม่ต้องขอโทษหรอก รั้งยังไงคนจะไปก็คงไปอยู่ดี แต่อย่ากลับมาตื้อเพราะเสียดายทีหลังแล้วกัน”

มีโซยิ้มหวานแล้วตอบกลับยองจุนที่ตั้งใจทำหน้าราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไรด้วยน้ำเสียงสดใส

“ขอบคุณค่ะ”

“อืม”

“และเพราะอย่างนั้น การสัมภาษณ์รอบต่อไป ท่านรองต้องไม่แกล้งถามให้คนตอบไม่ได้นะคะ ตกลงไหมคะ”

“อ่า จะพยายามแล้วกัน”

หลังจากนั้นมีโซจึงเบนสายตาไปเช็กตารางงานของวันพรุ่งนี้ทำให้เธอไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่ามุมปากของยองจุนที่ปิดสนิทอยู่กำลังสั่นไหวอย่างรุนแรงแค่ไหน

“นี่งานวันพรุ่งนี้ค่ะ เพราะว่าจะยุ่งมากตั้งแต่เช้าตรู่ ดังนั้นคืนนี้ห้ามดื่มหนักนะคะ แต่ถึงวันนี้ท่านรองจะไปเที่ยวจนดึกดื่นก็ห้ามเรียกฉันมาขับรถให้เด็ดขาดนะคะ วันนี้ฉันจะปิดเครื่องนอนค่ะ ฮ่าๆๆ”

มีโซหัวเราะอย่างร่าเริงแล้วหันหลังก้าวเดินเพื่อเตรียมกลับไปยังโต๊ะ ทว่ายองจุนก็เรียกเธออีกครั้งในช่วงขณะที่เธอจับลูกบิดประตู

“เดี๋ยว มีอีกอย่าง”

“คะ?”

“เรื่องนั้นหมายความว่าไง”

“เรื่องไหนคะ”

“ที่บอกว่าจะลาออกไปตามหาชีวิตน่ะ”

“ค่ะ”

“หมายถึงอะไร อธิบายให้ชัดเจนที”

เมื่อได้ยินคำถามที่ดูจริงจังต่างจากปกติของยองจุน มีโซจึงตอบออกไปอย่างใจเย็น

“ที่ผ่านมาฉันใช้ชีวิตโดยทำแต่งานตลอด ก็เลยอยากมีเวลาของตัวเองบ้างค่ะ แล้ว…”

“แล้ว?”

“ตอนนี้ฉันเองก็อยากมีคนรักแล้วก็แต่งงานด้วยน่ะค่ะ อายุตั้งยี่สิบเก้าแล้ว”



กลับมาวันที่สามสิบเอ็ด ตุลาคม เวลายี่สิบสองนาฬิกา สามสิบนาที ณ คาริบเบี้ยนเลานจ์ สระว่ายน้ำกลางแจ้งของโรงแรมกึกดง

ยองจุนขยี้ผมพร้อมกับลุกขึ้นนั่งและถอนใจเฮือกใหญ่ บ่นพึมพำเหมือนคนเพิ่งทำอะไรหายไป

“เลขาคิม…”

ยองจุนเห็นว่ากลุ่มเพื่อนกำลังมองมาทางเขาที่ทำสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ แต่ก็สัมผัสได้เพียงสายตาเท่านั้น เพราะเขาแทบแยกไม่ออกว่าใครเป็นใครบ้าง ณ ตรงนั้น ทุกอย่างต่างพันกันยุ่งเหยิงอยู่ภายในหัว ในใจก็รู้สึกอึดอัดจนจะเป็นบ้าเหมือนถูกซอสจาจังมยอน**** เหนียวข้นปาใส่ในช็อตเดียว

“เลขาคิม… อยู่ๆ ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะ”

และตอนนี้ยองจุนเพิ่งจะรู้เหตุผลว่าทำไมหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา เขาถึงนอนไม่หลับแบบนั้น

เวลาของตัวเอง คนรัก แต่งงาน มีโซพูดถึงเรื่องพวกนั้นโดยไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น แล้วที่ยิ่งแย่กว่าคือ เหมือนในชีวิตของเธอที่พูดมาดูจะไร้สิ่งที่มีชื่อเรียกว่า ‘ลียองจุน’ อย่างสิ้นเชิง

“เพราะอะไรถึงกลายเป็นแบบนั้นนะ”

หลังจากเหม่อมองอย่างไร้ทิศทางยังจุนก็เริ่มตั้งสติได้ เขายืนโพสท่าอย่างสง่างามก่อนชี้นิ้วไปยังหญิงสาวที่กำลังนั่งอยู่บนพื้นอย่างจีรัน

“เธอ”

“คะ?”

“ฉันดูเป็นยังไง”

“พี่… พี่พูดอะไรแปลกๆ”

“ฉันถามว่าดูเป็นยังไง”

จีรันที่ไม่รู้จริงๆ ว่าอีกฝ่ายต้องการคำตอบแบบไหนได้แต่นั่งนิ่งอึ้ง ก่อนจะค่อยๆ เรียงคำพูดแล้วตอบกลับไปอย่างระมัดระวัง

“พี่เป็นอัจฉริยะ แล้วก็รวยด้วย เก่งจนบริหารบริษัทใหญ่ๆ ขนาดนั้นได้…”

โอ้ บางทีนี่คงเป็นคำตอบที่เขาอยากจะได้ยินยองจุนถึงมีสีหน้าอ่อนลง และจีรันเองก็ดูชอบใจที่จับทางเขาเธอเลยพูดต่อด้วยเสียงที่สูงขึ้นกว่าเดิม

“พี่ทั้งตัวสูงแล้วก็หล่อ มารยาทดี พูดก็เก่ง มีเสน่ห์มากๆ แล้วก็… เซ็กซี่ด้วย”

จีรันส่งสายตาแฝงความหมายพร้อมกับขยิบตาให้ชายหนุ่มแล้วค่อยๆ ขยับตัวเข้ามาใกล้ เธอเอามือไปวางไว้ใกล้ๆ ข้อเท้ายองจุนและเริ่มพูดต่อ

“พี่คะ แล้วเมื่อไหร่จะให้ฉันได้เห็นเรื่องดีๆ พวกนี้บ้างล่ะคะ ฉันต้องพยายามอีกแค่ไหน…”

“ก่อนหน้านี้เธอไม่ได้รับคำเตือนจากเลขาคิมเหรอ”

“หื้อ คำเตือนอะไร…”

“เธอควรจะรู้ว่าห้ามแตะต้องตัวฉันเด็ดขาด”

จีรันรีบดึงมือออกอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นสายตาที่จ้องเขม็งอย่างน่ากลัวเหมือนจะจับเธอกินของยองจุน ซึ่งมันตามมาด้วยคำถามที่ไม่อาจรู้จุดประสงค์ของเขาอีกครั้ง

“เปลี่ยนคำถาม เธอจะมองผู้ชายคนอื่นอีกไหม ถ้ามีคนอย่างฉันอยู่ตรงหน้า”

จีรันทำตาโต เธอรีบส่ายหน้าและตอบทันที

“ไม่ ไม่มีทาง! เด็ดขาด นอกจากพี่แล้ว ฉันก็จะไม่มองผู้ชายคนอื่นทั้งนั้น!”

“ใช่ไหมล่ะ”

“แน่นอน”

“ใช่! ไม่มองฉัน แล้วจะไปมองคนอื่นได้ไง!”

“อื้อ!”

“แต่ว่า…”

ชายหนุ่มหยุดคำพูดลงแล้วก็เริ่มเสยผมขึ้นไปอีกครั้ง เขาสั่นขาด้วยท่าทางที่ดูไม่มั่นใจพลางบ่นพึมพำอย่างไม่สมกับเป็นลียองจุน

“แล้วเลขาคิมเป็นอะไรไปนะ ทำไมเลขาคิมถึงเป็นแบบนั้นกัน”

เลขาคิม เลขาคิม เลขาคิม คำทั้งหมดนั้นถูกพูดซ้ำไปซ้ำมาเหมือนจงใจพูดย้ำกับตัวเอง

“เธอเป็นผู้หญิงเหมือนกันก็ต้องรู้สิ พูดมา! บอกมาเร็ว!”

หลายคนเริ่มนั่งไม่ติดที่เมื่อเห็นท่าท่างยองจุนตะโกนออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่เกร็งขึ้นมาจากท้องน้อย ผู้ชายคนนี้เป็นบ้าไปแล้วเหรอ อยู่ๆ ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้

“ฉัน…ฉันจะรู้ได้ยังไงกัน เรื่องแบบนั้นต้องไปถามเองสิ”

“ถามเองเหรอ เหอะ อ่า... เสียหน้าหมด…”

ยองจุนดูจะเอาชนะอารมณ์ของตัวเองไม่ได้ เขาลุกขึ้นมานั่งบนโซฟาอีกครั้งแล้วทำแบบนี้ซ้ำๆ สลับไปมาจนนับรอบไม่ถ้วน สุดท้ายจบด้วยการเงยหน้ามองท้องฟ้าพร้อมกับร้องตะโกนออกมา

“อ๊ากกก! คิมมีโซ เธอทำให้ฉันเป็นแบบนี้ได้ยังไงงงง!”


* ท่อนสุดท้ายของเพลงชาติเกาหลี

** จุดดุลยภาพของแนช

*** 눈 깜짝할 새 เป็นสำนวนในภาษาเกาหลีแปลว่า ช่วงเวลาเพียงพริบตาเดียว

**** บะหมี่ดำของเกาหลี

ความคิดเห็น