โซซอล
facebook-icon

ซอลลี่นำความสนุกจากซีรีส์เกาหลีสุดฮิต 'What's Wrong with Secretary Kim' มาให้ทุกคนได้อ่านในรูปแบบตัวอักษรกันแล้วค่า~

ตอนที่ 3-2 รูปเมื่อนานมาแล้ว

ชื่อตอน : ตอนที่ 3-2 รูปเมื่อนานมาแล้ว

คำค้น : เลขาคิม นิยายเกาหลี

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.8k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 22 เม.ย. 2562 14:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3-2 รูปเมื่อนานมาแล้ว
แบบอักษร

ระหว่างที่ยองจุนเดินเข้าไปในห้องทำงาน เลขาคิมนั่งอยู่ที่โต๊ะของตัวเองในห้องเลขา เธอกำลังก้มมองบางสิ่งบางอย่างอยู่พร้อมยิ้มอย่างละมุนละไม ก่อนจะลุกขึ้นอย่างพรวดพราดทันทีเมื่อได้ยินเคาะเสียงประตู ยองจุนชำเลืองมองไปบนโต๊ะ แล้วถามออกมา

“ดูอะไรอยู่เหรอ”

“อ๋อ รูปสมัยก่อนน่ะค่ะ”

ยองจุนจึงค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปใกล้กับโต๊ะของมีโซแล้วยิ้มเบาๆ ออกมาเมื่อค้นพบว่ารูปสมัยก่อนที่ว่าคือรูปอะไร

รูปภาพเมื่อเก้าปีก่อนสมัยที่พวกเขาสองคนยังไม่ได้กลายเป็นคู่หูกัน ทั้งคู่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามที่ค่อนข้างห่างไกลกันบนโต๊ะยาวของร้านอาหารญี่ปุ่นในงานเลี้ยงบริษัทและหันมองคนละทิศคนละทาง

ยองจุนมองรูปนั้นอย่างพิจารณา เพราะเขารู้สึกไม่คุ้นเคยกับภาพลักษณ์ของมีโซในรูปแต่ไม่รู้ว่าตรงไหน ก่อนจะค้นพบเหตุผลในภายหลัง

“ตอนนั้นเลขาคิมเด็กขนาดนี้เลยเหรอ”

“อืม… ก็ตอนนั้นเพิ่งจบมัธยมปลายนี่คะ”

หน้าตาอ่อนวัย ความยาวของผมที่ดูคลุมเครือจะสั้นก็ไม่สั้น จะยาวก็ไม่ยาว การแต่งกายเฉิ่มเชยไม่ทันยุคสมัย มีโซในวัยยี่สิบที่ดูเป็นเด็กกะโปโลในวันนั้นเติบโตกลายเป็นสาวสวยทั้งหน้าและกิริยามารยาท ตลบอบอวนไปด้วยความงดงาม

“รูปนี้ถ่ายเมื่อไหร่นะ”

“อ๋อ ถ่ายตอนทำงานวันแรก หลังจากได้รับตำแหน่งเลขาของท่านรองอย่างเป็นทางการค่ะ ตอนนั้นไม่มีจุดวางกล้อง ฉันก็เลยวางไว้บนโต๊ะเครื่องสำอางน่ะค่ะ มุมมันเลยไม่ดี ถ่ายออกมาเอียงๆ ค่ะ ฮ่าๆๆ”

ในรูปภาพมีโซอยู่ในสถานที่ที่ดูแล้วน่าจะเป็นบ้าน เธอชูสองนิ้วพร้อมกับยิ้มกว้างสดใส แล้วก็อาจเป็นเพราะไม่ได้สนใจวอลเปเปอร์พื้นหลังนักเลยถ่ายจนเห็นด้านข้างของผนังที่หลุดรุ่งริ่งมาด้วยแบบนั้น

มีโซเล่าว่าเธอถูกไล่ออกจากที่นั่นในวันที่ได้รับผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย พ่อของเธอเปิดร้านเครื่องดนตรีขนาดใหญ่ในย่านทำเลทองแต่กลับถูกโกงจนเกิดเรื่อง ท่านจึงอดกลั้นความแค้นไว้ไม่ได้ไล่ตามหาคนโกงไปทั่วประเทศอย่างกับคนบ้า ซึ่งนั่นทำให้มีโซต้องเริ่มหางานทำเพื่อประทังชีวิตตัวเองในเดือนนั้นเอาไว้ทันที

ผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยของเธออยู่ในระดับสูงของประเทศด้วยคะแนนอันดับหนึ่ง ถึงแม้จะมีหลายๆ มหาวิทยาลัยจะมอบทุนการศึกษาให้จนกระทั่งเรียนจบ แต่เรื่องจริงก็มักจะต่างกับทฤษฎีอยู่เสมอ ทั้งหนี้ล้นตัวของผู้เป็นพ่อ ไหนจะทั้งค่าเทอม ค่าหอ ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของพี่สาวสองคนที่กำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยแพทย์เอกชนในต่างจังหวัดอีก ถึงพี่ๆ ทั้งสองคนจะรับสอนพิเศษเป็นพาร์ทไทม์เยอะแค่ไหน มันก็ไม่เพียงพอกับทุกอย่างอยู่ดี นอกจากนั้นยังไม่มีคนห้ามหรือรั้งคนที่พลาดพลั้งทุกอย่างในชีวิตอย่างพ่อไว้ได้อีกด้วย เพราะคุณแม่ของมีโซเสียชีวิตไปด้วยโรคประจำตัวตั้งแต่เธอยังเด็กๆ

เธอจึงเลือกพับเก็บการเรียนต่อแพทย์ในระดับมหาวิทยาลัยเอาไว้ ตอนนั้นคนร้องไห้หนักที่สุดกลับไม่ใช่ทั้งคนในครอบครัว หรือตัวมีโซเอง แต่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของเธอ ซึ่งแค่เพียงได้ฟังก็พอสันนิษฐานได้ว่าช่วงเวลานั้นมันย่ำแย่มากแค่ไหน

มีโซล้มเลิกความคิดเข้ามหาวิทยาลัยไว้แต่เนิ่นๆ ตั้งแต่ก่อนเขียนใบสมัคร ก่อนจะเธอก็เริ่มทำงานพิเศษในสำนักงานทนายความในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปีนั้น ทนายความเห็นเธอท่าทางขยันขันแข็งทำงานเป็นอย่างดีจึงแนะนำผ่านทางบริษัทหางานให้เธอได้ทำงานตำแหน่งในส่วนเลขาชั่วคราวของผู้บริหารบริษัทยูอิลกรุ๊ป

ซึ่งตอนนั้นตรงกับช่วงที่ยองจุนจบการศึกษาจากต่างประเทศและกลับมาสะสมประสบการณ์ทำงานในเกาหลีพอดี ทั้งคู่จึงได้เจอและถ่ายภาพด้วยกันในงานเลี้ยงบริษัท

“วันนั้นฉันเจอท่านรองเป็นครั้งแรกค่ะ ความประทับใจแรกตอนเจอนี่อธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้เลยล่ะค่ะ”

มีโซหัวเราะปิดปากทันทีเมื่อเห็นว่ายองจุนมองด้วยสีหน้าเคลือบแคลงใจ มันเป็นความคิดที่ว่า ‘ดูน่าหมั่นไส้จนไม่โอเค แต่ก็ไม่ถึงกับแย่ขนาดนั้น’ แต่เธอคิดว่าคงไม่ควรพูดออกไป

“หมายถึงอะไรกัน”

“ก็นั่นแหละค่ะ โอ๊ะ! แล้วจำเหตุการณ์หน้าห้องน้ำวันนั้นได้ไหมคะ”

“เหตุการณ์หน้าห้องน้ำงั้นเหรอ”

“ก็ที่ฉันยืนสั่นงกๆ อยู่หน้าห้องน้ำเพราะเข้าไปไม่ได้ยังไงคะ”

“งั้นเหรอ”

“เอ๊ ไม่น่าจะจำไม่ได้นะคะ”

ในงานวันนั้นมีโซออกมาข้างนอกระหว่างที่งานเลี้ยงกำลังสนุกได้ที่ แต่เธอกลับยืนอยู่หน้าทางเข้าห้องน้ำอย่างทำอะไรไม่ถูก

สำหรับเด็กสาวผู้ไม่เคยแตะเหล้าเข้าปากมาก่อน มันจึงค่อนข้างยากกับการต้องดื่มเบียร์สองแก้วที่ถูกเจ้านายวัยใกล้ปลดเกษียณส่งต่อให้ และเธอกำลังอยู่ในช่วงนับถอยหลังอย่างถึงที่สุดเพราะกระเพาะปัสสาวะอยู่ในจุดเดือดแบบใกล้จะระเบิดออกมาแล้ว

แต่บางสิ่งที่อยู่หน้าห้องทำให้เธอไม่สามารถเข้าไปในนั้นได้ มีแมงมุมหนึ่งตัวที่กำลังสร้างใยอย่างแข็งขันอยู่บนด้านหนึ่งของประตูทางเข้า

มีโซมีอาการกลัวแมงมุมอย่างรุนแรงมาตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ ทว่านานมากแล้ว โดยเฉพาะแมงมุมที่ห้อยตัวต่องแต่งอยู่ตรงปลายสุดของเส้นใย แค่เห็นแบบนั้นอย่าว่าแต่ขยับตัวเลย แม้กระทั่งการหายใจเธอก็ทำไม่ได้ด้วยซ้ำ

“อยู่ๆ ฉันก็ได้ยินเสียงรองเท้าดังตึกตึกจากทางด้านหลัง พอหันไปก็เจอท่านรองอยู่ตรงนั้นพอดีค่ะ”

“ฉันเหรอ”

“ค่ะ พอสบตา ท่านรองก็ถามชื่อฉันด้วยนะคะ”

ขณะนั้นบนหน้าผากของมีโซผู้โฟกัสสายตาอย่างไร้ทิศทางก็มีเส้นเอ็นปูดนูนขึ้นมา

“แล้วหลังจากนั้นท่านรองก็…”

สีหน้าเรียบนิ่งอย่างไร้ความรู้สึกของยองจุนที่มองมาตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากวันนั้นเลยสักนิดเดียว

“เดินผ่านไปเลยค่ะ”

“เหรอ”

อึ้งกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว การตอบรับโดยไร้ความรู้สึก นี่แหละลียองจุน

“ไม่ใช่คำว่า ‘เหรอ’ สิคะ! แค่หันมาถามแล้วก็ฟิ้ว เดินหนีไปเฉยๆ เลยนะคะ ถึงฉันจะเพิ่งพูดตอนนี้ แต่จริงๆ  ถ้าเห็นคนยืนตัวสั่นอยู่ตรงนั้นก็น่าจะถามหน่อยสิคะว่าเป็นอะไร จริงไหมคะ”

“ก็ไม่อยากรู้นี่นา”

“โอ้โห...”

“แล้วทำยังไงกับแมงมุมตัวนั้นล่ะ”

“ก็ไม่รู้จะทำยังไง เลยขอให้พนักงานของร้านมาจับออกไปให้ค่ะ พระเจ้าไม่มีอยู่จริงอย่างที่ว่าเลย”

“ยังกลัวแมงมุมอยู่ไหม”

“ค่ะ ทำยังไงก็ไม่หายดีสักที”

“อืม...”

ยองจุนหยิบรูปใบนึงขึ้นมาจากบรรดาหลายๆ รูปที่วางอยู่บนโต๊ะ เป็นรูปที่มีพื้นหลังเป็นตึกโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย ซึ่งในภาพมีโซกำลังควงแขนผู้หญิงสวมเสื้อกาวน์สองคนเอาไว้ด้วยรอยยิ้มสดใส

“พี่ๆ เหรอ”

“ค่ะ พี่สาวคนโตทำงานเป็นวิสัญญีแพทย์ในโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย ส่วนพี่คนรองอยู่แผนกอายุรศาสตร์ค่ะ คนนี้ที่ใส่แว่นคือพี่คนโตชื่อพิลนัม ส่วนคนตัวไม่สูงแล้วก็ท้วมๆ หน่อยเป็นคนรองชื่อมัลฮีค่ะ”

“คุณพ่อทำได้ยังไงกันนะ พอเข้าใจแล้วทำไมเลขาคิมถึงชื่อมีโซ*”

กระทั่งลูกคนที่สามก็เป็นผู้หญิง

“คะ?”

มีโซทำตาโตเงยหน้ามองผู้เป็นเจ้านาย เธอดูไม่เข้าใจคำพูดของยองจุนนัก

“ไม่มีอะไรหรอก”

มีโซมองยองจุนต่ออีกพักนึงแล้วทำสีหน้าเหมือนอยากพูดว่าทำไมคนคนนี้ถึงได้พูดเรื่องอะไรแบบนี้ขึ้นมากัน เธอเบนสายตาไปยังรูปถ่ายเก่าๆ อีกครั้งก่อนจะหยิบภาพอีกใบหนึ่งขึ้นมา

“นี่ตอนเดินทางไปต่างประเทศค่ะ”

รูปถ่ายก่อนเดินทางออกจากสนามบินอินชอน ในรูปมีโซยิ้มอย่างอ่อนโยนเหมือนเดิม แต่ดวงตาของเธอกลับบวมเป่งเหมือนคนถูกต่อยมาไม่มีผิด ปลายจมูกก็เป็นสีชมพูจัดด้วย

“วันนั้นเลขาคิมร้องไห้ใช่ไหม”

“นิดหน่อยค่ะ”

“ทำไมล่ะ”

“อืม... ไม่รู้สิคะ ถึงจะไปแค่ชั่วคราว แต่ก็กลัวการออกไปจากบ้านเกิด แล้วก็รู้สึกผิดกับครอบครัวนิดหน่อยด้วย คง... รู้สึกประมาณนั้นค่ะ”

ตอนนั้นเป็นช่วงการทำงานสามเดือนแรก รุ่นพี่ในทีมเลขาคนหนึ่งเรียกมีโซไปแอบกระซิบบอกข่าวว่าตอนนี้กำลังหาเลขาเพื่อไปช่วยงานลียองจุนในระหว่างที่เขาต้องไปศึกษาดูงานที่ต่างประเทศ ถึงจะบอกว่าแค่สองปี แต่แน่นอนว่าการไปทำงานในประเทศที่เราไม่รู้ภาษามันก็ต้องมีความยากลำบาก ทว่าสุดท้ายยังไงก็ได้รับสิ่งที่ดีตอบแทนมา

ถึงเธอจะเรียนเก่งแค่ไหนในช่วงมัธยมปลาย แต่ก็มีเพียงวุฒิมัธยมปลายเท่านั้น แถมประสบการณ์งานเลขาก็มีเพียงแค่สามเดือน ด้วยคุณสมบัติเพียงแค่นั้นยังไงก็ไม่มีทางจะได้โอกาสรับเลือกให้เป็นผู้ช่วยของทายาทท่านประธานอยู่แล้ว ทว่าเธอก็เกิดความโลภรู้สึกอยากเพิ่มฐานค่าตอบแทนขึ้นมา ถึงจะต้องทำงานหนึ่งวันทั้งยี่สิบสี่ชั่วโมงจนหัวหมุนแบบไม่ได้นอนพัก แต่รายได้ประจำปีที่จะได้รับเป็นค่าตอบแทนมันก็จะมากมายจนสามารถทดแทนทุกอย่างได้

มีโซจึงยื่นใบสมัครพร้อมความคิดที่ว่า ‘อย่างน้อยก็ไม่ขาดทุนอะไร’ โดยไม่คิดว่าจะผ่านการคัดเลือกด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้มาลองย้อนคิดอีกทีก็อาจจะเป็นการช่วยเหลือจากพระเจ้าก็ได้

“ใช้หนี้หมดหรือยัง”

“ยังค่ะ”

“ใช้ไม่หมดแล้วยังคิดจะลาออกอีกเหรอ”

“เป็นห่วงเหรอคะ”

“ใครห่วง”

มีโซยิ้มหวานและพูดต่อหลังจากยองจุนเถียงกลับ

“พี่ๆ เองก็ช่วยกันอยู่ หนี้ก้อนใหญ่เลยลดลงเยอะแล้วค่ะ ทุกอย่างเริ่มเข้าที่ขึ้นเยอะ ฉันเลยไม่ได้ยื่นมือเข้าไปช่วยตั้งแต่เดือนก่อน ส่วนที่เหลือตอนนี้พี่ๆ บอกว่าจะเป็นคนจัดการกันเองค่ะ”

ยองจุนมีสีหน้าไม่ชอบใจนักเมื่อได้ยินคำตอบ

เขาเงียบไปสักพักเหมือนคนหาคำพูดไม่เจอก่อนจะพึมพำเงียบๆ คนเดียวหลังวางรูปลง

“เก้าปีแล้ว จะแต่ก่อนหรือตอนนี้ก็หน้าไม่เปลี่ยนเลยนะ”

ตั้งแต่พวกรูปที่ถ่ายช่วงเรียนรู้งานที่ต่างประเทศหลายต่อหลายที่ในระยะเวลาสองปีจนถึงช่วงหลังจากยองจุนเข้ามาบริหารงานอย่างเป็นทางการในบริษัท และกระทั่งถึงตอนนี้ใบหน้าของมีโซยังคงเหมือนเดิมเสมออย่างที่เขาพูดไว้ รอยยิ้มหวานละมุนละไมและเต็มไปด้วยความอ่อนโยนตลอดเวลา

“จริงเหรอคะ”

“อืม”

“ท่านรองประธานเองก็เหมือนตอนนั้นเลยค่ะ”

เว้นแต่เรื่องผมหงอกขึ้นนะคะ

“เหมือนตอนนั้นงั้นเหรอ นี่ล้อกันเล่นรึเปล่า เลขาคิมจะคิดยังไงไม่รู้ แต่ฉันน่ะ พัฒนาขึ้นมากกว่าแต่ก่อนอยู่แล้ว”

มันก็จริงอย่างที่ว่า ทั้งภูมิฐานมากขึ้น รูปร่างดีขึ้น ตำแหน่งในบริษัทสูงขึ้น รวมถึงทรัพย์สมบัติมากยิ่งขึ้น จึงไม่แปลกเลยกับการที่อีกฝ่ายจะพูดว่าตัวเองดีขึ้นกว่าเดิม เว้นก็แต่คำพูดชื่นชมทั้งหมดดันออกมาจากของเจ้าตัวเองนั่นแหละ เรื่องความมั่นใจมากจนแทบแตะถึงฟ้าของเขาคงต้องเอาไว้พูดถึงกันอีกที

“เก้าปีที่ผ่านมา ไม่สิ ทุกๆ ช่วงเวลาตั้งแต่เกิดมาจนถึงทุกวันนี้ ทุกนาที ทุกวินาที มันไม่เคยไร้ประโยชน์เลยสักวินาทีเดียว”

มีโซเก็บรูปทั้งหมดบนโต๊ะจัดการรวบมันไว้ด้วยกันจนเสียงดังตักตักแล้วหันมามองยองจุน

“ตามคำพูดของท่านรองเลยค่ะ”

“ตกใจนะที่มีช่วงน่าเบื่อสำหรับเลขาคิมด้วย ไม่ใช่ว่าไม่ตั้งใจทำงานหรอกเหรอ”

“หมายถึงอะไรกันคะ”

“ถ้าจะลาออกเพราะเบื่องาน ก็ต้องกลับมาตั้งใจทำงานให้เต็มที่อีกครั้งสิ”

มีโซหัวเราะเบาๆ เมื่อได้ยินคำพูดชวนแสบร้อนใจของยองจุนก่อนรีบเอ่ยขอโทษพร้อมผงกศีรษะเบาๆ

“ขออภัยที่หัวเราะค่ะ แต่ท่านรองประธานน่าจะรู้ดีกว่าใครนะคะว่าที่ผ่านมาฉันไม่เคยขี้เกียจ แล้วก็ตั้งใจทำงานทุกอย่างมากแค่ไหน”

“แล้วปัญหามันคืออะไรกันแน่ล่ะ”

“ฉันเคยบอกไปแล้วนะคะ”

ยองจุนจึงมองเธอด้วยสายตายากจะเข้าใจ ขณะเดียวกันมีโซเก็บรูปถ่ายทั้งหมดเข้าในซองก่อนจะดันไว้อีกด้านของโต๊ะจนเห็นว่าลิ้นชักที่ถูกเปิดอยู่ถูกจัดระเบียบอย่างดี อุปกรณ์ในสำนักงานชิ้นเก่าๆ รวมถึงของไม่ได้ใช้งานถูกทิ้งลงถังขยะจนแทบล้น เธอคงกำลังจัดเก็บโต๊ะทำงานอยู่แน่นอน

“รับไว้ค่ะ นี่คือคนที่ผ่านการคัดเลือกจากเอกสารนะคะ แต่พรุ่งนี้เช้าทีมเลขาสัมภาษณ์ก่อน ทางเราจะจัดการดูขั้นแรก ท่านรองประธานช่วยตัดสินในการสัมภาษณ์รอบสุดท้ายก็พอค่ะ”

มีโซยิ้มหวานยื่นเอกสารทั้งหมดให้กับยองจุนที่กำลังจ้องมองเธออยู่ด้วยสีหน้าและสายตาเย็นชา

“จะทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ งั้นเหรอ”

“ขอโทษนะคะ ฉันจะหาคนที่ดีกว่าตัวเองมาแทนก่อนจะลาออกให้ได้ค่ะ”

ไหนว่าคนยิ้มหวานจะไม่พูดจาทำร้ายใครไง หลังจากยองจุนเห็นภาพมีโซยิ้มละมุนละไมพร้อมพูดขอโทษออกมาแล้วก็ไม่อยากจะเชื่อคำนั้นอีกต่อไป ชายหนุ่มยังคงมองมีโซด้วยสายตาเย็นเยียบอีกครั้งก่อนจะก้าวเดินตึงตังเดินเข้าไปในห้องทำงาน

“เฮ้อ”

มีโซถอนหายใจออกมาเมื่อเหลือเธอแค่อยู่คนเดียว จากนั้นก็จัดระเบียบโต๊ะทำงานที่ใช้มาอย่างยาวนานพักใหญ่ แล้วก้มตัวลงเพื่อหยิบถังขยะที่เต็มไปด้วยของไม่ได้ใช้งานไปทิ้ง แต่ก็ต้องส่ายหัวเพราะอยู่ๆ ก็รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา


‘แล้วทำยังไงกับแมงมุมตัวนั้นล่ะ’


“หื้อ เมื่อกี้ฉันได้พูดไปด้วยเหรอว่าเป็นเพราะแมงมุมน่ะ…”


* มีโซ แปลว่า รอยยิ้ม

ความคิดเห็น